ใต้อาณัติหัวใจ

ตอนที่ 14 : 4.1 คิวปิด รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    7 เม.ย. 63

          ส่วนอีกด้านหนึ่งป้องปักษ์ก็เพิ่งพาอินทิรากับลิซ่ามาส่งที่บ้านอรอิน บ้านซึ่งพี่ชายของเขารักและเป็นคนตั้งชื่อด้วยตัวเอง โดยเลียนแบบชื่อของนางอินทุอร ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ได้ครอบครองหัวใจพี่ชายของเขา แม้ความรักนั้นจะเป็นแค่รักข้างเดียว ในขณะที่อีกฝ่ายมอบให้แต่ความเกลียดชังก็ตามที


                “อาส่งเราสองคนแค่หน้าประตูนี่ก็แล้วกัน ขืนเข้าไปมีหวังพวกเราได้รำคาญหู”


                ป้องปักษ์ระบายลมหายใจหน่วงๆ พลางปรายตามองบ้านสไตล์ทัสคานี หรือจะเรียกว่าเป็นสไตล์คันทรี่ก็คงได้ นายปองพลพี่ชายของเขาเป็นพวกที่ชื่นชอบศิลปะอิตาลีมากทำให้บ้านและรีสอร์ต รวมถึงกิจการโรงแรมอีกหลายแห่งถูกออกแบบตกแต่งและก่อสร้างด้วยศิลปะสไตล์อิตาลีแทบทั้งสิ้น


                “เมื่อไหร่คุณพ่อจะยอมฟังเราบ้างนะคะอาป้อง ถึงไม่มีรีสอร์ตนั่น เราก็ยังมีกิจการอื่นๆ อีกตั้งมากมาย ทำไมไม่ยอมยุติเรื่องพวกนั้นสักที”


                “อาถึงไม่อยากจะไปเถียงกับพ่อของเราไงมัทรี พูดเรื่องนี้กันทีไรเป็นต้องทะเลาะกันทุกที” ป้องปักษ์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายทุกครั้งที่นึกถึงความดื้อรั้นของพี่ชาย


                “บางทีหนูอาจต้องลองขอร้องพ่ออีกสักครั้งนะคะอาป้อง” อินทิราพึมพำเสียงอ่อนเพราะไม่แน่ใจนักว่าบิดาจะยอมทำตามคำขอร้องของเธอ


                “พ่อเราน่ะดื้อยิ่งกว่าลา เจ้าเล่ห์ยิ่งกว่าจิ้งจอก พิษสงรอบตัวยิ่งกว่างูเห่า มีหรือจะยอมฟังเสียงอ่อนๆ ของเราเฮอะยายมัทรี” ป้องปักษ์สั่นศีรษะน้อยๆ กับคำพูดของหลานสาว


                “แต่คุณลุงก็รักยายมัทรีมากที่สุดนะคะอาป้อง ลิซ่าว่าบางทีถ้าคุณลุงต้องเลือกระหว่างมัทรีกับรีสอร์ตอินทิรา คุณลุงต้องเลือกมัทรีอย่างแน่นอนเลยค่ะ” ลิซ่ากล่าวด้วยความมั่นใจ


                “อาก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน แต่อะไรล่ะที่จะทำให้พี่พลต้องเลือก” ป้องปักษ์ยกหัวคิ้วพลางตอบด้วยคำถาม


                ลิซ่าจึงได้แต่ยิ้มแหย เพราะไม่รู้จะตอบคำถามของป้องปักษ์อย่างไร ส่วนอินทิราก็ทำได้แค่ถอนหายใจหน่วงๆ ด้วยความหนักใจ ก่อนจะยกมือขึ้นไหว้อาหนุ่มพร้อมกับกล่าวลาและเป็นฝ่ายออกเดินนำเพื่อนสาวก้าวผ่านประตูรั้วเข้าไปในขอบเขตของบ้านอินอร ซึ่งสำหรับอินทิรา ที่นี่คือหัวใจของบิดา คือความรักที่ท่านมอบให้แด่ผู้หญิงที่ท่านรักมาก


                แม้ว่าสำหรับใครบางคน ความรักของท่านคือความเห็นแก่ตัว แต่สำหรับอินทิรามันคือความรักที่มั่นคง และเป็นความรักที่ทำให้เธอมีโอกาสเกิดมาลืมตาดูโลกที่งดงามใบนี้


คงเป็นเพราะเธอเลือกที่จะมองทุกอย่างในแง่บวกเสมอ จึงทำให้หญิงสาวไม่เคยโกรธหรือโทษบิดาเลยสำหรับเรื่องราวที่เกิดระหว่างท่านกับมารดา


                เท้าเรียวย่ำไปบนเนินหญ้าเล็กๆ สีเขียวขจี แลดูคล้ายฟลอร์เต้นรำขนาดกว้าง ทอดยาวไปสู่ตัวอาคารชั้นเดียวสีสันจัดจ้าน รูปทรงสถาปัตยกรรมแบบอิตาลี โดดเด่นท่ามกลางพืชพันธุ์ของป่าเขาที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลัง ขนานกับฟ้าสีครามโอบคลุมด้วยก้อนเมฆสีขาว จึงมีกลิ่นอายโรแมนติกผสมผสานอยู่กับความอบอุ่นในแบบชนบทอย่างลงตัว แต่ทุกอย่างคงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้ถ้าไม่มีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำ หน้าตาเหี้ยมเกรียมกลุ่มหนึ่งยืนกระจายกันอยู่ตรงซุ้มโค้งต้อนรับเข้าสู่ตัวอาคารซึ่งปกคลุมไปด้วยต้นตีนตุ๊กแกสีเขียวไต่เลื้อยขึ้นไป ตัดกับสีส้มของผนังปูน


                “มาชุมนุมอะไรกันฮะ” ลิซ่าทำหน้านิ่วกวาดสายตาดุๆ มองชายฉกรรจ์ทั้งกลุ่มที่พากันก้มหน้าหลบสายตายืนกุมมือประสานด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมโดยไม่ยอมตอบคำถามใดๆ ของเธอเลยแม้แต่คำเดียว


                “มาถึงก็เสียงดังเลยนะเจ้าลิซ่า”


                นายปองพลเดินออกมาพอดีและได้ยินประโยคคำถามของหลานสาว จึงส่งเสียงเย้าอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเดินตรงเข้าโอบบ่าบุตรสาวที่ทำความเคารพท่านด้วยการไหว้อย่างนอบน้อม เลิกใส่ใจสาวลูกครึ่งไปชั่วขณะ เมื่อหันมาเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แล้วมากันยังไงละฮึ เงียบเชียว พ่อไม่เห็นได้ยินเสียงรถเข้ามาจอดหน้าบ้านเราสักคัน”


                “อาป้องมาส่งหน้าบ้านค่ะ แล้วพ่อล่ะคะ เรียกลูกน้องมาชุมนุมกันเรื่องอะไร หรือว่าจะเป็นเรื่องรีสอร์ตนั่นอีกแล้ว” อินทิราถามบิดาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก


                “ไม่มีอะไรหรอกมัทรี พ่อก็แค่เรียกเจ้าพวกนี้มาสั่งงานเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องรีสอร์ต พ่อก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางฝ่ายกฎหมายเขารับผิดชอบติดตามคดีกันไป มันก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายนั่นแหละ พ่อจะไปทำอะไรได้”


                นายปองพลเอ่ยเสียงเรียบ พลางส่งสายตาสื่อสารกับลูกน้องคนสนิทที่แค่มองก็เข้าใจความนัยกันผ่านม่านตาแพรวพราวมากด้วยเล่ห์ของคนเป็นนาย จึงรีบพากันแยกย้ายไปทำตามหน้าที่ของตน โดยมีสายตาสังเกตจับพิรุธของลิซ่ามองตามทุกคนไปด้วยความสงสัย


                “พ่อว่าเราเข้าไปนั่งคุยกันในบ้านเถอะ ลูกเพิ่งมากันเหนื่อยๆ อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องเครียดๆ ให้ไม่สบายใจกันไปเปล่าๆ เลยนะ” เขาแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนพลางก้าวนำบุตรสาวและหลานสาว พร้อมกับเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ว่าแต่เราสองคน ทำไมไม่ชวนเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านด้วยกันล่ะ”


                “พ่อหมายถึงใครคะ” เท้าเรียวชะงักพลางเงยหน้าขึ้นมองบิดา อินทิราขมวดคิ้วเพราะไม่รู้จริงๆ ว่าท่านหมายถึงใคร


                “ปัทโธ่...ก็ลูกชายท่านทรงยศไงล่ะ ลูกอุตส่าห์หาทางตีสนิทกับเขาเพื่อช่วยพ่อไม่ใช่รึ” นายปองพลเอ่ย พร้อมรอยยิ้มพึงพอใจกับสายตาอ่อนโยนทอดมองบุตรสาว


                “พ่อคะ...หนูไม่เคยคบเพื่อนเพราะหวังจะหาผลประโยชน์จากเขาหรอกนะคะ” อินทิราถอนหายใจแรง พร้อมกับหันไปสบตากับลิซ่า สื่อความรู้สึกถึงกันผ่านสายตา


                “มัทรีเอ๊ย...เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็คบหากันก็เพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละลูก มันไม่เห็นจะแปลกถ้าลูกจะสนิทสนมกับลูกชายท่านเพื่อช่วยปูทางให้พ่อเข้าไปทำความรู้จักกับท่านน่ะ”


                “แปลกสิคะ เพราะไม่อย่างนั้นคืนก่อนหนูคงไม่ถูกท่านตำหนิและดูถูกกลับมาแบบนั้นหรอก นับประสาอะไรกับคนอื่น ในเมื่อพ่อยังคิดว่าหนูทำเรื่องแบบนั้นเหมือนกัน ที่สำคัญนะคะพ่อ ดูเหมือนแม่กับพี่เชอร์รี่จะสนิทกับภรรยาท่านมาก พวกเขาคงไม่ยอมเปิดโอกาสให้พ่อได้รู้จักท่านหรอกค่ะ”


                คำพูดของอินทิราทำให้แววตาของนายปองพลเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง พร้อมกับหัวเราะฝืดๆ ผ่านลำคอเบาๆ


                “หึๆ...ชีวิตนี้แม่เราคงหนีพ่อไม่พ้นจริงๆ นะมัทรี” มุมปากเขาเปิดรอยยิ้มหยันเมื่อคิดถึงมารดาของบุตรสาว “อรเกลียดเราสองคนพ่อลูกมาก แต่ดูเหมือนชีวิตของเขาก็ยังต้องวนเวียนมาเจอเราเสมอๆ”


                แววตาสลดของบิดาทำให้เธอรู้สึกผิดที่เผลอพูดถึงมารดาซึ่งยังคงมีความสำคัญต่อความรู้สึกของท่านเสมอ แขนเสลาจึงยกขึ้นโอบรอบเอวกว้าง พลางอิงศีรษะซบไหล่ ถ่ายทอดความรู้สึกของเธอส่งผ่านไปถึงบิดาแทนคำปลอบประโลม


                “แต่พ่อก็ไม่เคยเกลียดแม่ลงเลยใช่ไหมคะ”


                “พ่อเกลียดแม่เราไม่ลงหรอกมัทรี ต่อให้เขาเกลียดพ่อมากกว่านี้อีกสักกี่เท่า พ่อก็ยังคงรักเขาเท่าเดิมอยู่แบบนี้นั่นแหละ”


                สายตาอ่อนโยนทอดมองใบหน้าที่เกือบเหมือนเป็นพิมพ์เดียวกันกับผู้หญิงที่ครอบครองหัวใจของเขานิ่งๆ เมื่อภาพในอดีตทับซ้อนขึ้นมากลางความทรงจำ


                “พ่อขอโทษนะมัทรีที่เป็นต้นเหตุทำให้ลูกต้องพลอยมารับกรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อแบบนี้ อรไม่ควรเกลียดลูก เพียงเพราะความผิดที่พ่อก่อไว้กับเขาเลยจริงๆ” นักธุรกิจหนุ่มใหญ่กล่าวพลางถอนหายใจทดท้อด้วยความสงสารในตัวบุตรสาว


                “พ่ออาจจะผิดต่อแม่ แต่สำหรับเรื่องของหนู พ่อไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดเลยค่ะ เพราะหนูรู้ว่าพ่อรักหนูมากแค่ไหน แล้วหนูก็ดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อนะคะ หนูรักพ่อค่ะ”


                “ขอบใจมากลูกรักของพ่อ หนูคือผู้หญิงคนเดียวที่พ่อจะรักตลอดไป...มัทรี” ฝ่ามือเหี่ยวย่นยกขึ้นโอบกอดบุตรสาวไว้แนบอกด้วยความรักท่วมท้น


                ลิซ่าทอดมองภาพน่าประทับใจของสองพ่อลูกด้วยความรู้สึกเต็มตื้นและเสียดายแทนนางอินทุอร ที่ยึดติดอยู่แต่กับความแค้นของตนเองจนไม่ไยดีต่อความรักบริสุทธิ์ไร้ข้อแม้ของอินทิรา รวมทั้งความรักมั่นคงของนายปองพล ที่มอบให้ผู้หญิงคนเดียวที่รักอย่างหมดใจ ถ้านางอินทุอรไม่มีอคติรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่ ทุกคนคงมีความสุขมากกว่านี้


                ลิซ่าทำไม้ทำมือส่งภาษากายสื่อสารกับอินทิราว่าจะนำของขึ้นไปเก็บบนห้อง แล้วจึงหยิบข้าวของส่วนตัวเดินเลี่ยงออกมา ปล่อยให้สองพ่อลูกนั่งคุยกันตามประสา เธอคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ไม่ต่างจากบ้านของตัวเองมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่จะทำทุกอย่างเหมือนเป็นเจ้าของบ้าน บิดาของเธอกับบิดาเพื่อนนั้นสนิทกันมากจนพวกท่านทั้งคู่รักและเอ็นดูเธอกับมัทรีเหมือนลูกของตัวเองกันทั้งสองคน เธอจึงมีห้องส่วนตัวราวเป็นลูกสาวเจ้าของบ้าน เช่นกันกับมัทรี ที่มีห้องส่วนตัวในบ้านของเธอ


                ลิซ่าถือเป้ของตัวเองขึ้นมาด้านบน ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นห้องนอนจำนวนห้าห้อง โดยหนึ่งในนั้นเป็นห้องส่วนตัวของเธอซึ่งอยู่ติดกับห้องเพื่อนสาว ส่วนห้องใหญ่สุดตรงข้ามห้องอินทิราเป็นของนายปองพล และที่เหลืออีกสองห้องเป็นห้องรับแขก ที่ส่วนใหญ่จะเป็นบิดากับมารดาของเธอที่มาพัก ส่วนห้องสุดท้ายเป็นป้องปักษ์กับปิ่นไหม อาและอาสะใภ้ของอินทิรา แต่ทั้งคู่ก็แทบไม่เคยมาพัก ด้วยเหตุผลที่ป้องปักษ์มักพูดเสมอๆ ว่า ‘ไม่อยากไปทะเลาะกับพี่ปอง’


 

TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

282 ความคิดเห็น