โลกไม่ได้แย่ฉันแค่แพ้ใจตัวเอง

ตอนที่ 9 : รสสุขเลน 'DNA'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    15 เม.ย. 63


บางคนเกิดมามีความสุขมากกว่าคนอื่นและบางคนก็เกิดมาแล้วมีความสุขน้อยกว่าคนอื่นการจะมีความสุขมากหรือน้อยเนี่ยวัดกันตั้งแต่เกิดเลยหรือเปล่า


วันนี้เราจะมาคลี่คลายคำถามดีกันนะครับก่อนอื่นๆอยากจะเล่าถึงพี่คนนึงนะครับ  ปัจจุบันนอกจากการเป็นนักเขียนผมยังขับรถส่งอาหารครั้งหนึ่งผมไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งผมจะมีพี่รปภอยู่คนนึงที่เป็นคนที่ยิ้มแย้มแล้วก็มีความสุขอยู่ตลอดเวลาเลยนะครับเขาจะพูดทักทายลูกบ้านด้วยแบบใบหน้าที่ยิ้มแล้วก็เสี่ยงที่เบิกบานมากๆตลอดนะครับเวลาที่เราขับรถไปแล้วก็จะออกจากหมู่บ้านแล้วเขาจะยกไม้กั้นให้เนี่ยพอเราขับรถมาเขาก็จะยิ้มก็บอกว่าอรุณสวัสดิ์ครับ สวัสดีครับ อยู่ที่ป้อมยามเช่นกันนะครับด้วยบุคลิกลักษณะแบบนี้เนี่ยก็ทำให้ผู้คนที่ชอบคุยกับเขานะครับแล้วก็รักเขาซึ่งอันที่จริงเขาก็ทำในสิ่งเดียวกันกับเพื่อนๆนะครับเป็นคนที่ทำอาชีพเดียวกันแต่ว่าใบหน้าแล้วก็อารมณ์เนี่ยแตกต่างกันมาก  ผมเข้าใจว่าอาชีพรปภ.เป็นอาชีพที่จริงๆแล้วถือว่าเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนสูงเหมือนกันนะครับเพราะว่าจะต้องใช้ชีวิตกับการนั่งรอยืนรอนะครับแล้วก็บางครั้งก็ตากแดดสู้สู้รบอยู่แทบทุกวันนะครับ


ถ้าเรารู้ว่า " เราจะเป็นใคร "

เราก็จะรู้ว่า "เราทำอะไร "

ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบในสิ่งไหนก่อนหรือหลังขอให้ลงมือทำ  

"สิ่งหนึ่งจะพาเราไปหาสิ่งหนึ่งเสมอ"

#zero



อะไรที่ทำให้คนคนนึงเนี่ยอารมณ์ดีกว่าอีกคนหนึ่งมีคำถามครับว่ามันเป็นไปได้ไหมที่ความสุขของคนเราเนี่ยถูกกำหนดมาตั้งแต่ใน DNA เลยซึ่งหนังสือ happiness unlocking the ministry of agriculture ของคุณและ robert de niro นะครับซึ่งมีเป็นฉบับภาษาไทยนะครับโดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมาเขายืนยันครับว่าสิ่งนี้เนี่ยมีจริงโดยที่ชวนให้เราลองสังเกตนะครับจากเพื่อนเก่าของเราอาจจะเป็นเพื่อนที่เราเคยเรียนกับเขามาตั้งแต่สมัยมัธยมนะครับแล้วก็ได้มาพร้อมกับเขาอีกทีตอนที่เราอายุ 28 29 หรือว่า 30 40 แล้วเนี่ยนะครับเขาอาจจะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปมากมายนะครับเขาอาจจะอ้วนขึ้นผอมลงบางคนอาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปแล้วมีครอบครัวนะครับมีลูกหรือว่าหย่าร้างรวยขึ้นจนลงหัวหงอกกันแล้วนะครับคือบุคคลมีความเปลี่ยนแปลงไปแล้วตามปกติแต่อยากให้ลองสังเกตสิ่งหนึ่งครับเขาบอกว่าอย่างนึงที่คนเราเนี่ยไม่ค่อยเปลี่ยนไปเลยก็คือบุคลิกทางอารมณ์ของผู้คนไหนเนี่ยเป็นคนที่หัวเราะง่ายนะครับยิ้มแย้มแจ่มใสมาตั้งแต่เด็กดีพูดน้อยเนี่ยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไหร่


มีการทำวิจัยนะครับแล้วก็ศึกษาโดยที่พยายามหาจากเคสที่คิดว่าน่าจะเปรียบเทียบกันได้ดีที่สุดแล้วก็คือ ฝาแฝดนั้นเองนะครับเข้าไปสังเกตฝาแฝดแท้ๆซึ่งก็คือทารกที่เกิดขึ้นจากไข่ใบเดียวกันซึ่งควรจะเป็นมนุษย์ที่เหมือนกันที่สุด 2 คนในโลกนี้แล้วนะครับ  กับ อีกกลุ่มทดลองเป็น   แฝดเทียมซึ่งก็เกิดจากไข่คนละใบนะครับแม้ว่าควรที่จะเหมือนกันมากๆก็ตามแต่ก็ยังไม่เท่ากับแฝดเทียมนะครับ

ผลปรากฏว่าฝาแฝดแท้เนี่ยที่โตขึ้นมาในครอบครัวคนละครอบครัวกับมีอารมณ์คล้ายกันมากกว่าแฝดเทียมซึ่งโตมาในบ้านเดียวกันนั่นหมายความว่าแม้ว่าจะถูกเลี้ยงดูมาแตกต่างกันนะครับแต่ว่าพันธุกรรมตั้งแต่เด็กๆเลยเนี่ยได้กำหนดอารมณ์ของทั้งสองคนเนี่ยให้เป็นไปในลักษณะเดียวกันตั้งแต่เกิดแล้ว

นั่นหมายความว่าความสุขของคนเราหรือว่าอารมณ์ที่จะแฮปปี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านพันธุกรรมเนี่ยมีผลไม่น้อยเลยนะครับ   เขาบอกว่าบุคลิกจากพันธุกรรมที่เราสามารถสงเกตเห็นได้นะครับก็เช่นการเข้าสังคมหรือว่าอาจจะเป็นคนขี้อายคือบางคนอาจจะเป็นคนที่สงบนิ่งไม่ไหวเลยนะครับในขณะที่บางคนอาจจะขี้โมโหใจร้อนบางคนอาจจะชอบแสดงออกหรือบางคนอาจจะมีนิสัยเป็นคนขี้กลัวขี้กังวลนะครับ   เขาบอกว่า 2 อย่างหลังเนี่ยเป็นเรื่องที่น่าสังเกตมากเพราะว่าคนที่ขวัญอ่อนหรือว่าขี้กลัวขี้กังวลเวลาที่วัดคะแนนนะครับเกี่ยวกับเรื่องความสุขมักจะทำคะแนนได้น้อย   ในขณะที่คนที่ชอบแสดงออกมักจะมีอารมณ์เป็นห่วงมากกว่าว่าเราจะแสดงออกว่ายินดีนะครับ

นักวิจัยต่างๆเนี่ยก็เริ่มค้นพบตัวนี้ก็มีชื่อว่า 5 http นะครับหรือว่า 5 htp นั่นเองครับซึ่งมีผลต่อความอดทนของคนเราเจ้าสารตัวเนี่ยมีอิทธิพลต่อสารเซโรโทนินนะครับซึ่งก็ออกฤทธิ์เหมือนยาปรับอาการหดหู่ 

คนที่ปวดหัวใจหรือเป็นโรคซึมเศร้าก็กินยาประเภทนี้กันนะครับ   ยาตัวนี้เนี่ยมีผลต่อสมองส่วนที่ทำงานด้านต่างๆของคนเรานะครับที่ว่ามันมีผลแค่ไหนก็บอกว่าเนี่ยมีผลต่ออารมณ์ถึง 50% แต่ที่แน่ๆคือความสุขความทุกข์ของคนเราหรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับพันธุกรรม

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้นะครับค่อนไปในทางเชื่อว่าอารมณ์ของคนเราเนี่ยขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ส่วนอีกส่วนเนี่ยอยู่กับพันธุกรรมเลยทีเดียวเลย  หมายความว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราจะมีความสุขได้นั้นก็มาจากทั้งสภาพแวดล้อมของเราเองแล้วก็มาจากวิธีคิดของตัวเราเองด้วยครับ

แล้วก็ยังไม่ต้องนับนะครับว่าพันธุกรรมที่แสดงออกทางด้านอื่นๆของเราเนี่ยเช่น  พันธุกรรมได้ความจำที่ยอดเยี่ยมจากคุณแม่ หรือ  อาจจะได้อารมณ์ที่โมโหร้ายเนี่ยมาจากคุณปู ซึ่งสิ่งที่เกิดกับเราเนี่ยก็มีผลต่ออารมณ์เราทั้งนั้นนะครับ    บางคนก็อาจจะหน้าตาดีแล้วก็มีคนรักมากๆเขาอาจจะเป็นคนที่มีความสุขง่ายเกินก็เป็นไปได้อีก 


วิธีมองโลกของเรามีผลต่อ"ความคิด"จะส่งผลกระทบต่อ"นิสัย"

#zero



หนึ่งในการศึกษาที่น่าสนใจนะครับก็คือคนที่บอกว่ายีนเนี่ยจะมีอิทธิพลต่อความสุขมากกว่าสำหรับคนที่รวย ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับเพราะว่าจากผลงานวิจัย พวกเขามีความคิดที่ไปในแนวของการสร้างความสุขจากความคิดเนี่ยร่วมด้วยกันนะครับเช่น  ถ้าเกิดว่ามีปัญหามาแต่เขารู้สึกว่า  "เพราะได้แก้ปัญหา  ทุกข์จึงเติบโต"  สิ่งเหล่านี้ทำให้เขามีความสุขมากกว่า    นี้ก็จะแสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าวิธีคิดส่งผลต่อความสุขของคนเรานะครับ   ในขณะที่คนที่มีรายได้น้อยจะมีอิทธิพลน้อยกว่า  เพราะเขาเชื่อว่าความทุกข์นำมาซึ่งความยากจนและนำมาแต่ปัญหาพวกเขาก็มีรายได้น้อยไปตามการแก้ปัญหาชีวิตด้วยเช่นกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อนะครับว่าสภาพแวดล้อมจะมีผลโดยตรงกับความรู้สึกคนเราแล้วก็มีผลกระทบกับความสุขของมนุษย์

พูดง่ายๆก็คือว่าถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมใดใดมันส่งผลต่อความทุกข์ของเราเนี่ยมากกว่าขอให้มีความสุขนั้นเนี่ย แต่เมืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่เราก็ต้องมีอารมณ์ที่ย่ำแย่ตามไปด้วยอยู่แล้วนะครับ  


" นั่นหมายความว่าแม้แต่คนที่อารมณ์ดีตลอดเวลาเนี่ยก็ไม่อาจจะมีความสุขได้นะครับใน "


ความสุขไม่ใช่ความสนุก  

#zero


สถานการณ์ที่มันเลวร้ายในสังคมที่มันเต็มไปด้วยความเลวร้ายนะครับหรือกระทั่งคนที่มีอารมณ์ที่มั่นคงตลอดเวลาเนี่ยก็สามารถที่จะโกรธได้เช่นกันถ้าเกิดว่าเจอสถานการณ์บีบบังคับหรือว่าเขาตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มันบีบบังคับมากๆนะครับแต่กระนั้นก็ยังมีเรื่องที่น่าสนใจนะครับ  คือก็มีคนที่อยู่ในย่านที่เลวร้ายแต่ว่าเขาไม่รู้สึกหดหู่ตลอดเวลาสิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ยังไงนะเหรอครับจริงๆ  ผมอยากให้ผู้อ่านคิดถึง พี่รปภ.ที่เล่าให้ฟังนะแม้ว่าเขาไม่ได้อยู่ในย่านหรือว่าในสถานการณ์ที่มันเลวร้ายนะครับแต่ว่าถ้าเราเปรียบเทียบกับเพื่อนๆแล้วเนี่ยเพื่อนบางทีก็จะหน้าบึ้งด้วยซ้ำนะครับพอแน่นอนว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อยเราก็ต้องการความอดทนมากๆนะครับแต่พี่รปภคนนี้เนี่ยก็มีอารมณ์เบิกบานมากๆเลยสิ่งเหล่านี้เนี่ยเกิดขึ้นได้ยังไง


หนังสือเล่มนี้อธิบายว่ามันเกิดขึ้นจากความสามารถในการปรับตัวอันน่าทึ่งของมนุษย์เราแน่นอนนะครับว่าในชีวิตเราเนี่ยเราก็จะต้องผ่านไปเจอกับเรื่องที่ดีมากๆแล้วก็เรื่องที่มันย่ำแย่มากๆเลยนะครับแต่ว่าทุกครั้งที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นนะครับตัวเราเองเนี่ยก็จะค่อยๆปรับตัวเข้ากับอารมณ์บวกลบที่เราได้เจอมัน


ในหนังสือเล่มนี้ยังอธิบายสภาวะการปรับตัวนะครับว่ามันคล้ายๆกับเวลาที่เรากระโดดลงไปในสระหรือว่าในแหล่งน้ำเย็นเลยนะครับ  แน่นอนว่านาทีแรกเนี่ยเราจะรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัวเลยท บางทีการปรับสั่นรู้สึกว่าเราอยู่กับมันรูสึกได้เลยว่าได้เรื่อยๆแล้วก็รู้สึกสบายขึ้นนะครับคนเราเนี่ยก็ปรับตัวแบบนี้เนี่ยกับทั้งความทุกข์แล้วก็ความสุขพูดง่ายๆก็คือว่า  ไม่ว่าเราจะสุขมากแค่ไหนเราจะทุกข์มากแค่ไหนเนี่ยพอเวลาผ่านไปใช้ชีวิตอยู่กับมันเนี่ยเราจะค่อยๆชินกับความทุกข์แล้วก็มีความสุขกับเรื่องเดิมนะครับ

 "ต่อให้เราทุกข์ใจแค่ไหนมนุษย์ก็จะดิ้นรนที่จะมีความสุขด้วยตัวเองได้อยู่ดี"


 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนะครับที่คนที่เคยประสบความสำเร็จแล้วมีความสุขกับเรื่องนี้แล้วเนี่ยก็ยังต้องพยายามหาประสบการณ์ใหม่หรือว่าหางานที่มันท้าทายขึ้นนะครับหาจุดหมายที่มันใหญ่มากขึ้น เพราะว่าอาจจะเคยชินกับความสุขในระดับปานกลางนะครับไม่ได้บวกลบมากมายอะไรมันก็จะมีโอกาสพิเศษมากๆนะครับ  เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆเพื่อความเข้าใจนะครับ เรื่องถูกหวยตอนแรกเราถูกแค่ไม่กี่บาทแต่นั่นก็ทำให้เราถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้วรู้สึกว่าเรามีความสุขที่ตัวเราสามารถที่จะโชคดีหรือจะได้รับทรัพย์จากการทำแบบนั้นครบ เราก็จะกล้าที่จะซื้อชุดเลขหรือรางวัลที่มูลค่าสูงขึ้นเพื่อให้ถูกมากขึ้นโดยที่เราไม่กลัวที่จะผิดพลาดนะครับเหมือนกับการแสวงหาความสุขที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นขนาดใหญ่ขึ้นไปอีกนั่นเอง 


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อจริงๆแล้วมนุษย์เนี่ยเราถูกกำหนดความสุขของเราด้วยตัวเราเองครับ

 #zero


หลังจากนั้นไม่นานเนี่ยกราฟความสุขเรานั้นก็จะค่อยๆร่วงลงมานะครับแล้วก็กลับมาอยู่ในสภาวะต่างๆเหมือนเดิมนะครับหรือถ้าเกิดว่ามีอาการแย่มากๆเกิดขึ้นกราฟมันก็จะพุ่งตกลงไปแต่แล้วหลังจากนั้นอีกไม่นานก็จะปรับตัวเข้ามากลายเป็นสภาวะเดิมอีกจนได้ อาจจะลองสังเกตดูแลตัวเองก็ได้นะครับว่าเวลาที่มันขึ้นไปเนี่ยหรือว่าเวลาที่มันหล่นฮวบลงไปไงเราก็มักจะใช้เวลาช่วงนึงนะครับแล้วก็จะกลับตัวมาอยู่ในระดับเดิมของเราจนได้

ซึ่งแต่ละคนเนี่ยเวลาที่กลับไปอยู่ในจุดเดิมของชีวิต  มันอาจจะเรียกว่าจุดถอยนะครับซึ่งก็คือค่ากลางของแต่ละคนซึ่งตรงนี้นี่เองนะครับที่แต่ละคนเนี่ยมีไม่เหมือนกันบางคนอาจจะเป็นค่ากลางที่มีความสุขมากกว่าคนอื่นในขณะที่บางคนก็อาจจะไม่มีค่ากลางที่ไม่ได้มีความสุขมากเท่ากันนะครับ

ที่นี่ทำไมเราถึงจะต้องกลับมาอยู่ในจุดต่างๆของชีวิตตลอดเวลา   เหตุผลของมันก็คือว่าในจุดต่างๆที่มันไม่สุขมากไม่ทุกข์มากมันเป็นจุดที่อัตราการเต้นของหัวใจของเราเนี่ยเป็นปกติที่สุดความดันเลือดเนี่ยอยู่ในเกณฑ์ที่กำลังดีนะครับ   เป็นสภาวะที่ร่างกายของเราเนี่ยมันเฮลตี้ที่สุดเป็นช่วงเวลาที่เราจะรู้สึกว่ามันมีสิ่งถูกใจแล้วก็ทำให้เรามีแรงจูงใจไม่ต้องมากมายครับแค่บวกนิดนึงเราจะมีความกระตือรือร้นอยากจะเจอเพื่อนฝูงนะครับแล้วก็ในช่วงเวลานั้นเนี่ยต่อให้เจอกับงานยากเราก็รู้สึกว่าจะลองดูกับมันสักตั้งนะครับ

ซึ่งในหนังสือเนี่ยเขายกตัวอย่างทั้งด้านบวกและด้านลบนะครับว่ากระทั่งนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งได้รางวัลโนเบลเนี่ยแล้วก็มีชีวิตที่พีคมากในผู้คนในแวดวงวิชาการก็อาจจะอิจฉาเขาด้วยซ้ำนะครับว่าเขาได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพแล้วเนี่ย พอมีคนถามเขาว่าเขามีความสุขกับรางวัลโนเบลเนี่ยนานแค่ไหนเขาบอกอย่างมากที่สุดก็ปีนึงนะครับ  หลังจากนั้นเขาก็เดินเข้าห้องแล้วก็กลับไปทำงานเงียบๆเหมือนเดิม


ชื่อเสียงไม่ใช่เกจความสำเร็จที่หยั่งยืนเสมอ

#zero


ในขณะที่อีกเคสนึงที่เป็นในทางลบเนี่ยก็บอกว่ามีผู้ที่รอดชีวิตจากค่ายกักกันของนาซีซึ่งสูญเสียครอบครัวไปหมดเลยนะครับเวลาผ่านไปแล้วเนี่ยเขาก็สามารถมีความสุขแล้วก็ฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้นะครับโดยที่ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเนี่ยเป็นเหยื่อของนาซีนี้ไปตลอดชีวิต 


คนสร้างคือความคิด

คนพิชิตคือใจ

#zero


มนุษย์จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์  ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องดีหรือร้ายเราก็จะกลับมาสู่จุดที่มันพอเหมาะพอดีกับการเต้นของหัวใจเรานะครับทีนี้พอเราปรับตัวมาที่จุดกำหนดเดิมหรือว่า set point เดิมของเราเนี่ยบางคนก็อาจจะบวกมากกว่าคนอื่นหรือมีความสุขง่ายกว่าคนอื่นใช่ไหมครับคำถามก็คือว่าแล้วไอ้เจ้าเส้นนี้เนี่ยมันขยับขึ้นไปได้ไหมถ้าเราเกิดมาด้วยพันธุกรรมที่เราอาจจะมีความสุขน้อยกว่าคนอื่นเราสามารถมีความสุขเพิ่มขึ้นได้ไหมในระหว่างที่เรามีชีวิตอยู่

"ข่าวดีก็คือว่าจุดเซนทรอยด์นี้เนี่ยมันเปลยนแปลงได้ครับ"


การเปลี่ยนแปลงอาจจะมีอยู่ที่ว่าเวลาที่เราเจอเหตุการณ์ที่ทำให้จิตใจย่ำแย่หรือว่าเป็นทุกข์หนักเนี่ยเช่นอาจจะตกงานอาจจะเจอเรื่องที่ต้องเลิกรากับคนรักหรือว่าสูญเสียคนที่เรารักไปหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นไป   ถ้าเราเรียนรู้แล้วก็เปิดหัวใจออกให้มันกว้างขึ้นแล้วก็เปิดกว้างกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตให้มันมากขึ้นในช่วงเวลาเหล่านั้นที่ลำบากใจเพื่อขยายเลนความสุขถ้าใครเนี่ยเรียนรู้ที่จะปรับตัวแล้วก็ไม่คาดหวังว่าชีวิตเนี่ยจะต้องเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการตลอดเวลาแล้วยอมรับที่จะเรียนรู้แบบนี้น่าจะทำให้เราค่อยๆปรับหัวใจตัวเองนะครับแล้วก็ไม่ทำให้เรามองโลกในแง่ลบเนี่ยไปตลอดกาล


ยอมแพ้ที่จะทุกข์ในบางเรื่องเพื่อที่จะมีความสุขในบางวัน

#zero


ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้นะครับว่าในช่วงเวลาที่เกิดเรื่องแย่ขึ้นถ้าเรามองว่าสิ่งนั้นเนี่ยมันเป็นเรื่องที่แย่กับชีวิตเราก็มีโอกาสครับที่เราจะไปซ้ำเติมให้ตัวเราเนี่ยเป็นลบลงไปอีกแต่ถ้าเกิดว่าทันทีที่มันเกิดความทุกข์ขึ้นและเราสามารถรู้ทันเหมือนกับมีใครสักคนมาสะกิดเราแล้วบอกว่าได้เวลาที่จะปลอบใจตัวเองแล้วถ้าพูดให้เห็นภาพก็คือแบบว่าเวลาที่เราเป็นทุกข์เนี่ยนั่นแปลว่าเรากำลังคาดหวังภาพบางอย่างที่สมบูรณ์แบบอยู่นะครับเช่นฉันอยากจะทำงานนี้ไปตลอดชีวิตแล้วอยู่มาวันหนึ่งเราจะต้องออกจากงานนั้นนั่นหมายความว่าถ้าเราเพียงแค่เปลี่ยนใจเราว่างั้นไม่ต้องทำงานนี้ก็ได้นั้นคือเรากำลังเริ่มที่จะขยายขนาดของหัวใจแล้วนะครับ


ให้พยายามที่จะรับกับเรื่องแย่เนี่ยให้มันไม่แย่จนเกินจำเป็นนะครับเพราะฉะนั้นเวลาที่เราเป็นทุกข์เนี่ยมันเท่ากับว่าชีวิตกำลังเรียกร้องให้เรากลับตัวกลับใจอยู่กับการปรับตัวจากค่าความสุขเพราะว่าบางคนก็พยายามที่จะแขวนตัวเองไว้กับความสุขเดิมเนี่ยให้มันอยู่นานที่สุดแต่ถ้าเกิดว่าเราไม่ลดความรู้สึกที่มีต่อความสุขนั้นลงเลยนะครับเราก็จะมีความสุขได้ยากมากๆนะครับเพราะว่ามันเหมือนกับเราไม่มีพื้นที่ที่จะให้ความสุขใหม่ๆเนี่ยมันเกิดขึ้นเลย

ตั้งแต่เกิดความสุขใหม่มันเป็นเรื่องที่เล็กกว่าไอ้เจ้าความสุขเดิมเนี่ยเราก็จะไม่พอใจกับมันเลยเช่นกันเพราะฉะนั้นไม่ว่าการดีดลงไปในด้านลบแล้วเราประคองให้มันกลับขึ้นมาเป็นกลางๆกับการไปในด้านบวกและเราก็ค่อยๆประคองตัวเองให้กลับมาอยู่ตรงกลางเนี่ยก็สำคัญด้วยกันทั้งคู่เพราะตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ผมก็รู้สึกว่าการปรับตัวเข้ากับเรื่องราวหรือว่าสถานการณ์ใหม่ในชีวิตเนี่ยจริงๆคิดไปแล้วมันก็คล้ายๆกับตอนที่เราย้ายที่อยู่นะครับตอนที่ย้ายจากบ้านหลังเดิมเนี่ยไปอยู่ในที่ใหม่เราอาจจะรู้สึกนะครับว่าตรงนั้นมันไม่ใช่บ้านของเรามันอาจจะรู้สึกไม่ชินไม่สบายตัวแล้วก็อาจจะหงุดหงิดกับสิ่งที่มันไม่ถูกใจเราไปซะหมดเลยนะครับแต่ถ้าเราให้เวลากับมันสักนิดนึงแล้วก็ค่อยๆคลายความรู้สึกออกนะครับว่ามันจะต้องเป็นบ้านหลังเดิมเท่านั้นมันจะต้องเป็นแบบเดิมเท่านั้นเราก็จะค่อยๆอยู่ในบ้านหลังใหม่จนกระทั่งเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของมันแล้วมันก็กลายเป็นบ้านของเราจนได้นะครับผมคิดว่าใครที่เคยย้ายบ้านบ่อยๆน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีนะครับว่าในตอนที่ย้ายมันจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ไปหมดเลยแต่พออยู่ไปแล้วเนี่ยสุดท้ายมันจะกลายเป็นบ้านหลังใหม่ของเราได้


ซึ่งสำหรับผมแล้วเนี่ยผมคิดว่าคนที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างสบายใจก็คือคนที่สามารถอยู่ได้ทุกที่ผมจำได้ว่าเคยอ่านสัมภาษณ์ของฝรั่งคนนึงที่เขาปั่นจักรยานรอบโลกนะครับแล้วก็มีคนถามว่าคิดถึงบ้านไหมเขาก็บอกว่าเขาจากบ้านเกิดของเขาเนี่ยมาเนิ่นนานแล้วจนกระทั่งไม่มีความรู้สึกว่าตรงนั้นน่ะเป็นบ้านแค่หลังเดียวอีกต่อไปแล้วแต่สำหรับเขาเนี่ยพอเดินทางมาเรื่อยๆเนี่ยทุกที่มันก็คือบ้าน

ถ้าจะสรุปง่ายๆเนี่ยก็คือพันธุกรรมเนี่ยมีผลต่อความสุขของคนเราจริงๆนะครับและพันธุกรรมนี้เนี่ยมันก็จะมีจุดกำหนดของแต่ละคนว่าแต่ละคนจะมีความสุขในชีวิตเนี่ยเป็นเกณฑ์กลางนี้นะครับมากน้อยต่างกันแค่ไหนแต่เจ้าเส้นนี้เนี่ยมันก็ยังเปลี่ยนแปลงได้นะครับตราบที่เราเนี่ยยังเรียนรู้แล้วก็กลับตัวไปตามความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเราคือเราจะกลับมาอยู่ในจุดที่เป็นปกติเนี่ยได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆคือความทุกข์ก็กลับมาปกติเพราะส่วนมากก็กลับมาปกตินะครับและจุดนี้เป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายและก็ชีวิตของเราเพราะฉะนั้นเนี่ยเอาหมายของชีวิตจึงไม่ใช่การพยายามที่จะไขว่คว้าหาความสุขนะครับแต่มันคือการปรับตัวได้เมื่อเราเป็นทุกข์มากกว่านะครับถ้าเกิดว่าเมื่อไหร่ที่พบเรื่องร้ายนะครับเราอาจจะลองสังเกตดูก็ได้นะครับว่าในช่วงเวลาที่เรากำลังเป็นทุกข์เนี่ยนั่นแปลว่าชีวิตเนี่ยกำลังเรียกร้องให้เราปรับตัวปรับใจกับอะไรบางอย่างที่เราตั้งเงื่อนไขขึ้นมาเองนะครับเหตุผลที่เราควรจะปรับตัวปรับใจเนี่ยก็เพราะว่าทั้งความสุขและความทุกข์เนี่ยมันเป็นเรื่องชั่วคราวมากถ้าเกิดว่าเราวิ่งแสวงหาความสุขแบบไม่มีที่สิ้นสุดเนี่ยมันก็จะกลายเป็นทุกข์อีกแบบนึง  

สิ่งที่ควรจะแสวงหาหรือว่าฝึกหัดกับกลายเป็นการฝึกใจตัวเองให้มีอารมณ์ที่มั่นคงแล้วก็อยู่ในภาคต่างๆนี้ใช่มากกว่านะครับซึ่งถ้ามองแบบนี้แล้วเนี่ยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ว่าจะดีหรือร้ายนะครับมันก็เป็นเหมือนอุปกรณ์ในการที่จะฝึกฝนให้เราได้ปรับตัวปรับใจฝึกเปิดพื้นที่ให้กับความเป็นไปได้  แล้วก็รับทุกสิ่งที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตทำความเคยชินกับบ้านใหม่ไปเรื่อยๆ(สถาณ์การทุกข์)เมื่อชินแล้วชีวิตก็จะโยนเราไปสู่บ้านใหม่อีกหลังนึงแบบนี้เนี่ยที่มันเป็นรสชาติชีวิตครับ  


#กวีเทา  #zero

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น