ตอนที่ 13 : The most romantic kind of love

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 ก.ค. 58

               วามรักที่โรแมนติกที่สุด (ในความหมายทั่วไปและความหมายดั้งเดิม) คือความรักที่ไม่สมหวัง เพราะโดยพื้นฐานความรักเป็นความขาด หรือความพร่องที่เกิดกับตัวบุคคล เป็นความยากจน ซึ่งต้องแสวงหาความครบถ้วนสมบูรณ์ที่อยู่นอกตัวเอง 


               ความรักจึงเป็นทั้งงาน การกระทำการ และความเคลื่อนไหวมากกว่าการดำรงอยู่สถิตย์หยุดนิ่ง หรือเป็นดั่งดวงอาทิตย์สาดแสงนำทางชั่วนิจนิรันดร์เหมือนดังที่บางกวีเปรียบเปรยไว้


               เวลาเราจินตนาการถึงความรักโรแมนติกที่สุดบนโลกมนุษย์ เราก็มักจะจินตนาการถึงความรักที่เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นรักซึ่งสุดท้ายแล้วถูกทำลายลงด้วยเหตุผล หรือเหตุการณ์บางอย่างที่ฉีกกระชากคนที่รักสองคนออกจากกัน


               ความรักอันเป็นตำนานจนได้รับการโจษขานเป็นเวลานานหลายร้อยปีก็คือความรักของอเบลารด์ (Abelard) กับเอลัวอิส (Héloïse) ซึ่งเป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ที่มีบทบาทต่อวรรณกรรมและอุตสาหกรรมเรื่องเล่าเกี่ยวกับความรักโรแมนติกอย่างต่อเนื่องยาวนานจากหนังสืออัตชีวประวัติของอเบลารด์ที่ชื่อว่า Historia Calamitatum หรือ ประวัติศาสตร์วิบัติ


               ปิแยร์ อเบลารด์ เป็นนักปรัชญาและอาจารย์หนุ่มจากยุคมัธยสมัย (Medieval Age) ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากการตั้งสำนักสอนวิชาการทางด้านวาทะศิลป์ ตรรกะวิทยา เทววิทยา และเป็นผู้วางรากฐานให้กับสกุลคิดความคิดแบบมโนทัศน์นิยม (conceptualism) ที่แยกออกมาจากกลุ่มนามนิยม (nominalism) ซึ่งแผ่อิทธิพลความคิดอยู่ก่อน โดยกลุ่มนามนิยมที่ดำรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของศาสนจักรเชื่อว่า เอกภพ (universe) เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง ขณะที่มโนทัศน์นิยมปฏิเสธสภาพเป็นจริงของเอกภพ หากก็พยายามหาคำอธิบายต่อไปว่า การคงอยู่ของเอกภพในแนวคิด มีเหตุผลดีงามบางอย่างกำกับอยู่


               เขาเปิดโรงเรียนย่านชานเมืองปารีสก่อนจะขยับย้ายเข้ามาในตัวเมือง และในเวลาไม่นานก็ได้กลายเป็นคนรักของเอลัวอิส ปัญญาชนสาวซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องการเขียนอ่านทั้งภาษาละติน กรีก และฮีบรู


               เอลัวอิส ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูโดยฟูลแบรต์ ลุงผู้มีหน้าตาฐานะทางสังคมและอำนาจอิทธิพลกว้างไกล ภายหลังจากการลอบรักกับเอลัวอิสของอเบลารด์ถูกเปิดเผย (เล่ากันว่าเกิดจากความคะนองปากของอเบลารด์เอง) อเบลารด์ก็ถูกห้ามไม่ให้พบกับเอลัวอิสอีก


               อย่างไรก็ตามทั้งสองคนยังคงแอบพบปะและมีสีมพันธ์กันต่อไป กระทั่งเอลัวอิสตั้งครรภ์ และให้กำเนิดบุตรชายที่มีชื่อว่า แอสโตรลาเบ (Astrolabe) ซึ่งต่อมาภายหลัง พี่สาวของอเบลารด์ได้รับไปอุปการะเลี้ยงดู


               เพื่อปรองดองกับฟูลแบรต์ อเบลารด์จึงยอมเข้าพิธีแต่งงานกับเอลัวอิส หากเขาต้องการให้เป็นไปแบบลับๆ เพื่อรักษาชื่อเสียงและวิชาชีพ ขณะที่ฟูลแบรต์อยากให้พิธีวิวาห์นี้เป็นการประกาศต่อสาธารณชน ความขัดแย้งระหว่างอเบลารด์กับฟูลแบรต์ก็เลยดำเนินต่อไป และเมื่อฟูลแบรต์ทราบว่าเอลัวอิสไปบวชเป็นนางชี เขาก็เข้าใจว่าอเบลารด์ได้ทอดทิ้งเธอ หรือพยายามกำจัดเธอออกไปจากชีวิต ฟูลแบรต์จึงทำการแก้แค้น โดยการส่งคนเข้าไปจับตัวอเบลารด์ขณะกำลังนอนหลับ และทำการตอน (castration)


               ความสัมพันธ์แบบคนรักของอเบลารด์กับเอลัวอิสจบลงอย่างเป็นโศกนาฏกรรม แม้จะไม่มีใครฆ่าตัวตาย หากแต่ความรักของพวกเขายังคงอยู่ ถูกจดจำ และถูกกล่าวขานถึง ในฐานะความรักที่เป็นไปไม่ได้ที่เกิดจากการระลึกย้อน (recollected) ความรัก ผ่านการเขียนจดหมายโต้ตอบระหว่างที่อเบลารด์กลายเป็นพระและเอลัวอิสประจำอยู่ในสำนักนางชี


               ดังที่โซเรน เคียร์เคกอร์ด (Søren Kiekergaard) นักปรัชญาชาวเดนมาร์กกล่าวไว้ว่าการระลึกย้อนของความรักคือรักที่งดงามที่สุด

20 ความคิดเห็น

  1. #9 Louis Forest (@koothecool) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กันยายน 2558 / 14:32
    #9
    0
  2. #8 vanaya (@vanaya) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 กันยายน 2558 / 09:49
    เออ จริง นึกถึงเพลง 'ช่วงชีวิตที่ดีที่สุด' ของบอย-ป๊อด เลยอะ เป็นเพลวอกหักที่ฟังแล้วอบอุ่นแทน
    #8
    1