โลกไม่ได้แย่ฉันแค่แพ้ใจตัวเอง

ตอนที่ 18 : digital minimalism

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 0
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 มิ.ย. 63

 

 

 

 

มีความสุขดีไหมครับกับการใช้โซเชียลมีเดีย การที่เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถอยู่บ่อยๆแล้วก็กดไลค์ให้เพื่อน รอเพื่อนกดไลค์เราลงรูปไปในinstagram เราทวิตเรารีทวิต สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดทั้งมวลนี้มันทำให้เรามีความสุขขึ้นในชีวิตหรือเปล่า

ครับแล้วถ้าเกิดคำตอบมันคือไม่นี่นาแล้วเราควรจะใช้สื่อเหล่านี้เนี่ยอย่างไรแล้วก็มากน้อยแค่ไหน

 

ความพอดีถูกแบ่งแยกด้วยความเคยชิน

#ZERO

 

ผมหยิบหนังสือที่มีชื่อว่า "digital minimalism" นะครับซึ่งก็เขียนโดยคุณ call new port แปลโดย“คุณบุณยนุช ชมแป้น”จากสำนักพิมพ์บล็อกโคลี่มาอ่านดูแล้วก็ผมรู้สึกว่าเป็นหนังสือที่พูดถึงเรื่องการใช้เวลากับโซเชียลมีเดียได้อย่างน่าสนใจ

 

ดิจิตอลminimalism เนี่ยหมายความว่าอะไรอ่านจะมีบางอย่างไปขายกับไอเดียminimalism ในการจัดห้องอยู่เหมือนกันนะครับถ้าเกิดว่าเคยมีคนบอกว่าชีวิตดีขึ้นทุกด้านด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียวก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าชีวิตอาจจะดีขึ้นได้บ้างจากการที่เราใช้เวลากับสื่อออนไลน์อย่างพอเหมาะพอควร

หนังสือเล่มนี้เนี่ย

เริ่มต้นมาจากการที่พยายามชี้ให้เห็นว่าการที่เราเสพติดหน้าจอเนี่ยมันส่งผลอะไรกับเราบ้างโดยที่เขาบอกว่า จะว่าไปเนี่ยการที่เราเสพติดยอดไลค์ในfacebook หรือว่าในinstagram ก็แล้วแต่นะครับมันก็อาจจะมีปฏิกิริยาคล้ายๆกันกับเวลาที่ ตัวเรานี่ติดยาสูบคือพออยากขึ้นมาแล้วก็โอกาสสูงที่จะใช่มันเพื่อกระตุ้นให้ตัวเราเนี่ยมันมีความฟินมีความสุขในแต่ละครั้งที่เสพมัน

ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นก็เพราะว่าเวลาที่เราเห็นว่ามีคนชื่นชอบเรา ชื่นชอบภาพของเรา ชื่นชอบสิ่งที่เราเขียนลงไป ภายในใจมันก็จะทำให้สารความสุขเนี่ยมันหลั่งออกมาอันนั้นเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่เขาบอกว่าวิธีการทำงานของมันเนี่ยมันมีลักษณะที่คล้ายๆกับสล็อตแมชชีนอยู่เหมือนกัน slot machine เนี่ยมันมีความสุขมากให้เราไม่ใช่เพราะว่ามันให้เงินเราไหลออกมาแต่เพราะเวลาที่จะทอดมันแล้วแจ็คพ็อตมันปิ้งขึ้นมาใช่ไหมแต่ว่าสมองมันซับซ้อนกว่านั้น

“ความสุขที่เกิดจากสิ่งนั้นเนี่ยมันเกิดขึ้นเพราะว่าเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นตะหาก”

โยกคันโยกแล้วมันหมุนๆเนี่ยจังหวะที่เราไม่รู้อะไรทำให้รอลุ้นว่ามันจะออกหน้าไหนแล้วเวลาที่มันออกไปอย่างนั้นๆใครเคยเล่นเกมหรือว่าเคยไปยกตู้สล็อตในเมืองนอกก็แล้วแต่นะครับก็จะพบว่า

”ความลุ้นว่าไม่รู้จักมีอะไรเกิดขึ้น”

ตรงนั้นล่ะที่นำมาซึ่งความสุขแล้วก็บอกว่า เวลาที่เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเนี่ยจริงๆมันก็เหมือนเราโยกสล็อตอยู่เพราะเราไม่รู้ครับว่าเปิดขึ้นมาแล้วเนี่ยจะมีคนคอมเม้นอะไรเราบ้างจะมีคนมาไลค์เรากี่คนหรือมันจะมีข่าวสารอะไรใหม่ๆอีกบ้างนะครับ

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแต่ว่า”มันเป็นระบบ”ที่คิดค้นมาเป็นอย่างดีเวลาที่เราพูดถึงข้อไม่ดีหรือว่าด้านไม่ดีของ social media เนี่ยก็แน่นอนว่าก็จะมีคำพูดนึงที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆว่าจริงๆแล้วเทคโนโลยีทั้งหลายเนี่ยมันก็เหมือนกับมีดแต่ว่ามันก็เหมือนกับหลายๆอย่างนั่นแหละมันไม่ได้มีด้านบวกและด้านลบเท่านั้น

 

มนุษย์ที่ฉลาดลงมือทำทุกอย่าง อย่างมีเหตุผล เพื่อหากินกับคนที่ไม่มีเหตุผลเพื่อเข้าใจ

#ZERO

 

“ ผมเองก็เป็นคนที่คิดแบบนั้นเมือและในตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้พยายามจะชี้ให้เห็นชัดว่าเทคโนโลยีเนี่ยมันไม่ได้เป็นกลางอย่างที่คุณคิด ”

คนไม่ได้สร้างสังคมในsocial media ไม่ได้คิดขึ้นมาจากสถานะความเป็นกลางแบบนั้นนะครับแต่ทุกยี่ห้อเนี่ยล้วนแล้วแต่คิดขึ้นมาด้วยโจทย์ว่าทำยังไงให้คนเนี่ยกลับไปเล่นมันบ่อยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ทำยังไงให้คนเนี่ยเปิดขึ้นมาแล้วเนี่ยอยู่กับมันได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพราะยิ่งใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้นานมากขึ้นเท่าไหร่ในมุมของเขาเนี่ยมันก็คือรายได้ ถูกไหมเขาก็สามารถนำเอาข้อมูลไปเป็นรายได้ให้กับตัวเองได้เขาก็สามารถที่จะนำเอาโฆษณาต่างๆเนี่ยมาลงให้เราเห็นได้มากขึ้นเพราะฉะนั้นมันจึงเป็นโจทย์ที่จะต้องทำให้คนที่ใช้งานเหมือนยาเสพติดหน้าจอไม่แปลกนะครับ ที่เราจะเสพติดสิ่งเหล่านั้น

ที่นิยามของการเสพติดก็คือสภาวะที่เกิดขึ้นจากการที่เราใช้สารหรือว่ามีพฤติกรรมบางอย่างที่มันก่อให้เกิดผลตอบแทนบางอย่างกับตัวเรา

ผลตอบแทนเนี่ยมันจะเป็นรางวัลให้เราลองนึกดูว่าสารเสพติดทั้งหลายอย่างที่มันกระทำต่อมนุษย์เนี่ยก็เพราะว่าเวลาเสพเข้าไปมาตลอดประสาทมันอาจจะทำให้เราเนี่ยหลุดเข้าไปอยู่ในโลกที่มันมีความสุข ทำให้เราหัวเราะโดยที่ไม่มีเหตุผล อะไรแบบนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เนี่ยมันคือรางวัลที่มอบให้กับคนที่เสพสารเหล่านั้นเข้าไปแล้วมันก็กระตุ้นให้คนคนนั้นเนี่ยทำพฤติกรรมนั้นซ้ำๆเพราะว่าคุณคุณแฮปปี้คุณยิ่งเสพยิ่งมีความสุขใช่ไหมครับก็เลยทำซ้ำซ้ำซ้ำไปเรื่อยๆแม้ว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาเนี่ยมันจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือว่าต่อสภาพจิตใจก็ตาม

แล้วไอ้เจ้าการเสพติดหน้าจอเนี่ยมันก็ทำงานในลักษณะคล้ายๆกันนี้เหมือนกันหรือเปล่านะครับคุณผู้ฟังก็อาจจะลองไตร่ตรองแล้วก็อาจจะมีคำตอบให้กับตัวเองนะครับซึ่งในการที่เราเสพติดหน้าจอหรือว่า social media ทั้งหลายเนี่ยก็เพราะว่ามันมีแรงขับ 2 ประการที่มันมีความสำคัญมากเลยกับจิตใจของมนุษย์นะครับนั่นก็คือมันเป็นการเสริมแรงเชิงบวกเป็นครั้งคราวลองคิดดูว่ามันจะมีสักกี่อย่างในชีวิตที่ชีวิตสามารถทำให้เราเนี่ยยิ้มออกมาหรือว่ารู้สึกดีกับตัวเองได้กี่ที มันก็เหมือนกับมีคนมาคอยเอาสารอะไรบางอย่างมาให้เราแล้วก็ทำให้เรารู้สึกว่าเคลิ้มแล้วก็ยิ้มออกมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่า

 

โซเชียลมีเดียทำได้ครับแค่เราเปิดเข้าไปแล้วเพื่อนมาไลค์เราเพื่อนมา comment เรา เรารู้สึกดีเพราะว่าเราได้รับการยอมรับและนั่นก็คือแรงขับอย่างที่ 2 ขึ้นมาซ้อนกัน คือเราต้องการการยอมรับจากผู้คนในสังคมเราไม่สามารถที่จะออกไปยืนในรถไฟฟ้าแล้วก็ทำอะไรบางอย่างแล้วก็ทำให้คนปรบมือให้ได้ง่ายๆแบบนั้นใช่ไหมครับ

1ทำให้รู้สึกดีที่ได้แสดงตัวตน

2ทำให้เรารู้สึกได้เป็นคนสำคัญ

มีใครบางที่ไม่อยากเป็นคนสำคัญอิอิ

 

ที่นี่ยุคสมัยที่มันไม่มีsocial media เนี่ยกว่าเราจะได้รับการยอมรับเราอาจจะต้องสอบได้ที่ 1 ของห้องเราอาจจะต้องทำรายงานแล้วได้a เราอาจจะมีชื่อติดบอร์ดหรือว่าเอ็นติดอะไรก็แล้วแต่ที่เราเนี่ยกว่าจะได้การยอมรับเดียวนี้เนี่ยเราสามารถได้รับการยอมรับได้ทุกนาทีนะครับ คือเราโพสรูปสวยๆลงไปแล้วมีคนมากดไลค์เนี้ยแล้วก็รู้สึกแล้วครับว่าฉันได้รับการยอมรับจากสังคมแล้ว

เบื้องลึกของการได้รับการยอมรับเนี่ยจริงๆมันอยู่ในตัวเราตั้งแต่เส้นทางวิวัฒนาการแล้วนะเพราะว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมเราอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นเหล่าเป็นเผ่าในเวลาที่เราทำอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วเผ่าของเราหรือว่ากลุ่มของเราเนี่ยยอมรับมันเท่ากับ การอยู่รอดแต่ถ้าเกิดว่าเราทำอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วไม่มีใครเอากับเราเลยเนี่ยคือเขาไม่เห็นด้วยกับเราหรือกระทั่งว่าทิ้งเราไว้ในพื้นที่นั้นแล้วก็หนีห่างจากเราไปเนี่ยเมื่อไหร่ที่ฝูงของเราเผ่าของเรา ลบเราออกกลุ่ม ทิ้งเราแล้วเนี่ยในสถานะของสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์สังคมเนี่ยเป็นช่วงเวลาอันตรายมากๆของชีวิตเพราะว่า

”นั่นเท่ากับว่าเราไม่มีอะไรให้เผ่าแล้วมีโอกาสมากที่เราจะเอาตัวรอดไม่ได้”

มีโอกาสมากที่เราจะอดอาหารตายหรือโดนสัตว์ร้ายเนี่ยมาทำร้ายเราถึงตายได้

 

เปรียบเทียบการที่เราแปะรูปลงไปสัก1 รูปและเขียนข้อความลงไปสัก1 ข้อความ ทวิตเตอร์ 1 ครั้งเนี่ยแล้วมันไม่มีปฏิกิริยาเลยหรือว่ามันน้อยมากเนี่ย “จะรู้สึกเราเจ็บช้ำ”เพราะเรารู้สึกว่า

“ เราไม่ถูกได้รับการยอมรับจากสังคม ”

แล้วต่อมาข้างในที่วิวัฒนาการมาตลอดเนี่ยมันก็จะบอกเราทันทีว่าอันตรายแล้วอะคุณจึง

โอกาสมากที่เราจะอดอาหารตายหรือโดนสักลายเนี่ยมาทำร้ายเราถึงตายได้เพราะฉะนั้นเนี่ยในหนังสือนี้เขาก็เปรียบเทียบนะว่าการที่เราแปะรูปลงไปสัก 1 รูปหรือเขียนข้อความลงไปสัก 1 ข้อความทวิตเตอร์สัก1 ครั้งเนี่ยแล้วมันไม่มีปฏิกิริยาเลยหรือว่ามันน้อยมากเนี่ยเราเจ็บช้ำนะครับเพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ถูกได้รับการยอมรับจากสังคมแล้วไอ้ต๋อมข้างในที่วิวัฒนาการมาตลอดเนี่ยมันก็จะบอกเราทันทีว่าอันตรายว่ะคุณจึงเป็นทุกข์จากการที่คุณไม่ได้รับการยอมรับนับถือว่าได้รายน้อยเกินไปซึ่งสิ่งเหล่านี้เนี่ยมันก็ให้ความรู้สึกเหมือนกันเล่นพนันว่าเขามาดูกันซิว่าโพสต์นี้เนี่ยมันจะได้รายน้อยหรือเยอะนะทวีปนี้มันจะได้รีทวิตเยอะหรือเปล่านะครับซึ่งจะว่าไปมันเป็นธรรมชาติมากๆแต่ธรรมชาตินี้มันนำไปสู่ก็ได้สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนนะครับว่าการที่เรายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มองมาตลอดพร้อมที่จะกดไลค์หรือว่าจะกดไม่ไลค์ก็แล้วแต่มันพร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์เราตลอดเนี่ยมันเท่ากับคุณยืนอยู่บนเวทีแสดงอยู่ตลอดเวลาเลยนะครับแล้วชีวิตเนี่ยยิ่งเล่นที่เท่าไหร่มันก็เหมือนเราขึ้นเวทีที่เท่านั้นแล้วตกลงความคิดของเราเราคิดแบบนั้นเราอยากแสดงออกแบบนั้นหรือเราเลือกที่จะแสดงออกแบบนั้นเพราะคิดว่ามันจะได้ไลค์เราเลือกที่จะแสดงออกแบบนั้นเพราะคิดว่ามันจะถูกรีทวีมันเป็นยังไงกันแน่นะ

 

ที่นี้พอเห็นตัวเองชัดขึ้นบ้างไมจากการที่ผมเล่าให้ฟังว่าจริงๆมันก็น่าจะทบทวนอยู่เหมือนกันนะว่าพฤติกรรมของเรามันเกิดขึ้นจากความต้องการแบบไหน

ก็จะมาถึงเรื่องของปรัชญาดิจิตอลminimalism เนี่ยว่าจริงๆมันคืออะไรมันไม่ใช่how to ซะทีเดียวว่าเราควรจะลบแอปออกไปจากโทรศัพท์มือถือหรือเราควรจะเอาโทรศัพท์ไปวางห่างตัวอะไรแบบนั้น เพราะแม้ว่าจะบอกhow to แบบนั้นเนี่ยแต่จิตใจหรือว่าความคิดของเรามันยังมีต่อ social media ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

พฤติกรรมในระยะยาวมันก็จะไม่เปลี่ยนแต่ไอ้การที่คุยกันไปถึงระดับปรัชญาในการใช้งานมันต่างหากที่อาจจะทำให้เราค่อยๆมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป

พอทัศนคติมันเปลี่ยน พฤติกรรมเราถึงจะเปลี่ยน

ปรัชญาของดิจิตอลซึ่งเนี่ยมันคืออะไรก็พูดง่ายๆก็คือว่าใช้โซเชียลมีเดียหรือดิจิตอลเนี่ยให้มันน้อยลงใช่ไหม แต่ทีนี้น้อยลงแล้วยังไงล่ะคำว่าน้อยลงเนี่ยมันคือคำว่า

”น้อยเท่าที่จำเป็นแล้วไอ้ความจำเป็นมันจะอยู่ที่ตรงไหน”

สิ่งนี้มันน่าสนใจตรงที่ว่าทุกคนมีความจำเป็นที่มันไม่เท่ากันเลยแต่ก่อนที่จะไปถึงจุดที่ว่าเราจะใช้เท่าที่จำเป็นยังไงดีเนี่ยเราน่าจะถูก convention หรือว่าถูกโน้มน้าวให้มันชัดๆไปเลยว่าทำไมเราถึงต้องตั้งคำถามนี้มันมีหลักการ 3 ข้อที่หนังสือเล่มนี้เนี่ยเขาชวนคิด

ข้อที่1 ก็คือเขาบอกว่า ”ไอ้ความรุงรัง” ทั้งหลายในชีวิตเนี่ยมันมีราคาแพง ความรุงรังที่ว่าก็คือมันน่าคิดเหมือนกันว่าทำไมอยู่ดีๆกินข้าวแล้วถึงจะต้องแบบดูว่าใครจะแชทมาหรือเปล่าหรือว่ามีใครเข้ามาคอมเม้นรูปเราหรือยัง

“เรายิ่งทำแบบบ่อยเท่าไหร่มันก็ยิ่งทำให้ชีวิตเนี่ยมันรุงรังโดยไม่จำเป็น ”

แล้วแต่ความรุงรังเหล่านี้เนี่ยมันแลกกับอะไรมันแลกกับเวลาในชีวิตที่ถูกหั่นออกมาเป็นเศษเสี้ยวเนี่ยเต็มไปหมดเลยนะครับเรามีโอกาสได้ใช้เวลาระยะยาวในชีวิตนี้น้อยลงมากๆลองคิดดูว่าถ้าเราไปทะเลแล้วพระอาทิตย์กำลังตกตรงเส้นขอบฟ้า ฟ้ากำลังเปลี่ยนสีค่อยๆซึ่งมีสีสวยๆเลยเนี่ย

”ในยุคสมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือว่าโซเชียลมีเดียสิ่งที่เราจะทำมันมีอะไรไม่ได้มากไปกว่าการใช้เวลากับภาพตรงหน้า”

แล้วมันก็สวยงามแล้วก็จะเป็นโมเม้นที่ไม่ว่าเราจะจดจำหรือไม่จดจำความสุขในตอนนั้นแน่นอนนะครับแต่ตอนนี้เนี่ยมันยากเหลือเกินครับที่เราจะไม่ทันอิ่มเอิบกับและแยกเวลาช่วงนั้นออกด้วยการถ่ายรูปพระอาทิตย์นั้น ถ้าเราใจร้อนหน่อยเราจะโพสทันที ในเวลาอันยาวนานที่เรามีต่อพระอาทิตย์ตรงหน้าเนี่ยมันจะถูกซอยเป็นย่อยๆยิบย่อยเต็มไปหมดเลย และเราจะมุ่งเน้นไปที่การได้ไปตอบคอมเม้นเพื่อนว่า โอ๊ยสวยจังเลยอยู่ที่ไหน มันก็จะกลายมาเป็นว่า

” สิ่งตรงหน้ามันไม่สำคัญ”

เราจะไปอยู่ในอีกพื้นที่1 ในอีกกาลเวลาหนึ่งเลย ซึ่งก็คือ การเวลาบนหน้าจอนั้นเอง แล้วทำให้สมาธิของเราเนี่ยมันก็ลดน้อยลงด้วย

 

ความใส่ใจต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจะลดลง

เมือเราให้ความสำคัญกับอะไร

บางสิ่งที่รู้สึกในใจ

#ZERO

 

หลักการข้อที่2

ก็คือว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของเราในชีวิตเนี่ยมันเป็นเรื่องที่สำคัญการที่เราใช้สื่อดิจิตอลมากขึ้นเนี่ยคำถามที่น่าถามคือว่าเราใช้มันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเองจริงหรือเปล่า หรือมันเป็นข้ออ้างกันแน่เพื่อที่ว่าจะบอกว่ามันต้องใช้นะไม่งั้นกูจะไปรู้ข่าวสารทันเพื่อนได้ยังไง โอ๊ยมันมีอะไรดีๆมากมายเลยนะในนั้นน่ะคลิปดีๆในyoutube มันเยอะมากเลยนะ อะไร

ถามว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริงไหมเป็นจริง แต่พฤติกรรมของเราเนี่ยมันมีประสิทธิภาพจริงไหมเนี่ยก็อีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันนะเพราะฉะนั้นคำถามมันคือว่า

”เราใช้มันเพื่อประโยชน์เพื่อความรู้เพื่อสิ่งที่มันดีๆเนี่ยจริงๆหรือเปล่า”

แต่แน่นอนนะครับผมไม่ได้หมายถึงว่าเราจะต้องใช้ไปเพื่อศึกษาความรู้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์นะแต่ใน 100% นะเนี่ยมันมีสาระจริงกี่เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน

 

สิ่งที่เราเอาเข้ามาในชีวิตย่อมเป็นสิ่งเดียวกับที่เราแสดงออก

“เขาเป็นคนอย่างไรเขาย่อมแสดงออกแบบนั้น”

#ZERO

 

ประการข้อที่3

การที่เราเนี่ยจะได้สร้างความพึงพอใจในชีวิตตัวเองเมื่อมี social media เพราะการใช่ปกติกับมันเรารให้เวลาเยอะมากความพึงพอใจของเราขึ้นอยู่กับการตัดสินของคนอื่นพอสมควรเช่น วันนี้ฉันแต่งตัวสวยหรือยังต้องให้คนอื่นมาชมหรือเปล่าวันนี้ฉันอยู่ในสถานที่ที่ฉันรู้สึกแฮปปี้มากเลยอ่ะ

ถึงแม้ว่าการทำแบบนั้นจะทำให้เรารู้สึกดีที่ได้แสดงออกตัวเองออกมา แต่มันต้องรอการยอมรับจากคนอื่น

“ ความอิสระในความรู้สึกของตัวเองนี่แหละที่มันอาจจะหายไปได้ถ้าเราใช้มันมากขึ้น ”

 

 

อิสระในใจถูกใช่ให้ผู้อื่นมาหมอบ

ความยอมจำนนใช่คำตอบ

มีแต่กรอบที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อความสุขตัวเองที่ไม่ได้มาจากตัวเราเองจริงๆ

#ZERO

 

 

มาถึงจุดที่ผมรู้สึกว่ามันสะกิดผมมากๆนะครับในหนังสือเล่มนี้ก็แน่นอนว่าผมก็ยอมรับว่าตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่เปิดหน้าจอแล้วก็ใช้เวลากับมันมากแต่ว่า

 

ในบทหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เนี่ยที่มันชวนคิดมากๆก็คือเรื่องที่เขาพูดถึงhenry david thoreau ซึ่งก็เป็นคนเขียนหนังสือ ซึ่งหลายๆท่านที่อ่านหนังสือก็จะอาจจะรู้จักหนังสือโกลเด้นเป็นอย่างดีนะครับว่าเขสคนนี้เนี่ยพยายามที่จะทดลองใช้ชีวิตในแบบที่สันโดษแล้วก็สมถะมากๆ เวลาคนพูดถึงก็มักจะพูดถึงในมุมที่ว่ามันเป็นหนังสือที่พูดถึงปรัชญาการดำรงชีวิตแบบสันโดษแบบนี้ บางคนก็อาจจะหยิบยกข้อความในนั้นแล้วก็รู้สึกว่ามันคล้ายๆกับงานเขียนที่เป็นบทกวี แต่ผู้เขียนหนังสือ distances เนี่ยจุดหนึ่งที่เขาบอกว่า คนไม่ค่อยพูดถึงในมุมนี้ก็คือ ที่ชอบเลยเนี่ยคือพยายามจะพูดถึงวิธีการใช้ชีวิตหรือว่า เศรษฐศาสตร์ของชีวิตเนี่ยในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ ผมยอมรับอ่านว่าเรียนแล้วก็มองข้ามมันไปเช่นกัน คือพยายามจะเขียนถึง

รายรับรายจ่าย แล้วก็ค่าใช้จ่ายที่ตัวเองนะใช้ไปกับบ้านหลังเล็กๆในบึงเล็กๆในป่าอย่างนั้นและสิ่งหนึ่งที่เขาจดบันทึกไว้เนี่ยก็คือ รายจ่ายที่มันน้อยมากๆเมื่อเทียบกับการใช้ชีวิตของคนในเมือง

กระทั่งการสร้างบ้านการทำไร่ทำสวนของเขาเนี่ยเขาก็ทำมันด้วยมือตัวเองแล้วมันก็ใช้ค่าใช้จ่ายน้อยมากๆในแต่ละเดือนเพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่พยายามจะสะกิดให้คิดเนี่ยก็คือ

“ เขาบอกว่าให้ลองเอาค่าใช้จ่ายเอาไว้แล้วก็เอามาคิดเทียบกับค่าแรงรายชั่วโมงเนี่ยของพวกเรา ”

คือลองคิดดูว่าสิ่งที่เราจะซื้อหรือว่าเราจะจ่ายไปเนี่ยมันเทียบเท่ากับเท่าไหร่ของแรงงานที่เราใช้ไปพูดง่ายๆว่า สมมุติเราอยากจะได้ของสักชิ้นนึงเนี่ย

“ สิ่งที่เราคิดมันไม่ใช่ว่าของชิ้นนั้นน่ะมันราคาเท่าไหร่แต่มันควรจะคิดว่าของชิ้นนั้นน่ะมันเทียบกับการทำงานของเรากี่วัน ”

เช่นคุณอาจจะอยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่20,000 ซึ่งถ้าเราลองเทียบกับว่าเราต้องทำงานกี่วัน บางคนอาจจะเดือน บางคนอาจจะครึ่งเดือนบางคนอาจจะเสร็จ1 ส่วน 3 ของเดือน คือ แรงงานที่เราใช้ไปเพื่อที่จะแลกกับของใหม่แล้วผมว่าพอมองชีวิตแบบนี้ เราจะเห็นเลยว่ามูลค่าของของต่างๆเนี่ยมันแลกมาด้วยสิ่งหนึ่ง ที่มันสำคัญมากๆเลยซึ่งโทรศัพท์ที่ได้มาก็มาจากสิ่งนี้

ต้นทุนของสิ่งต่างๆในชีวิตเรามันคือสิ่งที่ เขาเรียกว่า“ ชีวิต ”เพราะ

“ แบบนี้ของรอบตัวเราเนี่ยมันแลกมาด้วยชีวิตทั้งนั้น”

มันจะทำให้เราตระหนักมากขึ้นว่าตกลงไอ้สิ่งที่เราต้องเอาชีวิตของเราเป็นแลก มันจำเป็นมากน้อยแค่ไหนมันต้องแพงขนาดนั้นไหม มันต้องอร่อยขนาดนั้นไหม อันนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตอบตัวเองนะครับไม่มีใครสามารถตอบแทนใครได้

 

ความสำคัญเป็นเพียงสิ่งสมมุตที่ถูกกำหนดด้วยอัตตาเราเอง

#ZERO

 

แล้วเกี่ยวยังไงกับดิจิตอล

มันเกี่ยวตรงที่ว่าวิถีชีวิตแบบไหนเนี่ยมันคือการใช้ชีวิตให้น้อยและเท่าที่จำเป็นเพื่อที่คุณจะมีเวลาและชีวิตที่รวยกว่าที่คุณจะเอาเวลาและแรงงานทั้งหมดเนี่ยไปแลกในสิ่งที่มันไม่จำเป็นการใช้เวลาในโลกดิจิตอลก็เช่นกัน

เราอาจจะใช้เวลาซึ่งเป็นหน่วยเงินชนิดหนี่ง อบรมมันว่ามันเป็นหน่วยหนึ่งที่เราจะใช้ได้เนี่ยไปกับความสุขเล็กๆน้อยๆ เต็มไปหมดเลยในแต่ละวันละนิดแค่ ฟินจังเลยมีคน มาคอมเม้นเรามีคนมาชอบสิ่งที่เราเขียน มีคนที่ชอบชีวิตของเรามันเป็นความความสุขที่เกิดจากจ่ายเล็กๆน้อยๆมากเลยสิ่งที่เราแลกกับมันไปคือเวลาจำนวนมหาศาลที่แรกไปแล้วก็พอผ่านเวลาไปเรื่อยๆ เนี่ยเราอาจจะเริ่มเห็นว่า

” มันไม่มีอะไรให้จดจำเป็นชิ้นใหญ่ๆเลย ”

แล้วเดี๋ยวเราจะค่อยๆพาไปสู่จุดสรุปว่าแล้วถ้าเราไม่แลกเวลากับความสุขเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ที่มันเป็นชิ้นกระจายเนี่ยเราควรจะเอาชีวิตของเราเนี่ยไปแลกกับอะไรที่มันมีมูลค่าหรือว่าคุณค่ามากกว่านั้น

เริ่มมีความรู้สึกว่าฉันก็จะลองใช้digital ทั้งหลายเนี่ยให้มันลดลงแล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะก็จะมาถึงจุดที่เริ่มเป็น how to ว่าแล้วมันพอจะมีขั้นตอนการที่เราจะออกห่างจากการเสพติดของตัวเองบ้าง

หนังสือเล่มนี้เนี่ยแนะนำหลักการ3 ข้อซึ่งผมคิดว่าทุกๆคนสามารถฟังแล้วก็นำไปปรับใช้กับตัวเองได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องทำแบบที่เขาบอก

ตอนที่1

ในหนังสือเขาบอกว่าให้เราจัดสรรเวลาสัก30 วันครับก็คือเดือนหนึ่งนั่นเองนะที่จะพักใช้งานจากเทคโนโลยีต่างๆเนี่ยที่มันไม่จำเป็นกับชีวิตไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่หยิบโทรศัพท์ไม่หยิบ ipad แท็บเล็ตของเราขึ้นมาเลยนะแต่มันเริ่มต้นด้วยการถามว่าในโทรศัพท์เราในโทรศัพท์เราเนี่ยมันมี app กี่app แล้วมันมีapp ไหนบ้างเหรอที่มันไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตของเราหรือว่าการงานของเราเลยนะครับเริ่มจากไม่ใช้มันก่อนอ่านที่จำเป็นเนี่ยยังใช้อยู่ยังเช็คอีเมลถ้าจะต้องแชทคุยงานก็ใช้แต่ว่า

 

”เลือกมาแล้วว่าเอาเท่าที่จำเป็น”

แล้วเลิกการใช้งานในสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปเลย30 วันระหว่างที่อยู่ใน30 วันนี้

 

สร้างวินัยการใช่โดยแบ่งเวลา

#ZERO

 

 

ข้อ2

ก็คือลองหากิจกรรมหรือว่าพฤติกรรมอื่นของตัวเองอ่ะที่เรารู้สึกว่าไม่ต้องทำแล้วมันพึงพอใจหรือว่ามันมีความหมายกับชีวิตเราเชื่อว่าหลายๆคนเนี่ยมีกิจกรรมที่ตัวเองทำแล้วรู้สึกดีมากนะครับแล้วก็รู้สึกตลอดเลยว่าอยากทำ

ทำครับจะผ่านเวลาไป2-3 เดือนก่อนก็อยากทำแบบนี้มากเลยแต่ยังไม่ได้ทำงานไปปีนึงใช่อยากทำมากเลย บางคนอยากหัดวาดรูป บางคนอาจจะอยากปลูกต้นไม้บางคนก็อาจจะอยากลองเรียนภาษาต่างๆ

มันมีอะไรอีกเยอะมากเลยนะครับที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะทำแต่เราไม่เคยมีเวลาที่จะได้ทำเลยลองใช้เวลาจากการที่ปิดหรือว่าพักในจากโซเชียลมีเดียไปลองทำสิ่งนั้นดูเล็กๆน้อยๆก็ยังดีนะครับแล้วก็ต่อเมื่อมันหมด 30 วันไปแล้วเนี่ยลองกลับมาใช้เทคโนโลยีทั้งหมดที่เคยใช้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

“เราจะเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นว่าอะไรจำเป็นกับชีวิต”

มันจะค่อยๆเริ่มเห็นชัดเจนขึ้นว่าnew normal ของเราเนี่ยมันคืออะไรกันแน่ตกลงแล้ว

”สิ่งที่ไม่มีก็ไม่มีก็ได้นี่หว่า”

ไม่ทำก็ได้นี่น่า ไม่เล่นก็ได้นี่หว่ามันคืออะไร มันก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างเราจะต้องเริ่มจากร้อยเป็นศูนย์ถูกไหม ไม่ได้จะมีบางapp ครับที่เราเริ่มเห็นว่ามันไม่จำเป็นขนาดนั้นแต่มันยังจำเป็นอยู่อันนี้เนี่ยมันก็จะนำมาซึ่งคำแนะนำต่อไปนะครับว่างั้นเราสามารถสร้างกฎให้กับตัวเองสำหรับวางแอปพลิเคชันได้นะครับเช่นบางคนอาจจะชอบดูคลิปมากๆบางคนก็จะใช้การดู netflix การดูyoutube ทั้งหลายเนี่ยเป็นการนำเอาสาระหรือว่าไปสันดาปความคิดที่คิดต่างความคิดกับตัวเองด้วย

ที่นี่มันก็จะนำมาซึ่งกฎที่เราจะบอกกับตัวเองได้ว่างั้นวันนี้เนี่ยเปิดอ่าน facebook หาทวิตเตอร์เนี่ยเพียงแค่ในเวลาช่วงนี้ได้ไหม คือสิ่งเหล่านี้เนี่ยมันจะทำให้เราจัดสรรเวลาของตัวเองได้ดีขึ้นแต่ละคนก็สามารถที่จะไปหาเทคนิคของตัวเองได้แต่แนวความคิดหลักมันก็คือว่าเราเห็นแล้วหรือเปล่าว่าเราเนี่ยได้ใช้ชีวิตของตัวเองเป็นจำนวนมากมายมหาศาลไปกับสิ่งที่มันเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆน้อยๆอันอาจจะไม่ได้นำมาซึ่งคุณค่าที่เราว่ามันทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิตขนาดนั้นนะครับซึ่งถ้าเรารู้สึกแบบนั้นเนี่ยเราจะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราตามสูตรที่เรากำหนดขึ้นมาเอง

คราวนี้ถ้าสมมุติว่าเรารู้สึกว่าอยากจะดีท็อกออกไปจากตัวdigital technology ทั้งหลายนี้เราจะสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วไอ้การทำเรานะเนี่ยมันมีประโยชน์กับตัวเราเองอย่างไรในประวัติศาสตร์นะครับของมนุษยชาติเนี่ยมีนักคิดมีนักปราชญ์มากครับที่ให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่ได้อยู่เพียงลำพังให้ความสำคัญกับการที่ได้เดินคนเดียวไปไกลๆยาวๆแล้วก็

”มันจะมีความคิดดีๆเนี่ยขึ้นมาเสมอในเวลาที่ได้อยู่กับตัวเอง”

แล้วก็ได้คุณคิดอะไรบางอย่างที่นี่ในวิถีชีวิตที่มันขาดสภาวะของความสันโดษเนี่ย

มันส่งผลยังไงกับคนเราเขาบอกว่ามันส่งผลว่า

” เราเนี่ยจะไม่มีเวลาที่จะใช้เวลากับความคิดของตัวเอง”

“ แล้วเราก็จะไม่เป็นอิสระจากความคิดของคนอื่นด้วย ”

“ นั่นหมายความว่าเวลาที่เราบอกว่าเราคิดแบบนี้เนี่ยตกลงเราคิดแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า “

เราเห็นหรือว่าเราสามารถมีคุณค่าในชีวิตในแบบที่เราเชื่อได้จริงๆแบบที่ตัวเราคิดเองเนี่ยจริงหรือเปล่าแต่ยุคสมัย ที่มีtv ก็เคยมีอิทธิพลมากมายมหาศาลอีกคนก็จะมีคนมาบอกว่าจริงๆมาจากสื่อโทรทัศน บอกว่าเนี่ยโฆษณาต่างๆ ทีวีรายการที่เราดูเนี่ยมันหล่อหลอมให้เราคิดแบบนั้นแบบเนี่ย

คนเป็นห่วงแบบนั้นมากแต่ทุกวันนี้มันหนักกว่าข้อความนั้นมากเลยคือ

”ทุกวินาทีของเราคือความคิดของคนอื่นแทบจะต่อนาที”

เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยเป็นสิ่งที่น่าตั้งคำถามนะครับว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่กับความคิดของคนอื่นและการตัดสินของคนอื่นหรือเปล่า แล้วมันก็มีตัวเลขที่น่าสนใจคือเขาบอกว่ามีเจนนะเรชั่น(ช่วงชีวิต)หนึ่งที่เกิดในระหว่างปี 1995 นะครับมาจนถึง2012 เนี่ยเขาเรียกคนเจนนี้เรียกว่าคน”(I jen)ไอเจน”ก็อาจจะล้อกับบรรดาสินค้า“ไอ” ทั้งหลายว่าเป็นคนที่ให้คนกลุ่มนี้ที่เกิดขึ้นมาในยุคหลังจากที่มนุษย์เริ่มที่จะใช้หน้าจอและ social media

สิ่งที่มันเกิดขึ้นก็คือเขาบอกว่าคนในรุ่นนี้เนี่ยมีอัตราของการเกิดโรคซึมเศร้าแล้วก็การฆ่าตัวตายในหมู่วัยรุ่นนี้พุ่งทะยานขึ้นอย่างมากเลยนั่นหมายความว่ามันเกิดความปั่นป่วนในสุขภาพจิต ก็คือมีความสับสนและกังวลในสมองของตัวเองเนี่ยอยู่ตลอดเวลาแล้วก็มีความรู้สึกกดดันที่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสายตาของคนอื่นอยู่เรื่อยๆ สิ่งที่สูญเสียไปแล้วก็คือเขาบอกว่าถ้าเราเสพติดต่อsocial media หรือว่าภาวะหนึ่งของคนในรุ่นนี้เนี่ยก็คืออาจจะไม่เข้าใจสภาวะอารมณ์ของตัวเองเพราะไม่มีโอกาสได้ใคร่ครวญว่าตกลงแล้วเนี่ยฉันคือใครกันแน่ ฉันชอบอะไรกันแน่

การใช้เวลากับตัวเอง

สิ่งนี้จะหายไปได้ปล่อยให้สมองตัวเองได้พักจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์

 

เราจะเห็นว่า หากไม่เปิดเข้าไปในsocial media มันเป็นทัศนคติการที่เราได้พักบ้างเนี่ยมันก็ทำให้เราได้ผ่อนคลายลงก็เลยทำให้การจัดระเบียบของสมองของมันมีโอกาสได้นิ่งๆสงบ ได้สะอาดแล้วก็ผ่อนคลาย

หนังสือเล่มนี้เขียนไว้คือเขาบอกว่าให้

“ ความสำคัญกับกิจกรรมที่ใช้ความพยายามมากกว่าการบริโภค”

เคยมีคนบอกนะครับว่าความสุขของมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากการเสพกับการสร้างการเสพเนี่ยเราจะได้รับความสุขชั่วครั้งชั่วคราว คือเวลาเรากินของอร่อยหรือจะได้ฟังเพลงเพราะๆก็มีความสุขนะครับแต่ความสุขนั้นมันจะเกิดขึ้นแล้วมันก็จะจบลงแล้วเราก็ต้องไปหาความสุขแบบนี้มาใหม่อีกครั้ง

แต่ความสุขที่เกิดจากการสร้างเนี่ยมันจะเกิดขึ้นในระยะที่ยาวแล้วก็ลึกซึ้งแล้วมันอยู่ในตัวเองเพราะมันคือสิ่งที่เราสร้างมันขึ้นมาทั้งหมดทั้งมวลเนี่ยจริงๆแล้วคือการที่ชวนให้ทบทวนว่าการที่เราใช้เวลากับโซเชียลมีเดียเนี่ยตกลงแล้วเรามีความสุขกับมันอาจจะจริงแต่ความสุขเรานั้นมันอาจจะเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆน้อยๆของความสุขที่กระจัดกระจายเนี่ยเต็มไปหมดเลยในชีวิตเราเรามีโอกาสเลือกหรือเปล่าว่าเราสามารถที่จะมีความสุขกับโซเชียลมีเดียได้ในสัดส่วนแค่ไหนก็พอแล้ว เราจะได้มีเวลาที่มันยาวนานกว่านั้นที่มันลึกซึ้งกว่านั้นในการที่จะนำมาทำในสิ่งที่เป็นผลงานหรือว่าเป็นกิจกรรมหรือว่าเป็นความทรงจำเป็นประสบการณ์ที่ชีวิตของเราเนี่ยมันจะจดจำสิ่งนั้นแล้วก็มีความสุขระหว่างที่ทำมีความพอใจกับตัวเองแล้วก็มีความสงบจากสายตาคนอื่นที่ไม่ต้องมาตัดสินเรานะครับก็คิดว่าทั้งหมดทั้งมวลมันก็เกิดขึ้นจากความคิดลึกๆว่า

“ เราจะยอมรับระวังความสุขที่ได้เพียงเล็กๆน้อยๆที่มันปัจจุบันทันด่วนแล้วจบสิ้น”

หรือเลือกที่จะ

“ ฝึกนิสัยกับตัวเองในการทำกิจกรรมหรือครับที่มันสร้างความสุขให้กับเรา”

แล้วก็ไม่ต้องบอกใครก็ได้แต่เราอาจจะค้นพบกับตัวเองก็ได้ว่าความสุขที่มันเกิดขึ้นในใจเราโดยที่ไม่ต้องมีใครมากดไลค์ให้มันเลยเนี่ยมันกลับสร้างชีวิตที่เราพึงพอใจมากกว่าก็เป็นได้นะครับขอให้ทุกคนมีความสุขครับ

ผมกวีสีเทา

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น