ตอนที่ 74 : Vedas

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 พ.ย. 59

พระเวท (สันสกฤต: वेद) โดยทั่วไปถือว่าเป็นคัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หากกล่าวโดยเฉพาะลงไป หมายถึง บทสวดต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อของชาวอินโดอารยัน หรืออาจเรียกได้ว่าศาสนาพราหมณ์ฮินดู โดยมีการรวบรวมเป็นหมวดหมู่ในชั้นหลัง คำว่า “เวท” นั้น หมายถึง ความรู้ มาจากธาตุ “วิทฺ” (กริยา รู้) คัมภีร์พระเวท ประกอบด้วยคัมภีร์ 4 เล่ม ได้แก่ ฤคเวทใช้สวดสรรเสริญเทพเจ้า สามเวทใช้สำหรับสวดในพิธีกรรมถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์และขับกล่อมเทพเจ้า ยชุรเวทว่าด้วยระเบียบวิธีในการประกอบพิธีบูชายัญและบวงสรวงต่างๆ และ อาถรรพเวท ใช้เป็นที่รวบรวมคาถาอาคมหรือเวทมนตร์

นักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ถือว่า พระเวท เป็นส่วนที่เก่าที่สุดที่เหลืออยู่ สำหรับส่วนที่ใหม่สุดของพระเวท น่าจะมีอายุราวพุทธกาล และส่วนที่เก่าสุด ราว 1,000 ปีก่อนพุทธกาล แต่นักภารตวิทยาเชื่อว่า เนื้อหาของคัมภีร์เหล่านี้น่าจะได้มีการท่องจำกันมาก่อนการบันทึกเป็นเวลานานมากแล้ว ซึ่งมีหลักฐานจากลักษณะทางภาษา และปริบททางสังคมต่างๆ

======================================================================

นิพพาน คือ อาตมัน(อรหันต์)เข้าไปรวมกับปรมาตมัน


ศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาฮินดู มีมาก่อนศาสนาพุทธ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็เป็นศิษย์คนหนึ่งในศาสนานี้ ตอนที่พระพุทธเจ้าออกผนวชมีนามว่า มุนีสมณะ

ศาสนาพราหมณ์ ก็มีนิพพานเป็นโมกขธรรม หรือโมกษะเหมือนกับศาสนาพุทธ แต่ในยุคก่อนพระพุทธเจ้า ไม่มีนักบวชพราหมณ์คนใดเข้าถึงนิพพาน คนที่เข้าถึงนิพพานคนแรกในศาสนาพราหมณ์ คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ มุนีสมณะ หรือ ศากยะมุนี 

ความจริง ลัทธิต่างๆของพวกพราหมณ์สมัยนั้น พวกเขาเข้าใจถูกในหลักใหญ่สุดแล้วว่า

“ จิตของเราแต่ละคนเป็นอาตมัน เป็นอย่างเดียวกับจิตของพรหมสูงสุดคือ ปรมาตมัน แต่คนเราทำกรรมต่างๆลงไป ดังนั้นจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ เมื่อใดกำจัดอวิชชา ความไม่รู้ไห้หมดไปแล้ว อาตมันจะเข้าร่วมกับปรมาตมัน คนที่สำเร็จจะกลายเป็นพรหม”

พระพุทธองค์ไม่เคยปฏิเสทหลักใหญ่สุดของพราหมณ์เลยแม้แต่ครั้งเดียว และไม่เคยปฏิเสทเรื่องพรหม และปรมาตมัน ว่าไม่มีจริง เพียงแต่ระบุว่า จิตของเราแต่ละคนที่เป็นอาตมัน(อัตตา) = จิตบริสุทธิ์ขั้นอรหันต์ ส่วนจิตที่ยังขจัดอวิชชาไม่หมด ไม่ใช่จิตที่เป็นเป็นอาตมัน(อัตตา) แต่เป็นจิตที่เป็นอนัตตา เป็นมายา เป็นภาพลวงตา ไม่ใช่ตัวตนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังระบุชัดอีกว่า พรหมสูงสุด หรือ ปรมาตมัน นั้นคือ พระธรรม และตัวของพระองค์ก็คือ อวตารปางหนึ่งของพระธรรมนั้น

"ดูก่อนวาเสฏฐะและภารทวาชะ ก็ผู้ใดแล มีศรัทธาตั้งมั่น ในตถาคต เกิดขึ้นแล้ว แต่รากแก้ว คืออริยมรรค ประดิษฐานมั่นคง อันสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้หนึ่งผู้ใดในโลก ไม่พรากไปได้ ควรเรียกผู้นั้นว่าเป็นบุตร เกิดแต่พระอุระเกิดจากพระโอษฐ์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เกิดจากธรรม อันธรรมนิรมิตขึ้น (เป็นผู้ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น)"

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ในอัคคัญญสูตร 

ในหลักโมกษะ หรือโมกขธรรม ผู้ที่แสวงหาโมกขธรรม คือ ผู้ที่แสวงหานิพพาน หรือความหลุดพ้นจากความทุกข์ นิพพาน หรือความหลุดพ้นจากความทุกข์ในหลักศาสนาพราหมณ์ = การเข้าไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมสูงสุด ซึ่งสิ่งสูงสุดนี้ไม่มีการเกิด ไม่มีการแก่ ไม่มีการเจ็บ และไม่มีการตาย

หลวงปู่ดุลย์กล่าวไว้อย่างชัดเจนมากว่า " โดยปราศจากรูปปรมาณู(หมายถึง ดับวิญญาณธาตุและดับนามรูปแล้ว) ความว่างนั้น จึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน" 

ความว่างนั้น จึงบริสุทธิ์และสว่าง รวมเข้ากับความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม เข้าเป็นหนึ่งเรียกว่า นิพพาน = นิพพานของจิตแต่ละดวง เป็นจิตว่าง บริสุทธิ์และสว่าง เมื่อรวมเข้ากับปรมาตมัน ซึ่งคือ ความว่าง บริสุทธิ์ สว่าง ของจักรวาลเดิม สิ่งนี้คือนิพพาน

ด้วยเหตุนี้ อาตมัน(อรหันต์)เข้าไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมสูงสุด(พระธรรม) ที่เป็นหลักสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ก็เป็นหลักสูงสุดของศาสนาพุทธนั่นเอง เพียงแต่อวิชชาหรือมารมันลวงจิตเราไม่ให้เห็นความจริงข้อนี้ จนกว่าเราจะเข้าถึงกระแสพระนิพพาน จึงจะพ้นจากบ่วงมารหรืออวิชชาได้

จริงๆแล้ว ศาสนาพุทธจัดได้ว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ พระอาจารย์ของพระพุทธเจ้า ได่แก่ อุทุกดาบส และอาฬารดาบส เป็นผู้ที่เข้าถึงจุดสูงสุดของความรู้ของพราหมณ์สมัยนั้น คือ อรูปพรหม พวกท่านเลยเข้าใจผิดว่า อรูปพรหม เป็น นิพพาน เท่านั้นเอง

======================================================================

ศาสนาฮินดู ที่สืบเนื่องจากศาสนาพราหมณ์นับเป็นศาสนาที่เก่าแก่มากที่สุด ได้แบ่งออกเป็นหลายนิกายที่สำคัญ เช่น

1. ลัทธิไวศณพ (Vishnav) เป็นนิกายที่เก่าที่สุด นับถือพระวิษณุเจ้าเป็นเทพองค์สูงสุด เชื่อว่าวิษณุสิบปาง หรือนารายณ์ ๑๐ ปางอวตารลงมาจุติ มีพระลักษมีเป็นมเหสี มีพญาครุฑเป็นพาหนะ นิกายนี้มีอิทธิพลมากในอินเดียภาคเหนือและภาคกลาง ของประเทศ นิกายนี้เกิดเมื่อ พ.ศ. ๑๓๐๐ สถาปนาโดยท่านนาถมุนี (Nathmuni)

2. ลัทธิไศวะ (Shiva) เป็นนิกายที่นับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด พระศิวะเป็นเทพทำลายและสร้างสรรค์ด้วย สัญลักษณ์ อย่างหนึ่งแทนพระศิวะคือศิวลึงค์และโยนีก็ได้รับการบูชา เช่น องค์พระศิวะ นิกายนี้ถือว่าพระศิวะเท่านั้นเป็นเทพสูงสุดแม้แต่พระพรหม, พระวิษณุก็เป็นรองเทพเจ้าพระองค์นี้ นิกายนี้เชื่อว่า วิญญาณเป็นวิถีทางแห่งการหลุดพ้นมากกว่าความเชื่อในลัทธิภักดี นิกายนี้จะนับถือพระศิวะและพระนางอุมาหรือกาลีไปพร้อมกัน

3. ลัทธิศักติ (Shakti) เป็นนิกายที่นับถือพระเทวี หรือพระชายาของมหาเทพ เช่น สรัสวดี พระลักษมี พระอุมา เจ้าแม่ทุรคา และเจ้าแม่กาลีซึ่งเป็นชายาของมหาเทพทั้งหลาย เป็นผู้ทรงกำลังหรืออำนาจของเทพสามีไว้ จึงเรียกว่า ศักติ (Power) นิกายนี้เป็นที่นิยมในรัฐเบงกอล และรัฐอัสสัม เป็นต้น

4.นิกายพรหม เป็นนิกายดั้งเดิมและเก่าแก่ที่สุด ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งหมด

5. ลัทธิคณพัทยะ (Ganabadya) นิกายนี้นับถือพระพิฆเณศเป็นเทพเจ้าสูงสุด ถือว่าพระพิฆเนศเป็นศูนย์กลางแห่งเทพเจ้าทั้งหมดในศาสนา เชื่อว่าเมื่อได้บูชาพระพิฆเนศอย่างเคร่งครัด ก็เท่ากับได้บูชาเทพอื่นๆ ครบทุกพระองค์

6. ลัทธิสรภัทธะ (Sarabhadh) เป็นนิกายขนาดเล็ก ในสมัยก่อนบูชาพระอาทิตย์ (สูรยะ) มีผู้นับถือมากในอดีต ปัจจุบันมีจำนวนน้อย นิกายนี้มีพิธีอย่างหนึ่งคือ กายตรี หรือ คายตรี (Gayatri) ถือว่ามีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ คือการกลับมาของพระอาทิตย์เป็นฤๅษีวิศวามิตร

7. ลัทธิสมารธะ (Samardha) เป็นนิกายที่ใหญ่พอสมควร นับถือทุกเทพเจ้าทุกพระองค์ในศาสนา ฮินดู ความเชื่อแบบนี้เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถบูชาเจ้าได้ตามต้องการ

8. ลัทธิเชมัน หรือ เชมัน(Shamanism)

9. ลัทธิกายตรี-พหุเทวะนิยม (Gayatri-polytheism) เป็นนิกายที่นับถือเทพเจ้าหลายพระองค์ในศาสนาฮินดู แต่ก็มีความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทุกพระองค์ คือหนึ่งเดียว ยังมีนิกายอื่นๆ อีกมากมาย และแยกย่อยออกไปอีก

=====================================================================

อาศรม หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินชีวิตของชาวฮินดู เฉพาะที่เป็นพราหมณ์วัยต่างๆ โดยกำหนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการไว้ชีวิตไว้ 4 ตอน ตอนละ 25 ปี ช่วงชีวิตแต่ละช่วงเรียกว่า อาศรม(วัย) อาศรมทั้ง 4 ช่วง มีดังนี้

พรหมจรยอาศรม เริ่มตั้งแต่อายุ 8-15 ปี ผู้เข้าสู่อาศรมนี้เรียกว่า พรหมจารี
คฤหัสถาศรม อยู่ในช่วงอายุ 15-40 ปี
วานปรัสถาศรม อยู่ในช่วงอายุ 40-60 ปี
สันยัสตาศรม อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สำหรับผู้ปรารถนาความหลุดพ้น(โมกษะ) จะออกบวชเป็น "สันยาสี" เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้

======================================================================

โมกษะ การหลุดพ้น (เปรียบได้กับนิพพานของศาสนาพุทธ) ถือว่าเป็นหลักความดีสูงสุด ดังคำสอนของศาสนาฮินดูสอนว่า "ผู้ใดรู้แจ้งในอาตมันของตนว่าเป็นหลักอาตมันของโลกพรหมแล้ว ผู้นั้นย่อมพ้นจากสังสาระการเวียนว่าย ตาย เกิด และจะไม่ปฏิสนธิอีก"

=====================================================================

ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งที่ยิ่งใหญ่ อันเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ได้แก่ "พรหม" ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งมีลักษณะดังนี้

  1. เกิดขึ้นเอง
  2. เป็นนามธรรม สิงสถิตอยู่ในสิ่งทั้งหลาย และเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา
  3. เป็นศูนย์รวมแห่งวิญญาณทั้งปวง
  4. สรรพสิ่งล้วนแยกออกมาจากพรหม
  5. เป็นตัวความจริง (สัจธรรม) สิ่งเดียว
  6. เป็นผู้ประทานญาณ ความคิด และความสันติ
  7. เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในสภาพเดิมตลอดกาล วิญญาณทั้งหมดเป็นส่วนที่แยกออกมาจากปรมาตมัน วิญญาณย่อยเหล่านี้เมื่อแยกออกมาแล้ว ก็เข้าจุติในชีวิตรูปแบบต่างๆ เช่น เทวดา มนุษย์ สัตว์ และพืช มีสภาพดีบ้าง เลวบ้าง ตามแต่พรหมจะลิขิต
======================================================================


20 ความคิดเห็น