โลกไม่ได้แย่ฉันแค่แพ้ใจตัวเอง

ตอนที่ 5 : เครียดหละ! ดี?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 15
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 มี.ค. 63



การที่เราไม่ลืมอดีตไม่ได้แปลว่าเราจมอยู่กับมันเสมอไป

เพราะว่าที่มนุษย์ต้องมีความทรงจำเพราะโลกไม่อยากให้เราทำผิดเรื่องเดิมๆอีก

เพียงตระหนักอย่างจริงจังที่จะ

" ไม่ทำให้ปัจจุบันเป็นอดีตที่ปวดร้าวเพืออนาคตที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีดี "

#zero


เมื่อเราไม่สบายใจหรือว่าชีวิตพบกับปัญหาสิ่งที่จะเกิดขึ้นเราจะเห็นว่าตัวเราเองเนี่ย   หน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนภูเขาพุ่งชนกัน


คนเรามักจะมองความเครียดเนี่ยในมุมที่ไม่คอยจะโสภาสักเท่าไหร่นะครับ  ความเครียดเนี่ยจะเป็นศัตรูกับเราเสมอแต่ว่าวันนี้เนี่ยผมอยากจะชวนกันมาเปลี่ยนวิธีคิดนะครับ 


เกี่ยวกับความเครียดกันง่ายๆคือผมอยากชวนคณผู้ฟังทุกคนเนี่ยเป็นมิตรกับความเครียดหรือว่าเอาความเครียดเนี่ยมาเป็นเพื่อนเรากันครับมีการทำวิจัยนะครับในประเทศสหรัฐอเมริกานะครับโดยที่นำเอาคน 300 คน แล้วก็มีการเก็บสถิตินะครับถึง 8 ปีด้วยกัน เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์และการวิจัยโดยการตั้งคำถาม  โดยเริ่มต้นจากคำถามว่าในปีที่ผ่านมาเนี่ยเขาเครียดมากน้อยแค่ไหนแล้วก็ให้ตอบมานะครับว่าความเครียดในปีที่ผ่านมาเนี่ยหนักหนาสาหัสหรือว่าเบาสบายต่างกันยังไงนะครับ


คำถามที่ 2 ถามว่าคุณเชื่อว่าความเครียดเนี่ยมันเป็นอันตรายกับสุขภาพของตัวเองเนี่ยมากน้อยแค่ไหน


หลังจากที่ถาม 2 คำถามนี้แล้วนะครับเขาก็ไปตามเก็บสถิติในชีวิตของคนคนนั้นนะครับว่าเมื่อไหร่จะมีใครตายบ้างดูเป็นงานวิจัยที่โหดร้ายอยู่พอสมควรนะครับ


แต่ว่ามันก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เห็นชีวิตคนได้อย่างชัดเจนจริงๆนะครับว่าคนที่เคยตอบสุดท้ายแล้วเสียชีวิตลงและสะสมความเครียดไว้หลายปี   ซึ่งที่ผ่านมามีกี่คนที่เครียดสะสมมากมีโอกาสเสี่ยงถึง 43 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเสียชีวิตเร็วหรือว่าเสียชีวิตในปีถัดไป   แต่ที่น่าสนใจเลยก็คือสถิตินี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ตอบคำถามที่ 2 ว่า"เขาเชื่อว่าความเครียดเนี่ยมันเป็นอันตรายกับสุขภาพของเขาเท่านั้น"   


เมือความรู้แก้ปัญหาไม่ได้เราจะเริ่มใช้ชีวิตอย่างที่เราเชื่อ

#zero


ส่วนอีกด้านหนึ่งของผลวิจัยเนี่ยก็ทำให้เห็นผลได้ชัดเจนคือ มีคนที่ตอบคำถามว่าความเครียดเนี่ยไม่ได้เป็นอันตรายกับสุขภาพของเขา   กลับเป็นคนที่มีอัตตราเสียชีวิตน้อยกว่า   ที่น่าสนใจคือว่า  คนที่ตอบว่าความเครียดมีผลกับชีวิตมีโอกาสน้อยกว่าคนที่ตอบว่าความเครียดไม่ดี  ซึ่งเป็นคำตอบว่าปีที่แล้วเนี่ยไม่ค่อยเครียดด้วยนะครับ  ส่วนคนที่เครียดกลับมีอัตตราสูงกว่าที่เสียชีวิตซึ่งมันเป็นอันตรายต่อสุขภาพของตัวเอง


ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่กล่าวมาจากในข้างต้นผมพูดให้ฟังแบบง่ายๆแล้วกันนะครับว่าคนที่เชื่อว่าความเครียดอันตรายเนี่ยจะอายุสั่นกว่าคนที่เชื่อว่าความเครียดเนี่ยไม่เป็นอันตราย   ซึ่งพวกที่เชื่อว่าควาทเครียดไม่ได้แย่จะมีสุขภาพที่ดีกว่าโดยเรายังไม่ต้องรู้ด้วยซ้ำนะครับว่าเขากำลังเครียดหรือว่าไม่เครียดอยู่จริงๆ


ความรู้คือแสงความเชื่อคือเส้นทาง

#zero


ผมเปิดเข้าไปฟังคลิปของคุณแครี่แม็กเครนซึ่งก็เป็นนักจิตวิทยาด้านสุขภาพ   สิ่งที่เขาพูดได้เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความเครียดของผมไปโดยสิ้นเชิงเลยซึ่งอธิบาย    ให้ฟังนะครับว่าสิ่งที่งานวิจัยมันอธิบายได้เป็นอย่างดี ซึ่งที่ผมได้เล่าไปเป็นเพราะว่ามุมมองที่เรามีต่อความเครียดเนี่ยมันส่งผลต่อปฏิกิริยาการทำงานในสมองแล้วก็ร่างกายของเรา  ที่น่าสนใจก็คือว่าความรู้สึกว่าความเครียดเนี่ยไม่ดีแล้วเราไม่ควรจะเครียดเพราะมันเหมือนโดนกลอมเกลาอยู่เพราะเราจะได้ยินผลความเครียดอยู่เรื่อยๆครับในแง่ร้ายตัวเลขก็โชว์มาชัดเจนครับว่าความเครียดเนี่ยจริงๆแล้วมันสามารถคร่าชีวิตคนเป็นอย่างมากกว่าการเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าโรคเอดส์แล้วก็กว่าสถิติการฆาตกรรมด้วยซ้ำจึงไม่แปลก ที่เรารู้สึกว่าเราไม่ควรเครียดหรือว่าเครียด


แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับคุณบอกว่าถ้าเราเปลี่ยนความคิดหรือว่าวิธีคิดที่มีต่อความเครียดได้เนี่ยสุขภาพเราจะดีขึ้นนะครับเพราะว่าเปลี่ยนความคิดในสมองของเราเนี่ยร่างกายจะตอบสนองต่อความเครียดเนี่ยเปลี่ยนไปด้วย

มีการทำการทดลองอีก 1 อันครั้งแรกเขาลองให้ผู้ที่เข้าทำการทดลองเนี่ยเข้าไปในห้องอยู่ด้วยกันนะครับแล้วสร้างบรรยากาศแห่งความกดดันเนี่ยมากๆถาโถมเข้าใส่ เช่นให้ตอบคำถามโดยจับเวลาแล้วก็ให้บอกจุดด้อยข้อด้อยของตัวเองเนี่ยมา 5 ข้อแบบไม่ต้องคิดเลย หลังจากนั้น  ก็ให้แบบฝึกหัดที่ 2 ต่อเนื่องกันเลยนะว่าให้ลองนับเลขถอยหลังจากเลข 996 ไล่ลงไปจนถึงเลข 7 ผมว่าแค่การให้ตัวแทนที่จะบอกว่านับจาก 1,000 100 ก็มีความซับซ้อนของมาแล้วแต่ละคนก็จะต้องเริ่มนับพร้อมกันทั้งห้องนะครับ 996 995 994 รายถอยหลังไปเรื่อยๆแต่ระหว่างนั้นเนี่ยพนักงานที่ทำการเทสให้เจ้าหน้าที่เขาก็จะบอกว่ามีคนนึงเขาบอกว่าผิดทั้งหมดพร้อมกันบรรยากาศคล้ายๆเช็คความถูกต้องเพื่อกดดันและกดดันและกดดันมากขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำวิจัยเรื่องความเครียดนี่แหละครับเพราะว่าทุกคนที่ในการทดสอบเคมีที่อยู่อยู่ในร่างกายทั้งหมดมันก็คือภาวะที่ร่างกายเรากำลังตอบสนองต่อความเครียดที่เกิดขึ้นในอารมณ์

ความเครียดแบบนั้นเราจะรู้สึกว่ามันเป็นภาวะที่เป็นทุกข์นะครับแล้วก็ถ้าเลือกได้ก็คงไม่อยากจะมี   แต่เขาบอกว่าถ้าเกิดเราลองทำร่างกายเนี่ยให้มีชีวิตชีวาเพื่อที่จะเตรียมรับมือกับความเครียดที่ต้องเผชิญล่ะมันจะเป็นยังไง   

มีงานศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดบอกกับผู้ที่เข้าไปร่วมการทดลองว่าจริงๆแล้วเนี่ยความเครียดเนี่ยมันมีประโยชน์แล้วการที่หัวใจเต้นแรงเนี่ยจริงๆแล้วร่างกายมันกำลังช่วยให้เราเตรียมพร้อมนะครับ   ในการที่จะรับมือกับสิ่งที่ต้องเผชิญอยู่ตรงหน้าแล้วหายใจเร็วเนี่ยมันไม่ใช่ปัญหาเลยทำให้เรามีออกซิเจนที่มากเพียงพอที่จะไปเลี้ยงสมองที่ให้ดีขึ้น จะได้จัดการกับปัญหาตรงหน้าเนี่ยได้ดีขึ้น    ซึ่งผมก็ได้บอกไปในก่อนหน้านี้แล้วล่ะครับสิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือคนที่รับรู้แล้วว่าความเครียดดูอาการทางกายที่มันเกิดขึ้นเนี่ยมันเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับตัวเอง

พวกเขาเนี่ยเครียดน้อยลงครับแล้วก็กังวลกับสิ่งที่จะต้องทำตรงหน้าเนี่ยน้อยลงในขณะเดียวกันเนี่ยก็มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยนะครับ  ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจและเนี่ยก็คือความเปลี่ยนแปลงในการตอบสนองความเครียดของร่างกายของคนเราทุกๆไปนะครับเวลาที่เราเครียดเนี่ยอัตราการเต้นของหัวใจจะสูงขึ้นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยถ้าเกิดว่าเรากำลังส่องกล้องเข้าไปมองร่างกายภายในนะครับคือการที่เส้นเลือดของเราจะหดตัวลง


ช่องทางการเดินเลือดเนี่ยมันก็จะแคบลงนะครับแล้วถ้าเกิดว่าเรามีภาวะแบบนี้กำลังเครียดโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยๆเนี่ยก็จะมีผลต่อการเป็นโรคหัวใจซึ่งแน่นอนว่าใครเครียดหรือว่าอยู่ในสภาวะเส้นเลือดหดตัวการเต้นหัวใจสุดๆอยู่ตลอดเวลาเนี่ยไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพแน่ๆนะครับที่นี้มันอยู่ตรงนี้ครับพอได้รับการบอกว่าความเครียดเนี่ยเป็นประโยชน์สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับร่างกายของเขาเลยเนี่ยก็คือเส้นเลือดของพวกเขาเนี่ยชขยายตัวแต่กลับอยู่ในสภาพที่มันมีรัดมากๆสภาพสบายๆเลย ทั้งๆที่เขาอยู่ในสภาวะที่เครียดนะครับชื่อผู้เชียวชาญในสาขาบอกว่ามันเป็นสภาวะของเส้นเลือดเดียวกันสภาพเดียวกันเลยกับตอนที่คนคนนั้นเนี่ยมีความสุขแล้วก็มีความกล้าหาญนะครับ   ซึ่งเป็นสภาวะที่ทำให้หัวใจและสุขภาพของคนคนนั้นเนี่ยเป็นคนสุขภาพดี 


ความกดดันจะกลายเป็นความกล้าหาญหากเรากล้าทำ

#zero


สัญญาณนี้เองนะครับที่เป็นทางแยกของชีวิตเราระหว่างการที่เราจะเครียดตายตอนอายุ 50 ปีหรือเราจะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 100 ปีคือว่าทุกคนเนี่ยหลีกหนีความเครียดไปไม่ได้แต่คนเนี้ยเห็นว่าความเครียดเนี่ยอันตรายทำให้ร่างกายเนี่ยรับมือกับความเครียดเพื่อความกดดัน   ในขณะที่คนหนึ่งเห็นว่าความเครียดเป็นประโยชน์เลยรับมือกับสภาวะที่มันจะต้องเครียดด้วยสภาวะของร่างกายที่มันมี   ซึ่งตรงนี้น่าสนใจมากเพราะว่าเราถ้าอยู่ด้วยกันในสภาวะเดียวกันนะครับเราอาจจะเครียดไม่ต่างกันเลยแต่ร่างกายของเราสองคนเนี่ยตอบสนองต่างกันมากที่จะทำยังไงให้ร่างกายของเราเป็นร่างกายที่สามารถรับมือกับความเครียดได้นอย่างแรกเลยก็อาจจะต้องบอกว่าคุณผู้ฟังทุกคนเป็นคนโชคดีนะครับที่กำลังฟังเรื่องนี้อยู่เหมือนที่ผมโชคดีที่ได้เปิดเข้าไปฟังคุณแครี่พูดในแชททองนะครับเพราะว่าพอเรารู้แล้วเนี่ยเราจะสามารถค่อยๆเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อความเครียดและค่อยๆฝึกไปเรื่อยๆนะครับ


มุมมองคือสิ่งสำคัญโชคชะตานั้นขึ้นอยู่กับวิธีคิด  

#zero


หลังจากนั้นเนี่ยเวลาที่เราอยู่ในสภาวะที่รู้ตัวว่าเครียดใจเต้นแรงเหงื่อแตกร่างกายแข็งเกร็งเราก็อาจจะเริ่มตระหนักแล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องน่ากลัวหรือว่าตกใจหรือว่าเครียดมากก็ดีนะครับเพราะว่าจริงๆแล้วเนี่ยเราร่างกายของเราเนี่ยมันทำขึ้นมาเพื่อช่วยให้เราต่อสู้กับอุปสรรคความท้าทายแล้วก็เรื่องยาก   อีกอย่างนึงที่ความเครียดเป็นประโยชน์ก็คือความเครียดเนี่ยช่วยให้เราสามารถเข้าสังคมได้ดีนะครับคุณผู้อ่านเคยได้ยินฮอร์โมนที่มีชื่อว่าออกซิโทซินไมคคัคครับเป็นฮอร์โมนที่เวลาพูดขึ้นมาเราก็จะรู้สึกว่าเราหลงรักๆนะครับเพราะว่ามันเป็นฮอร์โมนอันหนึ่งใช้เวลาหลังมาแล้วเรามีความสุขนะครับ มีคนเรียกในชื่อเล่นที่ว่าฮอร์โมน "คลอเคลียร์" จะหลั่งออกมาในสมองของเรานะครับเวลาที่เราได้คลอเคลียหรือว่าได้กอดกับใครสักคนนึงที่เราผูกผันนะครับจะเป็นคนรักคนในครอบครัวหรือว่าเพื่อนฝูงก็ตามนะครับ


ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมนุษย์เรียนแบบและสมองก็เรียนรู้

#charles darwin


การเข้าใจคนอื่นแล้วก็เปิดตัวเองออกเพื่อที่จะยินดีรับเอาความช่วยเหลือความห่วงใยหรือว่าการสนับสนุนจากคนอื่นที่เราคิดภาพว่าในช่วงเวลาที่เราอยู่ในสภาวะที่ออกซิโทซินหลั่งออกมาเนี่ย ผมว่าเราคงเป็นคนที่น่ารักเหมือนกันนะครับแต่สิ่งหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้เรื่องก็คือว่าเจ้าออกซิโทซิน  ที่ว่ามันดีเนี่ยเป็นฮอร์โมนความเครียดด้วยนะครับเพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อความเครียดด้วยคือเมื่อเราเครียดสารตัวนี้จะไหลออกมาปฏิกิริยาที่มันทำให้ร่างกายเราเกิดขึ้นได้ก็คือมันกระตุ้นให้เรารู้สึกโหยหากำลังใจนะครับที่เหมือนมันออกมาเพื่อที่จะช่วยเราผ่านความเครียดนะไปได้ดีกว่าเดิมนะครับ แล้วในขณะที่อดีตก็พยายามที่จะทำให้เรารู้สึกว่าเราอยากจะเปิดตัวเองออกบอกความรู้สึกนี้กับใครบางคนเผยความอ่อนแอของเราเนี่ยให้กับคนอื่นได้รู้นะครับแทนที่จะเก็บกดไว้กับตัวเองแล้วในช่วงเวลานั้นเองนะครับที่เราจะยินดีรับแรงสนับสนุนหรือว่ากำลังใจจากคนอื่นนี่เองนั่นหมายความว่าในสภาวะที่เราเครียดเนี่ยจะเป็นช่วงเวลาที่เราได้แสดงความรู้สึกอ่อนโยนหากเราเปิดตัวเองออกให้เราได้ใกล้ชิดกับคนที่เราผูกพันมากขึ้นโดย หากจะว่าพูดในมุมของวิทยาศาสตร์ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายเลยเนี่ย  ความเครียดจะช่วยป้องกันภัยนะครับที่เกิดจากหัวใจเต้นแรงหรือว่าหลอดเลือดตีบเพราะว่ามันเป็นยาแก้อักเสบโดยธรรมชาติเลยมันจะช่วยทำให้หลอดเลือดเนี่ยผ่อนคลายเครียดจะเริ่มเห็นอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกับประเด็นแรกนะครับว่าสามารถเครียดแล้วก็เลือกผ่อนคลายด้วยกันได้นะครับในการผลิตใจแล้วก็รักษาสิวหัวใจที่เสียหายจากความเครียดนะครับถือว่าช่วยทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นได้


โลกนี้ไม่มีอะไรหลายค่าวัชพืชก็แค่สิ่งที่ยังหาประโยชน์ของมันไม่ได้

#stamford


ก็คือเวลาที่มันหลั่งออกมาเนี่ยมันจะทำให้เรามีท่าทีแสดงออกด้วยทีท่าที่อ่อนโยนขึ้นแล้วก็หนุนทักษะทางสังคมของเราเนี่ยมากขึ้นซึ่งถ้าเกิดว่าเราเครียดแล้วเรายื่นมือออกไปเพื่อหากำลังใจจากคนอื่นเนี่ยจริงๆเรากำลังหลังพอหมดตัวนี้ก็เพิ่มขึ้นนะครับ     แล้วในช่วงเวลาที่เรากำลังเครียดอยู่นั้นแล้วเรายื่นมือออกไปเพื่อมาถามหาความช่วยเหลือจากคนหลายๆคนเนี่ยเราก็จะฟื้นตัวจากความเครียดได้เร็วขึ้นด้วย

ถึงตรงนี้แล้วเนี่ยเราจะเห็นความมหัศจรรย์มากเลยของร่างกายเรานะครับว่าร่างกายเราได้ถูกออกแบบหรือว่าวิวัฒนาการมาเนี่ยเพื่อตอบสนองกับสิ่งแย่ๆที่เราต้องเจอโดยตัวมันเองอยู่แล้วคือเราตอบสนองความเครียดของเราด้วยกลไกภายในที่มันจะหลั่งสารออกมาให้เราได้ไปรับความช่วยเหลือจากคนอื่นเพื่อที่จะฟื้นฟูตัวเองจากความเครียดที่เราเผชิญอยู่นะครับคือเวลาที่เราเครียดที่สุดเนี่ยเราต้องการความสัมพันธ์กับมนุษย์มากที่สุดเช่นกันทีนี้ก็มาถึงอีกงานวิจัยนึงนะครับที่จะต่อเนื่องจากออกซิโทซินที่พูดไปเมื่อกี้นะครับ

เขาลองไปเก็บข้อมูลนะครับจากคนอายุ 34 ถึง 93 ปีเนี่ยแต่ถ้าคำถามคล้ายๆอันแรกเลยครับว่าปีที่ผ่านมาเนี่ยคุณเครียดมากน้อยแค่ไหนแต่คำถามที่ 2 เปลี่ยนไปครับเขาถามว่าแล้วคุณใช้เวลาช่วยเหลือเพื่อนเพื่อนบ้านหรือว่าคนอื่นๆที่คุณรู้จักเนี่ยมากน้อยแค่ไหนในปีที่ผ่านมาผลวิจัยเนี่ยออกมาน่าสนใจมากนะครับ    เขาบอกว่าคนที่ตอบว่าตัวเองเนี่ยใช้เวลาช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้นถือว่ามากๆในปีที่ผ่านมาเนี่ยไม่มีการตายไปโดยสาเหตุของความเครียดเลยนะครับคือตัวเลขเนี่ยเป็น 0% นั่นหมายความว่าการช่วยเหลือคนอื่นเนี่ยมันจะช่วยให้เราเนี่ยได้ฟื้นฟูร่างกายของตัวเองด้วย  คือในการดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆเนี่ยเราคงจะหลีกเลี่ยงความเครียดไม่ได้แต่ว่าความคิดแล้วก็การกระทำของเราเนี่ยมันเปลี่ยนประสบการณ์ต่อความเครียดได้นะครับ  การพูดถึงเรื่องออกซิโทซินกับการช่วยเหลือคนอื่นเนี่ยจริงๆแล้วมีจุดเกี่ยวโยงกันอยู่คือว่าเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆนะครับในขณะที่เราเครียดเนี่ยมันจะช่วยทำให้เราเครียดอย่างมีคุณภาพมากขึ้น kerry เนี่ยสรุปไว้ได้อย่างน่าสนใจนะครับว่าจริงๆแล้วเนี่ยความเครียดเนี่ยมันได้มอบผลทางในการเข้าถึงหัวใจของตัวเราเองให้กับเรานะครับเวลาที่เราเครียดเนี่ยมันเป็นโอกาสที่เรากำลังเปิดหัวใจตัวเองออกนะครับเพื่อที่จะแสดงความเชื่อซื้อใจกับคนอื่นรับรู้ความเอื้อเฟื้อจากคนอื่นแล้วก็สามารถทำตัวเองให้มันมีคุณค่ากับคนอื่นได้นะครับ  แล้วทุกครั้งที่ใจของเรากำลังเต้นแรงหรือว่าทำงานหนักนะครับเพียงแค่เราตระหนักรู้ว่ามันกำลังทำงานอย่างเต็มที่เลยในการที่จะมอบความเข้มแข็งให้กับเรามอบพลังให้กับเราในการที่จะข้ามอุปสรรคที่เรากำลังเจออยู่แล้วก็รู้สึกว่ามันยากเหลือเกินเนี่ยไปไม่ได้ ความรู้สึกนี้ความเครียดนี้ความทุกข์นี้กำลังเป็นพลังให้เรานะครับ


แย่ที่สุดของเรื่องแย่คือการรู้สึกแย่กับมัน

#zero


การมองความเครียดในมุมนี้ได้เราจะไม่ใช่แค่เครียดได้ดีขึ้นแต่เราจะมองสถานการณ์แย่ๆในชีวิตเนี่ยว่ามันคือการเตรียมไปด้วย เพราะว่าเราเจอเรื่องยากเนี่ยเราก็จะเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราจะจัดการเรื่องท้าทายในชีวิตเนี่ยให้ผ่านไปได้และในช่วงเวลาที่กำลังตึงเครียดอยู่เนี่ยมันก็ยังทำให้เราได้มีโอกาสนะครับอ่อนโยนขึ้นเพื่อที่จะรับความสูงใหญ่จากคนรอบข้างมากขึ้นด้วย   ผมได้มาทบทวนอีกครั้งนะครับในช่วงเวลาที่กลังจะออกเดินทางไปทำภารกิจที่พบว่าท้าทายตัวเองมากๆนะครับนั่นก็คือการวิ่ง 10 กิโลเมตรที่สนามบ้านตัวเองอำเภอสวรรคโลก เป็นครั้งแรกของชีวิตเนึ้ย  ซึ่งจริงๆก็แอบเครียดอยู่เหมือนกันแล้วก็เชื่อมั่นว่าจะมีสถานการณ์อีกเต็มไปหมดที่ชวนให้เครียดนะครับแต่พอรู้เรื่องของมุมมองที่มีต่อความเครียดแบบนี้แล้วเนี่ยผมก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะได้ไปเจอกับประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์กับชีวิตนะครับแล้วก็ทำให้ได้เห็นว่าในช่วงเวลาที่ฉันต้องเจอความเครียดเนี่ยจริงๆแล้วร่างกายมันกำลังทำงานหนักนะครับให้เรามีพลังและมีความกล้าหาญที่จะฝ่าฟันผ่านอุปสรรคแรกๆไปนะครับแล้วก็มันก็จะบอกเราไปพร้อมๆกันด้วยว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งกาจแข็งแกร่งข้ามผ่านเรื่องยากนะเนี่ยแต่เพียงลำพัง


ชีวิตไม่เคยทิ้งเราให้ต้องปรับเกลียวมีแต่เราที่โดดเดียวเพราะความรู้สึกของเรา

#zero


ผมคิดว่าผมโชคดี ที่เครียดเพราะผมนั่นอาจจะเป็นเหตุผลนะครับที่ทำให้เราควรที่จะก้าวเท้าเข้าไปหาเรื่องยากๆของชีวิตนะครับเพราะว่าเรื่องยากเรื่องใหญ่เนี่ยมันมักจะเป็นสิ่งที่มีความหมายแล้วก็น่าจดจำนะครับในชีวิตนี้เวลาที่ต้องไปทำเรื่องยากหรือว่าเรื่องใหญ่แน่นอนสิ่งที่มันจะต้องพบเจอก็คือความเครียดที่มันใหญ่ขึ้นไปด้วยนะครับแต่คำแนะนำของคุณ kerry ในที่สุดก็คือบอกว่า

"มันไม่ใช่เหตุผลที่เราจะเบือนหน้าหนีจากเรื่องที่มันยากตรงกันข้าม  เราควรจะพุ่งเข้าไปหรือว่ามุ่งหน้าเดินเข้าไปหาเรื่องที่มันยากแต่มีความหมายกับชีวิตเพราะว่าแม้มันจะยากและแม้มันอาจจะนำมาซึ่งความเครียดขนาดใหญ่ในตอนนั้นเนี่ยแต่ถ้าเกิดว่าเราเป็นมิตรกับความเครียดซะแล้วเนี่ยเราจะเชื่อมั่นครับว่าเราจะจัดการมันได้จะข้ามผ่านมันไปได้และความเครียดนั้นเองนี่แหละที่จะทำให้เรามีชีวิตที่มีพลังและมีความสุขขอให้ทุกคนมีความสุขครับ"


ชีวิตไม่ได้แย่จนแก้แพ้ใจตัวเอง

#กวีสีเทา

รักคนอ่านนะครับ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น