Harry Potter - [The Dark Heir] Ocx? feat. Lord Voldemort x Oc

ตอนที่ 56 : The Dark Between V: Teach Me How to Fly

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 405
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    11 ธ.ค. 62

STAR











The Dark Between V: Teach Me How to Fly


อีเล็กตราตื่นขึ้นด้วยความเหนื่อยล้าและเมื่อยขบทั้งตัว คอแห้งเป็นผงจนอยากจะดื่มน้ำสักเหยือกใหญ่ ๆ ดวงตาสีเทาอ่อนกวาดมองทั่วห้อง และพบว่าในตอนนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า เธอวกกลับมามองตามเนื้อตัวของตนเองที่เต็มไปด้วยรอยแดง ก่อนจะสบถเบา ๆ อย่างขุ่นเคือง 

“บ้าเอ๊ย”

โวลเดอมอร์อยู่กับเธอตั้งแต่เช้าของเมื่อวาน ตักตวงทุกสิ่งทุกอย่างที่หาได้จากเธอ โดยไม่สนใจว่าเธอต้องการมันเหมือนกันหรือไม่ และอีเล็กตราที่เหนื่อยมากจนไม่อยากรู้สึกอะไรก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งตื่นขึ้นมาในเช้าของอีกวันหนึ่งโดยที่อาการทางกายไม่ค่อยดีขึ้นนัก

บนเตียงว่างเปล่า มีเพียงเธอที่นอนเขดตัวใต้ผ้าห่ม พื้นที่ข้างกายที่เย็นชืดไม่ได้ทำให้เธอคาดเดาได้ดีขึ้นสักนิดว่าเขาลุกไปตอนไหน เพราะโวลเดอมอร์ตัวเย็นมากกว่าคนปกติ เย็นมากจนเหมือนคนตาย หรือบางทีก็อาจจะคล้ายสัตว์เลื้อยคลานจำพวกงู จะออกไปเป็นชั่วโมงหรือพึ่งออกไปเมื่อครู่นี้ก็ดูไม่ออกหรอก

เธอเอี้ยวตัวไปหยิบชุดคลุมที่พาดอยู่ที่หัวเตียงมาสวม ขาอ่อนแรงลงแทบจะในทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสกับพื้นห้อง แต่ก็กัดฟันตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน พาร่างกายที่อ่อนล้าหมดทั้งตัวนี้ไปยืนอยู่ข้างหน้าต่างบานยักษ์ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถมองพื้นที่ของคฤหาสน์มัลฟอยได้ทั้งหมด

มือบางวางทาบลงไปบนกระจกเพื่อมองออกไปด้านนอกเหมือนที่ทำเป็นประจำ ทว่าน่าเสียดาย เพราะฝนที่ตกเมื่อคืนทำให้มีหยดน้ำเกาะพราวจนแทบจะมองทิวทัศน์ด้านนอกไม่ออก หากอุปสรรคนั่นก็ไม่ทำให้อยากเดินไปที่อื่น เพราะอย่างไรเสีย... จุด ๆ นี้ก็เป็นสถานที่เดียวที่ทำให้เธอรู้สึกว่าโดนกักขังน้อยที่สุดอยู่แล้ว

ตอนนี้... เธอมีสถานะเป็นแค่นักโทษคนหนึ่งเท่านั้น โวลเดอมอร์ขังเธอไว้ที่นี่ ร่ายคาถาพันธนาการที่จะดึงรั้งให้เธอออกไปไหนไม่ได้เอาไว้ กักตัวให้ห่างจากอิสรภาพที่ควรจะได้รับโดยไม่สนความรู้สึกของเธอ

อีเล็กตราไม่เคยคิดว่าเธอจะโหยหาโลกภายนอกได้มากขนาดนี้ เธอเคยมีอิสระ อยากทำอะไรหรือไปที่ไหนก็ทำได้อย่างใจคิด ไม่เคยนึกว่าจะมีใครช่วงชิงสิ่งนี้ไปจากตนได้ จนกระทั่งชีวิตต้องมาเผชิญกับคนชั่วช้าอย่างโวลเดอมอร์ ที่แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเธออย่างโหดร้าย

เธอไม่มีไม้กายสิทธิ์ เขาทำลายมันทิ้งไปเมื่อนานแสนนานมาแล้ว แถมยังสั่งห้ามทุก ๆ คนไม่ให้เธอมีโอกาสได้จับไม้อีกเป็นครั้งที่สอง ทำให้เรื่องง่าย ๆ อย่างการแก้คาถากลายเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในทางปฏิบัติทันที

แต่ต่อให้ทำได้ เธอก็คงจะหนีไปไหนได้ไม่ไกลนัก เพราะเธอรู้ดี... ว่าไม่ว่าเธอจะอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ เขาก็หาเธอเจอแน่นอนอยู่แล้ว...

เสียงประตูที่ถูกผลักเข้ามาเรียกความสนใจของเธอได้ขณะหนึ่ง เป็นนาร์ซิสซาที่มาทำหน้าที่เรื่องดูแลเธอเหมือนที่ทำอยู่ทุกวันนั่นเอง “วันนี้อยากทานอะไรเป็นมื้อเช้าล่ะเอลลี่”

นาร์ซิสซาฝืนยิ้มแล้วรอฟังคำตอบ พยายามไม่สนใจสภาพยุ่งเหยิงบนเตียงและเสือผ้าที่กองระแกะระกะเต็มพื้น รวมถึงชุดคลุมตัวบางที่ส่วนหัวไหล่ด้านหนึ่งเลื่อนลงมาจนเห็นผิวเนื้อของคนใส่เล็กน้อย แต่บางสิ่งบางอย่างที่โผล่พ้นขึ้นมาจากส่วนหนึ่งของแผ่นหลังนั้นกลับดึงดูดความสนใจของเธอจนไม่สามารถหักห้ามสายตาไม่ให้มองได้เลย

มันคือส่วนเล็ก ๆ ของรอยสักขนาดใหญ่ที่นาร์ซิสซารู้ดีว่ามันมีชื่อเรียกว่าอะไร...

ตรามารขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่เต็มแผ่นหลัง

ชวนให้หวนไปคิดถึงตราของสามีและบุตรชายที่เล็กกว่านี้หลายเท่าตัว ก่อนจะพบว่าความรู้สึกถัดมาที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นรอยสักมนตรานี้ ก็คือความสงสารจับใจ

มันไม่ใช่รอยสักธรรมดาที่พักฟื้นไม่กี่วันก็หายเจ็บ แต่มันคือการประทับศาสตร์มืดลงไปบนร่างกายให้เชื่อมโยงกับจอมมารโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ ลูเซียสกับเดรโกเจ็บจนร้องไม่เป็นภาษาตอนที่ได้รับตราสัญลักษณ์นี้มาในตอนแรก และแย่ยิ่งกว่าคือเมื่อใดที่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับจอมมาร...

ตราประหลาดนี่ก็จะร้อนขึ้นเองราวกับโดนเหล็กแดงนาบลงไปบนแขน

ตรามารบนแผ่นหลังของอีเล็กตราเป็นตราที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่เธอเคยเห็น นึกไม่ออกเลยว่าเมื่อใดที่มันเปลี่ยนเป็นร้อนจัดขึ้นมาจะทำให้เธอต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน

สิ่งที่อีเล็กตราได้รับจากจอมมารคือสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าผู้เสพความตายคนใดจะได้รับ แต่ก็แลกมาด้วยพันธนาการและความทุกข์ทรมานที่ไม่มีวันสิ้นสุด และมีเพียงคนเดียวที่เป็นเดือดเป็นร้อนอยากแย่งตำแหน่งก็คือเบลลาทริกซ์

สิ่งที่โวลเดอมอร์ปฏิบัติกับญาติของเธอนั้นไม่ใช่ความรัก... เขากักขัง ทรมาน แต่ก็ไม่ยอมฆ่า ในขณะเดียวกันก็หาทางรักษา เอาใจ แล้วก็ปกป้อง นาร์ซิสซาก็ไม่รู้จะนิยามการกระทำเหล่านี้ว่าอะไร แต่รู้แน่ว่าหากเป็นตัวเธอที่ต้องเผชิญกับสภาพชีวิตอย่างนี้ เธอคงตัดสินใจฆ่าตัวตายไปนานแล้ว

“ฉันไม่อยากกิน” อีเล็กตราตอบ ก่อนจะหันหน้าไปที่หน้าต่างอีกครั้ง

“ขอร้องล่ะ” เสียงที่เต็มไปด้วยความลำบากใจดังขึ้นมาเบา ๆ “สักหน่อยก็ยังดี”

อีเล็กตราหันกลับมามองญาติของตน และพบว่าวันนี้นาร์ซิสซาสวมเสื้อคลุมแขนยาวพร้อมด้วยถุงมือหนัง... นั่นทำให้เธอรู้สึกโกรธ เพราะรู้ดีว่าเมื่อไรที่นาร์ซิสซาเริ่มแต่งตัวแบบนี้ ก็หมายความว่ากำลังพยายามปกปิดรองร่อยทางกายบางอย่างให้พ้นจากสายตาคนอื่น

เธอเดินเข้าไปหา กัดฟันขับไล่ความเจ็บแปลบปลาบที่แล่นสู่สมองเป็นระยะ ถอดถุงมือของอีกฝ่ายออก แล้วดึงแขนเสื้อให้ร่นขึ้นไป สิ่งที่พบยิ่งทำให้รู้สึกเกลียดใครบางคนมากขึ้นอีกเท่าตัว

รอยแดงเหมือนกับโดนแส้ร้อนฟาดซ้ำ ๆ คือสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุด ยิ่งปรากฏอยู่บนแขนขาวซีดเหมือนพรายน้ำของนาร์ซิสซายิ่งดูแดงเถือกจนคล้ายกับสีเลือด

ฝีมือไอ้ปิศาจนั่นคนเดียว

เบลลาทริกซ์ไปคาบข่าวเรื่องที่เธอพยายามหนีจากที่นี่ไปบอกเขาแน่ ๆ อยากเอาหน้าจนไม่สนว่าน้องสาวแท้ ๆ ของตัวเองต้องโดนลงโทษเลยเชียวหรือ

ในบรรดาญาติตระกูลแบล็กทั้งหมด เธอเข้ากับซีเรียสได้มากที่สุด และสำหรับสามสาวพี่น้อง คนแรกที่รู้สึกดีด้วยก็คงเป็นอันโดรเมดา รองลงมาก็เป็นนาร์ซิสซาที่เฉยชาแต่ก็ไม่ได้เกลียด และคนสุดท้ายที่เกลียดเข้าไส้ก็คือเบลลาทริกซ์... ยิ่งมารู้ว่าทำอย่างนี้กับน้องสาวในไส้ตัวเองแบบนี้ยิ่งเกลียดมากขึ้น

แม้จะไม่ใช่มิตร แต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูกัน เธอจึงสงสารนาร์ซิสซา ที่ตอนนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนที่เคยรู้จักราวกับเป็นคนละคน ผู้หญิงที่หยิ่งผยองและเชิดหน้าขณะมองคนอื่นเมื่อครั้งอดีตหายไปแล้ว เหลือเพียงคนธรรมดาที่แทบหมดสิ้นพลังใจ แผ่นหลังเหยียดตรงห่อลงอย่างไร้ที่พึ่ง ก้มหน้าก้มตายอมรับความตกต่ำที่สุดในชีวิตโดยไร้ทางเลือก

หน้าที่ของนาร์ซิสซาในตอนนี้มีเพียงอย่างเดียวคือดูแลเธอ ทำทุกอย่างเพื่อให้โวลเดอมอร์แน่ใจว่าอีเล็กตราจะกินอิ่มนอนหลับและปลอดภัยในบ้านหลังนี้ เมื่อไรที่เกิดเรื่องและไม่เป็นไปตามที่เขาสั่ง ก็จะได้เห็นถุงมือและชุดปกปิดรอยแผลตามตัวทุกครั้ง

“ฉันอยากนอน ยังไม่หิว” ตาสีเทาอ่อนเหลือบไปเห็นถ้วยชาที่ส่งควันหอมกรุ่นที่อีกฝ่ายถืออยู่ รับมันมาถือไว้ แล้วส่งถุงมือคืนให้ “เที่ยงกับเย็นเอาอะไรก็ได้ ออกไปได้แล้ว”

นาร์ซิสซาอึกอัก แม้จะอยากออกจากห้องนี้แล้วไปหาคนในครอบครัวมากแค่ไหน เธอก็ไม่กล้าละทิ้งหน้าที่ของตัวเอง ถ้าคลาดสายตาไปแม้แต่วินาทีเดียวแล้วเกิดเรื่องขึ้น เธอคงจะรักษาชีวิตของตัวเองรวมทั้งสามีและลูกไว้ไม่ได้แน่

เหมือนอีเล็กตราจะรู้ความคิดของอีกฝ่าย จึงเดินไปยังประตูหมายแสดงบางอย่างเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ดู สิ่งที่เห็นทันทีที่ฝ่าเท้าก้าวออกไปนอกห้อง ก็คือบานประตูที่เปลี่ยนรูปเป็นควันสีดำแล้วกลายสภาพเป็นเส้นเชือก กระหวัดพันที่ข้อเท้าของเธอเหมือนตอนที่พยายามจะออกไปนอกบริเวณคฤหาสน์ไม่มีผิดเพี้ยน

ถ้านาร์ซิสซาโดนลงโทษเพราะเรื่องเมื่อวาน คนที่ก่อเรื่องอย่างเธอก็คงรอดตัวไปไม่ได้ เมื่อไรที่โวลเดอมอร์รู้ว่าเธอพยายามจะหนี ก็คงจะไม่พ้นทำโทษกักบริเวณให้อยู่แต่ในห้อง การแหกคุกจึงกลายเป็นโดนลดขนาดของคุกไปแทน

นางมัลฟอยยิ้มได้สักที ด้วยรู้ว่าอีเล็กตราคงออกไปไหนพ้นเขตห้องในสองสามวันนี้ไม่ได้ เธอจึงรีบเดินไปหาเดรโก ที่ปกติไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน เนื่องจากเธอต้องตามดูอีเล็กตรา และเดรโกเองก็มักจะถูก    อีวานเจลีนเรียกไปเป็นคู่ซ้อมฝึกต่อสู้อยู่บ่อย ๆ ทว่าวันนี้เป็นวันดีของเธอกับเดรโก ที่สองแม่ลูกอีกคู่ไม่คิดจะใช้งานพวกเธอพร้อม ๆ กัน ทำให้มีเวลาว่างไปเจอหน้ากันได้

ตอนนี้จึงเหลือเพียงอีเล็กตรา เธอถอนหายใจที่ในที่สุดก็สามารถไล่นาร์ซิสซาไปได้สักที เธออยากอยู่คนเดียว และไม่ต้องการเจอหน้าใครในตอนนี้

เธอกลับมายืนที่ข้างหน้าต่างอีกครั้ง ดวงตาสีเทาอ่อนเหม่อมองออกไปแสนไกล บางทีเธออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าต้องการจะไปที่ไหน หรือมองอะไรอยู่

ทว่าความเงียบสงบก็เกิดขึ้นแค่เพียงอึดใจเดียวเท่านั้น เมื่อแว่วเสียงเปิดประตูที่เปิดเข้ามาอีกครั้งดังขึ้นด้านหลัง

นาร์ซิสซาหรือ... จะมายุ่งวุ่นวายอะไรอีกล่ะ

อีเล็กตราหัวเสียที่มีคนไม่ยอมทำตามคำสั่งของเธอ หงุดหงิดที่อะไร ๆ ก็ไม่ค่อยเป็นไปอย่างที่ใจต้องการเลยสักนิด

ทว่าก่อนที่จะหันกลับไปหา ก็สัมผัสได้ถึงการโอบกอดที่อ้อมมาจากด้านหลังของตน พร้อมกับมือเรียวยาวที่วางทาบไว้บนหน้าท้อง ร่างกายที่เบียดชิดกับแผ่นหลัง กับใบหน้าขาวเหมือนกระดาษที่คลอเคลียอยู่ระหว่างคอกับหัวไหล่

“ทำอะไรอยู่” โวลเดอมอร์ว่าพลางสูดดมความหวานหอมของพวงแก้ม “จะออกไปข้างนอกหรือไง”

คนถูกถามโกรธขึงขึ้นมาทันควัน ด้วยรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการจะเยาะเย้ยที่ตัวเธอไม่สามารถออกไปไหนได้ สองมือจึงปัดท่อนแขนที่โอบกอดตนอยู่ออกอย่างแรง แต่กลับยิ่งเพิ่มการโดนโอบรัดที่แนบแน่นมากขึ้นกว่าเก่าแทน

“คิดว่าไปได้ไหมล่ะ!” อีเล็กตรากระแทกเสียงตอบ “ล่ามไว้เป็นหมาอย่างนี้”

“ทำไมถึงได้อยากได้อิสระนัก” ว่าแล้วก็ยื่นหน้ามาใกล้อีกครั้ง “คฤหาสน์ของลูเซียสใหญ่โตโอ่อ่า มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสรรพ”

“ฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยง” ตอบพลางเอี้ยวตัวหนี “ที่จะถูกล่ามโซ่ขังเอาไว้ได้”

แขนยาวโอบกระชับเอวคอด พาดคางไว้บนหัวไหล่ ไล้ปลายลิ้นเลียต้นคอก่อนจะเลื่อนมาที่ใบหู ลมหายใจที่รินรดทำให้ร่างกายของเธอแข็งเกร็งไปชะงักงัน “สัตว์เลี้ยงที่ไหนจะอยู่ดีกินดีอย่างนี้”

“เฮอะ” เธอพ่นลมหายใจ “ต่อให้ประเคนโลกทั้งใบมาให้ ฉันก็ยังเกลียดแกอยู่ดี”

“แปลกนะ” ริมฝีปากกระซิบอยู่ข้างหู “ตลอดเวลา... เธอพร่ำบอกว่าเกลียดฉัน พูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะฆ่าฉัน จะตอนนั้นหรือตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม”

“ฉันเกลียดแก...”

ฉันไม่เข้าใจ” เขาขัดเธอ ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูด บางทีอาจเป็นแค่การพึมพำกับตนเองโดยไม่ได้หวังให้คนอื่นมาได้ยิน “เธอเป็นคนเดียวในโลกที่ไม่เคยกลัวฉัน และก็ยังเป็นคนที่กล้าบอกว่าเกลียดฉัน แต่ตอนนั้น... ” ตอนที่เขาพ่ายแพ้ให้กับเด็กอายุไม่กี่ปี ตอนที่เขาสูญเสียไปหมดทุกอย่าง ทั้งอำนาจ ความน่าหวาดเกรง หรือแม้กระทั่งชีวิตก็แทบจะประครองเอาไว้ไม่ได้ “ในบรรดาคนทั้งหมดที่รายล้อมอยู่รอบตัว... กลับมีแค่เธอคนเดียว... ที่ออกตามหาฉัน”

ช่วงเวลาที่อาจเรียกได้ว่าเลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา มันเกิดขึ้นเพราะความโชคดีอันน่าเหลือเชื่อของเจ้าเด็กพอตเตอร์ และความโชคร้ายอย่างไม่น่าให้อภัยของตัวเอง ที่ทำให้ร่างทั้งร่างแหลกสลายไปในพริบตาเดียว คงเหลือเอาไว้แค่เพียงบางสิ่งที่ต่ำต้อยเสียยิ่งกว่าผี ล่องลอยไปมาเพื่อเกาะกินชีวิตอื่นเพื่อต่อชีวิตให้ตนเองเหมือนปรสิต

หากร่างกายที่สลายไปกลับเทียบไม่ได้เลยกับอำนาจและชื่อเสียงที่หมดสิ้น กองทัพผู้เสพความตายขนาดใหญ่แตกกระจายไปคนละทิศละทาง เพราะคิดว่าผู้นำของตนโดนเด็กขวบกว่าเล่นงานจนตายไปแล้ว

โวลเดอมอร์ทำอะไรตัวคนเดียวเสมอ หากครั้งแรกในชีวิตที่ต้องการความช่วยเหลือจากคนอื่น กลับไม่มีใครเหลืออยู่เพื่อช่วยเลยสักคนเดียว เขาคืนร่างเดิมด้วยตัวเองในตอนนั้นไม่ได้ ด้วยต้องใช้ไม้กายสิทธิ์กับพลังชีวิตอย่างที่สุด ซึ่งในตอนนั้น  เขาก็ไม่มีมันทั้งคู่

แต่คนที่ไม่เคยคาดหวังก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ... เป็นเธอ แค่อีเล็กตราคนเดียวที่ตามหาเขา โวลเดอมอร์หาเหตุผลมาอธิบายว่าเธอทำอย่างนั้นเพราะอะไรไม่ได้สักที จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เขาก็ยังไม่เข้าใจเธอ

เขาไม่อยากใช้คำว่า รักมาอธิบายเหตุผลที่อีเล็กตราเลือกทำในวันนั้น ไม่เข้าใจความรู้สึกบ้าบออย่างนั้น เป็นความรู้สึกเดียวที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้

“รักฉันหรือยังไง” ไม่ว่าอีกฝ่ายจะตอบว่าอย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติเช่นเดิม รักและไม่รักเป็นความรู้สึกกลุ่มใหญ่ที่เขาไม่มีวันทำความเข้าใจได้อยู่ดี

อีเล็กตราหยุดดิ้นในทันใด ก่อนจะนิ่งเงียบไม่ตอบคำถามเขา แต่อย่างไรก็ดี โวลเดอมอร์ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับคำตอบที่เขาไม่เข้าใจมันได้ ดังนั้นในทันทีที่ถาม เขาก็เปลี่ยนเรื่องไปคุยอย่างอื่นทันควัน

“เธอวิ่งพล่านไปทั่ว” เขานึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น “ทำตัวอย่างกับมักเกิ้ลโง่ ๆ ที่ไร้เวทมนตร์” ก่อนจะลองคาดเดาสาเหตุว่าเพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น “เดาว่าเธอคงจะหายตัวไม่เป็นงั้นสิ”

อีเล็กตราหน้าบึ้ง ไม่ค่อยชอบใจนักที่โดนปรามาสว่าโง่เง่าเหมือนมักเกิ้ลชั้นต่ำ แต่มันก็เป็นไปตามที่อีกฝ่ายพูดทุกถ้อยคำ ว่าเธอ... ยังหายตัวไม่เป็น แต่มันก็เป็นเพราะเขาอีกนั่นแหละที่ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการเดินทางเช่นนี้ ทว่าก่อนที่จะได้ต่อว่าอีกฝ่ายคืน ก็โดนเขาขัดอย่างเอาแต่ใจอีกครั้ง

“มานี่ฉันจะสอนเธอเอง”

ในขณะที่เอาแต่สงสัยว่าอีกฝ่ายคิดจะสอนเวทมนตร์ชั่วร้ายอะไรให้กัน จู่ ๆ ร่างกายของเธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเหมือนควันสีเทาจาง และโวลเดอมอร์ที่โอบกอดอยู่ด้านหลังก็ไม่ต่างไป... ปลายเท้าลอยห่างจากพื้นขึ้นไปเรื่อย ๆ

นี่เธอกำลังบินอยู่อย่างนั้นหรือ!

“วิธีนี้ดีนะ” ร่างกายของทั้งคู่กลายเป็นควันสายเล็ก ๆ ลอดผ่านช่องระบายอากาศจนออกไปลอยอยู่นอกตัวบ้าน แล้วก่อตัวเป็นรูปร่างเดิมอีกครั้ง “ไม่ต้องใช้ไม้กายสิทธิ์ ไม่ต้องร่ายคาถา ไม่ต้องเสี่ยงค้างครึ่งเหมือนการหายตัว แล้วก็ไม่มีคาถาใดต่อต้านได้”

โวลเดอมอร์พาเธอบินไปยังส่วนหลังของคฤหาสน์ มันเป็นทะเลสาบขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นจากห้องนอนได้

ในขณะที่ลอยอยู่บนฟ้า เธอสัมผัสได้ถึงอิสระ เหมือนกับเป็นสายลมที่พัดไปมาตามใจตนเอง แต่มันจะดีกว่านี้ถ้าข้าง ๆ ตัวไม่มีไอ้ปิศาจคนนี้อยู่ด้วย

เขาพาเธอลอยไปด้านหน้าของคฤหาสน์ เธอเห็นรั้วเหล็กยาวสุดลูกหูลูกตา เห็นนาร์ซิสซากับลูกชายนั่งด้วยกันในสวน นกยูงสีขาวที่กระโดดจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปหาอีกต้นหนึ่ง ก่อนจะเป็นผู้เสพความตายกลุ่มใหม่ที่เดินผ่านออกไป

“เธอแค่ต้องตั้งจิตใจไว้กับมัน และยอมรับว่าไม่ว่าจะสูญเสียอะไรไปเธอก็พร้อมจะใช้ศาสตร์นี้ พร้อมกับการแลกเปลี่ยนพลังชีวิตนิดหน่อย ขอแค่นั้น แล้วเธอก็จะสามารถไปที่ไหนก็ได้ที่เธอต้องการ”

“ศาสตร์มืด” อีเล็กตราแค่นเสียงลอดไรฟัน “แกอยากจะสอนลูกน้องโง่เง่าของตัวเองกี่คนก็สอนไปเถอะ แต่ฉันไม่อยากเรียนรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ชั่ว ๆ ของแก”

โวลเดอมอร์กระชากบินไปอย่างแรงจนเธอตั้งตัวไม่ทัน พุ่งทะลุกระจกเข้าไปในห้องที่ออกมาเมื่อครู่อย่างรวดเร็ว เศษแก้วแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหล่นเต็มพื้น เขาพาเธอมานั่งที่โซฟาเครื่องหนังซึ่งตั้งอยู่หน้าเตาผิงหลังจากนั้น

“ฉันสอนให้พวกโง่พวกนั้นได้ลองใช้เวทมนตร์จากศาสตร์มืดที่ฉันคิดขึ้นเอง” มือเรียวยาวกระตุกอีกคนที่กำลังจะลุกหนีให้นั่งลงบนต้นขา ก่อนจะคล้องแขนไว้ที่หน้าท้อง กักตัวอีเล็กตราไว้ไม่ยอมปล่อย “เยอะแยะจนจำไม่ได้ว่าสอนอะไรกับใครบ้าง”

อีเล็กตรานั่งหันข้างให้เขา นั่นทำให้เธอเลือกที่จะมองเมินไปอีกทางหนึ่งได้ เขาจับที่ปลายคางของเธอ บีบอย่างแรงเพื่อบังคับให้ต้องมองหน้าตน

ตอนนี้ไม่ว่าจะทำอย่างไร เธอก็ไม่อาจหลบดวงตาสีแดงสดนี้ได้พ้น

“แต่รู้อะไรไหม” เขากระซิบ จ้องมองด้วยแววบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถถอนสายตาออกไปได้ “เธอเป็นคนแรกและจะเป็นแค่คนเดียว... ที่ฉันสอนวิธีบินให้” มือเรียวยาวสอดเข้าไปใต้เสื้อคลุม ไล้สัมผัสที่บริเวณแผ่นหลัง อันเป็นจุดที่เขาเคยได้มอบบางสิ่งให้กับเธอเมื่อนานมาแล้ว “นี่ก็ด้วย” โวลเดอมอร์ลูบสัญลักษณ์ตรามารขนาดใหญ่ของเธอ ทำราวกับว่างูตัวใหญ่ที่สักอยู่นั้นมีชีวิต “แค่เธอคนเดียว”

ตาสีเทาอ่อนจ้องเข้าไปในดวงตาสีแดงสด ทันใดนั้นปลายเล็บของอีเล็กตราก็จิกลงไปบนหัวไหล่ของเขา เมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนอย่างร้ายกาจที่เกิดขึ้นมาจากแผ่นหลัง ร่างทั้งร่างหมดเรี่ยวแรงจนต้องเอนไปซบลงบนบ่ากว้าง

“แก...แก...” อีเล็กตรากัดฟันกรอด หายใจขาดห้วงเป็นระยะ ๆ ด้วยแสบร้อนบนผิวเนื้อราวกับโดนเหล็กเผาไฟนาบที่แผ่นหลัง เพราะฝีมือของอีกฝ่ายที่ต้องการจะทรมานเธอเล่น

“ฆ่าฉัน...ฆ่าซะสิ”

ไม่เพียงแต่จะไม่ทำตามคำสั่ง แต่โวลเดอมอร์กลับยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้ จูบซับลงบนเปลือกตาที่มีหยดน้ำเอ่อคลอ ก่อนจะเลื่อนมาจุมพิตยังริมฝีปาก

อีเล็กตราหายใจไม่ออก แผ่นหลังที่ร้อนราวกับนอนอยู่บนถ่านสีแดงสร้างความเจ็บปวดมหาศาลให้กับเธอ การโดนบังคับจูบเป็นเวลาหลายนาทีโดยไม่ให้พักทำให้ขาดอากาศ สติเริ่มพร่าเลือน และในเสี้ยววินาทีที่คิดจะยอมแพ้ และปล่อยให้ความตายพาเธอไปจากความทุกข์ทรมานนี้ โวลเดอมอร์ก็ถอนริมฝีปากออกมา

เรียวขาถูกจับแยกออก ก่อนจะถูกอุ้มให้ขึ้นมานั่งคร่อมบนตักอีกครั้ง เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยตรง ความเจ็บเจียนคลั่งที่แผ่นหลังทำให้เธอเอื้อมมือมาคล้องคอของเขาพลางกอดไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มสองข้าง

มันอาจจะเป็นความคิดที่ไม่ปกตินัก แต่โวลเดอมอร์ชอบเวลาที่ได้เห็นเธอแสดงสีหน้าเจ็บปวดทรมานมากกว่าสิ่งอื่นใด หากยิ่งชอบมากขึ้นไปอีกเมื่ออีกฝ่ายที่เจ็บเจียนตายนั้นยังทนฝืนกลั้นเสียงร้องไม่ให้เขาได้ยิน ไม่ละทิ้งซึ่งความหยิ่งผยอง ไม่ยอมให้คนที่เกลียดเห็นว่าตนเองอ่อนแอ... ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ

โวลเดอมอร์จัดการโยนเสื้อผ้าของเธอไปอีกทางหนึ่ง รู้สึกได้ผิวเนื้อที่หดเกร็งขึ้นมาเพราะสัมผัสอากาศเย็นอย่างฉับพลัน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บแปลบบริเวณบ่าของตัวเอง ก่อนจะพบว่าคนที่ซุกใบหน้าหากัดเขาจนจมเขี้ยว เลือดไหลซึมออกมาจนเปื้อนตัวของเขาและเธอ

ริมฝีปากที่ถูกย้อมเป็นสีแดงสั่นระริก แต่ก็ยังไม่วายออกคำสั่ง “ฆ่า...ฆ่าฉันซะ”

โวลเดอมอร์สัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวของเธอ ที่กล้าทำร้ายเขาเพื่อกระตุ้นให้โกรธ หมายจะให้ฆ่าเธอทิ้งไปเสียจะได้หนีไปให้พ้นจากความทรมานนี้สักที แต่ว่า...

ความตายที่รวดเร็วแบบนั้นมัน... ง่ายเกินไป

หญิงสาวโดนผลักลงไปนอนราบกับโซฟาตัวยาว ไม่ทันที่จะได้ขยับหนี โวลเดอมอร์ก็ค้อมตัวลงมาทาบทับอีกครั้ง ใบหน้าขาวซีดซุกไซ้ไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มือเรียวยาวตะโบมลูบที่ต้นขา ร่างข้างใต้ผวาเฮือกทันทีที่รู้สึกได้ถึงปลายลิ้นที่แตะลงมา หากแต่ความเจ็บแปลบบริเวณแผ่นหลังที่ไม่ลดลงเลยสักนิดกลับทำให้หอบหายใจอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง

“อะ...” อีเล็กตราหลุดเสียงร้อง เป็นอีกครั้งที่โวลเดอมอร์นึกถึงแต่เพียงความต้องการของตนเองจนไม่สนใจคนอื่น

เธออยากตายไปเสีย จะได้หลุดพ้นจากความเจ็บปวดทั้งหมดนี้ ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้เบื้องหลัง แต่ว่าไม่ว่าจะหวังมากแค่ไหน สุดท้ายความจริงตรงหน้าก็ยังดำเนินต่อไป

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนกว่าไฟในใจของโวลเดอมอร์จะมอดดับลง ในสติที่รางเลือนที่ใกล้แตกสลายนี้ อีเล็กตราไม่อยากจะรับรู้อะไรอีกต่อไป ไม่อยากจะสนใจว่าตอนนี้เป็นเวลาอะไร แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ถูกอุ้มกลับมานอนอยู่บนเตียงอีกครั้ง แขนของใครบางคนที่กำลังหนุนต่างหมอนก็ไม่ได้ตระหนักถึง หรือแม้กระทั่งการโอบกอดที่แนบแน่น... ที่แทบไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนก็เช่นกัน

ร่างกายที่แนบชิดอยู่นี้ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เปลือกตาปรือปรอยจนเกือบจะปิดลง อีเล็กตราซุกใบหน้าเข้ากับอกของคนอีกคนที่โอบรัดตนอยู่ และตัดสินใจที่จะหลับไปในอ้อมแขนนี้ เพื่อจะไม่ต้องรับรู้ถึงความรู้สึกอื่นใดอีกต่อไป...

โวลเดอมอร์มองดวงหน้าของคนที่หลับสนิท หลังจากได้ในสิ่งที่ต้องการ... นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาเลือกที่จะอยู่ต่อ... ข้างกายเธอ

ตั้งแต่เริ่มทำฮอร์ครักซ์ ร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป ในทุกก้าวที่ขยับหนีห่างออกจากความตาย ความเป็นคนก็ลดน้อยลงทีละนิดจนแทบไม่มีเหลือ ในท้ายที่สุดจึงได้รับรู้ว่าตนเองไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เขาไม่สามารถข่มตาให้หลับได้... ไม่เคยรู้สึกว่าต้องการจะนอนอีกเลยนับตั้งแต่นั้น

ทว่าตอนนี้... แค่เพียงมีเธออยู่ใกล้ ๆ ... ความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีเหลืออยู่แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาเองอย่างไร้เหตุผล

มือเรียวยาวโอบรัดคนในอ้อมแขนให้แนบแน่นขึ้น ปิดเปลือกตาลง สัมผัสถึงความรู้สึกเช่นคนปกติที่ไม่ได้รู้สึกมานานแล้วอีกครั้ง แล้วก็หลับใหลไปข้างกายเธอ...



++++++++++++++++++

ปู่กับเอลลี่ 

ช่างเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติจริง ๆ ค่ะ 

เรื่องตรามารที่กลางหลังเอลลี่ มีที่มามากกว่านี้เล็กน้อย แต่จะอยู่ในพาร์ทก่อนอีวี่จะเกิดค่ะ

ส่วนเรื่องการบิน เท่าที่อ่านในหนังสือ ปู่ไม่เคยสอนใครให้บิน(เหาะ ลอย?)มาก่อน เลยมีความรู้สึกอยากจะให้ปู่รู้สึกสนุกอยากสอนอะไรแม่อีวี่แทนการทำอย่างอื่นดูบ้างค่ะ (แต่สุดท้าย ก็จบที่เรื่องเดิมอยู่ดีนะ ฮ่าๆ)

ปล. นี่เป็นตอนสุดท้ายที่เคยลงของพาร์ทนี้ค่ะ หลังจากนี้จะเป็นตอนที่ไม่เคยลงให้อ่านมาก่อนค่ะ ฝากด้วยนะคะ

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

690 ความคิดเห็น

  1. #636 linlana lily (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2562 / 01:45

    อย่ากให้ไรท์เขียนเป็นโลกคู่ขนานที่ปู่ยังเป็นคนอยู่อะเราว่าคงกัดกับขุนเเม่สนุกเเน่//ขอบคุณนะคะไรท์
    #636
    1
    • #636-1 krasivaya_Dragunov(จากตอนที่ 56)
      14 ธันวาคม 2562 / 08:59
      ฮ่าๆ แนวคิดดีค่ะ
      #636-1
  2. #634 HERRINNE POTTER (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2562 / 21:24
    ฉันจะพาเธอลอย~~~~
    #634
    1
    • #634-1 krasivaya_Dragunov(จากตอนที่ 56)
      14 ธันวาคม 2562 / 08:59
      ลอยไปลอยมา
      #634-1