Harry Potter - [The Dark Heir] Ocx? feat. Lord Voldemort x Oc

ตอนที่ 65 : Before the Dark VI: Faded

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 293
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    5 ม.ค. 63

STAR


กรุณาเปิดเพลงเพื่อเพิ่มอรรถรส 










Before the Dark VI: Faded

Related image

ห้องทีอีเล็กตราอาศัยอยู่ -- พูดให้ถูกคือโดนขังเอาไว้ -- เป็นห้องนอนขนาดใหญ่และหรูหราที่สุดในคฤหาสน์เลสแตรงจ์ ที่เคยเป็นห้องนอนเดิมของเจ้าของบ้านคนปัจจุบัน ซึ่งก็คือโรโดลฟัสและญาติสุดที่รักของเธอ... เบลลาทริกซ์

สามีภรรยามหาประลัย

อันที่จริง เธอไม่เคยคิดว่าเบลลาทริกซ์จะได้แต่งงาน จากนิสัยเรื่องมากและดูถูกไปเสียทุกคนอย่างนั้น ก็เป็นการยากที่จะหาใครมาจับคู่กับหล่อนได้ ทว่าในที่สุด การดูตัวครั้งที่สามเมื่อหลายปีก่อนก็ทำให้ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ได้ออกเรือนไปในที่สุด

มันไม่ใช่ความรัก แต่เป็นแค่ความเหมาะสม ที่ทั้งโรลโดลฟัสและเบลลาทริกซ์ต่างเห็นพ้องว่าเป็นโอกาสงามที่สามารถรวมสายเลือดบริสุทธิ์จากสองตระกูลใหญ่เข้าด้วยกันได้ พวกเขาเข้ากันได้ค่อนข้างดี แต่ก็ดีแบบคนที่มีแนวคิดคล้าย ๆ กัน ไม่ใช่ในฐานะคนสองคนที่ร่วมชีวิต ซึ่งก็ทำให้จนถึงเดี๋ยวนี้ ทั้งคู่ก็ยังไม่มีทายาทเลยแม้แต่คนเดียว

บางทีอีเล็กตราก็นึกสงสัย... ว่าสองคนนั้นเคยนอนห้องเดียวกันหรือเปล่า

อย่างน้อยก็ห้องที่ควรจะเป็นเรือนหอของพวกเขาอย่างนี้ กลับไม่มีวี่แววว่าเคยมีใครอาศัยอยู่มาก่อน มันสะอาดสะอ้าน เครื่องเรือนทุกชิ้นเป็นของใหม่เอี่ยม ไร้ร่องรอยคนอื่นโดยสิ้นเชิง

หรือว่าจะทำไว้เพื่อมอบให้ไอ้ปิศาจนั่นโดยเฉพาะ...

เมื่อคิดมาจนถึงบุคคลหนึ่งเดียวในโลกที่ไม่อยากจะนึกถึง ก็ทำเอาต้องส่ายศีรษะโดยทันที และความคิดแรกที่แล่นมาหลังจากนั้น ก็คือเธอต้องหาอะไรทำเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านเร็วที่สุด

ดวงตาสีเทาอ่อนมองนาฬิกาเรือนสวยที่ฝังติดอยู่กับผนัง ก่อนจะคิดคำนวณในใจ ว่าตั้งแต่แรกจนถึงเดี๋ยวนี้... เธอถูกจับมานี่กี่วันแล้วนะ

สิ่งเดียวที่ทำให้ยังรู้วันเวลาได้ ก็คือนาฬิกาที่อยู่ตรงหน้านี้เท่านั้น ซึ่งถ้าเป็นของธรรมดาสามัญก็คงเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่อยากจะหาคำตอบเมื่อไรก็ทำเพียงแค่เหลือบตาไปมอง ทว่าในตอนนี้ นาฬิกาเรือนเดียวที่มีอยู่ กลับเป็นนาฬิกาวิเศษจากตระกูลแบล็ก -- นาฬิกาอิเรตซาเท่านั้น

มันเป็นนาฬิกาหน้าตาประหลาดที่แม้แต่ในโลกเวทมนตร์ด้วยกันเองก็ยังถือเป็นของหายาก และหาผู้วิเศษที่จะตีความหมายที่แท้จริงได้แค่เพียงหยิบมือ เพราะแทนที่จะบอกเวลาเป็นเข็มและตัวเลขเหมือนเรือนทั่วไป กลับเป็นเพียงสัญลักษณ์ดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำเสมือนจริง ที่กินพื้นที่เต็มผนังห้องด้านหนึ่งเท่านั้น

จุดสีขาวเล็ก ๆ ส่องสว่างขึ้นมา มันกระพริบได้เหมือนเวลาที่มองดาวจริง ๆ ทว่ากลับมีบางจุดที่จะมีแสงจ้ามากกว่าดวงอื่น ๆ แล้วเรื่องยุ่งยากก็เริ่มนับจากนี้

คันชั่ง...แมงป่อง... นายพราน... นักรบหญิง... แม่น้ำ... สุนัขใหญ่... นกอินทรี...หงส์ และกลุ่มดาวอีกหลายดวงที่จำไม่ค่อยได้ว่าชื่ออะไร...

เธอไม่ได้เห็นนาฬิกาอิเรตซามาตั้งแต่อายุได้สิบขวบ เพราะเป็นช่วงที่ได้ไปอยู่กับวอลเบอร์ก้าผู้เป็นป้า และบ้านเลขที่สิบสองกริมโมล-เพลสก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่มีนาฬิกาแบบนี้เก็บไว้ ทำให้ใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะถอดความออกมาได้

คันชั่ง... แมงป่อง... ตุลาคม...  สามสิบเอ็ด... เก้าแปด...

สามทุ่ม

31 ตุลาคม 1981

เธอโดนจับตัวมาได้เกือบสิบเดือนแล้ว...

พอหาคำตอบได้ ก็รู้สึกว่าการฆ่าเวลาที่กินเวลาได้ระยะหนึ่งนี้หมดไป แล้วก็กลายเป็นการอยู่ว่าง ๆ ทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม จึงตัดสินใจกลับมานอนบนเตียงน่าจะดีกว่า ทว่าเมื่อมาถึงแล้ว อีเล็กตรากลับพบว่าตนเองนอนไม่หลับ เธอพลิกไปพลิกมาหลายทีเพื่อให้สบายตัว ก่อนจะจบลงที่การนอนตะแคงข้างพลางมองออกไปนอกหน้าต่างเหมือนที่เคยทำทุกวัน

ดวงตาสีเทาอ่อนเหลือบไปเห็นแหวนสีดำสลับทองที่สวมอยู่บนข้อนิ้ว ก่อนจะกระเด้งตัวขึ้นอย่างฉับพลัน จากนั้น การใช้เวลาให้เกิดประโยชน์แบบใหม่ที่นึกได้จึงเป็นการเริ่มต้นถอดแหวนวงนี้ออกไปให้ได้

เธอพยายามมาหลายครั้งที่จะถอดมันออก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร แหวนบ้าบอวงนี้ก็ยังติดแน่นอยู่บนนิ้วของเธออยู่วันยันค่ำ อาจเพราะเวทมนตร์ประหลาดที่เจ้าของแหวนแอบร่ายเอาไว้ก็เป็นได้ และเช่นเคย ที่วันนี้... เธอก็ยังถอดมันไม่ได้อยู่ดี

ตัดนิ้วดีไหม...

อีเล็กตราคิดอยู่ในใจ ถ้าเธอหามีดหรือของมีคมได้สักอย่าง ก็คงจะทำแน่ ๆ ทว่าสิ่งเดียวที่ไม่เคยมีในห้องนี้เลยก็คืออาวุธ ดังนั้นความคิดนี้จึงห่างไกลจากความเป็นจริงไปมาก จนอาจจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยก็ได้

เพราะอย่างนั้น ไม่ว่าจะเกลียดเจ้าของแหวนจนอยากจะฆ่าให้ตาย เธอก็ยังจำใจต้องใส่เจ้าสิ่งนี้ไว้ตลอดเวลา แม้จะรู้สึกว่ามันน่ารังเกียจและขยะแขยงมากแค่ไหน สิ่งเดียวที่ทำได้ ก็คงมีแค่อดทนเท่านั้น

เธอพยายามอดทน ทำเหมือนกับว่าตนไม่ได้สวมแหวนอยู่ ทว่าสิ่งที่ยากที่สุดกลับเป็นเรื่องนี้...

แม้ไม่อยากคิด หรือกระทั่งสนใจ ก็ยังเผลอไปนึกถึงอย่างช่วยไม่ได้

โวลเดอมอร์เป็นพวกยโสโอหัง เลวทราม แถมยังโรคจิต เพราะอย่างนั้นจึงเลือกที่จะทำให้เธอทรมานในทุกนาทีโดยไม่ให้โอกาสได้หยุดพัก ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเธอเกลียดมากแค่ไหน ก็ยังอยากให้เธอให้นึกถึงตัวเองได้เป็นครั้งคราวผ่านรอยสักที่แผ่นหลัง ทว่าดูเหมือนแค่นั้นจะยังไม่สามารถเติมความต้องการวิปริตที่มีอย่างล้นเหลือให้เต็มได้  จึงคิดว่าควรจะทำให้เธอรู้สึกเพิ่มอีกสักหน่อย

เขามอบตัวตนอีกเสี้ยวหนึ่งให้เธออย่างเอาแต่ใจ ทำให้คนที่โกรธแค้นและเกลียดชังเขาอย่างอีเล็กตรา...   ต้องทนทุกข์จากการเชื่อมโยงที่มากขึ้นอีกเป็นเท่าทวี

เธอรู้สึกถึงเขาได้ตลอดเวลา มากขึ้น มากขึ้น แล้วก็มากขึ้น

ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังโอบกอดตนอยู่ ไม่ยอมปล่อยไปไหน...

มันเป็นช่วงที่ยากลำบาก เมื่อก่อน แค่บางช่วงที่สัมผัสถึงกัน เธอก็ยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นแทบไม่ได้ ทว่าในเวลานี้ ที่ทุกวินาทีนั้นเลวร้ายจนไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายความรู้สึกที่เป็นอยู่ได้ อีเล็กตราไม่รู้เลยว่าเธอจะสามารถมองตัวเองในสภาพแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน

ทว่าชั่วอึดใจที่ความอดทนกำลังจะหมดไป เพียงน้อยนิดก่อนจะยอมรับความพ่ายแพ้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น... กลับลดลงจนแทบไม่มีเหลือ

อ้อมกอดกลายเป็นแค่การแตะปลายนิ้ว... เบาลง บางลง เลือนหายไปเรื่อย ๆ

มันแปลก แปลกมาก ๆ ที่ตัวตนที่ชัดเจนอยู่ตลอดเวลาเมื่อครั้งนั้น กลับหลงเหลืออยู่เพียงแค่นี้

ราวกับว่า เขากำลังจะสลายไป...

ตายไปแล้วหรือไงกัน?

ความคิดวนเวียนอยู่ในหัว อีเล็กตราส่ายศีรษะไล่เรื่องราววุ่นวายเหล่านั้นออกไป ไม่อยากเก็บความน่าสงสัยเหล่านั้นมาคิดให้รกสมอง จึงตัดสินใจจบทุกอย่างโดยการเดินกลับมาที่เตียง พยายามข่มตาหลับ แล้วลืมทุกอย่างไปให้หมด

 

 


สิ่งที่เมื่อวานว่าแปลกมากแล้ว พอมาวันนี้กลับแปลกยิ่งกว่า

อีเล็กตราพบว่าบ้านเลสแตรงจ์ที่มักจะได้เห็นผู้คนเดินเข้านอกออกในอยู่ตลอดกลับกลายเป็นบ้านร้าง หรือแม้กระทั่งในเวลาแปดโมงเช้าที่จะมีเอลฟ์ประจำบ้านนำอาหารมาเสิร์ฟ จนเดี๋ยวนี้เกือบสิบโมงก็ยังไม่มีใครโผล่มาให้ได้เห็น

อีกทั้งความรู้สึกรับรู้ถึงตัวตนของใครบางคนนั้นยิ่งเบาบางลงมากกว่าเก่า จนตอนนี้ แทบจะสัมผัสอะไรถึงเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

เธอไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น มันแปลก แปลกมากเกินไปที่จะอยู่เฉยเพื่อรอให้ใครสักคนเดินเข้ามาบอก

ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว...

อีเล็กตราเดินไปที่ประตู ละล้าละลังว่าจะเปิดมันออกดีไหม

มันจะเปิดได้หรือเปล่า ถ้าเปิดได้เธอก็ยังออกไปไม่พ้นหนึ่งก้าวอยู่ดีหรือไม่ หรือว่าจะมีใครที่ยืนเฝ้าที่หน้าประตูเหมือนเคยกันนะ?

มัวแต่คิดก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักที ดังนั้นจึงตัดสินใจดันประตูนี้ในที่สุด จากนั้นคำตอบของสิ่งที่สงสัยจึงเฉลยมาทีละอย่าง

ประตูเปิดได้ เดินออกไปไกลกว่านั้นก็ได้ และยังไม่มีใครยืนเฝ้าเหมือนปกติ

ทุกอย่างแปลกประหลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ อีเล็กตรายังไม่มั่นใจว่ามีการเรียกรวมพลที่ห้องอาหารเหมือนอย่างเคยหรือเปล่า ในแต่ละฝีก้าวที่เดินไป มันจึงคล้ายกับหัวขโมยที่แอบย่องเข้าบ้านคนอื่นกลางดึก ขณะเดียวกันก็พยายามเปิดดูทุกห้องหับที่สามารถเปิดได้ จนกระทั่งได้คำตอบที่ยิ่งทำให้สับสนมากขึ้นกว่าเดิม

เหลือเธอเพียงคนเดียวในบ้านเท่านั้น...

แม้จะยังสับสน และยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงหรือความฝัน แต่ในทันทีที่ได้สติ อีเล็กตราจึงรีบตรงไปที่ห้องเก็บไม้กวาด เธอควานหาไม้ที่น่าจะเหมาะกับตัวเองที่สุด จากนั้นจึงหยิบมันแล้ววิ่งไปที่หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ ขึ้นไม้กวาด แล้วก็รีบบินไปในทันที

ต้องหนี

มันเป็นโอกาสหายาก ที่ต้องรออีกกี่ชาติก็ไม่มีทางเกิดขึ้นอีก และเธอจะไม่รอคอยอยู่แต่ในบ้านเพื่อให้ใครกลับมาเจอเหมือนเดิมอีกแล้ว

อีเล็กตราร่อนลงไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากคฤหาสน์ไปอีกหลายร้อยกิโลเมตร แม้จะไม่ไว้วางใจกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าไร และยังกังวลว่าอาจเจอผู้เสพความตายโดยบังเอิญอยู่บ้าง แต่เธอก็ต้องหาคำตอบให้เร็วที่สุด ว่าตอนนี้ เกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้น

ในหมู่บ้านค่อนข้างครึกครื้น เดินไปทางไหนก็มีแต่เสียงเพลงลอยมากับลม ทุกอย่างที่เห็นนั้นชวนให้เธอสับสน และไม่ว่าจะมองไปทางไหน สิ่งเดียวที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของคนอื่น ๆ นั่นก็คือ... รอยยิ้ม?

เป็นยิ้มที่ยิ้มได้กว้างที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา กว่าสิบปีที่แทบไม่มีการเฉลิมฉลอง หรือการอยู่อย่างเป็นสุขของสังคมผู้วิเศษ นับตั้งแต่            โวลเดอมอร์เรืองอำนาจ

อีเล็กตราเหมือนถูกสะกด ภาพผู้คนที่นั่งดื่มอย่างเป็นสุขกับร้องรำทำเพลงแบบนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่อาจทำความเข้าใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว เธอสับสนมากจนเผลอเดินไปชนกับชาวบ้านคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

ชั่วอึดใจ อีเล็กตราเผลอนึกไปว่าคนที่ชนเธอตอนนี้เป็นหนึ่งในสมุนชั่วช้าของโวลเดอมอร์ ที่ตอนนี้ตามหาเธอจนพบในที่สุด ทว่าเมื่อมองดูหญิงวัยกลางคนที่ล้มก้นจ้ำเบ้าบนพื้น ก็พบว่าตนเองคิดผิด อีเล็กตราจึงรีบดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นมาในทันที

“ขอโทษค่ะ” เธอบอกเสียงเบา พยายามไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ ทว่าสิ่งที่อีกฝ่ายทำเป็นอันดับแรกเมื่อลุกขึ้นยืนแล้ว นั่นก็คือ... การกอดเธอ

“โอ๊ยแม่หนู” หญิงคนนั้นพูดกับเธอด้วยใบหน้าที่เป็นสุขที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา “ไม่เป็นไรหรอกไม่เป็นไร ฉันเดินชนคนที่ดีใจจนดื่มมากเกินไปได้เกือบสิบคนแล้ว ฮ่า ๆ นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง มาสิ มาฉลองกันเร็วเถอะ!

อีกฝ่ายจัดแจงดึงเธอเข้าไปนั่ง อีเล็กตราอยู่ในวงของนักดื่มวัยกลางคนอีกนับสิบที่ยังคงชนแก้วฉลองอย่างต่อเนื่อง ทว่าเธอก็ยังคงไม่ยอมขยับไปร่วมยินดีกับพวกเขา

“อ้าว” หนึ่งคนในนั้นทำหน้าฉงน ดันแก้วเครื่องดื่มมาวางตรงหน้าของเธอ  “ทำไมไม่ดื่มล่ะแม่หนู  วันนี้มีข่าวดีมาก   เลย  รีบดื่มเถอะ มาฉลองด้วยกัน ฉันจำไม่ได้แล้วว่าร้องเพลงครั้งสุดท้ายเมื่อไรเนี่ย ฮ่า ๆ”

ไม่มีการทำอะไรมากไปกว่าการชนแก้ว ดังนั้นอีเล็กตราจึงเลือกที่จะถามคำถามในที่สุด “ข่าวดีอะไรหรือคะ”

วงทั้งวงเงียบกริบ แล้วหันมาเป็นตาเดียว “เธอไม่รู้หรือ”

“ฉัน... ซ่อนตัว” สิ่งที่ได้กลับมาคือคำถาม แต่อีเล็กตราก็เลือกเลี่ยงตอบความจริงไป “ซ่อนไปนานมาก พึ่งออกมาวันนี้เองค่ะ”

แล้วทั้งโต๊ะก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อม ๆ กัน

“ตาแก่ทิกเกอร์สก็ยังงง ๆ เหมือนเธออยู่เลย” หญิงวัยกลางคนที่พาเธอมาชี้ไปที่ชายชราที่นั่งอยู่อีกโต๊ะ “หลบไปใต้ดินนานมากเหมือนกัน ขึ้นมาก็เหมือนเธอเปี๊ยบ เอ้า! ฉันจะบอกเธออีกครั้งก็ได้ มันเป็นข่าวดีทีต่อให้พูดอีกเป็นพันครั้งฉันก็ยังอยากที่จะพูด เอ้า เรื่องน่ายินดีวันนี้ก็คือ คนที่คุณรู้ว่าใครหายไปแล้ว!!

อีเล็กตราชะงัก แต่ดูเหมือนรอบตัวจะยังไม่เห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปนี้

“เขาพยายามไปฆ่าเด็กน้อยพอตเตอร์” อีกคนรีบเสริมในทันที “แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร นอกจากฆ่าไม่ได้ ยังหายไป เขาตายไปแล้วแน่ ๆ เด็กคนนี้เกิดมาเพื่อกำจัดคนที่คุณรู้ว่าใครจริง ๆ !

 “ดื่มให้แฮร์รี่ พอตเตอร์ เด็กชายผู้รอดชีวิต!

ทุกคนยกแก้เหล้าชนกัน พร้อมกับสรรเสริญเชิดชูให้กับวีรบุรุษในวันนี้ โดยที่ไม่มีใครสักเกตุเลยว่า หญิงสาวลึกลับที่พึ่งมาถึงเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหายตัวไปเสียแล้ว

 

 


อีเล็กตราไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ได้ยินน่าเชื่อถือได้แค่ไหน แต่จากการนั่งไม้กวาดไปแวะตามจุดใหญ่ ๆ ที่เป็นแหล่งรวมผู้วิเศษแล้วก็พบว่าทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือความจริง

โวลเดอมอร์หายไปแล้ว...

เธอเคยวาดฝันว่าเขาตายมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง จะด้วยฝีมือของตัวเองหรือคนอื่นก็ไม่เกี่ยง ทว่าเมื่อมันเกิดขึ้นจริง ๆ กลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น

เธอไม่รู้สึกยินดีใด ๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความสับสนและว้าวุ่นใจที่หาคำตอบไม่ได้เท่านั้น

มือบางลูบแหวนที่สวมอยู่ที่ข้อนิ้วอย่างเผลอไผล ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่

ทุกคนบอกว่าโวลเดอมอร์ตายไปแล้ว แต่ทำไม ทำไมกัน ทำไมเธอถึงยังรู้สึกถึงเขาได้อยู่ แม้จะเบาบางมากจนเกือบจะสัมผัสไม่ได้ ทว่าในเศษเสี้ยวน้อยนิดที่แหวนและตรามารที่แผ่นหลังส่งสัญญาณมาอยู่เนือง ๆ นี้ กลับยังบอกเธอ ว่าเจ้าปิศาจนั่นยังไม่ได้จากไปไหน

เธอจะต้องตามหาเขา

อีเล็กตราบอกกับตัวเองอย่างนั้น  โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อเจออีกฝ่ายแล้วสิ่งที่จะทำต่อไปจะเป็นอย่างไร      หรือแม้กระทั่งเหตุผลว่าทำไมต้องตามหาโวลเดอมอร์... ก็ยังอธิบายไม่ได้

เธอทำได้เพียงบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังจุดต่าง ๆ ที่คาดว่าเขาจะอยู่ หรือสัมผัสได้ถึงการมีตัวตน หลายวันหลายคืนที่ผ่านไป ทว่าไม่ว่าจะไปที่ใด ก็ยังหาเขาไม่เจอ

อยู่ที่ไหน...

ชั่วขณะนั้นเองที่ความรู้สึกบางอย่างพุ่งคืนมาจนสะดุ้งแทบตกจากไม้กวาด ทั้งแหวนและแผ่นหลังส่งสัญญาณพร้อมกันราวกับแผดเสียง

ความหวาดกลัว...

ดวงตาสีเทาอ่อนมองลงไปเบื้องล่าง และพบกับหมู่บ้านเล็ก ๆ หมู่บ้านหนึ่งที่แทบจะไม่มีการเฉลิมฉลองใด ๆ ทั้งสิ้น

พวกมักเกิ้ล

ไม่น่าแปลกที่คนพวกนี้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องราวน่ายินดีใด ๆ ในโลกเวทมนตร์ ดังนั้นความเงียบสงบและเปลี่ยวเหงาจึงเป็นสิ่งเดียวที่หมู่บ้านเล็ก ๆ นี่แสดงออกมา ทว่าสิ่งที่แปลกไป กลับเป็นตัวของอีเล็กตราที่หันหัวไม้กวาดกลับไป แล้วร่อนลงจอด ณ ที่แห่งนั้นในที่สุด

ทั้งแหวนและแผ่นหลังที่ร้อนรุ่มนี้กำลังส่งเสียงเรียกเธอ อีเล็กตราสัมผัสได้ถึงตัวตนของเขา... โวลเดอมอร์ ในทุกย่างก้าวที่ขยับไปใกล้เศษซากปรักหักพังที่ตั้งอยู่ ณ ชายขอบของชุมชนมักเกิ้ลนี้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกถึงเขาได้มากขึ้น

มันเคยเป็นบ้าน... หลังเล็ก ๆ ที่น่าจะมีคนอยู่กันได้อย่างไม่ค่อยสะดวกสบายนัก นี่เป็นสิ่งแรกที่เธอคาดเดาจากการมองกองหินกองดินที่พังทลายตรงหน้านี้ มีแผ่นไม้ที่ดูเหมือนบานประตู กับซากงูที่แห้งเป็นกระดูกซึ่งไม่รู้ว่าโดนแขวนเอาไว้นานกี่สิบปีแล้ว

ทุก ๆ อย่างล้วนน่าขนหัวลุก สภาพแวดล้อมทั้งหมดบ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้ไม่พร้อมจะต้อนรับใคร ทว่าสัญญาณที่ส่งมาเป็นระยะ ๆ ถึงตัวตนของใครบางคน กลับทำให้เธอก้าวเข้าไปในตัวบ้านในที่สุด

“แกอยู่ที่ไหน” เธอเอ่ยเรียก ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรอยู่

หากเพียงเสียงเดียวที่ได้ยิน กลับเป็นเสียงของสายลมที่พัดหวีดหวิวรอบตัวเท่านั้น...

“ฉันรู้ว่าแกยังอยู่...” อีเล็กตราลองอีกครั้ง

มีความรู้สึกบางอย่างที่แผ่นหลัง รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ทางนั้น...

อีเล็กตราหันขวับกลับไปมอง ทว่าในทันทีที่เธอขยับตัว ความรู้สึกนั้นก็หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่

“ออกมาเดี๋ยวนี้!” เธอตะโกน มองเข้าไปในชายป่ารกทึบตรงหน้า เริ่มหวั่นใจกับความว่างเปล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ “ออกมาสิไอ้บ้าเอ๊ย!

มันคือความวิตกกังวลอย่างมากมายที่ไม่เคยรู้สึกได้มาก่อน          อีเล็กตราไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไม เพราะเหตุใดที่ทำให้เธอเป็นเช่นนั้น หรือมันอาจเกิดขึ้นเพราะสัญญาณบางเบาที่ส่งผ่านมาจากแหวนและแผ่นหลัง หากแต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร คนที่เธอตามหาก็ยังคงไม่ปรากฏตัว

เธอคิดว่าเขาอยู่ที่นี่ ทุกเบาะแสบ่งบอกว่าเขาต้องอยู่แถวนี้ ทว่าไม่ว่าเธอจะตะโกนเรียกอีกกี่ครั้ง ภาพตรงหน้าก็ยังว่างเปล่าอยู่อย่างนั้น

เธอมั่นใจว่าโวลเดอมอร์ยังอยู่ เพราะอย่างนั้นคำตอบเดียวที่เหลืออยู่จากความพยายามที่ล้มเหลวของเธอจึงเหลือเพียงแค่...

เขาไม่ต้องการจะออกมาพบเธอ

ความวิตกแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่อธิบายไม่ได้ในทันที เธอไม่เข้าใจ ว่าความรู้สึกหน่วงหนักและกดดันอยู่ในอกนี้คืออะไร ไม่เขาใจว่าทำไมถึงมีความเจ็บร้าวและเดือดดาลเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันได้

เพราะอะไร เกิดอะไรขึ้นกับเธอ!

อีเล็กตราหยิบคว้าก้อนหินและก้อนดินตามพื้น ก่อนจะขว้างออกไปสุดแรง อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำมันไปนานแค่ไหนแล้ว

ร่างโปร่งบางทรุดลงกับพื้น คุกเข่าหมดเรี่ยวแรง ก้มหน้าพลางหอบหายใจถี่กระชั้น ทว่าเพียงคำพูดเดียวที่เธอยังฝืนพูด กลับมีเพียงแค่...

“...ออกมาสิ...”

 

 


เขาไม่รู้ว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น

วันนี้ควรจะเป็นวันดี ๆ ที่ได้ฆ่าเจ้าเด็กพอตเตอร์ ลบล้างคำทำนายไร้สาระเกี่ยวกับบุคคลที่เกิดมาเพื่อปราบเขา แต่ทำไม เพราะอะไร หลังจากที่เสกคำสาปพิฆาตใส่มัน กลับเป็นตัวเขาที่ระเบิดเป็นจุลไปได้

เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางสู้อย่างนั้นกลับทำให้เขา -- จ้าวแห่งศาสตร์มืดที่ผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยนามต้องพ่ายแพ้ ระหกระเหินหนีหัวซุกหัวซุนในสภาพของกลุ่มควันที่ต่ำชั้นเสียยิ่งกว่าภูตผี

ความตายที่ห่างออกไปแค่เอื้อมเดียวนี้หนักหนากว่าที่เคยคาดคิดเอาไว้มาก มากเสียจนแม้แต่การแยกเสี้ยววิญญาณเป็นหลายส่วนก็ไม่สามารถการันตีว่าเขาจะอยู่รอดไปได้ถึงพรุ่งนี้หรือไม่

เขากลัว...

ตอนนี้ข่าวคราวเรื่องน่าอัปยศนี่คงกำลังแพร่กระจายไปตามที่ต่าง ๆ เสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่ม มันคือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เขาต้องรีบคืนร่าง เขาต้องรีบทำ เขาจะต้องกลับคืนร่างเนื้อให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีใครตามมาแล้วฆ่าเขา

โวลเดอมอร์ไม่เคยสับสนได้มากเท่าวันนี้ แต่ที่เหนือกว่าความสับสนนั้น มันเป็นความกลัวอย่างถึงที่สุด...

เขาพยายามส่งสัญญาณไปหาพวกสมุนแต่ละคน ให้ใครก็ได้ผ่านมาเจอแล้วหาทางคืนร่างให้ มีอีกหลายร้อยวิธีที่ทำให้เขากลับไปมีกายเนื้ออีกครั้งได้ แค่เพียงต้องใช้ไม้กายสิทธิ์ของใครสักคนเท่านั้น

วิญญาณที่อ่อนแอทำให้อำนาจที่มีลดน้อยลงไปด้วย สิ่งที่เมื่อก่อนทำแค่เพียงนึกคิดก็สำเร็จง่าย  ๆ กลับไม่ง่ายเหมือนเช่นเคย การเรียกคนผ่านตรามารก็รวมอยู่ในนั้น  ในตอนนี้  แม้จะรวบรวมสมาธิทั้งหมดให้กับมัน เขาก็ยังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าสัญญาณแผ่วเบาพวกนี้จะส่งไปถึงใคร

เขารอ รออยู่หลายวัน...

ทว่าไม่ว่าจะรอคอยอย่างไรกลับไม่มีใครหน้าไหนที่โผล่มา แม้จะรู้อยู่ลึก ๆ ว่าในสมุนพวกนั้น แทบจะหาคนที่รับใช้ตนเองอย่างจริงใจและภักดีไม่ได้ แต่นั่น... ก็เป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้

ในตอนนี้ คนที่จะยืนหยัดเพื่อเขา กลับมีเพียงแค่ตัวเขาเองเท่านั้น

โวลเดอมอร์หวาดกลัว  เขาอ่อนแอมาก  มันมากจนทำให้ต้องยอมละทิ้งศักดิ์ศรี พุ่งเข้าไปเกาะยึดกับร่างของหนูแมลงหรือสัตว์ตัวเล็ก ๆ ร่างแล้วร่างเล่าเพื่อประคองชีวิตตัวเองให้อยู่ได้นานขึ้นแม้เพียงวินาทีเดียวก็ยังดี  แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร หนีไปแค่ไหน กลับรู้สึกว่าตนเองยิ่งขยับเข้าใกล้ความตายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ร่างเล็กจ้อยเหล่านั้นไม่อาจยื้อวิญญาณของเขาได้ทันการเสื่อมสลาย ดังนั้น เขาต้องหาสิ่งที่ใหญ่และมีพลังชีวิตมากกว่านี้

มนุษย์ เขาต้องหาร่างของใครสักคน

หมู่บ้านลิตเติลแฮงเกิลตันกลายเป็นหมูบ้านที่เกือบจะร้างผู้คน ประชากรทั้งหมดยังเป็นเพียงมักเกิ้ล ทว่าแม้แต่มักเกิ้ลหน้าโง่ที่ไม่มีแม้แต่พลังวิเศษ ก็อาจจะแข็งแกร่งเกินไปสำหรับเขาตอนนี้

เขาเข้าไปในตัวหมู่บ้านไม่ได้ จึงต้องรอที่ชายขอบห่างไกลจากคนอื่น ๆ ในป่ารกทึบข้างบ้านเก่าตระกูลก๊อนท์ -- ตระกูลฝั่งแม่ที่เหลือเพียงเศษซากความทรงจำ -- เพื่อรอให้ใครสักคนที่ไม่ทันระวังตัวพลัดหลงมา

และนั่น เที่ยงวันนั้นเองที่มีเหยื่อคนแรกปรากฏตัวขึ้น

ทว่าคนที่มาถึงกลับเป็นแม่มดที่ร่อนมากับไม้กวาด  เขารู้สึกคุ้นเคยกับแผ่นหลังเล็กแคบนั้นอย่างน่าประหลาด จนเผลอลืมไปเลยว่านี่อาจจะเป็นใครสักคนที่ตามมาเพื่อฆ่าเขา

เธอคนนั้น...

“แกอยู่ที่ไหน”

เสียง ๆ นี้...

ในบรรดาสมุนหลายร้อยคนที่อยู่ด้านนอก คนที่เขาหวังจะให้ปรากฏตัวขึ้น กลับไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวเลยที่จะเผลอนึกไปถึงตัวเธอ คน ๆ เดียวที่พร่ำบอกเขาอยู่ทุกวี่วันว่าเกลียดเขา อยากฆ่าเขา ไม่ใช่บุคคลที่คาดว่าจะได้เห็นหน้าในวันที่อ่อนแอใกล้ตายเช่นนี้

กับความวุ่นวายเหล่านี้ เธอต้องรู้เรื่องทุกอย่างแล้วแน่นอน และเขาจะไม่แปลกใจเลย หากเธอจะรีบหนีแล้วก็หายไปจากชีวิตของเขาในทันทีที่มีโอกาส แต่น่าแปลก ที่ในตอนนี้คน ๆ เดียวที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยเรียกเขาอย่างร้อนรน กลับมีเพียงอีเล็กตราเท่านั้น

“ฉันรู้ว่าแกยังอยู่...”

เขาไม่เข้าใจ...

เพราะอะไร ทำไมเธอถึงมาที่นี่ โวลเดอมอร์พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ทว่าแม้จะพยายามเท่าไร เขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลใด ๆ มาอธิบายการกระทำผิดประหลาดแบบนี้ได้

เธอเป็นคนเดียวที่ไม่เคยกลัวเขา เธอเป็นคนเดียวที่เกลียดเขามากกว่าสิ่งอื่นใด และเธอก็เป็นคน ๆ เดียวเช่นกันที่ออกตามหาเขา

ไม่เข้าใจ

เพราะอะไร?

คนที่สร้างความสับสนให้กับเขาโดยไม่รู้ตัวหันขวับมาอย่างฉับพลัน โวลเดอมอร์ทำได้เพียงเลื้อยไถลไปหลบอยู่หลังต้นไม้ พลางข่มความรู้สึกต่าง ๆ ที่อาจส่งไปถึงเธออย่างไม่ตั้งใจให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้เธอรีบไปจากที่นี่

“ออกมาเดี๋ยวนี้!” กลุ่มวิญญาณสีดำมืดชะโงกหน้าออกมา เห็นความลนลานผ่านดวงตาสีเทาอ่อนอย่างชัดเจน “ออกมาสิไอ้บ้าเอ๊ย!

หินก้อนเล็ก ๆ ลอยเข้าป่ารกข้างตัว ก้อนกรวด แผ่นอิฐ แผ่นไม้ หรืออะไรก็ตามที่หยิบจับได้ถนัดมือถูกโยนเข้ามาไม่ได้ขาด

เธอกำลังโกรธ เหมือนตอนนั้น...

โวลเดอมอร์ไม่อาจทำความเข้าใจเรื่องตรงหน้านี้ได้ ทุกความรู้และความเข้าใจของเขาไม่อาจนำมาใช้อธิบายการกระทำที่แปลกประหลาดของเธอได้เลยสักอย่างเดียว

อีเล็กตราทำอย่างนั้นจนเหนื่อยไปเอง ร่างโปร่งบางทรุดลงกับพื้น คุกเข่าก้มหน้า ลมหายใจถี่กระชั้น ทว่าเพียงคำพูดเดียวที่เธอยังฝืนพูด กลับมีเพียงแค่การร้องเรียกเขาอยู่อย่างนั้น

“...ออกมา...”

 

 


ตั้งแต่อีเล็กตราที่ปรากฏตัวขึ้นมา จนกระทั่งถึงตอนนี้ ก็ผ่านมาแล้วกว่าสามวันที่เธอยังไม่ยอมจากไปไหน

เธอนอนซุกอยู่ในซอกกำแพงแคบ ๆ ของตัวบ้านพัง ๆ หลังนั้น ไม่ว่าจะฝนตก แดดออก หรือสภาพอากาศใดก็ตาม เธอก็ยังคงอยู่ตรงนั้น

อธิบายไม่ได้เลยสักอย่าง...

การกระทำของเธอเป็นสิ่งที่อธิบายไม่ได้ แต่การกระทำของตัวเขาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก

รู้ทั้งรู้ว่าเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการหาร่างเกาะยึดที่เหมาะสม ตัวเธอที่หลงเข้ามา อ่อนแอ และไม่ทันระวังตัว เป็นเป้าหมายชั้นยอดของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย โวลเดอมอร์มีโอกาสจู่โจมเธอได้เป็นพัน ๆ ครั้ง แต่ทุกครั้ง มันก็จบลงแค่เพียงจ้องมอง แล้วก็ถอยหนีไปเพื่อออกล่าและสิงสู่ร่างของสัตว์เล็ก ๆ โชคร้ายไปแทน

ในวันแรกเธอยังเกรี้ยวกราด ขว้างปาสิ่งของไปในทุกทิศทางที่คาดว่าเขาน่าจะอยู่จนกระทั่งเหนื่อยไปเอง วันที่สองเธอยังคงตะโกนเรียกหาเขาโดยไม่ย่อท้อ แต่วันนี้ ภาพเดียวที่เขาเห็นกลับเหลือเพียงแค่ร่างบอบบางที่ใกล้จะแตกสลายลงไปทุกที

โวลเดอมอร์ไม่ชอบเห็นอีเล็กตราในสภาพเช่นนี้ หากว่ายังรอต่อไป คำว่าใกล้แตกสลาย ก็อาจกลายเป็นแตกสลายเข้าจริง ๆ ก็ได้

เธอต้องไปได้แล้ว...

ในฉับพลัน อีเล็กตราก็ผุดลุกขึ้นยืน เธอมองกลับมาในป่า ทิศทางเดียวกับจุดที่เขาหลบอยู่ ทำท่าเหมือนกับต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง... แต่ในท้ายที่สุด ก็เงียบไป

เธอลูบสัมผัสแหวนที่ข้อนิ้วอยู่สักพัก  ครุ่นคิดตัดสินใจเงียบ   คนเดียว ก่อนจะพบว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับแหวนวงนี้

เธอเคยคิดจะถอดมันออกเป็นร้อย ๆ ครั้ง และทุกครั้งจะจบลงด้วยการยอมแพ้ เพราะไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถขยับแหวนวงเล็กนี้ออกไปได้ มันจะติดแน่นจนเหมือนเป็นเนื้อเดียว ทว่าตอนนี้ เธอกลับรู้สึกได้ว่ามันหลวม... หลวมไปมากจนกระทั่ง... ถอดออกได้ในที่สุด

มือบางกำแหวนไว้แน่น ดวงตาสีเทาช้อนมองมาที่ชายป่าอีกครั้ง

“แกทำใช่ไหม”

ใช่... เขาทำ

“เพื่ออะไร”

เพื่อจะให้เธอไปจากที่นี่

เขาตอบคำถามเธอในใจ สิ่งที่อีเล็กตราจะไม่มีวันรู้ และเขาจะไม่มีวันพูดออกมา ไม่ว่าจะเข้าใจเหตุผลที่ทำให้เธอรอเขาหรือไม่ แต่แน่นอนที่สุดว่าเขาจะไม่มีวันออกไปพบเธอด้วยสภาพน่าสมเพชแบบนี้ มันจะไม่เกิดขึ้นเด็กขาด

เพราะฉะนั้น เธอก็ควรจะยอมแพ้ แล้วจากไปได้แล้ว

“ได้!

อีเล็กตรากัดฟัน ทิ้งแหวนวงนั้นลงกับพื้น แล้วกลับไปหาไม้กวาด  เธอบินขึ้นไปโดยไม่แสดงท่าทีใด ๆ นอกเสียจากความเย็นชาเท่านั้น

โวลเดอมอร์ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเสี้ยววิญญาณหนึ่งของตนกลิ้งไปหลบอยู่ใต้ก้อนหินก้อนไหน เขาทำเพียงเหม่อมองร่างผอมบางที่ลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหายลับไปกับกลีบเมฆ

จากนั้น เขาก็ยิ้มออกมา

เธอไปแล้ว...

ดีแล้ว...

 





++++++++++++++++++++

ตอนนี้มันต้องเพลง Faded จริง ๆ 

ไอ้ท่อน Where are you now? พวกเนี้ยยยยยย มันเข้ากับเนื้อเรื่องมาก (เข้ากว่าตอนที่ออกตามหาตอนจบศึกฮอกวอตส์อีก เพราะอันนั้นขุ่นแม่รู้ว่าโวลดี้อยู่ตรงนั้น เพราะปู่บอกเอาไว้ก่อนไป แต่ตอนนี้คือไม่รู้ว่าอยู่ไหนแต่รู้ว่ายังอยู่ แล้วตามหาไปเรื่อย ๆ)

และนับตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปค่ะ ที่ความรู้สึกของปู่ที่มีให้เอลลี่ไม่เหมือนเดิม จากของเล่นชิ้นหนึ่งที่ชอบมากกว่าชิ้นอื่นนิดหน่อยเปลี่ยนเป็นความรู้สึกบางอย่างที่พิเศษกว่านั้น แต่ตัวเองก็หาคำตอบไม่ได้ว่าความรู้สึกที่ว่านั้นมันคืออะไร

ทำไมไรต์ถึงเลือกให้ปู่มอบแหวนให้เมีย เพราะว่าตอนอ่านหนังสือก็มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาและหาคำตอบไม่ได้จนถึงเดี๋ยวนี้ ว่าทำไม ของที่มีความสำคัญกับตัวเอง ฮอร์ครักซ์ เสี้ยววิญญาณที่แสนมีค่านะ ทำไมถึงกล้าทิ้งไว้ในซากบ้านเก่าของตระกูลแม่แบบนั้นได้ คนเจอง่ายมากๆ ฮอร์ครักซ์ชิ้นอื่น ๆ มีที่เก็บอย่างหรูและปลอดภัย  แต่แหวนซึ่งเป็นฮอร์ครักซ์ชิ้นแรกของปู่ทำไมถึงได้มีที่อยู่อย่างกับลูกเมียน้อยอย่างน้านนนนน เพราะอย่างนั้น เลยแต่งเองเลยว่าอันที่จริงมอบแหวนให้เมียเก็บแหละ แต่ทำให้ถอดออกได้ตรงนี้และเอลลี่โยนทิ้งด้วยความโมโห มันรู้สึกว่ามีอะไรมากกว่านอนแอ้งแม้งรอดัมเบิลดอร์มาพบอยู่นิดนึง ฮ่าๆ นิดนึงก็ยังดี

นับถอยหลัง 2 ตอนสุดท้าย

อย่าลืมสิ่งสำคัญอีกแล้ว สำคัญจริง ๆ น้าาาาาาาาา ช่วยกันหน่อยจ้า

เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์

   เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์   

เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์ เม้นต์

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

690 ความคิดเห็น

  1. #665 senla (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 17:02
    โครตเศร้า​ อินหนักมาก​

    อ่านทีคืนร้องไห้อะ​

    #665
    0
  2. #664 Bloody Empress (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 6 มกราคม 2563 / 08:30
    ปู่นะปู่มันน่านัก!!!
    #664
    0