โลกไม่ได้แย่ฉันแค่แพ้ใจตัวเอง

ตอนที่ 4 : จะเลือกไม่เลือกก็ต้องเลือกอยู่ดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    3 มิ.ย. 63

 

ช่ทุกคนอยากมีความสุข

แต่อันดับแรกเลยต้องรู้จักก่อนว่าความสุขคืออะไร

#Jean-Jacques Rousseau

 

เคยคิดบ้างไหมครับว่าสิ่งที่ทำลงไปแล้วผิดพลาดหรือว่าเสียใจที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่เคยคิดว่าจะทำสิ่งไหนจะทำให้เราเสียใจมากกว่ากันครับ

 

มักจะมีคนบอกนะครับว่าเราเนี่ยมักจะเสียใจที่ไม่ได้ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ลงมือทำไปแล้วนะครับ

 

แต่คำกล่าวนี้เนี่ยจะเป็นจริงไหมจากหนังสือเรื่อง emotion equation ซึ่งแปลเป็นไทยแปลว่า "สมการอารมณ์" ได้เขียนว่าความรู้สึกเสียใจภายหลังที่ได้ลงมือทำไปแล้วเนี่ยเป็นอารมณ์ของคนในประเทศพัฒนาแล้ว ในความหมายก็คือว่าในสังคมแบบนั้นเนี่ยหรือว่าในโลกสมัยใหม่นะครับ ไม่ว่าเป็นสังคมหรือว่าบรรยากาศที่มันเต็มไปด้วยทางเลือกเต็มไปหมดซึ่งบรรยากาศแบบนั้นเนี่ยจะยิ่งทำให้คนเก่งมากแล้วก็รู้สึกเสียใจมากขึ้นเวลาที่ได้ตัดสินใจเลือกทำหรือว่าเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้ว เพราะลองจินตนาการดูนะครับว่าในโลกที่มันเต็มไปด้วยทางเลือกเต็มไปหมดเนี่ย abcdefg ในเรื่องไปทางหนึ่งเราเลือกสักทางแล้วมันผิดหวัง เราจะรู้สึกเครียดแค้นกันเลยทันทีว่าทำไมเราเลือกทางอื่นนะ มันมีทางอื่นอีกตั้งเยอะทำไมเราถึงไปพลาดเลือกทางนี้ซึ่งความรู้สึกของการที่อยู่ในโลกที่มันเต็มไปด้วยทางเลือกมันก็เลยทำให้รู้สึกไม่กล้าที่จะเลือก

ที่เลือกไม่ได้ไม่ใช่เพราะไม่เลือกแต่จะเป็นเพราะว่าก็ไม่รู้จะเลือกอะไร

#zero

 

แล้วทุกครั้งที่ต้องเลือกเนี่ยมันก็เครียดมากด้วยนะครับ มีการทดลองโดยการทำการทดลองในซุปเปอร์มาเก็ตแห่งหนึ่งแล้วก็มีโต๊ะ 2 ตัวไปตั้งอยู่ใกล้ๆกันโดยที่โต๊ะ 2 ตัวนี้เนี่ยจะตั้งขายแยก แยมผลไม้นี่แหละซึ่งสิ่งที่แตกต่างระหว่างโต๊ะก็คือจำนวนรสชาติของแยมที่ตั้งไว้บนโต๊ะ โดยที่โต๊ะตัวแรกเนี่ยมีการวางแยมอยู่ทั้งหมด 24 รส ขณะที่โต๊ะตัวที่2 เนี่ยวางอยู่เพียง 6 รส ให้เลือกเท่านั้นเองปรากฏว่า โต๊ะตัวแรกซึ่งมีอีกเยอะเลยนะครับมีแรงดูดสูงมากคือมีคนจำนวน 60 เปอร์เซ็นต์เนี่ยกรูเข้าไปหาตัวนี้แล้วก็ไปชิมแยกจำนวนมากมายมหาศาลแต่กลับปรากฏว่ามีเพียงแค่ร้อยละ 3 เท่านั้นเองที่ซื้อแยมเนี่ยติดไม้ติดมือกลับบ้านไปในขณะที่โต๊ะที่มี 6 รสซึ่งมีให้เลือกน้อยกว่าโต๊ะตัวแรก และก็มีคนจำนวนแค่ 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เดินเข้าไปหาแล้วก็พอชิมแยมแต่ก็ซื้อกลับ

สรุปแล้วเนี่ยปรากฏผลลัพธ์ที่ต่ำกว่ากัน ก็คือมีจำนวนถึงร้อยละ 30 ที่นำแยมกลับบ้านไป ถ้ามาอธิบายก็คือว่าเวลาที่คนไปเยอะเนี่ยมันเหมือนกับเห็นตัวเลือกเต็มไปหมดเลยก็เลยรู้สึกว่ายังไม่ซื้อดีกว่ากลัวว่าเดี๋ยวหยิบไปผิดรส หรือ มันคือเฮ้ยมันมีตั้งเยอะอ่ะเดี๋ยวเราค่อยๆคิดดีกว่าแล้วเดียสค่อยมาซื้อ นี่คือบรรยากาศที่มันเกิดขึ้นจริงในโลกยุคปัจจุบันนะครับ

 

เขาจะบอกนะครับว่าเวลามีทางเลือกเนี่ยมันก็เหมือนเป็นทั้งพรแล้วก็คำสาปคือชีวิตที่ไม่มีทางเลือกเลยเนี่ยมันก็เป็นไสยศาสตร์ ชีวิตนะครับ ก็คงจะเหมือนกับไม่ค่อยจะมองเห็นแสงสว่างอะไรเท่าไหร่แต่ชีวิตที่เต็มไปด้วยทางเลือกก็เป็นคำสั่งอีกแบบนะครับคือมันเหมือนเห็นแสงจากทุกทิศทุกทางเลยนะแล้วก็ทำให้เราเป็นคนทำให้ไม่รู้เลยว่าจะเดินทางไหนดี ทางเลือกจึงเป็นปัญหาหนึ่งของชีวิตเพราะเรามักจะจินตนาการได้ครับว่าเวลาที่เราเลือกทางเดินไป เราก็อาจจะพลาดไปอีกหลายๆทางนะครับ

มันเป็นทั้งความกลัวและความสับสนไม่ว่าผมจะเลือกหรือไม่เลือกแต่ทว่าความจริงก็ต้องพลักเราไปข้างหน้าให้รู้เลือกอยู่ดี

#zero

 

ยืนอยู่ตรงทางแยกที่ต้องเลือกเนี่ยมันเป็นภาวะที่กระอักกระอ่วนนะครับแล้วก็ใจเต้นตึกๆอยู่ตลอดเวลาและเมื่อต้องเลือกในทางเลือกที่เสียบคาใจ เชื่อไมว่าถ้าผมจะบอกว่า เรามักจะเลือกทางที่มี"ผลตอบแทนน้อยกว่าแต่แน่นอนกว่าเสมอ" เช่นสมมุติว่าผมให้เงินคุณผู้อ่านเนี่ยบอกเลยว่าถ้าไม่ต้องเลือกอะไรเลยเนี่ยผมให้ไปเลย 100 บาทจ่ายไปเลยนะครับกับอีกแบบนึงนะครับคือรอก่อนยังไม่ให้ 100 บาทแต่ว่าผมโยนเหรียญเนี่ยขึ้นไปกลางอากาศแล้วรอดูกันว่าคุณผู้ฟังเนี่ยจะทายถูกไหมว่าออกหัวหรือออกก้อยถ้าทายถูกผมให้ 200 บาทเลยจะเลือกอะไรครับแน่นอนบางคนที่ชอบเสี่ยงอาจจะยอมเสียกับหัวก้อย แต่เชื่อไมว่าคนส่วนใหญ่มักจะไม่รอการยกตัวอย่าง หรือยอมเสี่ยงแม้ว่าตะได้ผลตอบแทน คือเอามาให้เลยหมื่นนึงกลับบ้านละยังไงก็ไม่รู้ที่จะต้องเอาตัวเอวไปผูกกับความเสี่ยงนะครับเพราะฉะนั้นในชีวิตเราส่วนใหญ่ เรามักจะเลือกตัวเลือกกั้นกลางๆมากกว่าตัวเลือกที่มีผลตอบแทนสูงๆ เหมือนกับว่าเลือกตัวเลือกที่แน่นอนที่ได้เลยดีกว่าจะต้องมาเลือกตัวเลือกที่ต้องเสี่ยงดวงแม้ว่าจะได้มากกว่าปกติก็ตาม

 

ไม่มีใครอยากเสี่ยงแต่ทว่าชีวิตที่เร่าร้อนก็บังคับเราให้เลือกอยู่ดี

#zero

 

ผมว่ากระทั่งบางคนนะครับการเลือกคนรักเนี่ยเวลาที่เลือกเป็นแฟนกันในช่วงที่ยังเป็นหนุ่มสาวเนี่ยคุณอาจจะเลือกตัวเลือกที่คุณรักมากสุดและความนั้นเสี่ยงนั้นก็คือเขาอาจจะไม่ได้รักคุณ คุณพร้อมที่จะเจ็บตัวนะ แต่กลับแตกต่างเวลาที่เราจะเลือกคู่แต่งงาน ผมว่าหลายคนอาจจะตัดสินใจด้วยการเลือกตัวเลือกที่ไม่เสี่ยง คือรู้สึกว่าคนคนนี้มีความแน่นอนในชีวิตมากกว่าแม้ว่าคุณอาจจะรู้สึกกรี๊ดกร๊าดผู้ชายหรือผู้หญิงอีกคนนึงมากกว่าก็ตาม

นี่คือเรื่องเดียวกันนะครับที่บอกว่าเรามักจะเลือกผลตอบแทนที่น้อยกว่าแต่ว่าแน่นอนมั่นคงกว่า

 

และหลักการนั้นเป็นเหตุผลที่มนุษย์เนี่ยมักจะเลือกทางเลือกที่เพลย์เซฟมากกว่าแต่ก็ใช่ครับบางคนก็ไม่ได้มีตัวเลือกในเรื่องแบบนี้เราไม่สามารถที่จะเหมาได้ว่าทุกคนนั้นมีทางเลือกที่ออกไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา ซึ่งที่เราอยู่ตรงทางแยก 2 ทางเลือกนี่แหละมันจะเป็นภาวะที่เรารำคาญตัวเองมากเพราะว่าเคยมีคนเขาบอกว่าความเสียใจที่มันอยู่ในระหว่างการจินตนาการว่ามันอาจจะเกิดขึ้นก็ได้ถ้าเราเลือกทางนั้นไปเนี่ยมันแย่กว่าความเสียใจที่เกิดขึ้นจริง เพราะว่าเวลามันเกิดขึ้นแล้วเนี่ยเราก็จบแล้วนะคือโอเคมันพลาดไปแล้ว แต่ว่าเวลาที่เราจินตนาการว่าถ้าเราเลือกทางนี้แล้วมันพลาดมันจะเป็นยังไงบ้างเนี่ยมันจะเป็นความรู้สึกวนเวียนมากและทรมานเราเองความคิดความรู้สึกก็อยู่กับเรานานจนกว่าเราจะเลือกทางใดทางหนึ่งเพราะจริงๆแล้วมนุษย์เราเนี่ยเวลาที่ตัดสินใจไปแล้วสมมุติว่ามีตัวเลือก a กับ b ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร เป็นผู้คนเป็นการงาน เป็นสิ่งของ เป็นรองเท้ากระเป๋าอะไรก็แล้วแต่เวลาที่เราตัดสินใจเลือกไปแล้วครับ เช่น เมือเราเลือกเองเราจะปิดหูปิดตาเลยครับโดยไม่สนเลยว่าถ้าเราเลือกอีกทางเลือกนึงเนี่ยมันจะเป็นยังไง สมมุติคุณไปดูคอนโด 2 หลังนะครับแล้วคุณตัดสินใจแล้วว่าโอเคเราเลือกคอนโดที่หนึ่งไปแล้วควาวคิดความรู้สึกเราก็จะโอเคเราก็จะไม่ไปคิดหรือว่าไม่กลับไปดูอีกนะครับว่าคอนโดอีกหลังที่จะซื้อหรือแม้กระทั้งคอนโดที่เราเลือกนั้นมันจะมีเวลาสร้างเสร็จขึ้นมาแล้วเนี่ยมันหน้าตาสวยงามหรือว่ามีรถไฟฟ้าผ่านแล้วหรือเปล่านะครับ นั่นก็เป็นธรรมชาติของเรามากๆนะครับ เหมือนว่าเราเลือกแล้วว่าเราก็จะทิ้งมันไปแล้วก็ไม่ได้มากังวลอะไรกับมันอีก

เพราะฉะนั้นเวลาที่เลือกไปแล้วมันก็เลยรู้สึกเบาใจมากกว่านะครับ

ถึงแม้ว่าจะกดดันตอนเราเลือกแบบว่าเลิกแล้วก็จะลงไปเองเพราะว่าเราจะยอมรับได้เองโดยธรรมชาติก็ยังไงนั้นดีไม่ดีเราก็เลือกเอง

#zero

 

ที่นี่มันถึงคำถามที่พบบ่อยเกิดไว้ในตอนต้นนะครับว่าจริงๆแล้วมนุษย์เราเนี่ยเสียใจในการลงมือทำแล้วผิดพลาดเนี่ยมากกว่าหรือน้อยกว่าเสียใจที่ไม่ได้ลงมือทำกันแน่นะครับมีผลสำรวจออกมานะครับในการที่ไปสัมภาษณ์คนนะครับจำนวน 1 คนส่วนใหญ่ในอัตรา 2 ต่อ 1

รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำในสิ่งที่คิดว่าจะทำมากกว่าเสียใจที่ได้ทำผิดพลาด

ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาบอกว่าคนแก่ ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเนี่ยมักจะมีความรู้สึกกันเยอะมากเลยนะครับว่าเสียดายที่อยากจะมีชีวิตที่กล้าหาญกว่านี้ คือจะย้อนเวลากลับไปได้เนี่ยเขาอยากจะใช้ชวิตอย่างกล้าหาญมากขึ้นเลือกในสิ่งที่หัวใจเรียกร้องมากกว่าชีวิตที่เรื่อยเปือยผ่านมานะครับ

หนึ่งในเหตุผลที่เป็นเช่นนั้นคือ" การที่เรารู้สึกเสียใจในสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ได้ลงมือทำไปเนี่ย " ก็เพราะว่าแม้ว่าเราจะลงมือทำไปแล้วเนี่ยแล้วมันผิดพลาดแต่ว่าความเสียใจนั้นมันก็จะมีจุดสิ้นสุดนะครับ

คือถ้าเราเลือกไปแล้ว แล้วมันผิดจริงๆเราทำแล้วมันเจ๊งล้มเหลวหรืออกหักกับมันก็ตามแต่ ทางเลือกที่ต้องเลือกนั้นมันจะจบลงครับ คือพอล้มเหลวเราก็จะไปเริ่มต้นกับสิ่งไหนเราก็จะวางอดีตที่เคยเลือกไว้ หรือสิ่งนั้นเนี่ยไว้ในอดีต แล้วก็ก้าวต่อไปในอนาคตใน

ขณะที่ถ้ามันมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเออเราน่าจะทำมันน่ะแล้วในจังหวะนั้นเนี่ยเราเลือกที่จะไม่ถามความเสียใจนี้ไม่มีจุดสิ้นสุดนะครับหรือเรียกง่ายๆว่ามันจะขาดใจเราไปตลอดกาลหรือเราจะถามคำถามกับตัวเองย้อนกลับมาตลอดเลยว่าเออนะถ้าตอนนั้นตัดสินใจแบบนี้มันจะเป็นยังไงถ้าตอนนั้นเราลงเอยไปกับคนนะเนี่ยมันจะเป็นยังไงถ้าตอนนั้นเราลองรับปากที่จะเลือกทำงานนะเนี่ยมันจะเป็นยังไงความคาใจเนี่ยจะเป็นคำถามไปจนแก่เลยนะครับฃ

เสียใจมากนะครับเสียดายกับการกระทำในวันนั้นเลยนะครับผมรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้องแล้วแล้วมันก็เป็นแบบนี้จริงคือผมไม่มีอะไรคาใจเลยว่าถ้าวันนั้นจะเป็นยังไงต้องตัดสินใจนะเนี่ยไปเรียบร้อยแล้วแล้วเราก็จะวางมันลงครับแล้วเราก็จะเดินหน้าต่อไปสู่อนาคตนะครับที่มันไม่ได้ซ้ำกับอดีตหรือว่าไม่ได้ขาดใจกับอดีตอีกต่อไปแล้วนะครับซึ่งในหนังสือเล่มนี้เนี่ยก็บอกเช่นกันนะครับว่าเมื่อเราตัดสินใจทำไปแล้วแล้วเราได้บทเรียนจากการเลือกสิ่งนั้นนะครับไม่ว่าผลจะออกมาดีหรือร้ายเนี่ยเรื่องนั้นมันก็จะเป็นบทเรียนสำหรับเราเสมอนะครับและจะผลออกมาร้ายเนี่ยแล้วเราสามารถนำเอาเรื่องที่เราเสียใจผิดหวังเนี่ยไปพูดให้คนอื่นฟังไปบอกกล่าวกับคนอื่นนะครับหรือกระทั่งนำบทเรียนนะเนี่ยไปเป็นประโยชน์กับคนอื่นเนี่ยจะเป็นวิธีการเยียวยาตัวเองที่ดีมากนะครับเพราะเราจะเห็นคุณค่าของความผิดหวังจากการตัดสินใจนั้นแล้วการตัดสินใจครั้งนะเนี่ยมันจะไม่มีวันสูญเปล่าเลยนะครับมีข้อแนะนำง่ายๆนะครับเป็นคำถามสำคัญ 2 คำถามที่ควรถามตัวเองครับเวลาที่เรายืนอยู่ตรงทางแยกที่จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญครับ 2 คำถามนี้ก็คือคนอื่นเราเนี่ยมีโอกาสแบบนี้อีกหรือเปล่าในชีวิตถ้าคำตอบเป็นว่าเราจะมีโอกาสแบบนี้ผ่านเข้ามาในชีวิตอีกแล้วครับคือมันเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่เราควรจะต้องเลือกลงมือทำเนี่ยคำตอบนี้คือโปรมากเลยนะครับว่าถ้าไม่มีโอกาสอีกแล้วควรทำครับทั้งๆที่ 2 ก็คือว่าถ้าเกิดว่าเราลงมือทำหรือตัดสินใจทำในสิ่งนี้ไปแล้วเนี่ยหากมันมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาเนี่ยเราจะแก้ไขได้ไหมมันมีทางแก้ไขหรือทางไปต่ออยู่หรือเปล่าครับถ้าคำตอบเป็นว่าถ้าพลาดไปแล้วเนี่ยมันแก้ไขอะไรไม่ได้อีกเลยครับเราจะต้องระมัดระวังมากๆในการที่จะตัดสินใจว่าเราจะเลือกลงมือทำสิ่งนั้นผมคิดว่าเรามักจะมองว่าทางนั้นเนี่ยเมื่อเลือกไปเนี่ยมันจะต้องเดินไปให้สุดทางแล้วครับแต่หลายครั้งเนี่ยเราลืมมองทางแยกที่มันจะเกิดขึ้นอีกนะครับเช่นสมมุติว่าเราต้องเลือกระหว่างงาน 2 งานเนี่ยเรารู้สึกว่ามีการตัดสินใจที่สำคัญมากเลยเช่นเราจะต้องเลือกงานตอนอายุ 22 หรือ 24 อะไรก็แล้วแต่นะแล้วเราคิดว่าถ้าเลือกเองเนี่ยบีเนี่ยมันจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้วคือพลาดแล้วพลาดเลยถ้าเรานิยามมันว่านี่คือความผิดพลาดและแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วเนี่ยแต่จริงๆมันยังมีงานอยู่นะครับแล้วมันก็สามารถที่จะแก้ไขความผิดพลาดจากการเลือกได้อีกเพราะฉะนั้นคำตอบของคำถามที่ 2 เนี่ยผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องถอยตัวเองออกมาแล้วก็มองสถานการณ์ทั้งหมดนะครับให้รอบด้านมากๆก่อนที่จะตอบเช่นกันนะครับถ้าเราเชื่อนะครับในบทเรียนของคนที่ใช้ชีวิตขับของผู้สูงอายุทั้งหลายครับเราก็จะพบว่าจริงๆแล้วในการตัดสินใจครั้งสำคัญแล้วสิ่งที่มันเป็นสิ่งสำคัญมากๆกับชีวิตเราเนี่ยยังไงก็แล้วแต่เนี่ยการเลือกที่จะลงมือทำน่าจะดีกว่าการที่จะหันหลังให้มันนะครับผมพึ่งไปโรงเรียนคอร์สเขียนบทสั้นๆมานะครับและผมก็ได้สมการอันนึงจากครูที่สอนเขียนบทนี้นะครับคือคุณอมราแผ่นดินทองเนี่ยมือเขียนบทของ GPS เนี่ยเขาบอกว่ามีคนพูดคำว่าหนังคอมเมดี้ถึงความเป็นคอมเมดี้นะครับมันเท่ากับ candy + ถามครับก็คือความตลกของชีวิตเนี่ยมันเท่ากับโศกนาฏกรรมบวกด้วยเวลาชีวิตเราเนี่ยอาจจะหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมหรือว่าความสูญเสียไม่ได้นะครับแต่เมื่อมันผ่านเวลาไปแล้วเนี่ยมันจะกลายเป็นความตลกขบขันเป็นสีสันของชีวิตนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เมื่อเราลงมือทำแล้วเนี่ยจริงๆแล้วเรากำลังสะสมโศกนาฏกรรมที่รอให้มันเปลี่ยนแปลงไปเป็นบทเรียนที่เรายิ้มกับมันได้ในวันใดวันนึงนะครับสำหรับความสุขโดยสังเกตพอดแคสต์ตอนนี้เนี่ยผมอยากจะจบลงนะครับด้วยคำพูดของมาร์คทเวนนะครับซึ่งเป็นนักเขียนชาวอเมริกันด้วยนะครับเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจแล้วก็การลงมือหรือไม่ลงมือเนี่ยเอาไว้แบบนี้นะครับเขาบอกว่าอีก 20

คำพูดของมาร์คทเวนซึ่งเป็นนักเขียนชาวอเมริกันเขียนเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจแล้วก็การลงมือหรือไม่ลงมือเนี่ยเอาไว้ว่า

"20 ปีต่อจากนี้คุณจะผิดหวังกับสิ่งที่คุณไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่คุณทำลงไป ดังนั้นจงกางใบเรือและปล่อยเรือออกไปจากชายฝั่งอันปลอดภัย ให้ใบเรือและหน้าของคุณโบกสะบัดตามลมทะเลออกไปสำรวจใฝ่ฝันและค้นหา"

เรื่องของการตัดสินใจแล้วก็ความเสียใจในการลงมือหรือไม่ลงมือนะครับมันเกี่ยวข้องยังไงกับความสุขมันเกี่ยวข้องตรงที่ว่าความทุกข์มากๆอย่างหนึ่งในชีวิตเราเมื่อเดินทางไปถึงวันนึงเนี่ยมักจะเกิดจากการที่ไม่ได้ลงมือทำในสิ่งที่ควรจะทำในวันนั้นข่อยคนกล้าหักหลังเมื่ออยู่ตรงทางแยกนะครับขอให้ทุกคนมีความสุขครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น