คุ้งเสน่หา

ตอนที่ 2 : #๑.๒ ผู้หญิงร้ายร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 83
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    11 ก.ย. 61

               ไอร้อนจากแสงอาทิตย์แผ่ไปทั่วคุ้งน้ำซึ่งเนืองแน่นไปด้วยลำเรือของเหล่าพ่อค้าแม่ขายที่ลอยลำบนผิวน้ำใกล้ท่าเรือเพื่อค้าขายกับผู้โดยสารจำนวนมากที่เดินทางมากับเรือเมล์ขนาดใหญ่ ซึ่งแล่นรับส่งผู้โดยสารจากต่างสารทิศและเรือทุกลำจะต้องเข้าจอดเทียบท่ารับส่งผู้โดยสารที่ท่าเรือใหญ่แห่งนี้


            หญิงสาวหุ่นระหงที่ยืนชะเง้อคอคอยอยู่บนท่าเรือด้วยชุดเสื้อผ้าสีสดที่ดูโดดเด่นสะดุดสายตากว่าผู้คนที่ยืนล้อมรอบกายหล่อน เปิดยิ้มตาพราวทันทีที่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์และกระดิ่งหัวเรือรุ่งเรืองรัศมีซึ่งเป็นเรือเมล์สีแดงขนาดใหญ่ ที่แล่นมาจาก    อำเภอป่าโมกในจังหวัดอ่างทองลอยลำใกล้เข้ามาเพื่อจอดเทียบท่ารับส่งผู้โดยสารในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า


            “เรือมาแล้วพี่จืด ไม่กี่อึดใจเราก็จะหนีพ้นสายตาพ่อกับไอ้พี่แอ๊ะซะที กว่าทุกคนจะรู้ตัว พวกเราก็คงไปถึงบ้านแพนกันแล้ว ถึงเวลานั้นพ่อกับแม่ก็ตามเราไม่ทันแล้วละ” ลูกสาวอดีตผู้ใหญ่บ้านฉีกยิ้มกว้างขณะหันไปเอ่ยกับคนสนิทของตนอย่างยินดี


            “โอ๊ย...พี่ละตื่นเต้นจริง ๆ เชียวน้องศรี ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ไปดูลิเกที่บางกอก”


มารศรีขบขันสีหน้าท่าทางตื่นเต้นไม่เก็บอาการของจืดเมื่อนึกถึง “บางกอก” เมืองที่ใคร ๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยราวกับสรวงสวรรค์


            “นึกแล้วก็เสียดายไม่หายเลยจริง ๆ นะพี่จืด ถ้าเรารู้ข่าวเร็วกว่านี้ คงได้ไปเรือลำเดียวกับพี่วิชาญแล้วล่ะ เป็นเพราะอีนังดอก...เอื้องแท้ ๆ” มารศรีบ่นพลางจิกเรียกชื่อคู่อริท้ายประโยคอย่างหงุดหงิด


จืดพยักหน้าหงึก ๆ อย่างเห็นด้วยกับนายจ้างสาวเพราะ หากพวกหล่อนรู้ข่าวเร็วกว่านี้สักวัน ป่านนี้หล่อนกับมารศรีคงเดินทางถึงบางกอกพร้อมกับชาวคณะลิเกแล้ว ยิ่งนึกก็ยิ่งโมโหจึงบ่นขึ้นอย่างเสียดาย


            “จริง...เพราะนังดอกเอื้องคนเดียวแท้ ๆ ไม่อย่างนั้นป่านนี้เราคงถึงบางกอกพร้อมพวกนั้นแล้ว”


            “ถ้าอีนังนั่นมันไม่กีดกันฉัน คืนนี้เราคงได้นั่งดูพี่วิชาญแสดงกันจนหนำใจแล้ว” มารศรีบ่นกระปอดกระแปดอย่างไม่หายขุ่นใจ


            “แต่ก็ช่างมันเถอะน้องศรี ช้าไปวันก็ยังดีกว่าไม่ได้ไปเลยนะ”


จืดเอ่ยพลางพนมมือท่วมหัวเพื่อบนบานศาลพ่อใหญ่ที่เป็นที่นับถือของคนลาดชะโดด้วยน้ำเสียงแหลมเล็ก

“เจ้าประคู้น...ขออย่าให้ลุงศลกับไอ้พี่แอ๊ะตามลูกกับน้องศรีทันเลยนะเจ้าคะ ลูกกลับจากบางกอกแล้วจะต้มไข่ไปถวายพ่อใหญ่ที่ศาลเลยเจ้าค่ะ”


            เสียงระฆังจากหัวเรือเมล์ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนการเข้าเทียบท่าดังใกล้เข้ามา ทำให้สองสาวหยุดสนทนาและกระวีกระวาดคว้ากระเป๋าสานบรรจุสัมภาระส่วนตัวน้อยชิ้นที่วางอยู่ข้างกายขึ้นมาถือเตรียมขึ้นเรือ จากนั้นก็เดินเข้าไปต่อแถวรวมกับชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ยืนรอขึ้นเรือเช่นกัน หลังผู้โดยสารจากป่าโมก วิเศษชัยชาญ ลงจากเรือเรียบร้อย ทุกคนจึงทยอยกันเดินเรียงแถวขึ้นไป


            สองสาวเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองแล้วกวาดสายตามองหาที่นั่ง ท้ายเรือบนชั้นนี้แยกที่นั่งสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ยกพื้นให้สูงกว่าปกติ ทั้งคู่เลือกที่ว่างข้างบันได  เพื่อความสะดวกในการขึ้นลงไปทำธุระส่วนตัว โชคดีที่วันนี้มีผู้โดยสารไม่มากนักจึงมีที่ว่างให้ทั้งสองได้นั่งสบาย ๆ


กว่าเรือเมล์จะแล่นจากท่าเรือผักไห่ สองสาวก็ลุ้นกันอย่างกระวนกระวายด้วยเกรงว่าจะเห็นเรือบื๋อของผู้ใหญ่กุศลไล่ตามมาทันกระทั่งเรือแล่นไกลออกมาจากท่าผักไห่ ทั้งคู่จึงหันมามองกันอย่างโล่งอกก่อนที่มารศรีจะหยิบหนังสือนิยายที่หล่อนเตรียมมาเพื่ออ่านฆ่าเวลาขึ้นมาอ่านในขณะที่จืดหยิบไหมพรหมที่ถักค้างเอาไว้ขึ้นมานั่งทำต่อ ท่ามกลางเสียงพูดคุยกันเซ็งแซ่ของผู้โดยสารอื่นๆ จนเวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงเศษ ระฆังหัวเรือจึงดังขึ้นอีกครั้งเป็นสัญญาณแจ้งว่าเรือเตรียมเทียบท่าที่บ้านแพน ทั้งคู่จึงละมือและละสายตาจากสิ่งที่สนใจขึ้นมองทิวทัศน์โดยรอบอีกหน


            “แป๊บเดียวถึงบ้านแพนละ ป่านนี้ไอ้พี่แอ๊ะคงกำลังวิ่งหน้าตาตื่นไปรายงานพ่อว่าตามหาพวกเราไม่เจอแหง ๆ เนอะพี่จืด”


มารศรีนึกถึงหนุ่มรุ่นพี่รูปร่างเตี้ยป้อมเป็นกระปุกตั้งฉ่าย อย่างขบขัน ป่านนี้คนที่หญิงสาวนึกถึงคงวิ่งหน้าตั้งไปรายงานบิดาหล่อนหลังจากตามหาไปทั่วคุ้งทั่วท่าแต่ไม่พบ


            “หรือไม่ก็อาจจะกำลังเอาเรือตามเรามาที่บ้านแพนอยู่ก็ได้นะ” จืดเอ่ยอย่างวิตกพลางชะเง้อคอมองรอบ ๆ อย่างไม่สบายใจ ภาวนาให้เรือรีบแล่นออกจากท่าบ้านแพนเร็ว ๆ


            “กลัวไปได้น่าพี่จืด ถึงจะกำลังไล่ตามมาก็ตามไม่ทันหรอก ป่านนี้อย่างเก่งก็ยังอยู่ที่ผักไห่นั่นแหละ” มารศรีเอ่ยแล้ววางหนังสือลงบนกระเป๋าสานข้างกายก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน


            “น้องศรีจะไปไหน” จืดเงยหน้าขึ้นมองสาวรุ่นน้อง และเอ่ยถามอย่างสงสัย


            “ฉันจะลงไปซื้อขนมมาตุนไว้กินเสียหน่อย ตะกี้ตอนอยู่ผักไห่มัวแต่กังวลเรื่องไอ้พี่แอ๊ะจนลืมซื้อเลย” มารศรีเอี้ยวตัวไปตอบ


            “เดี๋ยวพี่ไปซื้อให้เองก็ได้ น้องศรีอยากกินอะไรล่ะ” จืดกุลีกุจอลุกขึ้นหวังจะบริการลูกสาวนายจ้าง


            “ไม่ต้อง พี่นั่งรอตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันลงไปเลือกซื้อเอง”


มารศรีปฏิเสธแล้วเดินลงบันไดไปยังชั้นล่างช้า ๆ กวาดตามองบนท่าน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดบ้านแพน เห็นผู้คนจำนวนมากกำลังซื้อหาจับจ่ายสินค้ากันอย่างคึกคักสมเป็นท่าเรือใหญ่ และเห็นเรือแจวพายเอื่อยผ่านหางตาหายเข้าไปตามตรอกซอกซอย ขณะที่เรือหางติดเครื่องแล่นปรู๊ดปร๊าดรับส่งผู้โดยสารกันขวักไขว่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

1 ความคิดเห็น