โลกไม่ได้แย่ฉันแค่แพ้ใจตัวเอง

ตอนที่ 2 : คิดลบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 19
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ก.พ. 63



ถ้าเกิดว่าเรารู้สึกมีความสุขกับการได้ไปเที่ยว  เราไป 1 คน แล้วมีแฟนคือเพื่อนเราไปด้วยอีกคนหนึ่งความสุขเนี่ยมันไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าแต่มันอาจจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเลยก็ได้นะครับ

แต่ในทางกลับกันก็คือถ้าเรามีเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่เรื่องนึงในใจแล้วดันไปเจออีกเรื่องหนึ่งผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วรู้สึกว่ามันกระทบใจเราแรงมากเนี่ยสิ่งที่มันเกิดขึ้นคือเราไม่ได้เป็นทุกข์เพียงแค่ 2 เท่าเท่านั้นแต่มันทำให้เราเป็นทุกข์หนักและหนักมากเลยมันเป็นแบบนี้อยู่ตลอดเวลานั้นก็เพราะจริงๆทั้งหมดมันอยู่ที่ใจเราด้วย


อันนี้เนี่ยเป็นความจริงของสมองเช่นกันเพราะสมองจะประมวลผลเหตุการณ์เหล่านั้นเนี่ยอยู่ข้างในตัวเรามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเหตุการณ์นั้นใหญ่หรือเล็กแต่มันมาผสมกับอะไรที่อยู่ในตัวเราต่างหากที่จะทำให้มันสว่างมากขึ้นหรือว่ามืดสุดๆลงไปอีก


ซึ่งพอเราพูดถึงประสบการณ์ที่เป็นบวกและเป็นลบแบบนี้  ถ้าเรามองชีวิตในภาพกว้างในชีวิตก็จะมีเรืองทั้งบวกและลบเนี่ยผ่านเข้ามาในชีวิตเป็นเรื่องปกติ  ที่นี้เนี่ยถ้าในบางช่วงเนี่ยเราได้พบกับประสบการณ์เชิงบวกก่อนหน้านั้นแล้ววันถัดมาเราเจอกับประสบการณ์เชิงลบเนี่ยเหตุการณ์มันยังอาจจะพอบวกลบคูณหารกันแล้วเจ้าๆกันไปได้นะ


ผมก็มีความรู้สึกเฟลนะครับมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวแล้วก็โทษตัวเองอยู่พักนึงแต่พอมองย้อนกลับไปว่าเออเราก็ทำเคยทำเรื่องดีดีเหมือนกันนี่นาความรู้สึกแบบนี้เนี่ยมันก็เลยทำให้ตัวเองไม่ลงไปดิ่งมากกับเรื่องที่ตัวเองผิดพลาด 


พยายามมองหาข้อดีกับเรื่องที่แย่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราแพ้แต่เราก็ได้อะไรจากประสบการณ์

#zero


ถ้าเรามองชีวิตในภาพที่มันกว้างกว่า ชีวิตที่เป็นความจริง   บางช่วงเวลาที่ชีวิตมอบเหตุการณ์ที่มันเลวร้ายมากให้กับเรา   ถ้ามองออกไปแบบกว้างๆแล้วก็จะเห็นว่าชีวิตก็เคยมอบช่วงเวลาที่ดีมากให้กับเรา


แต่การคิดแบบนี้ได้เนี่ยมันอาจจะต้องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรามีสติสัมปชัญญะดีมากๆหรือว่ามีสุขภาพจิตที่มันค่อนข้างดีมากเพราะถ้าเกิดว่าช่วงเวลาไหนที่เราเจอเหตุการณ์ลบแล้วก็ลบอีก  พรุ่งนี้ที่เราจะวนเข้าไปอยู่ในลูปของความคิดลบแล้วก็เริ่มค่อยๆรู้สึกว่าชีวิตนี้เนี่ยมันเต็มไปด้วยความทุกข์ต้องเก็บกดอาการแบบนี้ ความทุกข์ที่พลักให้เราเก็บตัวเพราะความเศร้าหรือว่าความไม่สบายใจมันถูกสะสมมาในระดับหนึ่งเราจะมีความรู้สึกว่าเราไม่อยากจะทำอะไรแล้วไม่ค่อยอยากจะเจอใครแล้วก็พยายามที่จะเก็บตัวอยู่กับปัญหานั้นแล้วก็คิดบนความพยายามที่จะแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเองซึ่งบนความพยายามที่จะแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเองซึ่งสถานการณ์แบบนี้เนี่ยถ้าไปถึงขั้นสุดเลยนั้นมันเป็นกลไกธรรมชาติของมนุษย์ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันต้องแก้ปัญหาด้วยตนเองเพราะถ้าทำไม่ได้เราจะรู้สึกว่าเราไม่สามารถรับผิดชอบตัวเองได้และนั่นทำให้เราวิ่งวนอยู่กับความคิดแบบเดิมสถานการณ์แบบนี้จะมีความรู้สึกว่าเราไม่อยากจะทำอะไรแล้วไม่ค่อยอยากจะเจอใครแล้วก็พยายามที่จะเก็บตัวอยู่กับปัญหานั้นแล้วก็คิดวนพยายามที่จะแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเอง


ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เนี่ยถ้าไปถึงขั้นสุดเลยเนี่ยมันก็มีชื่อเรียกคือชื่อว่า ptsd หรือว่า post traumatic stress disorder 


PTSD?

มันเป็นอาการของความเครียดภายหลังที่เกิดเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญหรือว่ารุนแรงมากต่อหัวใจของคนเรานั้นมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆกับทหารที่ผ่านการรบมาและก็หลายครั้งที่เกิดขึ้นกับคนทั่วๆไปด้วยที่เผชิญความทุกข์ที่รุนแรงมากกับชีวิต


ซึ่งความเครียดความกังวลเหล่านี้เนี่ยเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะถูกเก็บเอาไว้นะครับในสมองส่วนอมิกดาล่าซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในสมองที่มีหน้าที่ในการจัดการด้านความรู้สึกในสมองพอเวลาที่มันเกิดอะไรขึ้นก็แล้วสมองส่วนนี้เนี่ยก็จะตีความว่าเออเรากำลังรู้สึกกับสิ่งนี้ยังไงซึ่งถ้าเราสะสมความเครียดไว้ในสมองส่วนนี้เราก็มีโอกาสที่จะตกอยู่ในอิทธิพลของความเครียดหรือว่าความคิดลบนั้นไปเรื่อยๆ


แล้วธรรมชาติอย่างหนึ่งของสมองคนเรานะครับก็คือมันก็เหมือนกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆของร่างกายนะครับที่ถ้าเราใช้งานมันบ่อยเท่าไหร่เนี่ยมันก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้นวงจรการคิดของสมองก็เป็นแบบนั้นถ้าเราคิดถึงเรื่องที่ทำให้เรามีความสุขบ่อยๆมันก็จะทำให้เรามองเห็นหรือว่ารู้สึกถึงความสุขเนี่ยได้บ่อยแล้วก็ง่ายขึ้นถ้าเกิดว่าเราคิดถึงเรื่องที่มันเป็นปัญหาข้อกังวลหรือความทุกข์บ่อยๆเนี่ยสมองก็จะปรับตัวเองให้เห็นสิ่งเหล่านั้นเนี่ยบ่อยมากขึ้นเช่นกันเพราะฉะนั้นประสบการณ์ทางด้านบวกและลบเนี่ยมันก็ตอกย้ำให้เกิดร่องบางอย่างขึ้นในความคิดเช่นถ้าคนบางคนเจอเรื่องดีๆซ้ำๆสมองก็จะคิดว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยเรื่องดีๆเต็มไปหมดเลยเนาะถ้าคนอีกคนนึงเจอแต่เรื่องแย่ๆสมองก็จะมีร่องนี้เกิดขึ้นมาเหมือนกันว่าชีวิตมันเต็มไปด้วยเรื่องแย่ๆทั้งนั้นเลยนะ


มีการทดลองที่มีชื่อเสียงมากอยู่การทดลอง หนึ่ง คือการทดลองนี้เขาจะเอาหนูทดลองไปไว้ในห้องแล้วก็ทำการทดลองโดยถ้าเกิดว่าเจ้าหนูตัวนี้เนี่ยเคลื่อนตัวขยับตัวหรือว่าเคลื่อนที่เมื่อไหร่เนี่ยมันจะถูกไฟฟ้าช็อตนะครับทันทีที่มันขยับไปโดนช็อตเพราะมันขยับอีกก็ถูกช็อตอีกแบบนี้ไปเรื่อยๆเรื่อยๆจนกระทั่งพอไปถึงจุดหนึ่งเนี่ยมันก็เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นนะครับคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า freezing หรือว่าหนูเนี่ยหยุดนิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหวใดๆอีกต่อไป เพราะว่าเจ้าหนูตัวนี้เนี่ยได้ถูกทำให้เข้าใจแล้วว่าทุกครั้งที่เคลื่อนตัวเนี่ยมันจะต้องได้รับความเจ็บปวดอยู่นิ่งๆเนี่ยน่าจะดีกว่าถึงจะเรียกว่าเราคิดถึงธรรมชาติของการมีชีวิตอยู่นะครับชีวิตเนี่ยมันคือการเติบโตแล้วก็เคลื่อนที่


คนคนนึงหรือว่าสิ่งมีชีวิตใดก็ตามเนี่ยรู้สึกว่า"พึงพา"ตนเองหรือคนอื่นไม่ได้แล้วเนี่ยสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือความรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่


และนั่นก็เป็นจุดที่ดำดิ่งลึกที่สุดของความรู้สึกของความคิดลบในเวลาที่เรามีความทุกข์หรือว่าเรารู้สึกเศร้าใจอยู่ในหลุมดำ  ก็มักจะมีผู้ปรารถนาดีนะครับพยายามที่จะมาบอกกับเราบอกว่า"เฮ้ยลืมๆมันไปเถอะถือว่าอย่าไปกังวลเลย"หรือ "ไม่ก็ก็วางมันไว้" อย่าอ่อนแอ่ ซึ่งคำพูดเหล่านี้เนี่ยแม้ว่าจะมาจากความปรารถนาดีแต่ว่ามันก็ไม่สามารถที่จะช่วยเหลืออะไรได้มากในความรู้สึกที่ส่งผลต่อวิธีคิด


คำพูดของคนอื่นทำร้ายแล้ว หนึ่ง ครั้ง

แต่

ความคิดของเราทำร้ายตัวเองหมื่นครั้ง

#zero


แต่ทว่ามันก็เป็นความจริงด้วยนะครับถ้าเกิดว่าเราสามารถทำได้ตามที่เพื่อนๆผู้ปรารถนาดีพูดมาเนี่ยเราก็จะพบกับวันใหม่ของตัวเองพบกับความรู้สึกใหม่ของตัวเองได้แต่เรื่องที่มันเป็นข่าวร้ายก็คือเราไม่สามารถทำแบบนั้นได้เพราะว่าสมองเนี่ยไม่สามารถที่จะลืมความทรงจำใดๆไปได้ง่ายๆ


การพยามจำเพื่อที่จะไม่ลืมมันคือการลืมเพื่อที่จะไม่ลืม

#zero


แล้วก็โดยเฉพาะความทรงจำที่มันฝังแน่นหรือที่มันรุนแรงมากที่มันเกิดขึ้นในชีวิตเนี่ยมันไม่ลืมได้ก็ลืมไม่ได้เราจะต้องทำยังไงกับมันวิธีจัดการกับความทรงจำแย่ๆไม่ใช่ว่าจะต้องยื่นมือเข้าไปจัดการกับมัน คำแนะก็คือว่าเราควรจะเติมความทรงจำใหม่ทีเป็นความทรงจำด้านบวกให้กับชีวิตเข้าไปให้ได้  เปรียบไปก็อาจจะเหมือนกับน้ำที่มันมีสีดำเต็มแก้วเลย  วิธีที่ทำให้มันใส่คืนเนี่ยไม่สามารถเทน้ำสีดําออกได้แต่ว่าต้องเติมน้ำสะอาดใส่ลงไปมากขึ้นเรื่อยๆเรื่อยๆจนกระทั่งน้ำมันกลับมาใสเหมือนดั่งความคิดที่กลับมารู้สึกดี


ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยุ่งยากให้เข้าใจกลายเป็นเรื่องลำบาก  ปรับปรุงให้เข้าใจถ้าเราทำได้การยอมรับความจริงมันก็ไม่ลำบาก

#zero


ความรู้สึกท้าทายแบบนี้เนี่ยมันเป็นความสนุกแล้วก็เป็นความกล้าหาญของชีวิตนะครับมีนักจิตวิทยาชาวอังกฤษคนนึงนะครับชื่อว่า john bowlby เขาบอกว่าเหตุผลที่ทำให้เด็กๆเนี่ยรู้สึกว่าอยากท้าทายแล้วก็ไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน


ลองจินตนาการนะครับว่าเด็กๆนะถ้าปล่อยเขาวิ่งเล่นเนี่ยเขาจะวิ่งไปทั่วเลยแล้วก็ไม่กลัวเลยว่ามันจะมีอะไรอันตรายหรือเปล่าเดี๋ยวเล่นตรงนี้แล้วมันจะตกหล่นลงไปหรือเปล่านะครับคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากับความไม่แน่นอนและความที่น่าจะหวาดกลัวเนี่ยมันไม่มีอยู่ในใจพวกเขาเลย และที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่าเด็กๆเนี่ยมีฐานที่มั่นคงให้กับตัวเองอยู่แล้วซึ่งฐานที่มั่นคงเนี่ยความหมายของมันก็คือ  หลุมหลบภัยซึ่งมันคือสถานที่ที่สามารถหลบเข้าไปก็เป็นที่ที่ปลอดภัยของเรา   


เราสามารถพึ่งพาอะไรสักอย่างเป็นที่พักของความรู้สึกเปรียบได้กับสถานที่ได้เลยซึ่งสำหรับเด็กๆเนี่ย  "หลุมหลบภัย"ก็คือพ่อแม่นั้นเองแล้วเวลาที่มีปัญหาอะไรเนี่ยเขาก็วิ่งกลับไปร้องไห้ซบอกพ่อแม่ได้อยู่   เด็กๆก็เลยมีความรู้สึกเชิงบวกอยู่ตลอดเวลาว่าไม่เป็นไรต่อให้เจ็บเดี๋ยวก็จะมีคนมาโอ้ให้   แบบนั้นแต่ก็แน่นอนนะครับว่าเด็กๆไม่ได้โชคดีแบบนั้นทุกคนและก็อาจจะมีเด็กบางคนก็ได้ที่พ่อแม่อาจจะไม่ได้ปกป้องดูแลเขาขนาดนั้นหรือว่าถ้าโชคร้ายกว่านะเนี่ยเด็กบางคนก็อาจจะถูกพ่อแม่ทำร้ายด้วยซ้ำ  ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าเด็กที่โดนกระทำแบบนี้เนี่ยกว่าจะเติบโตขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่รู้สึกว่าโลกนี้เนี่ยไม่มั่นคงอาจจะมีความรู้สึกกังวลกับสิ่งต่างๆในชีวิตแล้วก็เป็นไปได้ที่จะสะสมร่องของความคิดลบเนี่ยติดตัวมาจนกระทั่งเติบโต


เรื่องที่แย่ที่สุดถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์

เรื่องที่ดีที่สุดถูกบันทึกเป็นตำนาน

#zero


ร่องความรู้สึก

ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน  ผมเชื่อว่าโดยเฉลี่ยแล้วเนี่ยเราต่างมีร่องของความคิดลบเนี่ยติดตัวกันมาจากเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น   พอมาถึงสภาพที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเนี่ยจึงไม่แปลกที่เราจะมีความทุกข์กันง่ายขึ้นแล้วก็ออกจากความทุกข์กันได้ยากขึ้นด้วย   ที่มีความจำเป็นอย่างหนึ่งของชีวิตในการที่เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ก็คือฐานที่มั่นที่เราเคยมีนั่นเองนะครับแต่ว่าพอมาเป็นผู้ใหญ่แล้วเนี่ยฐานที่มั่นหรือว่าหลุมหลบภัยนะเนี่ยอาจจะไม่ใช่พ่อแม่แบบเดิมอีกต่อไปแล้วก็ได้นะครับ   เพราะจริงๆโลกใบนี้เนี่ยมีหลุมหลบภัยอีกมากมายและหลุมหลบภัยเรานะเนี่ยเราก็สามารถที่จะค้นหาหรือว่าสร้างขึ้นมาให้กับตัวได้นะครับถ้าพูดถึงหลุมหลบภัยที่มีความอบอุ่นนะครับให้ความรู้สึกปลอดภัยกับเราแบบที่เป็นคนเนี่ยก็คือเพื่อนที่จริงใจนะครับเพื่อนที่เราอยู่กับเขาเรารู้สึกว่าเราสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆของเราให้เขาฟังได้อย่างเปิดใจกันนะครับอาจจะเป็นคนรักของเราอาจจะเป็นสามีภรรยานะครับหรืออาจจะเป็นครูอาจจะเป็นใครก็ได้นะครับสักคนในชีวิตที่เรารู้สึกว่าเขาเนี่ยคือความมั่นคงในจิตใจของเราไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเนี่ยเราเข้าไปหลบภัยในหลุมหลบภัยนี้ได้   แต่นอกจากความหมายของหลุมหลบภัยแบบที่เป็นคนแล้วเนี่ยฐานที่มั่นที่มั่นคงในชีวิตก็ยังมีมิติอื่นด้วยนะครับซึ่งผมว่าสิ่งนี้เนี่ยก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

เช่นประสบการณ์ทักษะและความรู้  คือเราจะเห็นว่าคนบางคนเนี่ยมีความมั่นใจในตัวเองมากแล้วก็มีความคิดที่เป็นห่วงมากๆพ่อไฉนตัวเองแต่ทว่าในบางมุมมองคนที่เชื่อมั่นตัวเองแบบนี้ถ้าเราลองสังเกตดูดีๆนะครับจะมีจุดร่วมอย่างหนึ่งของคนเหล่านี้คือเขาเป็นคนที่มีทักษะอยู่ในตัวเองค่อนข้างแน่นคือง่ายๆว่าถ้าฐานความรู้นะเนี่ยก็มักจะมั่นใจในตัวเองแล้วเราก็จะเห็นว่าทำไมคนเหล่านี้เนี่ยต่อให้เขาทำอะไรผิดพลาดต่อให้ล้มเหลวแล้วก็รู้สึกว่าเขาก็จะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วมีโปรเจคใหม่ๆมีความคิดใหม่ๆแล้วก็เริ่มต้นใหม่เนี่ยได้แบบไม่รู้สึกเลยว่าเขามีแผลนะครับ


ถ้าพูดง่ายที่สุดเลยก็ถือว่าถ้าคุณเก่งมากพอคุณมีความรู้มากพอเนี่ยก็จะไม่กลัวตกงานเลยเพราะคุณสามารถที่จะสร้างสิ่งใหม่สร้างโอกาสใหม่ๆให้กับตัวเองได้นะครับซึ่งบางครั้งเนี่ยผมคิดว่าเราก็มองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปเหมือนกัน  


ซึ่งในมุมของผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เนี่ยคือความความมั่นคงคือวิธีที่ทำให้เราจะหลีกหนีจากความรู้สึกแย่   ใจมั่นคงในชีวิตมาจากความเชื่อมั่นความเข้มแข็งกลายเป็นความแข็งแกร่ง หลายคนนักที่สนใจและตีความว่าคนเราสามารถที่จะดีขึ้นได้ด้วยการเจอะเจอสิ่งที่ยิ่งใหญ่  เช่น  ได้เรียนรู้คำปรัชญาลึกซึ้งจนคิดได้เลย   ได้เจอหนงสือสักเล่มที่อ่านแล้วเปลี่ยนแปลงชีวิต   เจอผู้คนเข้ามาช่วยเหลือ  จริงๆแล้วชีวิตเราไม่สามารถที่จะเจอเรื่องแบบนั้นแล้วจะดีขึ้นมาได้เลยในวันเดียวกัน  มันเป็นการกระโดดลงไปในหลุมที่ผมอธิบายว่ามันเป็นหลุมหลบภัยการจะก้าวออกมาได้นั้นต้องค่อยๆปีนป่ายเหมือนขึ้นบันไดไปทีละขั้นไม่มีทางลัด ไม่ใช่เพื่อเป็นการฝึกสมองให้มีแนวคิดที่ดีขึ้นเรื่อยๆร่องความคิดบวกก็จะมีมากเพื่อให้สายธารแห่งความสุขหลังไหลในความคิดและกดลายเป็นความทรงจำที่งดงาม


เพราะชีวิตไม่ใช้การฝากฝั่งความหวังไว้ที่ผู้อื่น แต่ต้องรู้จักยืนด้วยลำแข้งและหัวใจ

#zero


ผมกวีสีเทาขอบคุณครับ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น