Harry Potter - [The Dark Heir] Ocx? feat. Lord Voldemort x Oc

ตอนที่ 54 : The Dark Between III: Awaking Beauty

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 458
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 37 ครั้ง
    9 ธ.ค. 62

STAR










          The Dark Between III: Awaking Beauty



     โอ๊ย...

ปวดหัวจะระเบิด...

ไอ้บ้าที่ไหนมันเอาค้อนมาทุบหัวกันเนี่ย...

อีเล็กตราบ่นในใจ  มือบางขยับเล็กน้อย ก่อนจะเคลื่อนมาบีบที่ขมับ เส้นเลือดที่แล่นอยู่ระหว่างคิ้วปวดตุบจนรู้สึกได้ เธอค่อย ๆ ลืมตาอย่างเชื่องช้า สิ่งที่พบเป็นอย่างแรกนั้นคือภาพต่าง ๆ ที่แสนเลือนรางราวกับมองผ่านม่านน้ำ จึงหลับตาครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ ลืมขึ้นอีกครั้ง ทัศนวิสัยที่เห็นจึงดีขึ้น

เธอเห็นห้อง ๆ หนึ่งที่ค่อนข้างมืดเล็กน้อย ด้วยไม่มีแสงไฟจากนอกหน้าต่างส่องเข้ามาให้แสบตา มันถูกม่านสีดำคลุมปิดเสียจนมิด สิ่งเดียวที่ช่วยให้มองเห็นอะไรต่าง ๆ คือแสงสีส้มอ่อนจากเตาผิงที่ถูกจุดทิ้งเอาไว้ที่มุมห้องเท่านั้น

อยู่ไหนเนี่ย...

เมื่อตั้งหลักได้ คำถามจึงผุดขึ้นมาในใจ ดวงตาสีเทาอ่อนจึงกวาดมองไปรอบตัวเพื่อหาคำตอบในทันที  อีเล็กตราพบว่าตนเองกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ในห้อง ๆ หนึ่งที่ค่อนข้างสะอาดและใหญ่โตพอสมควร เธอพอจะอนุมานได้ว่าเจ้าของห้องจะต้องร่ำรวยในระดับมหาเศรษฐี เพราะแม้แต่เครื่องเรือนต่าง ๆ ที่ตั้งเอาไว้ยังเป็นไม้สลักลวดลายสวยงามราคาแพงหูฉี่ แถมเตียงที่นอนอยู่นั้นยังเป็นเตียงสี่เสาหลังใหญ่มโหฬารอีกด้วย

เอ๊ะ... เดี๋ยวนะ...

นี่เธอ...อยู่บนเตียงหรือ

ตาสีเทาอ่อนกระพริบถี่ ก่อนจะพลิกตัวไปอีกทางเพื่อสำรวจจุดต่าง ๆ ในห้องให้ถี่ถ้วนมากขึ้น หากสิ่งที่สัมผัสได้เป็นอย่างแรกคืออาการขัดยอกและร้าวระบมตามร่างกาย มันทำให้ประหลาดใจได้อยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มากเท่ากับความรู้สึกเรียบลื่นผิดแปลกที่แนบอยู่ตามผิวเนื้อในตอนนี้แน่

มือเล็กคลำผ้าห่มผืนบางที่คลุมตัวอยู่ เธอยกมันขึ้นและปิดลงดังพรึ่บอย่างรวดเร็ว ตาสีเทาหรี่ลงอย่างสงสัย เมื่อเสื้อผ้าที่ควรจะมีติดตัวเหมือนคนปกติกลับไม่มีเหลือเลยสักชิ้น แถมตามเนื้อตัวยังมีรอยจ้ำเขียวจ้ำแดงอะไรก็ไม่รู้อยู่เต็มไปหมด

ตื่นขึ้นมาในที่ที่ไม่รู้จักว่าแย่แล้ว แต่ตื่นขึ้นมาในที่ที่ไม่รู้จักแถมยังเปลือยกายล่อนจ้อนด้วยแบบนี้ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่!

เธอรวบผ้าห่มมาพันตัวก่อนพยายามลุกขึ้นจากเตียง แม้จะรู้สึกขัดยอกตามเนื้อตัวแต่ก็ต้องพยายามพาตนเองออกไปจากที่แห่งนี้ก่อนให้ได้

ตาสีเทาอ่อนเหลือบไปเห็นประตูขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปราวสิบเมตร นั่นคือจุดที่เธอจะต้องพาตัวเองไปให้ถึงเป็นอันดับแรก เมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงลุกขึ้นยืน แต่ขาเจ้ากรรมกลับทรยศหมดเรี่ยวแรงไปเสียเฉย ๆ พาตัวเธอล้มลงไปเมื่อเดินไปได้แค่ไม่กี่เก้าเท่านั้น

“...บ้าจริง!...”

อีเล็กตราพยายามอีกครั้ง ในไม่กี่วินาทีนั้นเอง แต่เช่นเคยที่ร่างกายเจ้ากรรมดันไม่ยอมทำตามคำสั่งเอาเสียเลย

เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหนื่อยและเพลียเต็มทน แถมยังรู้สึกว่าศีรษะที่ปวดตุบจนแทบระเบิดเมื่อครู่กลับหนักอึ้งจนทำให้ไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกไม่ว่าจะพยายามสักกี่ครั้ง

รู้อย่างนี้น่าจะนอนอยู่บนเตียง รอให้ใครสักคนผ่านมาช่ว --

“นั่นเธอจะไปไหนน่ะ”

เสียง ๆ หนึ่งดังจากด้านหลัง แต่กลับทำให้คนฟังขนลุกเกรียว ร่างบางหันขวับไปตามเสียงนั้นอย่างรวดเร็ว นี่... เสียงนี้ มันเป็นเสียงที่จำได้ไม่มีวันลืม เสียงที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจจะสลัดไปจากสมอง เสียงแบบนี้จะเป็นใครไปไมได้อีกแล้วนอกเสียจาก...

โวลเดอมอร์

ร่างผอมสูงในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังนั่งมองเธออยู่บนเก้าอี้อย่างสบายเนื้อสบายตัวสุด ๆ ผิดกับท่าทีทุลักทุเลของอีกคนลิบลับ

ในทันทีที่เธอเห็นเขา ตาสีเทาอ่อนก็เบิกกว้างขึ้นเพราะตกใจสุดขีด หากบางอย่างในตัวกลับทำให้เธอยังสงบนิ่ง ไม่แสดงท่าทีใด ๆ ออกไปนอกจากจ้องมองเขาด้วยความเรียบเฉยเท่านั้น

“ทำไมต้องทำหน้าตกใจอย่างนั้นด้วยล่ะ” โวลเดอมอร์เหมือนจะหัวเราะออกมา “ตกใจที่เห็นฉันอย่างนั้นหรือ...หืม...เอล

อีเล็กตราไม่ตอบ แม้จะได้ยินเขาพูดอย่างชัดเจนทุกประโยคแต่ก็ยังแสดงอาการเมินเฉยราวกับไม่มีตัวตน ร่างบอบบางทำเพียงพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งโดยแสร้งว่าไม่มีใครกำลังจ้องมองตนเองอยู่ เรี่ยวแรงที่มีถูกใช้ไปกับการยันตัวขึ้นจากพื้น หากแต่ความจริงมักจะโหดร้ายเสมอ เพราะไม่ว่าเธอจะพยายามเท่าไรก็ไม่อาจทำสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่ายืนได้เลยสักนิด

“ให้ช่วยไหม” โวลเดอมอร์ถาม พลางเดินมาหยุดอยู่ใกล้ ๆ “ได้เสมอนะ เอล...”

ไม่ว่าจะทำอย่างไร อีเล็กตราก็ยังคงไม่ตอบโต้ ไม่แม้แต่จะหันไปมองหรือสบตากัน เธอยังไม่ละความพยายามที่จะขยับตัวหนีไปให้ห่างจากคนตรงหน้า หากในทันทีที่สังเกตเห็นมือเรียวยาวขาวซีดเอื้อมมาหา จึงร้องห้ามทันควัน

“อย่ามาจับ!

โวลเดอมอร์เผลอยิ้ม ท่าทีเหล่านั้นทำให้เขาหวนคิดไปถึงอดีตที่ผ่านมานานหลายสิบปีได้อย่างน่าแปลกใจ นึกถึงช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเด็กกำพร้ากับพวกมักเกิ้ลชั้นต่ำ แล้วก็พบว่านี่เป็นครั้งแรกหลังจากผ่านมานานแสนนานที่เขาถูกออกคำสั่งโดยใครสักคนหนึ่ง ในตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือกนอกจากก้มหน้าก้มตาทำตามให้เสร็จสิ้นไป แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการฝึกฝนและพยายามอย่างหนัก จนสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งจอมพ่อมดที่แม้แต่การถูกเอ่ยชื่อถึงก็ทำให้ใครต่อใครหวาดกลัวจนตัวสั่น ก็ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะคิดเรื่องออกคำสั่งกับเขาอีกเลย

แต่แล้วในวันนี้ หลังจากไม่เจอกันมานานเป็นสิบปี คำคำแรกที่อีกฝ่ายยอมเปิดปากพูดกับเขากลับเป็นการกระชากเสียงออกคำสั่งอย่างไร้การยำเกรง แต่นั่นก็ไม่ทำให้รู้สึกแปลกใจนัก เพราะเขารู้ว่าเธอไม่เคยแม้แต่จะกลัวเขา แม้เพียงสักวินาทีเดียวก็ไม่เคย

แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่มีใครออกคำสั่งกับเขามานาน อาจนานเกินไปจนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ทำให้เมื่อได้ยินการพูดจาในลักษณะที่จะเป็นการบีบบังคับกันกลาย ๆ แบบนี้ จึงไม่อาจสั่งให้ตนเองทำตามแต่โดยดีได้ โวลเดอมอร์ไม่เพียงจะไม่หยุดตามที่อีกฝ่ายเอ่ยปาก แต่กลับเอื้อมมือมาช้อนตัวของอีเล็กตราขึ้นจากพื้น แล้วอุ้มเอาไว้แนบกับตัวอย่างถือวิสาสะ

“ปล่อยนะ! ” อีเล็กตราประท้วง ร้องลั่นจนน่าจะแสบคอ แถมยังดิ้นเท่าที่จะมีแรงให้อีกฝ่ายปล่อยตนลงกับพื้น ไม่ต้องการรับการช่วยเหลือใด ๆ จากเขา “ปล่อยสิ! ปล่อย! ปล่อยสิวะ!

ดวงตาสีแดงตวัดมาสบ นั่นทำให้เจ้าของนัยน์ตาสีเทาอ่อนหยุดพูดได้ในบัดดล เธอเสมองไปทางอื่นพลางขืนตัวเองออกจากการโอบอุ้มนั้น อยากจะดิ้นแต่ก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำได้ เมื่อเห็นดังนั้นโวลเดอมอร์จึงเริ่มเคลื่อนไหว พาคนที่ตัวเบาคนนี้เดินไปยังเตียงหลังใหญ่ที่ตั้งห่างออกไปไม่กี่ก้าวอย่างเอาแต่ใจ

ร่างสูงโน้มตัวต่ำ วางเธอลงบนเตียงอย่างเบามือ ทันทีที่สัมผัสได้ถึงความเรียบลื่นของผ้าปูนอนที่แนบกับแผ่นหลัง เสียงที่ติดจะวางอำนาจและถือตัวก็พูดขึ้นในทันที

“อย่ามาจับ!” มือบางปัดป่ายมือของอีกฝ่ายที่ยังไม่ทันจะถอนออกไป ตาสีเทาจ้องมองอย่างเอาเรื่อง  หากใช้สายตาฆ่ากันให้ตายได้เหมือนงูยักษ์บาซิลิสก์ เธอก็คงจะทำไปแล้ว ทว่าเสียงแหบต่ำที่สวนมานั้นกลับทำให้เธอลืมไปเสียสนิทว่าจะทำอะไรต่อไป...

“จะเป็นอะไรไปเล่า เมื่อคืนก็จับจนจะทั่วตัวอยู่แล้ว” เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเสกเก้าอี้มานั่งข้างเตียง “หรือจำไม่ได้ ทวนความจำกันดีไหม”

อีเล็กตราดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุมตัวโดยอัตโนมัติ เมื่อประหวัดไปถึงคำพูดที่แฝงนัยยะบางอย่างที่เธอเลี่ยงจะนึกถึง เธอไม่ได้โง่ ไม่ใช่สาวใสซื่อบริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรขนาดนั้น อันที่จริงก็... จากอาการทางร่างกายที่เหมือนจะขัดยอกไปหมดตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ประกอบรอยจาง ๆ ตามตัวที่ไม่ว่าจะไม่ต้องการมองอย่างไรก็ยังเห็นอยู่ดีพวกนี้ ก็พอจะเดาได้ว่าการ ทวนความจำ ของอีกฝ่ายจะสื่อความหมายถึงการทวนความจำเรื่องอะไร

แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ทวนเธอก็พอจะนึกออก มันวกวนและสับสนจนคิดว่านั่นเป็นความฝันก็จริงอยู่ แต่ตรงกันข้ามกลับเด่นชัดขึ้นมาในความทรงจำอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง รสสัมผัสต่าง ๆ ที่ยังเหมือนจะติดตรึงอยู่กับตัว ความเยียบเย็นของร่างกาย ลมหายใจที่ถี่กระชั้น สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่เกิดขึ้น และกำลังตอกย้ำเธออยู่ในตอนนี้

อีเล็กตราสูดหายใจเข้าปอด ขับไล่เรื่องบ้า ๆ ที่อยู่ในหัวออกไป แม้จะเลี่ยงไม่นึกถึงแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอ ดังนั้นแล้วก็จะไม่มีการคร่ำครวญหรือโวยวายใด ๆ ให้ได้เห็นโดยเด็ดขาด

“ฉันอยู่ที่ไหน” เธอกระแทกเสียงถาม

“บ้านของลูเซียส”

คนฟังได้แต่ขมวดคิ้ว หากความสงสัยกลับมลายหายไปในทันที มือดึงผ้าห่มคลุมตัวให้สูงขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงดวงตาสีแดงสดที่จ้องมองตนด้วยประกายแปลกประหลาด พยายามจะขยับหนี แต่แขนขาทรยศพวกนี้ก็ไม่ยอมทำตามคำสั่งอย่างที่ต้องการเอาเสียเลย สิ่งที่ทำได้จึงมีเพียงแค่เอนหลังพิงกับหัวเตียง ก่อนจะถามห้วน ๆ อีกครั้ง

“แกทำอะไรกับฉัน”

“ถามช่วงไหนล่ะ” อีกฝ่ายชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “เพราะก็ทำไปหลายอย่างหลายช่วงเวลาอยู่เหมือนกัน”

ถ้ามีแรงก็คงจะโยนโคมไฟข้างเตียงใส่หน้าไปแล้ว แต่เพราะมือไม้ไร้ประโยชน์นี่จึงทำได้เพียงถลึงตามองอย่างขุ่นเคืองเท่านั้น

“ทำไมฉันขยับไม่ได้!” เธอกระแทกเสียง “แกสาปอะไรฉัน”

“ฉันต่างหากที่ต้องถามว่าเธอทำอะไรกับตัวเอง” ในห้องยังมืดอยู่ก็จริง ทว่าใบหน้าขาวโพลนของโวลเดอมอร์ที่ส่องสว่างออกมาจากแสงสลัวของเตาผิง ทำให้เขาดูน่ากลัวมากกว่าผีเสียอีก “ถ้าไม่ได้ยาจากเซเวอร์รัส สภาพจะยิ่งดูไม่ได้มากกว่านี้เสียอีก” มือเรียวยาวเอื้อมมาช้า ๆ ก่อนจะจับที่ปลายคางของเธอ พลางชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ “หาฉันไม่เจอจนเป็นบ้าเลยหรือไง

อีเล็กตราหลบตา เมื่อเปลี่ยนเป็นฝ่ายโดนซักฟอกเสียเอง แม้จะรู้สึกว่าความทรงจำต่าง ๆ ของตนจะขาดหายและแหว่งวิ่น แต่อย่างน้อยในช่วงสุดท้ายก่อนที่ความรู้สึกนึกคิดจะถูกตัดขาด เธอก็ยังรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เหล่านั้นพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง

“...ฉันไม่เคยหาใคร”

“หาสิ” โวลเดอมอร์อมยิ้มมุมปาก “ก็ฉันเห็นนี่”

คำพูดนั้นเรียกดวงตาสีเทาอ่อนให้ตวัดมาในทันที จ้องมองราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ถ้าสามารถสาปคนอื่นผ่านสายตาได้ อีกฝ่ายคงโดนไปหลายคาถา

“...แล้วแกก็ยังปล่อยฉันวิ่งพล่าน ร้องตะโกนเป็นคนบ้าอย่างนั้น” เธอกัดฟัน โกรธจนอยากจะกระโจนไปฆ่าเขาทิ้งไปเสีย “ทั้ง ๆ ที่เห็นทุกอย่าง... แก แกมีหัวใจบ้างหรือเปล่า”

โวลเดอมอร์นิ่งเงียบ ไม่ยอมตอบคำถามของเธอ รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า ตามมาด้วยการกระทำวิปริตที่ไม่ว่าจะเมื่อไรก็ไม่เคยรู้สึกชิน...

มือเรียวยาวเลื่อนจากปลายคางมากำรอบลำคอ เพิ่มแรงบีบมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งอีเล็กตราเริ่มหายใจไม่ออก สองมือพยายามปัดป่ายและดึงมือขาวซีดออกไปให้ไกลตัว หากในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะเกินขีดจำกัด เขาก็ปล่อยเธอเป็นอิสระ

เธอสูดหายใจเข้าปอดอย่างตะกระตะกราม ไอโขลกและสำลักรุนแรงจนสั่นไปทั้งตัว

“...แค่ก... ไอ้... ไอ้บ้...” ถ้อยคำต่าง ๆ ติดอยู่แค่ในห้วงความคิด เมื่อมือที่คลายไปกลับเพิ่มน้ำหนักบีบลงที่ลำคออีกครั้ง

“อย่าถามมากเลย” สีหน้าคนพูดนั้นช่างเย็นชา แต่แรงที่กดบนลำคอกลับไม่ลดลงเลยสักนิด “เรื่องไร้สาระพวกนั้น... ฉันไม่เข้าใจมันหรอก”

อีเล็กตราแทบจะไม่ได้ยินเสียงของเขา แค่จะตั้งสติให้อยู่ยังทำไม่ได้ ความตายกำลังคืบคลานมาหาเธออย่างเชื่องช้า ดวงตาสีแดงสดที่จ้องมองอยู่นี่อาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะได้เห็นในชีวิตนี้...

“แต่เธอควรจะภูมิใจกับตัวเองนะเอล” ทว่าเป็นอีกครั้ง ที่ในท้ายที่สุด โวลเดอมอร์ก็ถอนมือออกไป “ที่ไม่ว่าจะทำยังไง ฉันก็ฆ่าเธอไม่ลงสักที

ร่างสูงโปร่งโน้มตัวเข้ามาใกล้ บดเบียดริมฝีปากเข้าหาคนอีกคนที่แทบไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือเพราะขาดอากาศ ก่อนจะถอนออกไปอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีแดงสดตวัดมองไปยังประตูบานใหญ่อย่างขัดใจนิด ๆ  แล้วจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เข้ามา เซเวอรัส”

สเนปผลักประตูเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดที่ลอยอวลรอบตัว เขาถือยาแก้วใหญ่ไปหาผู้เป็นนาย แล้วยื่นให้ ไม่มองคนอีกคนที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งมีผ้าห่มคลุมตัวอย่างหมิ่นเหม่

“ยาที่เหลือครับ”

โวลเดอมอร์รับยามาถือไว้ จำได้ว่าสเนปยังเหลือยาแก้แขนขาอ่อนแรงกับยาบำรุง เขาพินิจมองอย่างชั่งใจชั่วครู่ ก่อนจะนำมาวางที่โต๊ะข้างเตียง “รายละเอียด”

“กินรวดเดียว เห็นผลในสิบชั่วโมงครับ”

โวลเดอมอร์พยักหน้า และโดยไม่ต้องไล่ สเนปก็เข้าใจโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้พูดออกมา ว่าตนควรจะออกไปจากที่นี่ได้แล้ว

สิ้นเสียงประตูที่ปิดลง อีเล็กตราที่ได้โอกาสพักมาครู่หนึ่งก็มีเรี่ยวแรงมากพอจะตะเบ็งเสียงใส่อีกครั้ง

“จะเอายาบ้ายาบอมาทรมานอะไรฉันอีก!” เธอเบือนหน้าหนี เมื่อเห็นว่าโวลเดอมอร์ยื่นแก้วยามาให้ “จะฆ่าก็รีบฆ่าสิวะไอ้ปิศาจ!

“เธอนี่ไม่หัดฟังเอาซะเลย” เขาถอนหายใจ เอื้อมมือมาบีบที่ปลายคางของอีกฝ่ายจนไม่สามารถส่งเสียงได้ ก่อนจะกระดกยาจนหมดแก้ว ยื่นหน้าเข้าไปพร้อมกับกดริมฝีปากครอบทับคนที่เอนหลังบนเตียงอย่างถือวิสาสะ

ยาสีใสบางส่วนไหลหยดจากมุมปาก เปื้อนที่ลำคอจรดกระดูกไหปลาร้า หากแต่ส่วนใหญ่ก็ไหลลงกระเพาะไปโดยที่เธอไม่สามารถฝืนไว้ได้ ทว่าแม้จะดื่มยาจนหมดรวดเดียวตามที่สเนปว่าไปแล้ว โวลเดอมอร์ก็ยังไม่ถอนริมฝีปากออกมา

มือเรียวยาวตะโบมลูบคลำตั้งแต่ต้นขามาจนถึงช่วงเอวผอมบาง สัมผัสของเนื้อหนังที่มีแต่กระดูกนั้นผิดแปลกไปจากที่จำได้มากโข ทำให้รู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่หลังจากได้รับยานี่เข้าไป อีกเดี๋ยวร่างกายที่คุ้นเคยก็จะกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

ผ้าห่มผืนบางถูกโยนออกไปไกลเตียง โวลเดอมอร์ถอนริมฝีปาก หากแต่ยังคลอเคลียร์อยู่ที่ลำคอแล้วเคลื่อนต่ำลงไปไล้เลียยาที่ไหลเปื้อนที่กระดูกไหปลาร้า ทุกจุดที่ใบหน้าของเขาเลื่อนผ่านปรากฏเป็นรอยสีแดงเข้มอย่างชัดเจน

“หยุด... พอ อย่า”

อีเล็กตราดันแผ่นอกของเขาออกไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้โวลเดอมอร์ที่ปีนมาคร่อมทับตนอยู่ผงะถอย เขาจับต้นขาของเธอ พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ กดร่างกายเข้าหาร่างข้างใต้อย่างโหยหา

มันเป็นความรู้สึกอึดอัดเหมือนร่างกายกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เธอครางงึมงำในลำคอเพื่อไล่อาการไม่สบายตัวออกไป สองมือที่ผลักไสถูกดึงรวบไว้เหนือศีรษะ หากมืออีกข้างที่ยังว่างอยู่ของเขาก็ลูบสัมผัสไปทั่วทั้งร่างอยู่อย่างนั้น

อุณหภูมิภายในห้องค่อย ๆ ไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้น...

เขาไม่สนใจว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร จะดีจะเลวร้ายไม่ใช่สิ่งที่ต้องเก็บมาคิด รู้เพียงแต่ว่านอกจากอำนาจและความยิ่งใหญ่แล้ว... ร่างกายนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาโหยมาตลอดสิบห้าปี อาจมากจนหากเขาต้องฆ่าคนทั้งโลกเพื่อให้ได้เธอกลับคืนมาเคียงข้าง ก็ทำได้ไม่ยากนัก

เธอเป็นของเขา ตั้งแต่เมื่อก่อน ตอนนี้และจะเป็นตลอดไป

“ไม่... หยุด...”

ริมฝีปากกดจูบลงไปอีกครั้ง ปฏิเสธที่จะรับรู้ว่าเธอไม่ต้องการสัมผัสใด ๆ จากตน และเติมเต็มความต้องการที่หวนนึกถึงมาตลอดหลายปีอยู่อย่างนั้น

ใครก็มาห้ามเขาไม่ได้...

ไม่ว่าจะเป็นเธอก็ตาม




+++++++++++

จากที่อ่านหนังสือมา

เราตีความว่าปู่น่าจะเป็นพวกจิตไม่ปกติค่ะ

 (แฟนคลับปู่อย่ารุมไรต์เลย)

ก็นะ ดูแกชอบคำสาปกรีดแทงเหลือเกิน

ฮ่าๆ เพราะงั้น ปู่ก็เลยชอบให้เอลเจ็บตัวบ้างเล็กน้อยจนถึงมาก?

ความซวยเลยตกมาอยู่ที่แม่อีวี่ด้วยประการฉะนี้


 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 37 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

690 ความคิดเห็น

  1. #632 linlana lily (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2562 / 01:51

    ปู่อย่าร้าย
    #632
    1
    • #632-1 krasivaya_Dragunov(จากตอนที่ 54)
      14 ธันวาคม 2562 / 08:58
      ร้ายตลอดเวเลยคนนี้
      #632-1
  2. #631 Stellae_Star (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2562 / 21:57

    น่าสงสารเอลจังงง
    #631
    1
    • #631-1 krasivaya_Dragunov(จากตอนที่ 54)
      14 ธันวาคม 2562 / 08:58
      ไรต์ชอบทำร้ายตัวเอกฟิคตลอด
      #631-1