หมอกซ่อนดาว

ตอนที่ 1 : นักดนตรีปริศนา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 572
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    16 ก.ค. 62

               เสียงเพลงเศร้าซึ้งที่ดังลอยมาจากริมชายหาดไกลออกไป สะกดให้ชายหนุ่มเดินเรื่อยเปื่อยตามเสียงดนตรีนั้นไปอย่างไม่ตั้งใจนัก ในขั้นแรกเขาเข้าใจเพียงว่าเป็นเสียงที่ดังมาจากร้านอาหารหรือไม่ก็แค่นักท่องเที่ยวคนใดคนหนึ่งนั่งบรรเลงเพลงยามครึ้มอกครึ้มใจกับเพื่อนฝูง แต่เปล่า สิ่งที่เขาคิดมันกลับตรงกันข้าม เมื่อเขาแลไปเห็น ใครคนหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพังใต้ร่มชะง่อนหินที่ทอดตัวบังแสงแดดให้กับนักดนตรีผมยาวสลวยประบ่าผู้นั้น เขาผู้นั้นนั่งหันหน้าเหม่อมองไปยังท้องทะเลมือข้างขวาสะบัดขึ้นลงตรงสายกีตาร์เป็นเสียงดนตรีในบทเพลงที่ไม่คุ้นหูและไม่รู้ว่าใครคือผู้ประพันธ์ แต่กลับไพเราะจับใจ ในบริเวณนี้นักท่องเที่ยวไม่พลุกพล่านนัก มีชาวต่างชาติบางคนหยุดฟังดนตรีอย่างสนใจ ก่อนเลยผ่านไป

ชายหนุ่มลอบยืนฟังเสียงเพลงอยู่ไม่ไกลนัก ผู้เล่นไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะมีใครฟังหรือไม่ สมาธิจดจ่อกับคอร์ดเพลงที่บรรเลง ถ้าให้เขาเดาก็คงเป็นเพราะว่าหนุ่มน้อยผู้นี้คงไม่ต้องการปฏิสัมพันธ์กับใครด้วยนั่นเอง เสียงดนตรีฟังราวกับว่าผู้เล่นกำลัง เฝ้ารอใครสักคนกลับคืนมา เมื่อเสียงเพลงสิ้นสุดลง ชายหนุ่มหวังจะได้ยินเพลงต่อไป แต่ ใครคนนั้นกลับหยุดนิ่ง วางเครื่องดนตรีลงข้างกาย ขยับตัวช้า ๆ แล้วนั่งกอดเข่าทอดสายตามองไกลออกไป วูบหนึ่งของความรู้สึกชายหนุ่มกลับสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างในหัวใจของ นักดนตรีผู้นั้นได้อย่างน่าประหลาด ทั้งที่ไม่เห็นทั้งสีหน้าและแววตา

เพราะอะไรบางอย่างที่น่าค้นหาในตัวของหนุ่มน้อยผมยาวคนนั้น ทำให้เธียรวิชญ์ยังไม่ละสายตาไปจากเขาคนนั้นได้แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขยับตัวเตรียมลุกขึ้นเดิน ชายหนุ่มก็หมดความสนใจหันหลังเตรียมกลับเข้าที่พัก เขาเดินอย่างไม่รีบร้อนเพราะยังพอใจกับสายลมเย็น ๆ ที่พัดคลอเคลียผิวกาย พอดีกับที่ นักดนตรีผู้นั้นเดินมาทันและผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาคิดผิดเมื่อเห็นร่างสูงสมส่วนในชุดกางเกงยีนเข้ารูป กับเสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนนั้นถนัดตา ริมฝีปากหนาคล้ายรูปหัวใจใต้เรียวหนวดเขียวรำไรยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าร่างที่เดินผ่านเขาไปคือหญิงสาวไม่ใช่หนุ่มน้อยอย่างที่เข้าใจแต่แรก

“ผู้หญิงนี่หว่า” ริมฝีปากยกยิ้มขำกับความเข้าใจผิดของตัวเอง

               เธียรวิชญ์มองตามร่างปราดเปรียว ท่าทางคล่องแคล่วนั้นไปอย่างแปลกใจ ไม่คิดว่าจะมีผู้หญิงคนไหนมานั่งเล่นดนตรีเพียงลำพังริมหาดค่อนข้างลับตาคนเช่นนี้ แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่เขาต้องดิ้นรนค้นหาคำตอบ แม้ในส่วนลึกกลับรู้สึกราวกับว่ามีเศษฝุ่นเล็ก ๆ เกาะติดค้างอยู่ในใจ ไม่เป็นอันตรายแต่ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่อาจกำจัดออกได้ เขาพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านไม่จำเป็นนั้นออก เพราะชีวิตของเขายังมีเรื่องรอการสะสางอีกมาก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมีประกายกล้าขึ้นเมื่อนึกถึงภาพแห่งความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตที่ผ่านมา เขาอยากให้ทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เมื่อการสูญเสียก็คือการสูญเสีย มิอาจเรียกร้องกลับคืน

               ชายหนุ่มเดินเข้าไปในร้านเครื่องดื่มริมหาด สั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ มานั่งละเลียดใกล้กับห้องพัก เขาเองก็มาที่นี่เพียงลำพังเช่นกัน แต่ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ความเป็นส่วนตัวของเขาก็จะหายไป เมื่อนึกถึงเวลานั้นอารมณ์แห่งความเบื่อหน่ายก็บังเกิดขึ้นทันที

               “คุณเดินมาจากริมหาดด้านโน้นเหรอครับ” คนขายเครื่องดื่มถามขึ้น

                ครับ” เขาตอบสั้นที่สุดเพราะไม่ค่อยอยากสนทนากับใครนัก

               “ไปฟังเพลงมาล่ะสิ”

               ชายหนุ่มนึกแปลกใจกับคำถาม “เอ่อ...คงใช่”

            “ผู้หญิงคนนั้นมาเล่นเพลงนั้น เพลงเดียว นั่งสักพักแล้วก็กลับ แต่ก็มีบางวันนะที่นั่งอยู่ตั้งแต่เช้ายันเย็น ไม่มีใครรู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน”

               ข้อมูลใหม่ที่เขารับรู้โดยไม่ตั้งใจและไม่คิดว่าจะอยากรับรู้ แต่กลับทำให้เขาติดใจสงสัยขึ้นมาดื้อ ๆ มารอใคร

            “แล้ว ไม่มีใครถามเธอเหรอครับว่าเพราะอะไร” เขากลับอยากสนทนาขึ้นมา

               “อืม...ก็เคยมีนะ แต่ไม่ได้รับคำตอบ ก็เลยสรุปกันว่า คงมาเล่นเพลงรอคนรัก ผู้หญิง  ลงได้มาอีท่านี้ก็คงเป็นเรื่องความรักน่ะแหละ จะมีอะไร๊”

            “เธอมาบ่อยเหรอครับ”

               “รู้สึกจะปีละครั้งนะ เห็นมาสองปีแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่รู้ ผมเพิ่งย้ายมาอยู่แถวนี้ได้แค่สองปี”

               ยังไม่ทันที่เขาจะซักถามข้อสงสัยอะไรต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขาถอนใจเบา ๆ ก่อนรับ

               “ครับแม่”

               “แกอยู่ตรงไหน แม่กับหนูจันทร์รวีมาถึงแล้ว”

               “แม่รอที่บ้านพักก่อนนะครับ เดี๋ยวผมไปหา”

               ชายหนุ่มส่งเงินให้เจ้าของร้านแล้วเดินเนือย ๆ ออกจากร้านไป เขาไม่เข้าใจมารดาเลยว่า ทำไมจึงอยากให้เขากับจันทร์รวีลงเอยกันนัก ทั้งที่เขาไม่เคยรักเธอเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเดินมาถึงบ้านพักก็เห็นบุคคลทั้งสองกำลังนั่งรออยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านพักริมหาด

               “เหนื่อยไหมครับ” เขาไม่เจาะจงถามใครคนใดคนหนึ่ง

               “ดูสิ หนูรวี พี่เขาอุตส่าห์เป็นห่วง”

               “ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ขับรถใกล้แค่นี้เอง”

               “หนูรวีขับรถเก๊งเก่ง แม่นั่งเพลินเลย”

               “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะคุณป้า”

               “นี่เจ้าเธียร แกพาน้องไปเดินเล่นสิ แม่ว่าจะพักซักหน่อย”

               “เอาไงดีครับ จะไปเดินเล่น หรือว่าจะพัก” เขาถาม

               “แล้วแต่พี่เธียรค่ะ”

               “จะแล้วแต่พี่ได้ยังไง” เขาแค่นยิ้ม

               “ก็แม่บอกแล้วไงว่าให้แกพาน้องไปเดินเล่น ชอบทำให้น้องเขวอยู่เรื่อย”

               “คุณแม่ครับ” เขาลากเสียง “รวีขับรถมาเหนื่อย ๆ น่าจะพัก ขนาดคุณแม่เองยังอยากพักเลย”

               “ก็แม่แก่แล้ว ใครจะไปเหมือนหนุ่มสาวอย่างพวกแก ไป ๆ พาน้องไปเดินเล่น ยิ่งมีเวลาน้อยอยู่ พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้วไม่ใช่เรอะ ไปสิจ๊ะหนูรวี”

               เธียรวิชญ์จำใจพาจันทร์รวีไปเดินเล่นริมชายหาด แล้วในที่สุดเขาก็พาหญิงสาวมาหยุดตรงชะง่อนหินจุดเดิม เขามองตรงไปเห็นหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งเคียงซบกัน แต่ไม่ใช่เจ้าของเสียงดนตรีเมื่อตอนสาย

            “ตรงนั้นมีอะไรเหรอคะพี่เธียร”

               “เปล่าจ้ะ น้องรวีอยากดื่มอะไรไหม เดี๋ยวพี่ไปดูมาให้” เขาหันมาถามหญิงสาวที่เขารู้สึกได้แค่น้องสาวเท่านั้น จันทร์รวีอ่อนกว่าเขาหลายปี มองยังไงเขาก็ไม่อาจรู้สึกกับหล่อนได้มากไปกว่านั้น นึกแปลกใจตัวเองเช่นกันที่ไม่พบใครสักคนที่เขาพอจะรู้สึก สนใจ ได้ ทั้งที่เขาก็ไม่เคยปิดกั้นตัวเอง บรรดาเพื่อนฝูงมักชอบพูดหยอกเย้ากล่าวหาว่าเขาเลือกมาก เรื่องมาก และแถมท้ายด้วยสุภาษิต เลือกนักมักได้แร่แต่เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนหากตัวเองต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต บางคนคิดว่าเขาสนใจเพศเดียวกันเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพราะเขาย่อมรู้จักตัวเองดีกว่าคนอื่นอยู่แล้ว

               “อะไรก็ได้ค่ะ”

               “งั้นนั่งรอพี่ตรงนี้นะ”

               ชายหนุ่มเดินตรงไปยังร้านค้าร้านเดิมไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับน้ำมะพร้าวสำหรับจันทร์รวีและเครื่องดื่มสำหรับ ผู้ชาย อย่างเขาหนึ่งกระป๋อง เขาหย่อนตัวลงนั่งบนเปลผ้าใบใกล้กับเธอ

               “ขอบคุณค่ะ”

               เขานั่งลงห่างจากหญิงสาวเล็กน้อยกะระยะไม่ให้ดูน่าเกลียด ที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยให้ความสำคัญกับผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษ เพราะทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับงาน กับการดูแลก่อสร้างธุรกิจของครอบครัวแทนบิดาที่เสียชีวิตไป แม้มารดาของเขาจะพยายามสานสัมพันธ์ให้เขากับจันทร์รวีแทบทุกวิถีทาง แต่เขาก็บ่ายเบี่ยงมาตลอด ภายนอกจากที่เห็นหญิงสาวอาจดูหัวอ่อนเชื่อผู้ใหญ่ แต่อะไรบางอย่างในดวงตาของเธอกลับทำให้เขามองจันทร์รวีแปลกแตกต่างออกไปจากที่คนอื่นเห็น ภายนอกเธียรวิชญ์อาจดูเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใครก็จริง แต่ลึกลงไปเขาคือชายหนุ่มขี้เล่นอารมณ์ดีคนหนึ่ง ฉลาดในการมองคน การศึกษาอุปนิสัยของคนทำให้เขาสามารถเข้าถึงตัวลูกค้าได้ก่อนคู่แข่งเสมอ

               “พี่เธียรดื่มบ่อยเหรอคะ มันไม่ดีต่อสุขภาพนะคะ”

               “ไม่หรอก แล้วแต่อารมณ์”

               “ต้องมีอารมณ์ด้วยเหรอคะ” หญิงสาวเอียงศีรษะน้อย ๆ แลดูน่ามองแต่ก็ไม่ใช่สำหรับเขา

               “ใช่”

               อารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่ได้อยู่กับหญิงสาวแสนหวานละมุนคนนี้เลย แต่โสตประสาทกลับได้ยินแต่เสียงดนตรีเบา ๆ ดังแว่วมาเป็นระยะ สายตาคอยลอบชำเลืองมองไปยังชะง่อนหินนั้นคล้ายมีบางอย่างฉุดรั้งโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจตัวเองว่าเสียงเพลงหรืออะไรกันแน่ที่ทำให้เขาให้ความสนใจกับผู้หญิงคนนั้นทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าหรือรู้จักกันมาก่อน ผู้หญิงที่เห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าเสียด้วยซ้ำ กลับทำให้ความคิดของเขาวนเวียนอยู่กับเจ้าหล่อนได้

++++++++++++++++++++

นิยายรัก  แนวดราม่า ใครชอบแนวนี้แวะเวียนมาให้กำลังใจกันนะคะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น