ตอนที่ 26 : 包文拯 - เปาบุ้นจิ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    17 ก.ย. 58

เปาบุ้นจิ้น

(ข้อมูลวิกิพีเดีย)

เปา เจิ่ง ตามสำเนียงกลาง หรือ เปาจิ้น ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (จีน包拯พินอินBāo Zhěng; 11 เมษายน พ.ศ. 1542 — 20 พฤษภาคม พ.ศ. 1605) หรือในวรรณกรรมเรียก เปา เหวินเจิ่ง ตามสำเนียงกลาง หรือ เปาบุ้นจิ้นตามสำเนียงฮกเกี้ยน (包文拯) เป็นข้าราชการชาวจีนซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือในรัชกาลพระเจ้าเหรินจง ดำรงตำแหน่งหลายหลากในราชการพลเรือน ตั้งแต่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำแหน่งสุดท้ายคือเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) มีชื่อเสียงเป็นอันมากในด้านการตรวจสอบทุจริตในวงราชการ ได้รับยกย่องเป็นรัฐบุรุษในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ และมีกิตติคุณเล่าขานกันทั่วไปสืบ ๆ มา ทั้งในรูปแบบมุขปาฐะ วรรณกรรม และอุปรากร ปัจจุบัน นับถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม

ในประวัติศาสตร์

ก่อนรับราชการ

พงศาวดารซ่งว่า เปา เจิ่ง เกิดในครอบครัวนักวิชาการ ณ เมืองหลูโจว หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเหอเฝย์อยู่ในมณฑลอันฮุย

ครอบครัวเปา เจิ่ง นั้นมีฐานะปานกลาง บิดามารดาสามารถส่งเสียให้เขาร่ำเรียนได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก่อนจะให้กำเนิดเขานั้น มารดาต้องขึ้นเขาลงห้วยไปหาของป่าและฟืนมาขายเพื่อเก็บหอมรอมริบไว้สำหรับวันข้างหน้าอยู่พักใหญ่ เปา เจิ่ง เติบโตขึ้นในท่ามกลางสังคมชั้นล่างซึ่งเป็นพลเมืองหลักของประเทศ จึงรับรู้และเข้าใจปัญหาของคนชั้นล่างเป็นอย่างดี

ครั้น พ.ศ. 1570 อายุได้ยี่สิบเก้าปี เปา เจิ่ง ก็เข้าสอบขุนนางและผ่านได้เป็นราชบัณฑิตเรียก "จิ้นชื่อ" (进士) แต่มิได้เข้ารับราชการทันที เขาขอผัดออกไปอยู่บ้านเกิดเพื่อปรนนิบัติบิดามารดาผู้ชราเสียก่อน เวลานั้น หลิว ยฺวิน (刘赟) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหลูโจว มีใจซื่อตรง ทั้งยังเป็นกวีผู้มากความสามารถ พอใจคบหาผู้มีสติปัญญา จึงมาอบรมสั่งสอนเปา เจิ่ง ที่บ้านเป็นนิจ บ่มเพาะให้เปา เจิ่ง มีใจกรุณาต่อราษฎรและต่อต้านการทุจริต

ชีวิตราชการ

เมื่อบิดามารดาถึงแก่ความตายใน พ.ศ. 1580 และปลงศพตามประเพณีแล้ว เปา เจิ่ง จึงกลับมารับใช้แผ่นดิน เริ่มแรกเขาได้ปกครองอำเภอเทียนฉั่ง มณฑลอันฮุย มีบันทึกว่า ครั้งนั้น ชาวนาผู้หนึ่งมาร้องทุกข์ว่า โคของตนถูกลอบตัดลิ้น เปา เจิ่ง จึงสั่งให้เขากลับบ้านไปฆ่าโคนั้นทิ้งเสีย แต่อย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้แก่ผู้ใด ตามกฎหมายสมัยนั้น การฆ่าปศุสัตว์เป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ ชาวนาผู้นั้นก็กลับไปปฏิบัติตามคำสั่ง เช้าวันต่อมา มีชายอีกผู้หนึ่งมาฟ้องเปา เจิ่ง ว่า ชาวนาข้างบ้านได้ลอบฆ่าโค เปา เจิ่ง ตบโต๊ะตวาดชายผู้นั้นว่า ลอบตัดลิ้นโคเขาแล้วยังมาฟ้องกล่าวหาเขาอีกเล่า ชายผู้นั้นตกใจที่เปา เจิ่ง ล่วงรู้ความจริงก็รับสารภาพว่า ตนผิดใจกับชาวนามาแต่เดิมแล้ว จึงกลั่นแกล้งตัดลิ้นโคเขาเสีย เขาจะได้จำใจฆ่าโคนั้นทิ้ง และจะได้มีความผิดฐานฆ่าปศุสัตว์

ต่อมา ในขณะที่ย้ายไปปกครองอำเภอตวนโจว อยู่ในมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน ซึ่งเป็นแหล่งขึ้นชื่อด้านผลิตจานฝนหมึก เปา เจิ่ง ตรวจสอบพบว่า ผู้ปกครองคนก่อน ๆ มักขูดรีดจานฝนหมึกจำนวนมากจากราษฎร เมื่อทำราชการอยู่ที่อำเภอนี้ เปา เจิ่ง จึงใช้จานฝนหมึกเพียงอันเดียว โดยกล่าวว่า ความจำเป็นมีเท่านั้น ครั้นต้องย้ายไปท้องที่อื่น ประชาชนรักใคร่ก็นำจานฝนหมึกมามอบให้เป็นของขวัญมากมาย เปา เจิ่ง ไม่รับไว้เลย และโยนจานฝนหมึกที่ใช้ประจำอยู่นั้นทิ้งลงสู่แม่น้ำกวางตุ้ง

สติปัญญาของเปา เจิ่ง นั้นเป็นที่ต้องใจของประชาชน เขาจึงได้ดำรงตำแหน่งในราชการพลเรือนหลายตำแหน่งทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค พงศาวดารว่า ในระหว่างที่เปา เจิ่ง รับราชการอยู่นั้น เปา เจิ่ง ได้ไล่และลดตำแหน่งข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยไปมากกว่าสามสิบคนในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง กินสินบน และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เปา เจิ่ง เคยถวายรายงานกล่าวโทษ จาง เย่าโจว (张耀洲) พระปิตุลาของพระสนม ถึงหกครั้ง กล่าวโทษหวัง กุ๋ย (王夔) ข้าราชการคนโปรดของพระมหากษัตริย์ อีกเจ็ดครั้ง และกล่าวโทษซ่ง หยาง (宋洋) ผู้เป็นเจ้าพระยามหาอุปราช (นายกรัฐมนตรี) อีกหลายครั้ง เปา เจิ่ง นั้น แต่ครั้งที่ดำรงตำแหน่งขุนนางทัดทาน (御史台) ยังได้ทูลคัดค้านพระมหากษัตริย์เป็นผลสำเร็จทุกครั้งไป ต่างจากกรณีที่มีมาแล้วในประวัติศาสตร์ เช่น ซือหม่า เชียน ที่ทูลทัดทานพระเจ้าฮั่นอู่เพียงครั้งเดียวก็มีรับสั่งให้ตัดศีรษะเขา แต่โปรดลดโทษเป็นตอนองคชาตแทน

พงศาวดารยังว่า ใน พ.ศ. 1599 เปา เจิ่ง ได้กินเมืองเปียนเหลียง ซึ่งเป็นเมืองหลวงในครั้งนั้น หรือปัจจุบันเรียก เมืองไคเฟิง ด้วย เปา เจิ่ง ปกครองเมืองไคเฟิงไม่ถึงหนึ่งปี แต่ได้ปฏิรูประบบราชการหลายประการ เช่น เปิดให้ประชาชนเข้าร้องทุกข์ต่อผู้บริหารเมืองได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องผ่านปลัดเมืองซึ่งมักเรียกสินบน และเป็นใจให้แก่ผู้มีอิทธิพล ก่อให้เกิดการฉ้อฉลนานัปการ การปฏิรูปดังกล่าวสร้างชื่อเสียงให้แก่เขาเป็นอันมาก

แต่ชีวิตการทำงานของเปา เจิ่ง หลังพ้นจากตำแหน่งผู้ปกครองเมืองไคเฟิงแล้ว กลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างยิ่ง เป็นต้นว่า เมื่อเปา เจิ่ง ปลดจาง ฟางผิง (張方平) ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญสามตำแหน่งควบกัน แล้วเปา เจิ่ง ได้รับแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งทั้งสามแทน โอวหยาง ซิว (欧阳修) จึงถวายฎีกาประณามเขาอย่างรุนแรง

ในภาพรวม เปา เจิ่ง ไม่ปรากฏผลงานโดดเด่นในด้านหนึ่งด้านใด แต่มีชื่อเสียงเป็นอันมากในด้านการตรวจสอบการทุจริต กับทั้งอุปนิสัยเข้มงวดกวดขัน และไม่อดทนหรือรอมชอบต่อความอยุติธรรมและการฉ้อฉล บุคลิกภาพของเปา เจิ่ง ก็เป็นที่ขึ้นชื่อเช่นกัน มีบันทึกว่า เปา เจิ่ง วางตัวเคร่งครัดและเคร่งขรึม ถึงขนาดพูดกันทั่วไปว่า รอยยิ้มของเปา เจิ่ง นั้นหาดูยากยิ่งกว่าฮวงโหกลายเป็นสีใสสะอาด

กิตติศัพท์เกี่ยวกับความซื่อตรงของเปา เจิ่ง นั้นเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ชื่อเขาจึงกลายเป็นไวพจน์ของคำว่า "ตงฉิน" (忠臣) ขณะที่ตัวเขาเองก็กลายเป็นหัวเรื่องยอดนิยมในวรรณกรรมและอุปรากรอย่างรวดเร็ว พลเมืองมักเล่าขานว่า เปา เจิ่ง นั้นกลางวันรับราชการอยู่บนโลกมนุษย์ กลางคืนไปรับราชการเป็นยมราชอยู่ในนรกภูมิ พูดกันติดปากว่า เช้าชำระคดีคน ค่ำชำระคดีผี

อสัญกรรม

เปา เจิ่ง ถึงแก่อสัญกรรมที่เมืองหลวงเมื่อ พ.ศ. 1605 เพราะโรค แต่พงศาวดารบันทึกว่า เป็นไปได้ที่จะถูกลอบวางยาพิษ พระเจ้าเหรินจงทรงรับศพเขาไว้ในพระราชานุเคราะห์ และพระราชทานสมัญญาแก่เขาว่า "เสี้ยวสู้" (孝肅) แปลว่า กตัญญูปูชนีย์ (obedient and reverent)

ก่อนตาย เปา เจิ่ง สั่งเสียไว้ด้วยว่า "ลูกหลานเราคนใดเป็นข้าราชการแล้วกินสินบาตรคาดสินบน ห้ามกลับคืนมายังบ้านเราและห้ามเผาผีร่วมสกุลกันอีก ใครไม่นับถือคุณงามความดีอย่างเรา เราไม่นับเป็นลูกเป็นหลาน"

ครอบครัว

ในด้านครอบครัว เปา เจิ่ง มีภริยาสองคน คือ ท่านหญิงจาง กับท่านหญิงต่ง และมีบุตรหนึ่งคน คือ เปา อี้ แต่เปา อี้ ตายเสียแต่ยังหนุ่มในระหว่างรับราชการ เปา เจิ่ง จึงรับบุตรบุญธรรมคนหนึ่ง คือ เปา โช่ว แต่เปา โช่ว ก็ตายก่อนวัยอันควรเช่นกัน ระหว่างนั้น สาวใช้คนหนึ่งในบ้านเปา เจิ่ง ตั้งครรภ์ เปา เจิ่ง จึงไล่ออก แต่ภริยาของเปา อี้ ได้แอบช่วยเหลือและเลี้ยงดูทารกไว้ เพราะทราบว่า สามีของตนได้เสียกับสาวใช้คนนั้น เป็นเหตุให้สายเลือดตระกูลเปาไม่สิ้นสุดลงแต่ประการใด

พงศาวดารยกย่องสะใภ้คนดังกล่าวของเปา เจิ่ง อย่างยิ่งที่รู้จักพิทักษ์เลือดเนื้อเชื้อไข และคาดกันว่า เป็นที่มาของเรื่องราวในวรรณกรรมที่ว่า เปา เจิ่ง นั้นบิดามารดาจงเกลียดจงชังมาแต่เล็ก พี่สะใภ้ของเขาจึงเลี้ยงดูเขาแทน เป็นเหตุให้เขาเรียกพี่สะใภ้ว่า "แม่สะใภ้" (嫂娘)

ในตำนานและวรรณกรรม

งิ้ว

เรื่องราวของเปา เจิ่ง นั้นได้รับการเล่าสืบ ๆ ต่ออย่างกว้างขวางในรูปแบบมุขปาฐะ ต่อมาจึงได้รับการดัดแปลงเป็นงิ้ว กระทั่งมีผู้นำมาประพันธ์เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในราชวงศ์หยวน ครั้งแรก ปรากฏเป็นบทงิ้วซึ่งประพันธ์ด้วยโคลงชู (曲) และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว กระทั่งบทงิ้วอีกหลายเรื่องใช้เปา เจิ่ง เป็นตัวละครหลัก เป็นต้นว่า

นิยาย

เปา เจิ่ง ยิ่งได้รับความนิยมขึ้นอีก เมื่อปรากฏเป็นตัวละครหลักในวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนและแนวสยองขวัญอีกหลายเรื่อง เป็นต้นว่า


เรื่องเล่าขาน

ส่วนใหญ่แล้วมักเล่าขานถึงเปา เจิ่ง ในบทบาทเป็นตุลาการ ในงิ้วผู้แสดงเป็นเปา เจิ่ง มักทาหน้าดำ และมีปานเป็นรูปเสี้ยวจันทร์อยู่บนหน้าผาก ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากบุคลิกภาพของเปา เจิ่ง ที่เคร่งขรึม ซึ่งทำให้ในสมัยแรกเขาได้ฉายาจากผู้คนว่า "เปาหน้าเหล็ก" แต่ต่อมาก็เลื่อนไปเป็น "หน้าดำ" เปรียบเปรยว่า ไม่มีรอยยิ้มให้แก่ความฉ้อฉลทั้งปวง

ในวรรณกรรมส่วนใหญ่ ปรากฏว่า เปา เจิ่ง มีผู้ช่วยอยู่หกคน คือ จั่น เจา (展昭) เป็นองครักษ์ กงซุน เช่อ (公孙策) เป็นเลขานุการ และเจ้าพนักงานตำรวจสี่นาย คือ หวัง เฉา(王朝) หม่า ฮั่น (馬漢) จาง หลง (張龍) และเจ้า หู่ (趙虎) ทั้งเจ็ดคนนี้เป็นสัญลักษณ์ของความสุจริตและเที่ยงธรรม

อนึ่ง ในวรรณกรรมหลาย ๆ เรื่องยังเรียกเปา เจิ่ง ด้วยฉายาต่าง ๆ เช่น เรื่อง เปาเล่งถูกงอั้น เรียกเปา เจิ่ง ว่า "เปาเล่งถู" ตามสำเนียงฮกเกี้ยน หรือ "เปาหลงถู" ตามสำเนียงกลาง (包龍圖) หมายความว่า เปามังกรประดิษฐ์ ทั้งนี้ เพราะพระเจ้าเจินจงทรงพระสุบินว่า จะมีเทพเจ้ามาจุติเป็นข้าราชการ ครั้นเสด็จจากพระบรรทมแล้วก็โปรดให้ช่างวาดภาพข้าราชการผู้นั้นขึ้น แล้วให้เสนาบดีจัดกำลังออกติดตามหาทั่วพระราชอาณาจักร จนพบเจอเปา เจิ่ง ในที่สุด

ส่วนวรรณกรรมเรื่อง เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม ว่า พระเจ้าเหรินจงโปรดให้เปา เจิ่ง ไปตรวจสอบผัง อฺวี้ (龐昱) ซึ่งโปรดให้เป็นข้าหลวงไปรับมืออุทกภัย ผัง อฺวี้ นั้นเป็นบุตรของผัง จี๋ (庞籍) และมีบรรดาศักดิ์ "หลวงสันติ" (安樂侯; Marquis of Peace) พระเจ้าแผ่นดินจึงพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้แก่เปา เจิ่ง สามประการ กงซุน เช่อ จึงออกแบบเครื่องประหารสามหลัง มีลักษณะเป็นแท่น ทำเป็นรูปสัตว์ มีใบมีดอยู่ปลายข้างหนึ่ง เปิดขึ้นและฟันลงกับแท่นนั้นได้ แล้วขอให้พระราชทานเป็นอาญาสิทธิ์ใช้ "ประหารก่อน รายงานทีหลัง" ได้ ก็โปรดให้ตามนั้น เครื่องประหารทั้งสามหลังประกอบด้วย

  • เครื่องประหารหัวสุนัข หรือฉบับแปลไทยเรียก "มีดตัดหัวสุนัข" (狗頭鍘) เป็นรูปสุนัข สำหรับประหารชีวิตไพร่
  • เครื่องประหารหัวพยัคฆ์ หรือฉบับแปลไทยเรียก "มีดบั่นศีรษะพยัคฆ์" (虎頭鍘) เป็นรูปเสือ สำหรับประหารชีวิตข้าราชการ
  • เครื่องประหารหัวมังกร หรือฉบับแปลไทยเรียก "มีดปลิดเศียรมังกร" (龍頭鍘) เป็นรูปมังกร สำหรับประหารชีวิตพระประยูรญาติ

พระเจ้าเจินจงยังพระราชทานสิ่งสำคัญอีกหลายสิ่งให้แก่เปา เจิ่ง เป็นต้นว่า พระแส้ทองคำ (金黄夏楚) ใช้เฆี่ยนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ปัจจุบันได้ และกระบี่อาญาสิทธิ์ (尚方寶劍) เมื่อเชิญออกแสดงแล้ว ผู้คนทั้งปวงต้องเชื่อฟังประหนึ่งเป็นพระราชโองการ

ในเรื่อง เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม นั้น เปา เจิ่ง ยังเป็นพระสหายของอ๋องแปด (八王; Eighth Prince) พระอนุชาของพระเจ้าเจินจง และมักหมางใจกับผัง จี๋ ผู้เป็นราชครู (太師; Grand Tutor) และเป็นพระศวศุระของพระเจ้าเหรินจง เนื่องจากเปา เจิ่ง พิพากษาประหารชีวิตผัง อฺวี้ ผู้เป็นบุตร แต่ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏเหตุผลที่ผัง จี๋ ปฏิบัติต่อเปา เจิ่ง อย่างศัตรูแต่ประการใด

คดียอดนิยม

คดีของเปา เจิ่ง ซึ่งงิ้วนิยมเล่น มีดังนี้

แมวป่าสับเปลี่ยนพระโอรส
(狸貓換太子; Wild Cat for the Crown Prince)

ในรัชกาลพระเจ้าเจินจง สนมหลี่ (李宸妃) ให้ประสูติกาลพระโอรส สนมหลิว (劉宸妃) ริษยา จึงให้กัว ไหฺว (郭槐) ขันที สั่งโค่ว จู (寇珠) นางกำนัล เอาซากแมวป่าถลกหนังมาสับเปลี่ยนพระโอรส แล้วนำพระโอรสไปฆ่าหมกสะพานนทีทอง (金水橋) แต่โค่ว จู จงรักภักดี ไม่กล้าฆ่าพระโอรส ขณะนั้น เฉิน หลิน (陳琳) ขันที กำลังถือกล่องผลไม้ที่พระเจ้าเจินจงพระราชทานเป็นของขวัญวันสมภพอ๋องแปด พระอนุชา มาพบเข้า จึงช่วยกันเอาผลไม้ออก เอาพระโอรสใส่กล่อง แล้วเฉิน หลิน ขันที นำออกไปมอบให้อ๋องแปดเลี้ยงดู เวลานั้น สนมหลี่ต้องพระราชอาญาให้ขังไว้ในตำหนักเย็น เพราะทรงเชื่อว่านางคลอดปิศาจแมวป่า ฝ่ายสนมหลิวก็ให้กำเนิดพระโอรสในเวลาถัดมา จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นอัครมเหสีที่ตำแหน่งจักรพรรดินี พระนางหลิวทูลยุยงให้พระเจ้าเจินจงรับสั่งประหารสนมหลี่ ก็โปรดให้ตามนั้น แต่ชาวตำหนักเย็นมีใจเมตตาแก่สนมหลี่ อฺวี๋ จง (余忠) ขันที เสนอตัวเข้าตายแทน ทั้งได้ความช่วยเหลือของฉิน เฟิง (秦风) ขันที สนมหลี่จึงหลบหนีจากพระราชวังต้องห้ามออกมาสู่โลกภายนอกได้ แต่ก็ต้องตกระกำลำบาก ทั้งมีพระหทัยคิดถึงพระโอรสกันแสงไม่เว้นวันจนพระเนตรมืดบอด ขณะเดียวกัน ด้วยบาปของพระนางหลิว พระโอรสที่พระนางประสูติจึงพระชันษาสั้น พระเจ้าเจินจงไร้พระโอรสอีก อ๋องแปดจึงส่งพระโอรสที่ตนได้อภิบาลไว้เข้ามาเป็นรัชทายาทมิให้ขาดสายพระโลหิต รัชทายาทนั้นต่อมาได้เสวยราชย์เป็นพระเจ้าเหรินจง

กว่ายี่สิบปีให้หลัง เปา เจิ่ง รับพระราชโองการไปตรวจสอบการแจกจ่ายเสบียงของผัง อฺวี้ และกลับเมืองหลวงโดยผ่านมาตำบลที่สนมหลี่อยู่ สนมหลี่จึงเข้าร้องทุกข์ แต่เนื่องจากกาลผ่านมาเนิ่นนาน ทั้งผู้เกี่ยวข้องก็ตายสิ้นแล้ว เพื่อให้คดีคลี่คลาย จึงมีทางเดียว คือ ให้กัว ไหฺว ขันที สารภาพ เปา เจิ่ง ไต่สวนกัว ไหฺว ยามวิกาล โดยให้สตรีนางหนึ่งแต่งกายเป็นผีโค่ว จู ส่วนเปา เจิ่ง เองแต่งเป็นมัจจุราช และจัดศาลเป็นนรก กัว ไหฺว เกรงกลัวว่า ความชั่วของตนเองนั้นคนไม่รู้ แต่ภูตผีเทวดารู้ จึงรับสารภาพโดยตลอด และถูกเปา เจิ่ง พิพากษาประหารชีวิต แต่แม้คดีกระจ่างแล้ว พระเจ้าเหรินจงกลับทรงลังเลพระทัยในการเลือกระหว่างผู้ให้กำเนิดกับผู้เลี้ยงดู เปา เจิ่ง จึงทูลอบรมจนทรงระลึกผิดชอบได้ แล้วเปา เจิ่ง สั่งให้โบยพระเจ้าแผ่นดินฐานอกตัญญูซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ชุดมังกรฉลองพระองค์ถูกโบยแทน ที่สุดแล้ว พระเจ้าเหรินจงรับสั่งให้เอาพระนางหลิวไปประหารชีวิตด้วยการทอดในกระทะน้ำมันเดือด แต่งิ้วสมัยหลังนิยมเล่นว่า พระนางหลิวผูกพระศอปลิดพระชนมชีพเอง ครั้นแล้ว พระเจ้าเหรินจงเสด็จไปรับสนมหลี่พระมารดากลับคืนสู่พระราชวัง และเลื่อนพระนางขึ้นเป็นพระพันปีพระองค์ใหม่

ประหารราชบุตรเขย
(鍘美案; Case of Executing Prince Consort)

เฉิน ชื่อเหม่ย์ (陳世美) เป็นบัณฑิตอยู่ในชนบท สมรสกับฉิน เซียงเหลียน (秦香莲) และมีบุตรด้วยกันสองคน คู่สามีภรรยาฐานะยากจน ต้องอดทนกัดก้อนเกลือกินด้วยกันตลอดมา ภายหลัง เฉิน ชื่อเหม่ย์ ไปสอบขุนนางในเมืองหลวงและได้อันดับหนึ่ง จึงได้รับการแห่แหนไปรอบเมืองหลวง ขณะนั้น พระกนิษฐภคินีพระเจ้าเหริน จง ทอดพระเนตรเห็นเฉิน ชื่อเหม่ย์ รูปงาม ก็มีพระทัยปฏิพัทธ์ เฉิน ชื่อเหม่ย์ ทูลความเท็จว่า ตนยังโสด พระเจ้าเหรินจงจึงพระราชทานสมรสให้ และทรงตั้งให้เขาเป็นเขยหลวง ฐานันดรศักดิ์ว่า "ราชบุตรเขย" (驸马)

หลายปีต่อมา ทุพภิกขภัยบีบให้ฉิน เซียงเหลียน ต้องพาลูกเข้ามาตายดาบหน้าที่เมืองหลวง ณ ที่นั้น ฉิน เซียงเหลียนทราบความจริงเกี่ยวกับเฉิน ชื่อเหม่ย์ นางจึงไปร้องขอให้เขาช่วยเหลือลูกของเขาเองด้วย แต่ราชบุตรเขยบอกปัด ฉิน เซียงเหลียน จึงไปฟ้องคดีต่อเปา เจิ่ง ว่า ราชบุตรเขยทอดทิ้งลูกเมียและหลอกลวงเบื้องสูงเข้าสู่พระราชวงศ์ เปา เจิ่ง พิสูจน์จนแน่ชัดว่า คำฟ้องของฉิน เซียงเหลียน เป็นจริงทุกประการ แต่เฉิน ชื่อเหม่ย์ คงยืนกระต่ายขาเดียวไม่รับรู้ และใช้ให้หาน ฉี (韓琪) องครักษ์ ไปฆ่าฉิน เซียงเหลียน พร้อมบุตรทั้งสอง เสียให้ตายทั้งหมด แต่หาน ฉี มีมนุษยธรรม จึงชี้ทางให้ฉิน เซียงเหลียน กลับไปหาเปา เจิ่ง ก่อนจะใช้ดาบเชือดคอตนเองตาย เปา เจิ่ง สั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมราชบุตรเขยมาขึ้นศาล พิจารณาแล้วพิพากษาประหารชีวิต สมาชิกพระราชวงศ์เข้าแทรกแซง และข่มขู่จะใช้อิทธิพลทำให้เปา เจิ่ง หลุดจากตำแหน่ง แต่เปา เจิ่ง ไม่เกรงกลัว และสั่งให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามคำพิพากษาเพื่อรักษากฎหมาย

ในวัฒนธรรมปัจจุบัน

เรื่องราวของเปา เจิ่ง ได้รับการทำเป็นละครโทรทัศน์บ่อยครั้ง ที่โดดเด่นเช่น

ในภาษาไทย คำว่า "ท่านเปา" ยังเป็นคำตลาดหมายถึง ผู้พิพากษาหรือตุลาการ ราชบัณฑิตยสถานบันทึกไว้ใน พจนานุกรมคำใหม่ เล่ม 2 ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2552

20 ความคิดเห็น