Harry Potter - [The Dark Heir] Ocx? feat. Lord Voldemort x Oc

ตอนที่ 62 : Before the Dark III: Possessiveness

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    28 ธ.ค. 62

STAR








Before the Dark III: Possessiveness


รู้สึกถึงกันได้ตลอดเวลา

มันเป็นยังไงน่ะหรือ?

ก็คงจะเหมือนกับว่ามีความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้สัมผัสถึงตัวตนของกันและกันได้ ในช่วงเวลาปกติ เธอรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของเขาผ่านทางรอยสัก แต่บางครั้งที่พิเศษขึ้นมาหน่อย ก็จะสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจ ที่โดยส่วนมากก็เป็นโกรธ เกลียด โมโห แต่มันก็ไม่ได้มากถึงขั้นเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของอีกคน ณ ขณะนั้นตลอดเวลาหรอก

พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนกับว่ารอยสักนี่มันมีชีวิต ที่ผูกติดและเชื่อมต่อเธอกับเขาเข้าด้วยกัน เพราะอย่างนั้น เลยทำให้สัมผัสถึงความเคลื่อนไหวคร่าว ๆ ของเขาได้

อย่างเช่นวันนี้... ที่เธอรู้ว่าโวลเดอมอร์ไม่อยู่ที่คฤหาสน์

เพราะอย่างนั้น... จึงเป็นโอกาสดีอย่างยิ่ง ที่ควรจะหนีไปให้ไกล ๆ

อีเล็กตราไม่รู้ว่าเขาจะรับรู้ความเคลื่อนไหวของเธอได้แค่ไหน บางทีเขาอาจจะเข้าใจความคิดของเธอ มองเห็นหรือสัมผัสได้ราวกับเป็นคน ๆ เดียวกันจนอาจทำให้แผนล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม แต่อย่างไรเสีย มันก็เป็นสิ่งที่น่าลองทำกว่าอยู่เฉยรอคอยให้เขากลับมาทำเรื่องบ้าบอนั่นกับเธออีกครั้ง

ได้ข้อสรุปดังนั้นจึงเริ่มปฏิบัติการณ์ทันที เธอสอดส่ายสายตา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ใกล้ ๆ ก็รีบเอาผ้าปูเตียงที่ร้อยเข้าไว้ด้วยกันจนยาวเหยียดโยนออกไปนอกหน้าต่าง

เธอพยายามไม่มองลงไป ด้วยห้องที่กำลังจะหนีนี้เป็นห้องที่อยู่สูงที่สุดในคฤหาสน์เลสแตรงจ์ -- เป็นเรือนหอของเบลลาทริกซ์กับโรโดลฟัส ซึ่งทั้งคู่จะดูภูมิใจมากที่ได้มอบมันให้อยู่ในการรับใช้โวลเดอมอร์ -- ต้องใช้ความพยายามและระมัดระวังอย่างมาก ที่จะไม่ตกลงกระแทกพื้นคอหักตายตั้งแต่ยังออกไปไม่ถึงไหน

สองเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นหญ้า เธอดึงชุดคลุมที่สวมอยู่ให้กระชับตัว มองซ้ายขวาเพิ่มความมั่นใจก่อนที่จะเริ่มออกวิ่งไปให้เร็วที่สุด

หวังว่าไอ้ปิศาจนั่นจะไม่รู้ตัวนะ...

                                                        Image result for decorative line png


...เขารู้...

โวลเดอมอร์รู้ว่าเธอกำลังหนี ในขณะที่ออกมาตามฆ่าครอบครัวพอตเตอร์ที่พาลูกของมันซ่อนตัว เขาก็รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวแปลกประหลาดขึ้นมาเฉย ๆ

“ทำไมไม่มีคนเฝ้า” เสียงเยียบเย็นเอ่ยถาม เฝ้ามองกลุ่มพ่อมดแม่มดที่ก้มหน้าอย่างหวาดกลัว แต่เขาก็ดูไม่ได้หัวเสียเท่าไรนัก “หน้าที่ใคร”

“เธอหายไประหว่างช่วงเวรยามของเบิร์กขอรับ” คนหนึ่งรีบโยนความรับผิดชอบให้เพื่อนในทันที ก่อนจะรีบผลักอีกฝ่ายให้อยู่หน้าแถว

“จะ...เจ้านาย” เบิร์กเอ่ยละล่ำละลัก เมื่อเห็นดวงตาสีแดงสดที่จ้องมองมานิ่ง ๆ นั้น “กระผมมาเปลี่ยนเวร พอเช็คดูก็ไม่เห็นเธอแล้วขอรับ”

โวลเดอมอร์สะบัดหน้าไปอีกทางหนึ่ง เงยหน้ามองผ้าปูที่นอนที่ถูกห้อยจากหน้าต่างยาวลงมาจรดพื้นดิน ก่อนจะมองข้ามไปในเขตป่าที่อยู่ติดกับรั้วคฤหาสน์

... ยังไปได้ไม่ไกล...

หยาดน้ำเม็ดเล็กหยดลงบนบ่า พร้อมกับฟ้าที่มืดครึ้มลงในทันใด และในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนั้น ฝนก็เทครืนลงมาราวกับฟ้ารั่ว คนที่ยืนอยู่เนื้อตัวเปียกปอนมะลอกมะแลก ทว่ายังไม่มีใครที่กล้าเข้าไปหลบในร่ม เพราะเจ้านายของพวกตนยังคงยืนนิ่งไม่ขยับไปไหม

ดวงตาสีแดงมองตรงไป ณ จุด ๆ เดิม อยู่อย่างนั้น ก่อนจะ...

ยิ้ม?

“ฝนหยุดตกแล้วค่อยออกตามหา... คนไหนจับได้... ฉันจะไม่ลงโทษ แล้วก็อย่าลืม ว่าต้องจับเป็นเท่านั้น”

                                                   Image result for decorative line png


เมอร์ลิน!

ดวงตาสีเทาอ่อนมองไปรอบตัว  ฝนที่ตกกระหน่ำขณะนี้ทำให้ภาพทิวทัศน์ของป่าแย่ลงจนกลายเป็นเลวร้าย พื้นมีแต่ดินโคลนชื้นแฉะ มองไปทางไหนก็เห็นแต่ต้นไม้ต้นเดิม ๆ อยู่นั่น

พอจะรู้ว่าป่านี้คือพื้นที่ที่ล้อมรอบคฤหาสน์เลสแตรงจ์ไว้ อาณาบริเวณทั้งหมดกว้างเกือบ ๆ ร้อยไร่ เต็มไปด้วยสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่มากมาย อันตรายพอ ๆ กับเดินอยู่ในป่าต้องห้าม

แต่เธอก็พอจะรู้อีกนั่นแหละ ว่าถ้าอยากจะรอดพ้นจากป่าแห่งนี้ ต้องเดินไปทางเหนือของคฤหาสน์ ตามกลุ่มดาวหมีใหญ่ไปเรื่อย ๆ ก็จะเจอกุญแจนำทางห้าดอก ที่แต่ละดอกมีจุดหมายปลายทางต่างกันไป

แค่นั้น... ก็หนีได้แล้ว

เธอเดินมาได้สักพัก น่าจะถึงครึ่งทางหรือไม่ก็เลยมานิดหน่อย ก่อนจะพบว่าตัวเธอ... เริ่มจะหลง

ดาวหมีใหญ่หายไปจากฟ้า อันที่จริงก็หายไปแทบจะทุกดวง เมื่อเมฆฝนก้อนใหญ่ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนมาถึง แผนที่นำทางของเธอก็ใช้การไม่ได้ในทันที

บางทีก็คิดว่าควรจะเดินต่อไป แค่ตรงไปเรื่อย ๆ ก็น่าจะถึงในไม่เกินชั่วโมงแน่ แต่วิสัยทัศน์และสภาพการเดินทางที่ไม่เป็นใจอย่างนี้ อาจทำให้การเดินตรง ๆ น่าจะสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย

หลงทางกลางป่า ฝนตกหนัก ไม่มีไม้กายสิทธิ์ หายตัวก็ทำไม่ได้ แถมไม่รู้ว่าไอ้พวกนั้นจะรู้ตัวว่าเธอแอบหนีมาหรือยัง ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายสุด ๆ จริง ๆ 

อีเล็กตราหยุดเดิน กวาดสายตามองไปรอบตัว แล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าควรจะหยุดอยู่แค่นี้ ฝืนต่อไปรังแต่จะยิ่งเสียเวลา และอาจทำให้หลงย้อนกลับไปทางเดิมได้ง่ายขึ้น คิดได้ดังนั้นจึงเริ่มจะหาจะมองหาโพรงถ้ำหรือหินก้อนใหญ่ที่พอจะหลบฝนได้

แล้วก็เจอในที่สุด...

มันไม่ใช่ที่ที่หรูหราสบายตัวนัก แต่หินก้อนใหญ่ก้อนนี้ก็ซ้อนไขว้กันในมุมที่เหมาะสมจนมีช่องว่างเล็ก ๆ พอเข้าไปหลบฝนได้พอดี ดูท่าฝนไม่น่าจะตกนานเท่าไร ดังนั้น เธอก็ควรจะพักได้แล้ว

อีเล็กตราเข้ามานั่งด้านใน เบียดกายชันเข่า ก่อนจะเหม่อมองออกไปด้านนอก อากาศค่อนข้างเย็น พอตัวเปียกแบบนี้ยิ่งรู้สึกหนาวมากขึ้นไปอีก

เมื่อก่อน... ถ้าเธอไม่สบาย หรือเผลอไปเล่นซนจนเกิดอุบัติเหตุ คนที่จะอยู่ดูแลและปลอบขวัญก็จะเป็นพ่อกับแม่ พวกเขาจะทำแผล หายา เช็ดตัว บางทีก็นอนเฝ้า อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นยังเป็นสิ่งที่เธอจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่อย่างไรเสีย มันก็ไม่เคยมีเรื่องแบบนั้นมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว

เพราะไอ้ปิศาจร้ายนั่นคนเดียว

เธอไม้รู้ว่าเคยไปทำอะไรให้กับเขา แต่ดูเหมือนว่าคน ๆ นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งเลวร้ายในชีวิตของเธอไปเสียทุกอย่าง อีเล็กตรารู้ว่าในตอนนี้เธอมีค่าเพียงแค่เป็นเครื่องมือผลิตตัวประหลาดที่เป็นทายาทของเขา แต่ไม่ก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องเป็นเธอ

บางที... ถ้าไอ้ปิศาจนั่นฆ่าเธอไปพร้อม ๆ กับพ่อแม่ตั้งแต่เมื่อตอนนั้น... เธอก็คงจะไปมีความสุขพร้อมหน้าพร้อมตากับพวกท่านตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมาทนมองตัวเองในสภาพน่าสมเพชอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้แน่ 

เพราะมันคนเดียว!

ถ้าหาโอกาสได้ เธอจะฆ่ามันเองกับมือ!

ถ้าฝนยังไม่หยุดตก เสียงก่นด่าภายในใจคงจะยังดังอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แต่บังเอิญว่ามันดันหยุดไปแล้ว และฟ้าก็เริ่มปลอดโปร่งจนมองเห็นดาวหมีใหญ่ได้อีกครั้ง เพราะอย่างนั้น เธอก็ควรจะไปจากที่นี่สักที

อีเล็กตรารีบลุกขึ้นเดิน ปัดเนื้อตัวที่เลอะเทอะดินโคลนอย่างลวก ๆ แล้วรีบออกวิ่งไปในทันที ก่อนที่จะมีใครตามมาทันแล้วโดนจับตัวกลับไปอีก ทว่า...

“เจอแล้ว” ปลายเท้าหยุดกึกอยู่กับที่ ทันทีที่เห็นกลุ่มผู้เสพความตายสองคนยืนจังก้าขวางทางเอาไว้ พวกเขายิ้มกริ่มราวกับเป็นผู้ชนะ หันไม้กายสิทธิ์มาหาพร้อมกันเป็นทางเดียว

ลำแสงสีน้ำเงินพุ่งตรงมาหาโดยไม่ยอมให้ตั้งตัว อีเล็กตราที่ไม่มีไม้กายสิทธิ์ทำได้เพียงเอี้ยวตัวหลบไปอีกด้านหนึ่ง หากเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เธอตัดสินใจที่จะไม่ทำแค่เพียงหลบอีกแล้ว อีเล็กตราหาจุดอับ ก่อนจะเอี้ยวตัวแล้วพุ่งเข้าหาหนึ่งในสองจนล้มกลิ้งไปพร้อมกัน

การใช้ชีวิตอยู่กับซีเรียสถึงสามปีทำให้ได้เรียนรู้การต่อสู้แบบตัวต่อตัวจากเขามาได้ไม่น้อย นั่นทำให้การกระแทกสันหมัดใส่หน้าศัตรูจนสลบเหมือดเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วย

อีเล็กตราแย่งไม้ของเขามา ก่อนจะชี้ไปหาอีกคนที่เหลือ “สตูเปฟาย!

โดนน็อกไปแล้วสอง คงไม่ต้องโง่ยืนรอให้มีใครตามมาทันอีก สองขาจึงเริ่มออกวิ่งอีกครั้ง เดาว่าพวกมันคงจะรู้ว่าเธอหนีมาแล้ว สักพักคงจะแห่กันมาจนเต็มป่าแน่

“บ้าเอ๊ย!” อีเล็กตราก็ต้องสบถดังลั่นทั้ง ๆ ที่ยังไปได้ไม่ถึงไหน ขณะเดียวกันก็ต้องเอี้ยวหลบลำแสงสีม่วงเข้มที่ยิงตรงมาหาตน มันถากที่ข้างแก้มจนเป็นรอยบาดเล็ก ๆ ดวงตาสีเทาอ่อนหันกลับไปมอง ไม่ทันได้เห็นอะไรก็มีลมหมุนขนาดเล็กพุ่งกระแทกจนลมกลิ้ง!

“เอกซ์เปลล์ลิอาร์มัส!ไม้กายสิทธิ์ที่ชิงมากระเด็นหลุดออกจากมือ ก่อนจะปรากฏปลายไม้อีกอันหนึ่งชี้อยู่ต่อหน้า “สตูเปฟาย!

จากนั้น... ทุกอย่างก็มืดสนิท

                                             Image result for decorative line png

ในฐานะที่เป็นคนทำผู้หญิงคนนั้นหาย เบิร์กจึงคิดว่าเขาก็ควรจะเป็นคนที่จับเธอกลับมาให้จอมมารอีกครั้งหนึ่งมากที่สุด แม้ว่าสิ่งที่ได้จะไม่ใช่รางวัล แต่การละเว้นโทษทัณฑ์ก็มากพอที่จะทำให้คนอื่น ๆ ต่างพากันแย่งทำผลงานเต็มที่ ทว่าอย่างไรเสีย... คนที่ทำสำเร็จก็เป็นเขา

เบิร์กพาร่างที่ไร้สติของอีเล็กตราลอยผ่านเข้ามาในบ้าน ภูมิอกภูมิใจเต็มที่ ต่างกับเมื่อสองชั่วโมงก่อนที่หวาดกลัวตัวสั่นเมื่อรู้ว่าทำ ผู้หญิงของจอมมารหายไป ลิบลับ

เขาค่อย ๆ พาเธอวางลงบนโซฟาตัวยาว แล้วจากนั้นจึงจรดปลายไม้ลงไปบนตรามารที่ท้องแขน เพื่อเรียกให้เจ้านายรีบมาดูผลงานของเขาโดยไว ผู้เสพความตายที่อยู่โดยรอบต่างก็รับรู้ถึงความร้อนวูบของสัญลักษณ์นั้น จึงค่อย ๆ ทยอยเข้ามาที่ห้องรับแขกอันเป็นจุดนัดรวมตัว แล้วในที่สุด คนที่เบิร์กรอคอยให้มาถึงก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู

ทั้ง ๆ ที่เป็นฝ่ายเรียกมาเอง แต่โวลเดอมอร์ที่ค่อย ๆ เดินมาหาตนอย่างเชื่องช้านั้นกลับทำให้รู้สึกขวัญผวาโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่อย่างไรเสีย เบิร์กก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผลงานของเขาสมบูรณ์พอตัว เพราะอย่างนั้น... เขาก็น่าจะได้รับรางวัลเป็นการละเว้นโทษสิ

“เธอไปทางเหนือของคฤหาสน์ครับ ห่างจากที่นี่ไปประมาณห้ากิโลเมตร” เมื่อผู้เป็นนายมาหยุดยืนตรงหน้า เขาก็รีบละล่ำละลักรายงานทันควัน “เธอแย่งไม้ของเซลวิน แล้วก็รีบโจมตีโรซิเออร์ จนเกือบหนีไปได้”

หนึ่งในวิธีนำเสนอตัวเองให้ดูดี ก็คือการทำให้คนอื่นดูแย่ เบิร์กเชื่อมั่นในแนวคิดนี้มาหลายปี เพราะฉะนั้นการที่ต้องรีบนำความผิดพลาดของเพื่อนมารายงาน จึงเป็นสิ่งที่เขาไม่กระดากปากเลยสักนิด แม้ว่านั่นจะทำให้อีกสองคนที่ถูกพูดถึงหน้าขึ้นสีแดงเพราะโกรธจัด และอาจทำให้โดนโทษทัณฑ์หนักหนาปางตาย เบิร์กก็ไม่คิดจะสนใจ

แต่ถือว่าโชคดี ที่โวลเดอมอร์ดูจะไม่ได้ใส่ใจกับคำรายงานนั้นอย่างที่หวัง หากทำเพียงแค่เดินเข้าไปใกล้อีเล็กตราที่ยังนอนหมดสติ โน้มตัวเข้าไปหา นิ่งเงียบสักพัก แล้วจึงร่ายคาถาเบา ๆ “เรนเนอวาเต้”

ดวงตาสีแดงสดจ้องมอง ก่อนจะพบว่าไม่ถึงนาทีหลังจากนั้น ก็มีดวงตาสีเทาอ่อนอีกคู่หนึ่งมองกลับมาที่ตน

“...แก” แม้จะยังมึนงงและสับสน แต่กระนั้นประโยคที่อีเล็กตราพูดขึ้นมาในทันทีที่ได้เห็นหน้าโวลเดอมอร์ก็ยังเป็นอะไรที่ไม่ทำให้เขาแปลกใจนัก บางทีถ้าเป็นคำพูดอื่นเขาคงจะทึ่งได้มากกว่านี้อีกหน่อย

“ยินดีต้อนรับกลับ” ว่าพลางแสยะยิ้ม ก่อนจะเอื้อมมือมาหา อีเล็กตราเบือนพยายามจะเบือนหน้าหนี แต่ก็ยังไม่พ้นปลายนิ้วเรียวยาวที่บีบยังข้างแก้มของเธอจนเกิดรอยแดง ดวงตาสีเทาอ่อนถลึงมองอย่างโกรธเกรี้ยวราวกับกำลังออกคำสั่งให้เขาหยุด ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้ามกับความต้องการโดยสิ้นเชิง

โวลเดอมอร์ถอนมือออกมา หากในทันทีที่เขาทำเช่นนั้น มันก็เกิดบางอย่างขึ้น...

“...อึก!...” ตรามารที่แผ่นหลังร้อนขึ้นมาเองในเสี้ยววินาที จนคนที่ไม่ทันตั้งตัวเผลอหลุดเสียงครวญด้วยความเจ็บปวด อีเล็กตราดิ้นหลบ แล้วออกคำสั่งเสียงเข้ม “หยุดนะ!

“แปลกใจนะที่เธอคิดจะหนี” แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เขาหยุดตามที่บอกได้ “ทั้ง ๆ ที่บอกไปแล้ว... ว่าเราจะรู้สึกถึงกันได้ตลอดเวลา คิดว่าฉัน

จะไม่รู้อย่างนั้นหรือ ว่าเธออยู่ที่ไหน”

มันร้อน ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เธอรู้สึกว่าแผ่นหลังของตัวเองลามไหม้ไปถึงกระดูก หรือคงจะดำเป็นตอตะโกไปแล้วก็ได้ มันเจ็บเกินบรรยาย แต่รู้ดีว่ายิ่งแสดงอาการความรู้สึกใด ๆ ให้อีกฝ่ายเห็น ก็ยิ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เขาทรมานเธอหนักยิ่งขึ้น

โวลเดอมอร์รู้ว่าอีเล็กตราพยายามข่มกลั้นความรู้สึกต่าง ๆ ให้พ้นไปจากสายตาของเขา แต่เจ้าตัวคงไม่รู้แน่ล่ะว่าการยิ่งพยายามนี้เอง... ที่ทำให้เขาอยากเห็นเธอร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก

ร่างบางบิดกายเร่าอยู่บนโซฟา ก้มหน้าซุกกับหมอนอิงพลางกัดฟันกรอด เมื่อโวลเดอมอร์ตัดสินใจทำให้ตรามารที่หลังของเธอร้อนมากขึ้นไปอีก ทว่าในทันทีที่เห็นอีเล็กตราพลิกตัวไปอีกด้านหนึ่ง ทุก ๆ อย่างที่ทำอยู่ก็หยุดลงอย่างไร้สาเหตุ

เสียงหายใจหอบถี่ดังสะท้อนในห้องที่ปิดสนิท ไม่ทันที่อีเล็กตราจะได้สติกลับคืนมา ฝ่ามือเรียวยาวก็กดบีบยังข้างแก้มของเธออีกครั้ง

“ฝีมือใคร” เสียงแหบต่ำถามเรียบ ๆ ทว่าสิ่งที่แฝงเร้นในคำถามนั้น คือความโกรธเกรี้ยวที่ทำให้ผู้เสพความตายที่ยืนมองอยู่เย็นยะเยือกไปตาม ๆ กัน

เมื่อคำตอบของคำถามยังเป็นความเงียบ โวลเดอมอร์จึงพลิกข้างแก้มของอีเล็กตราให้ทุกคนเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น แล้วจึงถามอีกครั้ง “ใครทำ

เซลวินกับโรซิเออร์ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดชะโงกหน้ามอง และพบว่าที่ข้างแก้มของผู้หญิงคนนั้น ปรากฏเป็นรอยบาดเล็ก ๆ ยาวไม่ถึงครึ่งนิ้ว พวกเขาไม่ได้ใช้คาถาที่จะทำให้เกิดอันตรายในการจับกุม เพราะอย่างนั้นจึงจัดการอีเล็กตราได้ค่อนข้างลำบาก จนทำให้อีกฝ่ายหาช่องทางโจมตีกลับได้ง่ายทั้ง ๆ ที่ไม่มีไม้กายสิทธิ์ แต่ดูเหมือนเพื่อนอีกคนที่ตามมาจะไม่ได้ใช้วิธีการเช่นเดียวกับพวกเขานัก

“เบิร์กขอรับเจ้านาย!” โรซิเออร์รีบรายงานในทันที ถึงเวลาเอาคืนแล้ว “มันร่ายคำสาปใส่เธอ เพราะอย่างนี้เลยจับเธอมาได้ครับ”

คนที่ถูกเอ่ยถึงสะดุ้งโหยง เบิร์กเผลอก้าวถอยหลังไปเองโดยไม่รู้ตัว ทันทีที่เห็นดวงตาสีแดงสดตวัดมองมา แขนขาของเขาก็สั่นเทาขึ้นมาจนควบคุมไม่ได้ ฝ่ามือฝ่าเท้าเย็นเฉียบในบัดดล ในดวงตาที่ไม่เหมือนมนุษย์คู่นั้น เขาเห็น บางอย่างที่ร้ายแรงกว่าคำว่าโกรธเกรี้ยวกำลังก่อตัวขึ้นภายในใจของโวลเดอมอร์

“จะ...เจ้า...นาย เจ้านาย” เบิร์กละล่ำละลัก ไม่รู้ว่าควรจะปฏิเสธอย่างไร แต่ว่า... อีกฝ่ายเคยพูดว่าจะไม่ลงโทษคนที่จับตัวผู้หญิงคนนั้นมาได้... ถ้าอย่างนั้น เขาก็น่าจะไม่เป็นอะไร...

ใช่ไหม?--

“อะวาดา เคดาฟ-รา!

ร่างของเบิร์กล้มตึงหงายหลัง มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก อาจเร็วจนถึงขั้นแม้แต่ตัวของเขาเองอาจยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าโดนฆ่าตายไปแล้ว

คนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่โดยรอบตัวแข็งทื่อไปเฉย ๆ แม้แต่โรซิเออร์ที่เป็นคนเอ่ยรายงานจนเพื่อนต้องถูกฆ่าก็ยังทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว ด้วยไม่คิดว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้มีผลลัพธ์เช่นการที่มีใครคนหนึ่งต้องรับคำสาปพิฆาตแล้วล้มลงไปต่อหน้าต่อตา คิดว่าอย่างมากสุดที่จอมมารทำได้ น่าจะแค่คำสาปกรีดแทงสักนาทีสองนาทีเท่านั้น ทว่าความจริงตรงหน้าก็ยืนยันให้รู้แล้วว่าคิดผิดถนัด

แค่รอยบาดเล็ก ๆ นี่น่ะหรือ?

โวลเดอมอร์ไม่ได้สนใจว่าตนเองกำลังทำให้บรรดาผู้ติดตามต่างขวัญผวา เขาสนเพียงแค่รอยบาดที่ข้างแก้มของอีเล็กตราเท่านั้น แม้ว่ามันจะเป็นรอยเล็ก ๆ เท่าปลายนิ้ว แต่นั่น ก็ทำให้เขานึกโมโหขึ้นมาทุกครั้งที่ได้รับรู้ว่ามันประดับอยู่บนตัวเธอ

ทรมาน บีบบังคับ กักขัง ทำร้าย ไปจนถึงขั้นทำลาย ใช่ว่าตั้งแต่อยู่ที่นี่มา อีเล็กตราจะไม่เคยโดนทำอะไรเทือกนี้มาก่อน

แต่ว่า...

มันเป็นสิทธิ์ของเขาแค่คนเดียวเท่านั้น

มือขาวซีดเอื้อมมาหา เชยคางของเธอขึ้น แล้วลากปลายนิ้วไปจรดที่ข้างแกม ตำแหน่งเดียวกับรอยแผล ก่อนจะก้มลงไปกดจูบอย่างรุนแรง ปลายลิ้นสอดเข้าหา เกี่ยวกระหวัดพันกันอยู่ในโพรงปาก ในท้ายที่สุด เขาก็ขบกัดที่ริมฝีปากล่างของเธอจนเลือดไหลซึม แล้วจึงผละออกมา

“หยุดนะ!” อีเล็กตราตะเบ็งเสียงออกคำสั่ง ขณะเดียวกันก็เบือนหน้าหนีฝ่ามือของเขาที่ขยับวนแถวใบหน้า “ฉันเกลียดแก! ไปตายซะ!

“เกลียดหรือ...ดีจริง” คนฟังทำสีหน้าราวกับกำลังยิ้มเยาะ “เธอน่าจะขอบคุณฉันมากกว่า ที่ช่วยฆ่าคนที่ทำเธอเจ็บให้น่ะ”

“คนที่ทำฉันเจ็บงั้นเหรอ!” น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นกรุ่นโกรธเต็มที่ ก่อนที่มือบางจะเอื้อมมาปาดเช็ดหยดเลือดที่ไหลจากริมฝีปากที่โดนกัดเมื่อครู่ “แกคือคนที่ทรมานฉัน ขังฉันเหมือนสัตว์ บีบบังคับฉันให้ทำตามที่แกต้องการ แกยังมีหน้ามาบอกว่าช่วยงั้นหรือ เฮอะ! ถ้าจะช่วย... ก็ช่วยฆ่าตัวเองก่อนก็แล้วกัน!

“ทำไมฉันต้องทำอะไรปัญญาอ่อนแบบนั้นด้วยล่ะ” โวลเดอมอร์ทำหน้าสงสัย ทว่านั่นก็เป็นการแสดงเพื่อทำให้เธอเกลียดเขามากขึ้นไปอีกเท่านั้น “เจ้าโง่นั่นสมควรตาย เพราะมันไม่มีสิทธิ์ทำให้เธอเจ็บแม้แต่แผลเดียว แต่ว่า...ฉันมี

“แกก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีใครมีสิทธิ์ทั้งนั้น--

อีเล็กตราไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก เมื่อมือเรียวยาวของโวลเดอมอร์คว้าเข้าที่ข้างแก้มแล้วบีบโดยแรงอีกครั้ง ก่อนจะบังคับให้เธอมองมาที่ดวงตาสีแดงสดของตนเอง

เธอ...เป็นของฉัน” มันเป็นคำสั่งเด็ดขาดให้ทุกคนในห้องได้ยินโดยทั่วกัน และยังเป็นประกาศสำคัญที่บอกให้อีเล็กตราเข้าใจ ว่าสิ่งที่จะได้ยินต่อจากนี้ จะเป็นภาพอนาคตของเธอในขณะที่อยู่ในเงื้อมมือของเขา ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ แต่คนเดียวในโลกนี้ที่มีสิทธิ์ทำให้เธอเจ็บได้ มีแค่ฉันคนเดียว”

โวลเดอมอร์ไม่ชอบใช้อะไรร่วมกับใคร เขาต้องเป็นที่หนึ่ง เขาต้องเป็นคนเดียวที่มีสิทธิ์เด็ดขาดในทุกสิ่งที่ได้ครอบครอง แม้กระทั่งสิทธิ์ในตัวของอีเล็กตรา เขาก็ไม่คิดจะแบ่งให้ใครทำได้เหมือนกับตัวเอง

จะเป็นหรือจะตาย คนที่มีหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของเธอ มีแค่เขา

แค่เขาคนเดียวเท่านั้น









*+++++++++++
เบื่อคนแก่ขี้หวงค่ะ
นี่ล่ะค่ะ ถึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นาร์ซิสซาหนักใจ ตอนได้รับงานดูแลเอลลี่
ก็แม่คุณทำท่าจะหนีตลอดเวลา แต่คนเฝ้าก็ต้องเฝ้าห้ามหาย ทำใฟ้เอลลี่บาดเจ็บก็ไม่ได้เพราะปู่หวง
ลำบากจริงๆ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

690 ความคิดเห็น

  1. #657 noo-na (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2562 / 20:38
    หวงแรงงง
    #657
    0
  2. #656 Stellae_Star (จากตอนที่ 62)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2562 / 10:37

    ปู่เนี่ยก็ จะให้คนเฝ้าเฝ้ายังไงเนี่ย แค่มีรอยนิดเดียวก็ไม่ได้ เฮ้อ~~ -~-
    #656
    0