ใต้อาณัติหัวใจ

ตอนที่ 4 : 1.3 แค่เพียง เศษเสี้ยวของหัวใจ รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    7 เม.ย. 63

                สัปดาห์ต่อมาทันทีที่ได้เห็นบ้านของยศวิน อินทิราแอบสบตากับลิซ่าก่อนจะลอบผ่อนลมหายใจให้กับความอลังการของบ้านเดชาวงศ์ที่เธอคิดว่ามันน่าจะเรียกว่าคฤหาสน์มากกว่าเพราะแค่ความกว้างสุดลูกหูลูกตาของรั้วบ้านที่ทอดยาวตลอดแนว โอบล้อมพื้นที่สีเขียวกว้างขวางรอบตัวบ้าน แน่นอนว่าราคาของมันต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยล้านอย่างแน่นอน


                มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยศวินจะพาพวกเธอผ่านเข้ามาถึงภายในบ้านได้โดยไม่มีสายตาคู่ใดสังเกตเห็น อาจเป็นเพราะในคืนนี้จะมีผู้คนมากหลั่งไหลเข้ามาร่วมอวยพรบิดาของชายหนุ่มทำให้ทุกคนมัวแต่เตรียมการต้อนรับบรรดาแขกที่จะมาร่วมงานมากกว่ารถของยศวินที่แล่นผ่านมาจนถึงทางเข้าด้านหลังของคฤหาสน์


                สองสาวแอบชื่นชมคฤหาสน์สไตล์อิตาลีที่ได้รับการตบแต่งจนดูหรูหรา ควบคุมสีในโทนสะอาดไล่ตั้งแต่ตัวบ้านไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น โคมแชนเดอเลียร์คริสตัลทิ้งตัวเป็นระย้าลงจากเพดานสีขาวเล่นระดับเพิ่มเสน่ห์ให้กับห้องโถงกว้างขวางที่วางเรียงชุดรับแขกแบรน์เวอร์ซาเช่ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิกกรุ่นกลิ่นอายแบบยุโรปโบราณ แจกันดอกไม้ทรงสูงตั้งอยู่บนโต๊ะตัวยาวมุมหนึ่งของห้องที่คงเตรียมไว้สำหรับจัดเรียงอาหารจำนวนมากซึ่งจะใช้เลี้ยงแขกที่จะมาร่วมงานในช่วงเวลาค่ำคืน


                ยศวินเดินนำเพื่อนสาวทั้งสองผ่านเข้ามาจนถึงห้องรับแขก หลบสายตาทุกคู่ได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็นเพราะต่างก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมสถานที่สำหรับต้อนรับผู้คนที่คงจะหลังไหลมาอวยพรเจ้าของสถานที่ไม่ใช่น้อยในค่ำคืนนี้ ข้าวของเครื่องประดับและชุดรำจำนวนมากในมือของชายหนุ่มถูกส่งคืนให้กับสองสาวหลังเดินนำทั้งคู่ผ่านประตูบานใหญ่ที่เชื่อมต่ออยู่กับห้องรับแขกเข้ามาถึงด้านใน


                “เดี๋ยวมัทรีกับลิซ่าแต่งตัวในห้องนี้ได้เลยนะผมจะไปหาอาหารเครื่องดื่มเข้ามาเตรียมไว้ให้ พอได้เวลาแสดงผมจะโทรเข้ามาบอกให้คุณสองคนออกไปเซอร์ไพส์ทุกคนเลยทีเดียว” ยศวินอธิบายแผนการแสดงที่เขาวางไว้ให้สองสาวเข้าใจ


                “ตกลง เดี๋ยวฉันกับมัทรีจะแต่งตัวรอสัญญาณจากคุณก็แล้วกัน ที่สำคัญคุณอย่าเปิดเพลงรำของเราผิดเพลงล่ะ”


                ลิซ่าสั่งย้ำเพราะกลัวยศวินจะทำพลาดเนื่องจากชายหนุ่มไม่คุ้นกับการแสดงนาฏศิลป์เลยด้วยซ้ำ เธอกลัวว่าเขาจะลืมชื่อเพลงแล้วเผลอเปิดเพลงผิด


                “โอเค ๆ เพลงระบำกฤษดาภินิหารนะ ผมจะท่องให้ขึ้นใจเลยก็แล้วกัน”


                ยศวินยิ้มขำ ๆ กับหน้าตาจริงจังของเพื่อน ลิซ่าคงกลัวเขาจะลืมและเปิดเพลงให้เธอผิด แต่ก็สมควรที่เธอจะต้องกลัวในเมื่อแค่ชื่อเพลงก็ไม่คุ้นหูเขาเอาซะเลยถ้าบอกให้เขาเปิดเพลงของจัสติน บีเบอร์หรือบรูโน่ มาร์ส ศิลปินชาวต่างชาติที่ชื่นชอบ เขามั่นใจว่าคงจะจำชื่อเพลงได้ง่ายกว่าเพลงไทยชื่อไม่คุ้นหูนี้แน่ ๆ


                อินทิรายิ้มบาง ๆ ก่อนจะหยิบเครื่องแต่งกายแบบยืนเครื่องละครตัวนางออกมาจากกล่องพลางค่อย ๆ จัดเรียงด้วยความทะนุถนอม คืนนี้เธอกับลิซ่าเลือกระบำกฤษดาภินิหารมาแสดงเพราะเห็นพ้องกันว่าระบำมาตรฐานชุดนี้น่าจะเหมาะสมสำหรับงานมงคลในค่ำคืนนี้ และท่าทางหยิบจับเครื่องประดับแต่ละชิ้นเป็นไปอย่างนุ่มนวลชวนมองจนยศวินเผลอทอดสายตามองเพื่อนสาวอย่างสนใจ


                “มัทรีนี่ทำอะไรก็ดูนุ่มนวลไปหมดเลยจริง ๆ นะ ผิดกับลิซ่า...” เขาเอ่ยพลางหันไปมองเพื่อนสาวอีกคนที่กำลังคว้านั่นคว้านี่ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง


                “หยุดเลยคุณยศ ไม่ต้องพูดก็ไม่มีใครเขาว่าคุณเป็นใบ้หรอกนะ” ลิซ่าปรายตาส่งค้อนเพื่อนหนุ่มที่กำลังจะเอาเธอไปเปรียบเทียบกับอินทิรา


                “หึๆ...ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมเอาของว่างมาให้ก็แล้วกันนะ คุณสองคนแต่งตัวกันตามสบายเลย” ยศวินกล่าวพลางถอยหลังออกจากห้องพร้อมกับดึงประตูปิดโดยไม่ลืมกดล็อกห้องให้เพื่อนทั้งสอง


                สองสาวใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงแต่งกายด้วยความพิถีพิถันใบหน้าเรียวได้รูปแต่งแต้มสีสันได้อย่างเย้ายวน งดงามชวนมอง อินทิราอ่อนช้อยดูน่าถนอมในชุดเครื่องแต่งกายยืนเครื่องนางเต็มตัว นุ่งผ้ายกจีบหน้านางทิ้งชายพก สวมเสื้อในนางรัดรูป ห่มผ้าห่มนางเต็มผืนที่ปักดิ้นเลื่อมลายตระการตา พร้อมกับสวมเครื่องประดับถนิมพิมพาภรณ์ครบชุด สวมศิราภรณ์มงกุฎกษัตริย์ราวนางอัปสรในวรรณคดี


                ส่วนลิซ่าสวมเครื่องแต่งกายตัวพระ นุ่งผ้ายกตีปีกจีบโจงไว้หางหงส์ทับบนสนับเพลาเชิงงอน สวมเสื้อรัดรูปปักดิ้นเลื่อมลายกนกแขนสั้นเหนือศอก ติดกนกปลายแขน ประดับกายด้วยเครื่องประดับถนิมพิมพาภรณ์ครบชุดเช่นกัน แตกต่างที่ศีรษะสวมศิราภรณ์ชฎายอดชัย


                เสียงจอแจดังผ่านประตูห้องลอดเข้ามาภายในทำให้สองสาวพอจะทราบว่าเวลานี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังทยอยเข้ามาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ถึงจะมั่นใจในการแสดงของตนเต็มที่แต่อินทิราก็อดที่จะรู้สึกประหม่าเล็กน้อยไม่ได้เช่นกัน เธอจึงเลือกที่จะซักซ้อมกับเพื่อนอีกครั้งเตรียมพร้อมก่อนการแสดง ครู่หนึ่งหลังจากทั้งคู่รำจบท่า เสียงสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของอินทิราก็ดังขึ้นพอดี


                “เตรียมตัวนะครับมัทรี เดี๋ยวผมจะประกาศกล่าวเชิญแขกชมการแสดง คุณกับลิซ่าพร้อมแล้วก็ออกมาได้เลยนะครับ” ยศวินตระเตรียมบอกแผนการผ่านมาตามสาย


                “เราพร้อมแล้วค่ะ” อินทิราตอบเบา ๆ


                “โอเคครับ” ยศวินวางสายเพื่อนสาวพร้อมกับก้าวออกไปยืนกลางห้องก่อนจะหยิบไมโคโฟนมาถือไว้ในมือพลางกวาดสายตามองรอบกายส่งยิ้มให้บรรดาแขกที่มาร่วมงาน


                “สวัสดีครับทุกท่าน ในวันนี้ถือว่าเป็นวันดีของครอบครัวเรา และเป็นวันคล้ายวันเกิดคุณพ่อของผมซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ห้าสิบเก้าของท่าน ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่จะเชิญให้ทุกท่านได้ร่วมชมการแสดงรำกฤษดาภินิหาร การแสดงนาฏศิลป์แบบไทยที่หาดูได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ และการแสดงในค่ำคืนนี้ก็เพื่อเป็นการอวยพรวันเกิดคุณพ่อของผมครับ เชิญทุกท่านชมการแสดงกันเลยครับ”


                อินทิราและลิซ่าเตรียมตัวพร้อมแล้วเมื่อยศวินกล่าวจบเสียงระนาดและเครื่องดนตรีไทยก็เริ่มบรรเลงเพลงขึ้น เธอทั้งคู่จึงร่ายรำเยื้องย่างผ่านออกไปจนถึงกลางห้องที่เคยดูกว้างขวางแต่เวลานี้กลับเนื่องแน่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา นางรำทั้งสองถือพานดอกไม้ไว้ในมือข้างหนึ่งพลางชม้ายตากวาดมองผู้ชมและร่ายรำด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยชวนมองตามบทเพลง


                ปราโมทย์แสน องค์อัปสร                     อมรแมน แดนสวรรค์

                ยินกฤดาภินิ หารมหัศจรรย์                 เกียรติไทยลั่น ลือเลื่อง เรืองรูจี

                ต่างเต็มตื้น ชนชมโสมนัส                    โอษฐ์เอื้อนอรรถ อวยพร สุนทรศรี


                ขณะที่ด้านหน้าของเวทีผู้คนหลากหลายต่างชื่นชมศิลปะการแสดงของหญิงสาวโฉมสะคราญทั้งสองทว่าในมุมหนึ่งท่ามกลางผู้ชมจำนวนมากนางอินทุอรกำลังรู้สึกรุ่มร้อนในอกทันทีที่ได้เห็นหน้านักแสดงตัวนางชัดเจน ใบหน้าหวานถอดพิมพ์เคล้าโครงรูปหน้าของหล่อนออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งทรวดทรงองเอวไม่ผิดเพี้ยนกับสมัยที่หล่อนยังเป็นสาวแรกรุ่นวัยเดียวกันกับเด็กนั่น แต่ใช่ว่าหล่อนจะรู้สึกยินดีกับความเหมือนที่เด็กสาวได้รับการถ่ายทอดไปอย่างที่ควรจะเป็น เลือดเนื้อที่น่ารังเกียจ ผลผลิตจากความชิงชังที่หล่อนไม่มีวันลืม


                “เชอร์รี่...นั่นมันนังมัทรีนี่ มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” มือเย็นเฉียบบีบต้นแขนลูกสาวของนางแน่น


                “ใช่มันจริง ๆ ด้วยค่ะแม่ มันคงเป็นเพื่อนกับลูกชายท่าน รี่จำได้ว่ามันเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับคุณยศ” อินตราเม้มริมฝีปากจ้องเขม็งที่นางรำสาวด้วยสายตาวับวาวแสดงความชิงชัง


                “นี่มันคงเข้าไปตีสนิทกับเขาเพราะหวังจะหาประโยชน์ให้กับพ่อของมันแน่ ๆ เลยใช่ไหมรี่” นางอินทุอรตวัดสายตาเกลียดชังพลางกล่าวถึงเด็กสาวด้วยความรู้สึกอคติรุนแรง


                “รี่ก็คิดอย่างนั้นค่ะแม่ ใคร ๆ ก็รู้ว่าตอนนี้พ่อของมันกำลังถูกเพ่งเล็งในคดีบุกรุกที่ดินเขตป่าสงวน นี่มันคงหวังจะมาพึ่งท่านในเรื่องนี้แน่ ๆ มันถึงมาตีสนิทกับคุณยศช่วงนี้”


                “นังเด็กนั่นมันก็ร้ายไม่ต่างกับพ่อของมันหรอก แม่เกลียดมัน เกลียดมันทั้งพ่อทั้งลูกเลยจริง ๆ”


                นางอินทุอรประกาศเสียงกร้าวกระด้าง ใจหล่อนมีแต่ความเครียดแค้นชิงชังที่ฝังแน่นยึดรากลึกมานานกว่ายี่สิบปี อดีตสุดแสนขมขื่นที่หล่อนต้องทนกล้ำกลืนความเจ็บช้ำเพราะน้ำมือนายปองพลบิดาของอินทิรา เด็กสาวที่อาศัยท้องของหล่อนมาเกิดทั้งที่หล่อนไม่ต้องการ ความเกลียดชังที่สั่งสมจึงถูกถ่ายทอดผ่านสายสะดือลงไปยังอีกหนึ่งชีวิตที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาจากความทรมานของคนอุ้มท้อง


                ยี่สิบห้าปีก่อนหล่อนและครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข สามีของหล่อนนายเมธี สุพรรณเมธาเป็นพนักงานบัญชีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งในบริรักษ์โฮเทลแอนด์รีสอร์ตซึ่งมีนายปองพลเป็นประธารบอร์ดบริหาร หล่อนมีพร้อมทั้งสามีที่ดีและลูกสาวที่น่ารัก อินตราในวัยเก้าปีเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนเป็นพ่อและแม่ ถึงฐานะของหล่อนจะอยู่ในระดับปานกลางไม่ได้ร่ำรวยหรูหราแต่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับหล่อนเลยแม้แต่น้อยหากทุกอย่างในชีวิตของหล่อนจะไม่พังทลายลงไปเพียงเพราะความไร้สำนึกของนายปองพล ชายโฉดคนนั้น


                หล่อนยังจำได้อย่างไม่มีวันลืม เมื่อวันนั้นเป็นวันที่บุตรสาวของหล่อน อินตราประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเกือบเอาชีวิตไม่รอดทำให้หล่อนกับสามีต้องซมซานมาขอความช่วยเหลือจากชายโฉดนั่น สายตาหื่นกระหายของมันยังติดแน่นในความรู้สึกของหล่อนไม่รู้ลืม


                ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายทำให้หล่อนมองข้ามและนึกถึงแต่ชีวิตของบุตรสาว เงินจำนวนมหาศาลที่นายปองพลหยิบยื่นให้หล่อนและสามีนำไปแลกเปลี่ยนชีวิตของอินตราโดยที่หล่อนไม่รู้เลยว่า เงินก้อนนั้นต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานของหล่อนและครอบครัว


                เงื่อนไขที่มันยื่นให้สามีของหล่อนคือเงินไถ่ชีวิตบุตรสาวก้อนนั้นแลกกับตัวของหล่อน นายปองพลแอบหลงรักหล่อนมานานเป็นเรื่องที่หล่อนรู้ตัวดีแต่ก็ไม่คิดว่าคนเลวนั่นจะใช้วิธีต่ำช้าแบบนั้นบีบบังคับหล่อนและสามี เพราะไม่มีทางเลือกทำให้นายเมธีจำใจรับข้อเสนอนั่นด้วยความขมขื่น น้ำตาลูกผู้ชายรินหลั่งราวสายเลือดเมื่อต้องจำยอมทิ้งศักดิ์ศรีลงแทบเท้าคนชั่วเพื่อชีวิตลูกสาวอันเป็นที่รัก หล่อนไม่เคยคิดโกรธหรือโทษสามีแม้ขณะจิต ถ้าหล่อนต้องเป็นฝ่ายเลือก หล่อนก็คงเลือกที่จะทำเช่นเดียวกัน


                เวลากว่าหนึ่งปีที่หล่อนต้องกล้ำกลืนฝืนทนพลีกายรับใช้ชายโฉดนั่นทั้งที่ไม่เต็มใจ ทุกครั้งที่หล่อนต้องจำยอมทอดกายลงไปเกลือกกลั้วกับความน่าขยะแขยงของมันหล่อนไม่เคยลืมที่จะป้องกันไม่ให้ตัวเองตั้งครรภ์ถ้าไม่ใช่เพราะมันจับได้ว่าหล่อนรังเกียจที่จะมีลูกกับมัน ไอ้คนเลวนั่นถึงยอมทำทุกวิธีเพื่อให้มารหัวขนอย่างนังเด็กนั่นฝังตัวลงในกายของหล่อน มันให้สัญญาว่าจะปล่อยหล่อนทันทีที่เศษซากชีวิตน่ารังเกียจนั่นหลุดพ้นออกจากร่างหล่อน


                มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้หล่อนได้กลับมาหาลูกสาวอันเป็นที่รักอีกครั้ง หล่อนจึงต้องฝืนใจทนให้สายพันธ์ชั่ว ๆ ของมันฝังตัวลงฝากหล่อนอุ้มท้องอีกนานเกือบปี และทันทีที่มันหลุดออกจากตัวของหล่อน หน้าของมันหล่อนยังไม่คิดที่จะมองในเมื่อมันคือมารชีวิตที่สืบเชื้อพันธ์มาจากคนโฉดที่หล่อนชิงชัง


                ถึงแม้ว่าวันนี้นายเมธีจะเสียชีวิตไปแล้วและหล่อนกับลูกก็สุขสบายกับเงินทองของสามีของอินตราที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนทิ้งเป็นมรดกไว้ให้บุตรสาวของหล่อนแล้วก็ตามที แต่ความเกลียดชังและความฝังใจยังไม่เคยลบลืมไปจากใจนางอินทุอรเลยแม้แต่น้อย


                “แม่ไม่มีวันยอมให้คนชั่วอย่างพวกมันเสวยสุขอยู่แบบนี้อีกแล้วนะเชอร์รี่ ลูกสนิทกับทัยวัตมากนี่ พี่ชายเพื่อนลูกคนนี้เป็นสส.ในเขตพื้นที่ไม่ใช่หรือไง ลูกรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาไม่จัดการมันให้สิ้นซากสักที” นางอินทุอรกล่าวอย่างคลั่งแค้น


                “ไม่ใช่ว่าจะไม่จัดการนะคะแม่ แต่แม่ก็รู้ว่าไอ้คนเลวนั่นมันมีอิทธิพลไม่ใช่น้อยเหมือนกัน อำนาจเงินยังคุ้มกะลาหัวมันอยู่ยังไงละคะ”


                อินตราตอบมารดาแต่สายตาชิงชังยังคงทอดมองเขม็งไปที่เด็กสาวไม่วางตา ท่วงทำนองของเครื่องดนตรีปี่พาร์ทและเนื้อเพลงที่ไม่คุ้นหู ความงดงามของวัฒนธรรมไทยไม่ได้ช่วยกล่อมเกลาความรู้สึกของอินตราให้คลายความรุนแรงแห่งอารมณ์ลงเลยแม้แต่น้อย


                แจ้วจำเรียง เสียงเพลง สดุดี                 ดนตรีรี่ เรื่อยประโคม ประโลมลาน

                แล้วลีลาศ เริงรำ ระบำร่าย                   กรกรีดกราย โปรยมาลี ศรีประสาน

                พรมน้ำทิพย์ ปรุงปน สุคนธ์ธาร             จักรวาล ฉ่ำชื่น รื่นเริงรมย์


                เด็กสาวรูปร่างบอบบางกับแววตาเศร้าที่กำลังร่ายรำไปตามจังหวะเพลงดึงดูดสายตาหลายคู่ให้เพ่งมองไปที่หล่อนรวมถึงทัยวัตเองก็เช่นกัน แต่หล่อนก็ทำได้เพียงแค่ดึงดูดสายตาไม่สามารถดึงดูดใจของเขาให้รู้สึกรู้สมใด ๆ เลยแม้แต่น้อย เขารู้ว่าหล่อนรู้สึกอย่างไรกับเขาในเมื่อสายตาคู่นั้นแสดงออกชัดเจนจนเขาสัมผัสได้


                ทัยวัตยอมรับว่าครั้งหนึ่งหล่อนทำให้เขารู้สึกภาคภูมิเพราะสายตาสื่อความหมายที่หล่อนทอดผ่านมาที่เขาอย่างไม่คิดจะปิดบังอาจเป็นเพราะหล่อนซ่อนเร้นไม่เป็นก็เป็นได้ แต่นามสกุลต่อท้ายชื่อของหล่อนก็เปรียบได้กับป้ายเตือนอันตรายทำให้เขาไม่เคยคิดที่จะก้าวล้ำเข้าไปในเขตของนายปองพลเลยสักครั้ง และยิ่งได้มารับฟังเรื่องราวความเจ็บปวดของนางอินทุอรจากอินตราเพื่อนสาวคนสนิทด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เขาพยายามกระโจนออกห่างจากวงจรของอินทิรามากยิ่งขึ้น


                “รี่ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาเจอนังเด็กนั่นที่นี่ ไม่อย่างนั้นรี่คงไม่พาแม่มาด้วยแน่ ๆ” อินตรายื่นแก้วเครื่องดื่มในมือส่งให้เพื่อนหลังจากฝากมารดาไว้กับเพื่อนกลุ่มใหญ่ของท่าน


                “ความจริงคุณน้าน่าจะเปิดใจให้เด็กนั่นบ้างนะรี่ ถึงยังไงเธอก็เป็นน้องสาวคนหนึ่งของคุณเหมือนกัน” ทัยวัตรับแก้วเครื่องดื่มจากเพื่อนขึ้นจิบช้า ๆ


                “บ้าสิ!...ฉันกับแม่ไม่มีวันยอมรับมันอย่างเด็ดขาด นายก็รู้นี่วัตว่าพวกเราเกลียดพ่อของมันเข้าไส้ขนาดไหน” อินตรากล่าวกับเพื่อนหนุ่มเสียงแหลม


                “ดูท่าทางเด็กนั่นก็ไม่ได้ร้ายกาจเหมือนพ่อของเธอเลยสักนิดนะรี่” ทัยวัตท้วงเบา ๆ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนนอกและมองทุกอย่างด้วยความเป็นกลางเสมอ


                “นายน่ะรู้จักหล่อนน้อยไป นี่ถ้าหล่อนไม่ร้ายคงไม่เข้ามาตีสนิทกับคุณยศหรอก นี่คงหวังใช้บารมีท่านช่วยเรื่องบุกรุกที่ดินเขตป่านะสิ” อินตราทำหน้าเบ้มองเด็กสาวแต่ในด้านลบ


                คำพูดของอินตราทำให้ทัยวัตอดมองหญิงสาวอีกครั้งอย่างครุ่นคิดไม่ได้ ท่าทางไร้เดียงสาของเธอดูไม่เหมือนภาพลวงตาเลยสักนิดถ้าไม่ติดที่เธอเป็นลูกสาวนายปองพลเพราะถึงยังไงอินทิราก็คือลูกเสือลูกจระเข้ที่ไม่ควรให้ความไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง

 

TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

282 ความคิดเห็น

  1. #210 A-Arun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:04
    คิดว่า แรงไปนะคะ
    ที่ผู้ให้กำเนิด จะคิดอย่างนี้กับลูกตัวเอง
    #210
    0
  2. #4 25142551 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 20:06
    ไม่ยุติธรรมสำหรับอินทิราเลย ยังไงก็เป็นแม่เดียวกันไหมคะ พ่อเลวก็ส่วนพ่อ ลูกไม่เกี่ยว
    #4
    0