ใต้อาณัติหัวใจ

ตอนที่ 13 : 3.4 รักคือการเสียสละ รีไรท์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,404
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    7 เม.ย. 63

               อินทิราขอตัวออกมาจากวงสนทนาก่อนลิซ่า ซึ่งยังนั่งคุยอยู่กับป้องปักษ์และปิ่นไหมอยู่บริเวณโซนรับแขกอันเป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน แต่เชื่อมโยงเข้าถึงกันหมดทุกส่วน ทั้งมุมรับแขก ครัว มุมรับประทานอาหารที่มีรูปทรงลักษณะเป็นตัวแอล แบ่งซ้ายขวาเป็นห้องนอนซึ่งมีอยู่ด้วยกันสามห้อง เจ้าบ้านทั้งสองนอนที่ห้องใหญ่ฝั่งซ้าย ส่วนเธอและลิซ่าแยกกันนอนคนละห้องที่ฝั่งขวา


                 พออยู่ลำพังหัวใจของเธอพลันหม่นหมองเพราะหลายปีที่ผ่านมา เธอแอบคาดหวังมาโดยตลอดว่าจะมีสักวันที่สามารถลดอคติในใจของมารดารวมถึงอินตรากับทัยวัตลงได้บ้าง โดยเฉพาะผู้ชายคนนั้น...ดูเหมือนความพยายามของเธอคงไร้ประโยชน์ บางทีเธอควรเปิดใจมองหาใครสักคนอย่างที่ลิซ่าแนะนำ เผื่อว่าใครคนนั้นจะสามารถช่วยให้เธอลบภาพของเขาให้ออกไปจากใจได้เสียที


                “เฮ้อ...ตัดใจจากเขาได้แล้วละมั้งอินทิรา”


                สาวน้อยพึมพำกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจเสียงดัง ก่อนจะหยิบโจงกระเบนสีแดงกับเสื้อยืดสีขาวสะอาดแบบพอดีตัวที่เธอโปรดปรานออกมาจากตู้เสื้อผ้า เตรียมตัวสำหรับงานสอนพิเศษซึ่งเธอมักจะทำหน้าที่ช่วยอาปิ่นไหมสอนเด็กๆ อยู่เสมอๆ ในเวลาที่เธอว่างจากการเรียน และมีโอกาสกลับมาพักที่บ้านของอาทั้งสอง


                วันนี้ก็เช่นกัน ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน เด็กๆ กลุ่มหนึ่งจะเดินทางมาเรียนพิเศษนาฏศิลป์กับครูปิ่นไหมที่บ้านเป็นประจำทุกวัน แม้แต่ในวันนี้ที่อาสะใภ้ของเธอลางาน ไม่ได้ไปสอนที่โรงเรียนก็ตาม แต่เด็กๆ ก็ยังคงเดินทางมาเรียนช่วงเย็นตามปกติ เธอกับลิซ่าจึงรับอาสาจะช่วยสอนนักเรียนแทนอาสาว 


                รถฟอร์วีลคันใหญ่เลี้ยวผ่านทางเข้าเขตไร่ปิ่นไหม แล่นเรื่อยมาจนกระทั่งถึงลานกว้างหน้าบ่อน้ำพุจึงจอด หลังทำการล็อกเป็นที่เรียบร้อยแล้วทัยวัตจึงก้าวลงและเดินอย่างคนรู้ทางเป็นอย่างดี ตรงไปยังห้องสอนนาฏศิลป์เพื่อรอรับหลานสาวของกิ่งแก้ว คนรักของทัศน์พลตามคำขอร้องของเธอ


                เท้ายาวก้าวเอื่อยๆ เรียบเรื่อยอย่างไม่รีบร้อนไปตามทางในทิศที่ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงเพลงไทยเดิม กระทั่งหยุดลงที่หน้าห้องกระจกขนาดใหญ่ซึ่งมีผู้ปกครองเด็กๆ หลายรายยืนบ้างนั่งบ้างรอรับลูกหลานของตน ภายในห้องกระจกเด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุตั้งแต่ห้าปีไปจนถึงสิบปีกลุ่มหนึ่งกำลังตั้งใจออกท่าร่ายรำตามหญิงสาวรูปร่างอรชรที่เป็นผู้ฝึกสอนอยู่ด้านหน้า


                ทัยวัตหยุดยืนมองสาวน้อยหุ่นระหงในเสื้อสีขาวคอวี นุ่งผ้าโจงกระเบนสีแดงสดซึ่งกำลังสอนนักเรียนของเธอจับจีบตั้งวงรำด้วยความสนใจ แม้ใบหน้าคมจะแลดูเรียบเฉย หากแววตากลับดูอ่อนโยนอย่างที่เจ้าตัวเองก็ยังคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะมองอินทิราด้วยสายตาแบบนั้นได้ ท่าทางอ่อนช้อยและเสียงใสอ่อนหวานที่กำลังสอนลูกศิษย์อยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่ทอดยาวเกือบสุดผนังด้านหนึ่งไปจนเกือบจดผนังอีกด้าน ทำให้สาวน้อยสามารถมองเห็นท่วงท่าการรำของเด็กๆ ในชั้นที่เธอสอนได้อย่างทั่วถึง


                สายตาเศร้าคู่นั้นจับจ้องมองเด็กในความดูแลอย่างพิจารณาและเก็บรายละเอียดไปพร้อมๆ กับส่งเสียงออกคำสั่งให้นักเรียนของเธอแก้ไขจนได้ท่ารำที่ถูกต้อง


                “ย่อเยอะๆ ค่ะ” อินทิราเอ่ยพลางกวาดสายตามองเด็กๆ พร้อมกับเอ่ยชมเป็นระยะเมื่อเห็นนักเรียนของเธอจำท่ารำที่สอนได้อย่างถูกต้อง


                “อย่างนั้นแหละจ้ะ ดีแล้ว”


                ทัยวัตกอดอกยืนมองหญิงสาวที่ร้องออกคำสั่งกับเด็กๆ ด้วยความสนใจ ที่เขามีโอกาสได้มาเห็นลีลาการสอนนาฏศิลป์ของอินทิราวันนี้เป็นเพราะทัศน์พลขอร้องให้มารับหลานสาวของคนรัก ซึ่งเป็นนักเรียนหนึ่งในจำนวนหลายคนที่กำลังตั้งใจฝึกตามคำสอนของครูสาวอยู่ในกลุ่มนั่นเอง แม้ที่นี่จะเป็นบ้านน้องชายและน้องสะใภ้นายปองพล แต่ป้องปักษ์กับปิ่นไหมก็เป็นคนดีเกินกว่าที่ใครๆ จะเกลียดคนทั้งคู่ลง


                แต่จะว่าไปชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เกลียดอินทิราไม่ลงสักราย แม้แต่บิดาและพี่น้องของเขาเองยังมักจะชื่นชมอินทิราให้เขาฟังอยู่บ่อยครั้ง จะมีก็แต่เขาเท่านั้นที่ตั้งแง่ใส่เธอโดยหยิบยกเอาเรื่องระหว่างหญิงสาวกับครอบครัวของอินตรามาเป็นเหตุผลในการสร้างอคติ


                “เอาละค่ะ เด็กๆ วันนี้ทุกคนเก่งมากเลยนะคะ ตบมือให้กับความตั้งใจของตัวเองหน่อยเร็ว” สาวน้อยโปรยยิ้มหวานอ่อนโยนให้นักเรียนตัวน้อยของตนและตบมือแสดงความชื่นชมกับความตั้งใจของลูกศิษย์


                “เหนื่อยไหมคะ” ครูสาวส่งเสียงหวานถามเบาๆ


                “ไม่เหนื่อยค่ะ” เสียงเล็กๆ ตอบดังประสานกันเจื้อยแจ้ว


                “แต่ทำไมพี่มัทรีเหนื่อยจังเลยนะ...พี่มัทรีนี่แย่จัง สู้ทุกคนก็ไม่ได้เนอะ” อินทิรายิ้มบางๆ กับลูกศิษย์ตัวเล็กๆ ของเธอพลางกวาดตามองเด็กๆ แล้วเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราพอแค่นี้นะคะ เดี๋ยวเรามากราบพ่อแก่กันก่อนจะกลับบ้านดีกว่าเนอะ ไหนใครเป็นคนกล่าวนำคะ”


                “หนูค่ะ”


                ปอถัก สาวน้อยวัยสิบปีขานรับเสียงใสพลางนำเพื่อนๆ และน้องๆ นั่งลงพนมมือพร้อมเพรียง ก่อนจะก้มลงกราบพ่อแก่ที่บรรดาเด็กๆ ที่เรียนนาฏศิลป์ต่างต้องรู้จักกันทุกคน จากนั้นเด็กหญิงก็กล่าวนำทำความเคารพครู ซึ่ง ณ ที่นี้ก็คืออินทิรา ซึ่งเธอก็ยกมือรับไหว้เด็กๆ แล้วจึงเดินตามออกมาส่งตัวให้แก่ผู้ปกครองของแต่ละคน


                “สวัสดีค่ะอาวัต อากิ่งให้อาวัตมารับปอถักแทนหรือคะ” ปอถักส่งยิ้มพร้อมกับยกมือไหว้ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่หน้าห้องเรียนของเธอ


                “จ้ะ” ทัยวัตตอบหลานตัวน้อย แต่สายตายังไม่เคลื่อนจากใบหน้าตื่นตระหนกของอินทิรา


                “สวัสดีค่ะ” อินทิราพนมมือไหว้ชายหนุ่มทันที ก่อนจะพยายามเลี่ยงไม่อยากเผชิญหน้าเขาด้วยการหันไปทำความเคารพและทักทายพูดจากับผู้ปกครองของเด็กๆ คนอื่นแทน


                “ถ้าอย่างนั้นหนูกลับเลยนะคะพี่มัทรี” ปอถักส่งเสียงใสบอกอินทิรา


                “พรุ่งนี้เจอกันใหม่นะจ๊ะปอถัก”


                อินทิราส่งยิ้มให้สาวน้อยพลางเงยหน้าขึ้นมองคนมารับเด็กหญิงพร้อมกับยกมือไหว้แทนคำลากับเขาอีกครั้ง แล้วจึงระบายลมหายใจช้าๆ เมื่อชายหนุ่มจูงมือหลานสาวเดินหันหลังตรงไปยังรถคันใหญ่ที่จอดอยู่ตรงหน้าลานน้ำพุแล้วสตาร์ตเครื่องยนต์เคลื่อนรถห่างออกไปจนลับสายตา


                ฟอร์วีลคันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากบ้านรำไทยของปิ่นไหมมาได้ไม่ไกลนัก เสียงเพลงเรียกเข้ามือถือที่ถูกตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าเฉพาะของน้องชายก็ดังขึ้น ทัยวัตจึงชะลอรถจอดเพื่อความปลอดภัย เพราะในรถของเขามีหลานตัวน้อยของกิ่งแก้วนั่งมาด้วย เขาจึงระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เมื่อนำรถจอดเลียบข้างทางแล้ว ชายหนุ่มจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย


                “พี่วัต ไอ้ทิพย์ถูกคนร้ายจับตัวไป” ทิษฏิบอกพี่ชายด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด


                “อะไรนะ!!! ใครใครมันกล้าจับไอ้ทิพย์ไป หรือว่าจะเป็นไอ้หมอนั่น”


                ทัยวัตตกใจรีบสอบถามน้องชายน้ำเสียงเครียดไม่ต่างจากปลายสาย เขาคิดไม่ถึงว่าฆฤณ ชายหนุ่มที่กำลังจีบน้องสาวตนอยู่จะบ้าบิ่นถึงขนาดกล้าฉุดทิพย์ลดา ทั้งที่บิดาของเขากับทานุทัตคอยคุมน้องสาวแจอยู่แบบนั้น


                “ไม่ใช่ไอ้หมอนั่นหรอกพี่วัต ตอนนี้ผมกำลังสงสัยว่าน่าจะเป็นไอ้ปองพล เพราะมีแค่มันคนเดียวที่ทำตัวเป็นศัตรูกับพวกเรา ที่สำคัญตอนนี้มันก็เขม่นพี่ทัศน์อยู่ เพราะไอ้เรื่องรีสอร์ตของมันที่รุกล้ำพื้นที่ป่านั่นด้วย ผมเลยคิดว่ามันนี่แหละที่น่าสงสัยที่สุด” ทิษฏิวิเคราะห์ตามความคิดของตัวเอง


                “เราจะทำยังไงกันต่อไปดีวะไอ้ฏิ ในเมื่อเราไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง แล้วจะไปเอาผิดกับไอ้เลวนั่นได้ยังไง”


                “ได้สิ...ถ้าเราจับตัวไอ้คนที่มันมาฉุดเอาตัวไอ้ทิพย์ไปได้ ผมนี่แหละจะทำให้มันเปิดปากพูดออกมาให้ได้ว่าใครคือตัวบงการ” ทิษฏิหมายมั่นอย่างมีโทสะ


                “หมายความว่าตอนนี้แกได้ข่าวคืบหน้าบ้างแล้วใช่ไหม”


                น้ำเสียงคาดหวังสอบถามน้องชายผ่านสายโทรศัพท์ เขาเหลือบตามองเด็กหญิงข้างกายแล้วก็ต้องผ่อนลมหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกหมดห่วง สาวน้อยคงเผลอหลับไปเพราะความอ่อนเพลียเนื่องจากต้องเรียนตลอดวันเต็ม แล้วยังต้องมาเรียนรำอีกเป็นชั่วโมง เปลือกตาบางทั้งคู่จึงพริ้มหลับสบายไปทันทีที่เจออากาศเย็นภายในรถ


                “ตอนนี้เพื่อนผมกำลังตามล่าพวกมันอยู่ อีกไม่นานเราต้องได้ตัวเจ้าทิพย์คืนแน่ๆ” ทิษฏิกล่าวด้วยความมั่นใจผ่านมาตามสาย


                “คอยดูนะ ถ้าไอ้ทิพย์เป็นอะไรแม้แต่นิดเดียวละก็...ไอ้ปองพลมันจะต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าตายทั้งเป็น ฉันสาบาน”


                เขากล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำลึกฟังกร้าวกระด้าง ดวงตาดุเหมือนมีเปลวไฟพวยพุ่งลุกโชนเต็มไปด้วยความอาฆาต โทรศัพท์ถูกวางสายแล้ว แต่ภาพใบหน้าเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ กับรอยยิ้มเยาะหยันของนักธุรกิจเฒ่ามากเล่ห์กลับลอยเด่นอยู่ในห้วงคำนึงของเขา สลับกับใบหน้าอ่อนโยนไร้เดียงสาของอินทิรา


                ชายหนุ่มขยับตัวนำรถเคลื่อนกลับสู่ท้องถนน มุ่งหน้าตามทางไปยังบ้านคนรักของพี่ชายเพื่อไปส่งหลานสาวตัวน้อยให้แก่กิ่งแก้ว ทันทีที่ควบคุมอารมณ์ได้ ความร้อนใจเกี่ยวกับเรื่องน้องสาวที่หายตัวไปทำให้รถพุ่งทะยานไปด้วยความเร็ว แต่ก็เป็นไปอย่างระมัดระวัง เขาจึงใช้เวลาเดินทางเพียงสิบห้านาทีก็สามารถส่งปอถักให้แก่มารดาของเด็กหญิงได้อย่างปลอดภัย และรีบตรงดิ่งไปหาทิษฏิที่สถานีตำรวจอย่างรวดเร็ว


TB
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

282 ความคิดเห็น

  1. #13 Jvar J. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 21:10
    อ่านแล้วรู้สึกสงสารหนูมัทจัง
    #13
    0
  2. #12 25142551 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 20:43
    เห็นด้วยอย่างมากตัดใจไปเถอะกับผู้ชายที่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเองแบบนี้ 
    #12
    0