หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 11 : หมอกซ่อนดาว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 237
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    8 ส.ค. 62

            วันรุ่งขึ้นจันทร์รวีเข้ามาคอยดูแลเธียรวิชญ์อย่างใกล้ชิด แม้เขาจะไม่เต็มใจนักแต่ก็ยากจะปฏิเสธ เพราะสายตาข่มขู่แกมบังคับของมารดาที่จ้องมองมา ทำให้เขายังไม่อยากทะเลาะกับแม่ตัวเองในเวลานี้

          “ให้หนูรวีดูแลน่ะดีแล้ว มีพยาบาลส่วนตัวไม่ดีหรือไง”

            “เกรงใจรวีน่ะครับ” เขาหันไปสบตาหญิงสาวที่กำลังยื่นกลีบส้มส่งเข้าปากให้

            “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ รวีเต็มใจ”

            หญิงสาวพูดพร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานละไม แต่ในสายตาของคนเจ็บ รอยยิ้มแบบนี้กลับดึงดูดใจเขาได้ไม่เท่ากับดวงหน้าเรียบ ๆ ของผู้หญิงอีกคน

            จันทร์รวีขอตัวออกไปทำธุระจึงคลาดกันกับกันธิชาและสุดเขตที่เข้ามาเยี่ยมเขาในตอนสาย

            “สวัสดีค่ะ ฉันกันธิชา เจ้าของร้านอาหารที่คุณถูกยิงเมื่อวาน”

            “ครับ ผมจำได้” น้ำเสียงนุ่มทุ้มหู แต่สำหรับวาโยกลับเป็นการ ระคาย หูเสียมากกว่า เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟารับแขกของห้องคนเจ็บ ถือวิสาสะหยิบผลไม้ในจานขึ้นมารับประทานหน้าตาเฉย ไม่สนใจขออนุญาตคนเจ็บ วาโยเจตนาทำเช่นนั้นเพราะนึกหมั่นไส้คนเจ็บอยู่ตงิด ๆ

            “อาการคุณเป็นยังไงบ้างคะ”

            “ไม่เป็นไรมากครับ กระสุนถูกที่ไหล่ ผ่าออกเรียบร้อยแล้วครับ คงพักฟื้นสักระยะ”

            “คุณพอจะเห็นหน้าคนร้ายไหมคะ”

            “ไม่ครับ ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีใครลอบทำร้ายผมในร้านอาหาร”

            “คนปากเสียก็แบบนี้” เสียงพูดลอย ๆ ดังมาจากวาโยการสนทนาสะดุดลงก่อนที่กันธิชาจะเอ่ยขอโทษ

            “ขอโทษด้วยนะคะ”

            “จะไปขอโทษทำไมธาร เราไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับคนร้ายนะ เมื่อไม่เป็นไรก็กลับเหอะธาร ที่ร้านเรายังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ” วาโยขัดขึ้น แล้วลุกยืนเตรียมตัวกลับเต็มที่

          กันธิชาเองก็หมดเรื่องคุย จึงหันไปยิ้มอ่อนบางให้คนเจ็บ

            “ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ” คำพูดถนอมคำ ไม่ยืดยาวทำให้คนฟัง ใจฝ่อชอบกล

            “ครับ” คำรับจึงสั้นเช่นกัน

            ประตูถูกเปิดกว้างออกพร้อมกับร่างของหนุ่มสาวที่ก้าวตามกันออกไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงร่างคนเจ็บที่ค่อย ๆ ล้มตัวลงนอนเพียงลำพัง การขยับไหล่แม้เพียงน้อยนิดก็ทำให้เจ็บบาดแผลเป็นอย่างมาก แต่ริมฝีปากของชายหนุ่มกลับคลี่ยิ้มให้กับตัวเองลืมความเจ็บทางกายเพราะมีความสุข ทางใจเข้ามาทดแทนอย่างนึกไม่ถึง...


            หนังสือพิมพ์ฉบับที่ถืออยู่ในมือถูกเหวี่ยงลงพื้นปลิวกระจัดกระจาย บรรดาลูกน้องที่ยืนรายล้อมอยู่ต่างก็มองหน้ากันอย่างตกใจ หนึ่งในนั้นก้มเก็บอย่างใจเย็น แล้วถือมันค้างไว้ในมือนิ่ง สายตาจับจ้องอยู่ที่ผู้เป็นนาย ไม่กลัวเกรง แต่ก็ไม่ท้าทาย และบางจังหวะเขาก็หลุบตามองพื้นอย่างสำรวม

            “แกไม่เคยทำงานพลาด แล้วทำไมครั้งนี้มันถึงรอดไปได้ กว่าจะมีโอกาสเล่นงานมันคงต้องรอไปอีกพักใหญ่ แล้วธุรกิจของฉันไม่บรรลัยหมดหรือไง”

          “พี่สรณ์บอกว่าถ้าจังหวะนั้นมันไม่หันไปอีกทาง ก็คงไม่พลาดหรอกครับนาย” ลูกน้องคนสนิทเอ่ยแก้ต่างให้ลูกพี่ แม้เขาจะไม่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ไม่รู้จักคนที่เป็นเป้าหมาย แต่จากการที่ได้ฟังคำบอกเล่าสั้น ๆ ความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากลูกพี่ของเขา แต่เป็นเพราะดวงของคน ๆ นั้นอาจยังไม่ถึงฆาต

            ฝ่าเท้าที่เร็วปานพายุถีบเข้าใส่ร่างของคนพูดอย่างไม่ปราณี จนถึงกับเซถลาล้มลงไปกองกับพื้น ผู้เป็นนายก้าวตามไปติด ๆ หวังจะเหยียบซ้ำ แต่มือสากหยาบและแข็งของสรณ์รั้งไว้ ผู้เป็นนายหันมามองแล้วสลัดออกทันที

            “มึงจำไว้ เวลากูพูดอะไรมึงมีหน้าที่ฟัง ไม่ต้องเสนอความเห็นอะไรทั้งนั้น เพราะกูไม่อยากฟังข้อแก้ตัวของคนทำงานพลาด” เขาชี้หน้าไปที่คนนอนเอามือกุมท้องอยู่

            “มึงจำไว้ให้ดี ถ้าครั้งต่อไปมึงพลาดอีก นั่นหมายถึง ชีวิตของมึง” ชรัณชี้นิ้วไปที่ใบหน้าของสรณ์อย่างอาฆาต

            “ออกไปได้แล้ว กูไม่อยากเห็นหน้าพวกมึง” พูดพลางทิ้งตัวลงนั่ง แล้วคว้าแก้วกาแฟตรงหน้าขึ้นเหวี่ยงลงกระทบพื้นแตกกระจาย บรรดาลูกน้องที่ยืนอยู่ต่างก็มองหน้ากันอย่างขวัญเสีย เพราะรู้ดีว่าเวลานายอารมณ์ไม่ดี ไม่ใครก็ใครต้องถูกนายระบายอารมณ์ใส่ แต่นี่เคราะห์ร้ายตกเป็นของเด็กหนุ่มหน้าใหม่คนนั้นไปแล้ว พวกที่เหลือจึงพอเบาใจอยู่บ้าง

            สรณ์กับลูกน้องคนสนิทเดินคู่กันออกมา คนตัวเล็กและอายุน้อยกว่าเอามือกุมท้องไว้ตลอดเพราะยังไม่หายจุก

            “คราวหลังก็ไม่ต้องออกรับแทนข้าอีก”

            “ก็นายพูดไม่ถูก พี่สรณ์ไม่ได้ทำงานพลาดซะหน่อย เป็นเพราะดวงไอ้หมอนั่นมันไม่ถึงฆาตต่างหาก”

            “นั่นแหละเขาเรียกว่าพลาด” คนตอบสีหน้าเคร่งขรึมน้อยนักที่จะปรากฏรอยยิ้มให้เห็น หวนนึกถึง งาน ที่เขาทำพลาดเมื่อวานนับเป็นครั้งแรกที่เขาเจตนาสังหารใครแล้ว พลาด เขาตามตัวชายหนุ่มมาตั้งแต่ออกจากที่ทำงาน แต่เพราะเกิดอุบัติเหตุบนถนนทำให้เขาคลาดกับรถของเป้าหมาย กว่าจะตามหาเจอก็ใช้เวลาพอสมควร  

เขาปะปนเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้นทำทีเป็นเดินเที่ยวชมบรรยากาศ รอจนได้จังหวะจึงลงมือ แต่คงเป็นโชคชะตาที่ทำให้ชายผู้นั้นรอดพ้นจากวิถีกระสุนของเขาได้อย่างหวุดหวิดหรือเป็นเพราะเขาขาด สมาธิกันแน่ ในระยะไกลสายตา เขาเห็นและได้ยินหญิงสาวคนหนึ่งกำลังบรรเลงเพลงด้วยท่วงทำนองหวานจับใจ

            “พี่สรณ์คิดอะไรอยู่หรือเปล่าเนี่ย” เด็กหนุ่มเห็นท่าทางเหม่อ ๆ ของมือสังหารมากวัยกว่าราวกับไร้สติอยู่กับตัวจึงสะกิดเรียก อีกฝ่ายจึงหันมามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            “แล้วพี่สรณ์จะเอาไงต่อ เข้าหน้านายไม่ติดแบบนี้ จะหลบไปไหนดี” แม้อายุจะห่างกันหลายปีแต่เด็กหนุ่มก็นับถือเขาเป็นพี่ชาย จึงไม่ยอมเรียกตามอายุที่ควรจะเป็น

            “ก็คงหาที่ซ่อนตัวสักพัก รอคำสั่งนายอีกที”

            “ฉันถามอะไรพี่ข้อนึงสิ”

            “ว่ามาสิ”

            “ฉันรู้สึกว่าพี่ เหมือนไม่อยากรับงานจากนาย”

            เขาสบตาเด็กหนุ่มรุ่นน้องก่อนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยเย็นชาราวกับรูปปั้นน้ำแข็ง

            “เพราะการฆ่าคนไม่ใช่เรื่องสนุก ถ้าแกมีทางเลือกก็อย่าเดินบนเส้นทางนี้ อย่าทำให้มือตัวเองต้องกลายเป็นมือบาป”

            สรณ์เดินทิ้งห่างลูกน้องออกไป ปล่อยให้คนด้านหลังยืนงงกับคำตอบที่ได้ยิน

            “พูดอะไรของเขา เราก็ไม่มีทางฆ่าใครอยู่แล้ว” เด็กหนุ่มเกาหัวแกรกก่อนเดินด้วยลำตัวไม่ตรงนักตามมือปืนรุ่นพี่ไป เขาอยากเห็นการทำงานของรุ่นพี่สักครั้งเป็นบุญตา แต่ก็ถูกห้ามเด็ดขาด เพราะไม่อยากให้เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอาชีพนี้

 ++++++++++++++++

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น