คุ้งเสน่หา

ตอนที่ 3 : #๑.๓ ผู้หญิงร้ายร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ก.ย. 61

        ลูกสาวอดีตผู้ใหญ่บ้านก้าวขึ้นไปบนท่าเรือแล้วเดินดิ่งเข้าไปดูขนมแผ่นบางบนเตาที่แม่ค้าสาวกำลังละเลงแป้งเป็นวงดูน่ากิน


“พี่สาวจ๊ะ เอาขนมเบื้องให้ฉันสามแผ่นสิจ๊ะ”


มารศรีสั่งพลางล้วงเหรียญบาทออกจากกระเป๋ากางเกงยืนรอแม่ค้าใส่เครื่องและน้ำตาลลงในแป้งที่ละเลงอยู่บนเตา เมื่อขนมสุกก็พับแผ่นแป้งเป็นครึ่งวงกลม หยิบขึ้นวางบนตระแกรงผึ่งให้เย็นแล้วหยิบใส่กระทงใบตองยื่นส่งให้


“เท่าไหร่จ๊ะ” คนซื้อเอ่ยถามเมื่อแม่ค้ายื่นของให้


“บาทนึงจ้ะ” แม่ค้าตอบแล้วยื่นมือออกไปรับเหรียญบาทจากมือหญิงสาวมาใส่ตะกร้าที่วางอยู่ตรงหน้า


หลังได้ขนมเบื้องที่สั่งเรียบร้อย มารศรีตั้งใจจะไปหาซื้อขนมไทยของโปรดอีกสองสามอย่างขึ้นไปกินบนเรือกับจืด แต่จังหวะที่หล่อนเบี่ยงตัวจะเดินออกจากร้านขายขนมเบื้องนั้น ชายหนุ่มร่างผอมแกร็นคนหนึ่งวิ่งฝ่าหล่อนไปอย่างเฉียดฉิว แต่คนตัวใหญ่ที่วิ่งไล่ตามชายคนแรกมาติด ๆ ยั้งฝีเท้าไม่ทันทำให้ร่างสูงกำยำนั้นปะทะกับเข้ากับร่างเพรียวของหล่อนเต็มแรง


“เฮ้ย!” อานนท์อุทานเสียงหลงเมื่อยั้งเท้าไม่ทันจนเป็นเหตุทำให้เขาชนไหล่หญิงสาวหุ่นระหงตรงหน้าเข้าเต็มแรง


            “ว๊าย!!” มารศรีร้องเสียงหลงเมื่อไหล่ของหล่อนถูกกระแทก จนเกือบหน้าคมำหากคนที่ชนหล่อนไม่คว้าเอวของหล่อนได้ทันเสียก่อน แต่ข้าวของในมือหล่อนก็ตกหล่นอยู่เกลื่อนพื้น


            อานนท์ก้มลงมองใบหน้าสวยหวานของหญิงสาวในวงแขนราวกับต้องมนตร์ ดวงตากลมวาวสุกใส ล้อมกรอบด้วยขนตาเป็นแพดำขลับของหล่อนสะกดหัวใจของเขาจนเสียจังหวะในการเต้นอยู่เสี้ยววินาที จมูกโด่งรั้นรับกับริมฝีปากโค้งรูปกระจับชวนให้อยากโน้มใบหน้าตามลงไปแนบริมฝีปากคลึงเคล้ากลีบปากเย้ายวนของหล่อน เขาสัมผัสถึงแรงบีบรัดใต้หน้าอกหัวใจที่เต้นผิดจังหวะตั้งแต่สบตาหลากอารมณ์ของหญิงสาวในระยะห่างกันแค่ลมหายใจกั้น


            มารศรีเงยหน้ามองใบหน้ารกเรื้อยหนวดเคราที่อยู่ห่างใบหน้าของหล่อนแค่คืบอย่างตกใจระคนโมโห ดวงตาวาวจ้องมองเขาอย่างเอาเรื่องก่อนจะยกมือขึ้นผลักอกเขาแรง ๆ แล้วดันตัวออกจากอ้อมแขนที่ช่วยประคองไม่ให้ล้มก่อนจะตวาดถามเขาด้วยน้ำเสียงขุ่นขวางเต็มที่


            “โอ๊ย! มีแต่ตีนไม่มีตาหรือยังไงโว้ย คนทั้งคนตัวก็ไม่ใช่เล็กดันวิ่งเข้ามาชนได้” มารศรีตวาดเสียงแหลมใส่คู่กรณีอย่างมีโทสะ และค้อนใส่ใบหน้ารกครึ้มไปด้วยหนวดเคราของคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ


เสียงสิบแปดหลอดของหญิงสาวปลุกอานนท์ขึ้นจากภวังค์อ่อนหวานในทันทีพร้อมกับถอนใจหนัก ๆ และเหลือบตามองข้ามศีรษะเจ้าหล่อน มองเด็กชายหัวขโมยที่วิ่งไกลออกไปเรื่อย ๆ ด้วยความเสียดาย


“ขอโทษเถอะน้องสาว พี่มัวแต่ไล่ตามไอ้เด็กหัวขโมยนั่นแลยไม่ทันระวัง เดี๋ยวพี่จะชดใช้ข้าวของที่เสียหายคืนให้นะ”


“มันก็แหงอยู่แล้วล่ะ ในเมื่อแกเป็นคนทำให้ข้าวของฉันเสียหาย ก็ต้องเป็นคนซื้อใช้คืนอยู่แล้ว ลองไม่ใช้สิ แม่ได้ด่าระเบิดแน่”มารศรีเอ่ยเสียงขุ่น


อานนท์เลิกคิ้วเฉียง มองใบหน้าบึ้งตึงของหญิงสาวพลางส่ายศีรษะเบา ๆ แล้วหันไปสั่งแม่ค้า


“พี่สาว ช่วยทำขนมให้น้องคนนี้ใหม่ทีเถอะ เดี๋ยวฉันจะจ่ายเงินค่าขนมให้เอง”เขาหยิบธนบัตรใบละสิบบาทออกมายื่นส่งให้กับแม่ค้า


แม่ค้ามองธนบัตรที่ถูกยื่นมาตรงหน้าก่อนจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยเสียงอ่อน

“ฉันไม่มีเงินทอนหรอก น้องชายมีเหรียญบาทไหมล่ะ”


“เดี๋ยวนะพี่สาว” ชายหนุ่มเอ่ยพลางยื่นมือออกไปรับกระทงใบตองบรรจุขนมเบื้องหน้าตาน่ากินยื่นส่งให้กับหญิงสาวพร้อมถามหล่อนว่า “น้องสาวมีเงินให้พี่แลกไหม แม่ค้าเขาไม่มีเงินทอนน่ะ”


“โอ๊ย...แลกเลิกอะไร เอามาทั้งหมดนี่แหละ” มารศรีรีบฉวยธนบัตรใบละสิบบาทกับขนมจากมืออีกฝ่ายและเอ่ยง่าย ๆ “เดี๋ยวฉันจ่ายค่าของเองส่วนเงินทอนที่เหลือฉันจะถือว่าเป็นค่าเสียหายที่แกทำฉันตกใจก็แล้วกัน”


“โอ้โฮ...นี่ตั้งใจจะปล้นกันซึ่ง ๆ หน้าเลยหรือไง พี่ไม่ได้ตั้งใจจะชนเธอ แล้วเธอก็ไม่ได้บาดเจ็บสักกระผีก ทำไมถึงเรียกค่าทำขวัญแพงนักล่ะฮะ!” เขาทำตาดุใส่คนหน้าเชิดอย่างไม่ชอบใจนัก


“ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ซุ่มซ่าม มาทำให้ฉันต้องอายและเจ็บตัวทำไมล่ะ”


มารศรีไหวไหล่แล้วเอ่ยอย่างไม่สนใจแววตาแสดงอารมณ์ของคู่กรณี หล่อนเก็บธนบัตรในมือยัดใส่กระเป๋า ก่อนหยิบเหรียญบาทออกมายื่นให้กับแม่ค้าขนมเบี้อง


“ผู้หญิงอะไร...หน้าเลือดชะมัด” อานนท์บ่นอุบ แต่ไม่คิดเรียกร้องเอาเงินทอนคืน ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วเดินตรงไปที่ท่าเรือ เลิกใส่ใจคู่กรณีซึ่งเดินตามหลังเขามาห่าง ๆ


มารศรีแบะปากใส่แผ่นหลังของชายตัวโตที่ก้าวนำหน้า หล่อนเดินตามไปห่าง ๆ เห็นอีกฝ่ายลงไปในเรือ และเดินลึกเข้าไปมองหาที่นั่งบริเวณหัวเรือชั้นล่าง


“ดีนะที่นั่งคนละชั้น...จะได้ไม่ต้องเห็นหน้าให้เสียอารมณ์ไปตลอดทาง” หล่อนบ่นขณะก้าวลงเรือ แล้วขึ้นไปยังชั้นสอง จากนั้นก็สลัดศีรษะไล่ภาพใบหน้าหนวดครึ้มนั้นออกไป


หลังสิ้นเสียงระฆังที่แขวนอยู่ตรงหัวเรือเป็นสัญญาณเตือนว่าเรือกำลังจะแล่นออกจากท่า พื้นที่ค่อนข้างว่างเมื่อตอนออกจากท่าเรือผักไห่กกลับเต็มไปด้วยผู้โดยสาร ที่ขึ้นมาจากท่าเรือบ้านแพน เรือค่อย ๆ แล่นฝ่ากระแสน้ำออกจากท่าเพื่อมุ่งหน้าสู่บางกอก เสียงเครื่องยนต์ดังแข่งกับเสียงพูดคุยในหมู่ผู้โดยสารที่ค่อย ๆ เงียบลงเมื่อเรือแล่นออกจากท่ามาพักใหญ่นาน ๆ จึงจะมีเสียงขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งสลับเสียงไอจามหรือเสียงหยิบข้าวของเป็นครั้งคราว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น