โลกไม่ได้แย่ฉันแค่แพ้ใจตัวเอง

ตอนที่ 11 : ตรรกะความดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 พ.ค. 63

 

 

การเป็นตัวของตัวเองมันก็แตกต่างอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใส่สิ่งพิเศษใดใด

 

การแสดงออกถึงการรักตัวเองของการเป็นมนุษย์ รูปแบบหนึ่งก็การได้เป็นตัวของตัวเอง 

ในปัจจุบันการเป็นตัวของตัวเองนั้นมีการซึบซับผ่านการเรียนรู้จากผู้คนและทำให้คนมากมายในปัจุบันสามารถแสดงออกที่จะเป็นตัวเองผ่านการเรียนรู้จากช่องทางต่างๆ บางคนพยามเป็นคนที่จะมีชื่อเสียง บางคนพยามจะเป็นคนที่มีฐานะ 

“ พยามเป็นตัวของตัวเองเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับ ”

และนั้นนำเราไปสู่การหลงทางเพื่อพิสูจนย์ตนเองในแนวทางที่อันตราย เพราะความสำเร็จของเรามาจากการแนะนำของเขาหากล้มเหลวเราจะโทษคนอื่นเอา เพราะฉะนั้น ความเชื่อ ความหวังเราเอง เราเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบมัน 

การเป็นตัวของตัวเองนั้นมีหลายวิธี หนึ่งในการทำให้ตัวเองมีคุณค่าจากการได้เป็นตัวของตัวเองนั้นมาจากการที่เราได้ทำความดี

ความดีจะทำให้เราภูมิใจในตนเอง  

เคยสงสัยบางไหมว่าทำไมเราต้องเป็นคนดีทั้งที่บางครั้งการทำดีของเรานั้นไม่เคยถูกเห็นคุณค่าและคนเขาก็บอกว่าเรามโนเรื่องที่จะเป็นคนดีแบบนั้นเองแล้วพอไม่เด่นไม่ดังอย่างที่ตัวเองต้องการ หรือความดีของเรานั้นไม่ได้รับการเข้าใจ เราก็อาจจะโวยวายเขาก็บอกว่าคุณเป็นคนประเภททำดีหวังผลเหรอ

วันนี้ก่อนจะไปไกลผมมีตัวอย่างแนะนำสักเรื่องหนึ่ง

มีเรื่องเล่ากับรุ่นน้องคนหนึ่ง น้องเขาเป็นคนที่รณรงค์เกี่ยวกับเรื่องโรคซึมเศร้าโดยการทำเพลงแร็บเพื่อสังคมเพื่อให้วัยรุ่นยุคใหม่เข้าถึงง่ายและช่วยลดผู้ป่วยในหมู่วันรุ่นลดลง

โรคภาวะซึมเศร้าเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ง่ายมากในสังคมที่มีการแข่งขันเปรียบเทียบกันเองสูง จากปัจจุบันซึ่งปัจจุบันมีคนเป็นโรคนี้เยอะมากอัตตรามีคนเสียชีวิตเพราะโรคนี้เฉลี่ยเดือนละ 300คนในไทย และบางคนไม่ว่าเด็กหรือคนโตก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็น 

น้องเขาได้เรียบเรียงข้อมูลออกมาเป็นเพลงที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายสื่อได้ถึงผู้ที่มีอาการป่วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงประมาณสองสามวันก่อนได้ ตัวผมมีอาชีพขับส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ซึ่งในช่วงวันนั้นเวลาเย็นของวันหนึ่ง 

ผมขับรถทำงานตามปกติแต่ตอนนั้นยังไม่มีงานเข้าที่จะต้องวิ่งไปรับหรือไปส่งลูกค้า  ระหว่างที่รอออเดอร์ต่อไปเข้ามาเพื่อทำงานผมได้ขับรถเข้าไปจอดที่ร้านหมูปิ้งร้านหนึ่งข้างทาง หวังว่าจะประทังหิวด้วยการกินหมูปิ้งสักไม้เพราะว่าหมูปิ้งเนี่ยมันเป็นอะไรที่กินได้ระหว่างขับรถ

ร้านเป็นร้านรถเข็นเก่าๆขายอยู่ข้างทางอยู่หน้าบ้าน มีเด็กคนหนึ่งตัวผอมแห้งหน้าตาอยู่ในช่วงวัยรุ่นกำลังยืนปิ้งหมูปิ้งพร้อมกับเปิดเพลงโทรศัพท์อะไรบางอย่าง

ผมเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อจะซื้อหมูปิ้งตามปกติแต่ทว่าเสียงเพลงที่ผมได้ยินจากโทรศัพท์ที่น้องเปิดนั้นมันเป็นเพลงแร็พ SOS จากคุณน้องผมที่ทำเพลงเพื่อสังคม

 

“ หมูปิ้ง 10 บาทครับ ”

น้องหันมายิ้มให้ผมพร้อมหยิบปิ้งใส่ถุง

“ ไม่ต้องใส่ถุงน้องพี่กินเลย “

ผมบอกน้องลองเคยยื่นหมูปิ้งมาให้ผม

 

" น้องฟังเพลงนี้ด้วยหรอ "

ผมพูดถามน้องพร้อมชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือที่กำลังเปิดเพลง SOS ของศิลปิน 36 man

 

" ใช่ครับพี่ผมเป็นโรคซึมเศร้า "

น้องยิ้มและพูดจาอย่างเป็นกันเองตอบโต้ผมอย่างเป็นธรรมชาติ ในตอนนั้นผมรู้สึกตกใจมากที่เห็นน้องพูดว่าตัวเองป่วยได้อย่างอาการปกติต้องบอกก่อนว่าด้วยความเข้าใจส่วนตัวของผมผมคิดว่าคนจะเป็นโรคซึมเศร้าส่วนมากนั้นตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวว่าเป็นคือพูดง่ายๆว่าต่อหน้าเนี่ยเขาอาจจะปฏิบัติดีกับเรามากๆแล้วก็คุยกันสนุกสนานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่เมื่อกลับมาอยู่คนเดียวแล้วคนที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะเสียใจและเก็บตัวอยู่คนเดียว น้องคนขายหมูปิ้งนี้เขากล้าที่จะพูดว่าตัวเองไม่สบายและก็ป่วยกับผมนะ ทั้งที่เราเพิ่งเจอกัน

 

 ผมยิ้มและยื่นมือไปรับหมูปิ้งที่น้องส่งมา

“ แล้วน้องไปหาหมอหรือยังตอนนี้เป็นไงบ้าง “ .

ผมถามน้องกลับไปในขนาดที่ปากกำลังเคี้ยวหมูปิ้งเหมือนกับว่าผมสนิทกับน้องมาแล้ว 5000 ปี 5555

(เนียนแดกครับท่านผู้อ่านคนเขียนอดอยากน่าดู) (เด็กๆไม่ควรทำตามนะครับ)

 

" ครับไปหาหมอแล้วพ่อกับแม่เป็นคนพาผมไป "

น้องยิ้มและตอบกลับมาพร้อมเริ่มเปิดเพลงอีกรอบที่กำลังจะจบ

 

" แล้วทำยังไงให้พ่อกับแม่เข้าใจว่าเราป่วยหมอเขาบอกแล้วใช่ไหม "

ผมยังคงถามเสือกเข้าไปในชีวิตน้องด้วยความเป็นห่วง

" ครับผมไม่ได้บอกตรงๆแต่ว่าผมเปิดเพลงนี้ให้พ่อกับแม่เขาฟังพวกท่านก็เข้าใจแล้วก็เป็นคนพาผมไปพบหมอครับตอนนี้ผมก็รับยามากินแล้วนะครับ "

 

น้องตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มและดูภูมิใจ

 

ผมกิน และยิ้มไปด้วยร้อยยิ้มไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเพลงแร็ปที่มีเนื้อหาไม่ได้สอดแทรกหรือเสียดสีอย่างคนอื่นเขาแต่เป็นการเขียนเพลงเพื่อช่วยเหลือผู้คนไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้จะสามารถช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งไว้ได้

"ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ" บางครั้งเราก็คงสงสัยในความดีของตัวเองได้เหมือนกันว่าที่ทำไปมันถูกทางไมเพราะระหว่างที่เดินไม่มีเพื่อนหรือผู้คนที่ชื่นชมเลยแต่ว่าเราไม่ควรสงสัยในความดีงามที่เราทำจริงๆเพราะมันดีจริงๆมันก็มีคนได้รับผลจากการกระทำดีๆเหล่านั้นทำดีมันก็ต้องได้ดี

ดีมันก็ดีตั้งแต่วิธีคิด

ผมยิ้มและพูดต่อ

"น้องหมูปิ้งอีกไม้"

 

การนับถือตัวเองเป็นการแสดงออกถึงการรักตัวเองด้วยความอบอุ่น หาก เราไม่เครพความเชื่อความลำบากของตัวเอง เราจะหลงไปกับความสำเร็จของคนอื่น

#ZERO

 

เรื่องที่ผมไปเจอมานี้เป็นเรื่องจริง จึงทำให้ผมกลับมาตั้งคำถามถึงความดีในปัจจุบัน

 

ความวิบัติทางศีลธรรมทางมโนธรรมของการเป็นมนุษย์

ความตั้งใจหรือปณิธารเป็นเรื่องไรสาระ ความดีถูกผูกกับจินตนาการ ความเลวถูกเชื่อโย่งกับความเจ็บปวดว่าเป็นความจริง  มันจริงที่ไม่อาจปฎิเสธที่จะบอกได้ว่าความจริงมันไม่รู้สึกเจ็บ และ จินตนาการมันทำให้เรารู้สึกดี การหลอกตัวเองเพื่อต่อต้านความรู้สึกดีดีเพราะกลัวว่าการหลงผิดยึดอยู่กับความดีงามจนผิดไม่เป็นมันทำให้เราดูเลวทรามบัดซบเพราะการล่อลวงให้ผู้อื่นดีแบบเราโดยที่ขาดวิจารณ์ญาณมันแย่มาก 

 

 มันเกิดจากอะไร

 ในปัจจุบันเรามีอาชีพ ไลฟ์โค้ช หรือ คนที่ทำงานด้านการพัฒนาตนเองเพื่อสอนให้ผู้คนเจริญเติบโตเพื่อก้าวไปด้านหน้า  ปรากฏการหากินลักษณะแบบนี้ หากไม่ได้เป็นตัวเองจริงๆ การแสดงออกในความหวังดีที่ทำขึ้นหรือเราเรียกกันว่าเสแสร้ง แต่ถ้าหากฉลาดหน่อยในตัวคนที่แนะนำสิ่งนั้นเราเรียกมันว่า อัตตา อาการลุ่มหลงตัวเองทำให้คนเรา เสียรู้ตัวเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมไม่ได้มาบอกว่า ผู้คนอาชีพนี้ผิดหรือทำให้ความดีงามดูแย่กลายเป็นเรื่องในจินตนาการ  แต่ว่าผมแค่อยากบอกว่า  ผู้คนในสมัยปัจจุบันกำลังหากินกับความรู้สึกของมนุษย์ด้วยกัน

 

ปัญหามันคืออะไร

    การทำให้ความรู้สึก เช่นกำลังใจถ้าใครอยากได้ อยากเข้าใจตนเอง เป็นสิ่งที่มีขาย แค่ทำแค่ฝึกตามที่สอนก็สามรถทำได้  สินค้าที่มาจากความรู้สึกจริงใจ ปากบอกทำเพื่อคนแต่ขายเพื่อเป็นของ  เพื่อให้ตนมีรายได้ ความสำเร็จเหมือนขนมที่ใครอยากกินอยากได้ก็แค่มีเงินซื้อ

 

เราทำเป็นมองไม่เห็นมันไม่เป็นไร

แต่

ปัญหามันจะไม่แกล้งมองไม่เห็นเราเหมือนเราทำ

#ZERO

 

ความรู้สึก ถูกขาย 

    ราคาที่ต้องจ่ายนอกจากเงินแล้วก็คือการบิดมุมมองและความคิดของผู้คนให้เห็นว่า “การทำดีมีมูลค่าไม่ใช่แค่มีค่า” มันถูกกระตุ้นให้คนทำดีถูกเห็นคุณค่าก็จริงอยู่แต่มันก็มีคนที่ไม่เห็นด้วยเช่นกันว่ามันทำไปเพื่อค่าความดีที่คนอื่นต้องจ่ายมาเพื่อจะดีแบบเขา การที่เรายอมรับว่าบนโลกนี้มีคนดีมันทำให้เรามีกำลังใจและอยากที่เป็นคนดีแบบเขานั้นดีแต่ทว่าทำไมผู้คนเหล่านั้นไม่สอน ไม่ให้แนวคิด ให้ความเป็นตัวของตัวเองแก่ผู้คน ไม่ใช่การควบคุมการทะเยอทะยาน

 

ปัญหานี้นำไปสู่อะไร

    การยอมรับที่แปลงจิตสำนึกมาเป็นสินค้า ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อปรับปรุงตัวเอง มันเหมือนกับถ้าคุณอยากผอมเลยต้องกินยาลดน้ำหนัก มันคือการทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นโดยที่เราไม่ต้องลำบากหรือพยาม   

 

ความขี้เกียจคือหายนะถ้าอยู่กับคนโง่ 

ความขี้เกียจคือพรสวรรค์หากอยู่กับคนฉลาด

#ZERO

 

วิธีคิดที่เปลี่ยนไป นำหายนะ

ความเสียหายทางตรรกะนี้ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นสัจธรรมรูปแบบหนึ่งโดยวลีเด็ดที่ฮิตฮอพถูกเชื่อโยงเข้ากับตัวเราเองอย่างไม่รู้ตัว

“ อย่าดร่าม่า “

คำสมัยใหม่ที่ใช่เพื่อเป็นมุขตลกแต่ที่แท้มันเป็นคำที่สร้างมาเพื่อพลักดันคนที่ชอบพูดความจริงหรือเพื่อหลีกหนีเรื่องแย่จากคนอื่นที่เราจะไม่ต้องรับรู้หรือกังวลกับชีวิตมาก

 

“ อย่าโลกสวย “

คำง่ายๆที่ทำให้เราพลักปัญหาไปที่ปัญญา เพื่อจะได้ไม่ต้องแก้ใขอะไร  การบอกคนอื่นว่าอย่าโลกสวยคือการโต้ตอบทางภาษาว่า ให้ความหมายคล้ายคำว่า อย่ามายุ่ง อย่าเสือก นี้ชีวิตฉัน 

 

เมือการเบียดเบียนเป็นเรื่องปกติการทำเรื่องร้ายยอมถือว่าเก่งกาจ

#ZeRO

 

อุปนิสัยของคนที่ชอบว่าด่าใครด้วยคำข้างต้น มักจะมีความยับยั่งชั่งใจต่ำ ขี้ระแวง ชอบแพ่งโทษผู้อื่นและนิยมปกปิดความผิดของตัวเองสุดฤทธิ์  เวลาเห็นแก้ตัวมักหน้ามืดอยากทำอะไรก็ทำ มักโกรธเกรียวจะอาละวาดแรงไม่สนความเสียหายของใคร มีเชื่อความก้าวร้าวอยู่ในตัวเองสูง เพราะสำคัญไปว่าตนเองเป็นสูญกลางอำนาจ นี้ชีวิตของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้

 

การทำให้รู้ตัวว่าเสียความเป็นตัวของตัวเองได้ดีที่สุดคือการ ยอมรับใช่ผู้อื่น 

#มหาตมะคานธี

 

    ทุกคนมีความดีในแบบที่ตัวเองเข้าใจ เมือความรู้ใช่ไม่ได้ความเชื่อจะถูกทำงาน 

#ZERO

 

    ไม่รู้ ไม่ผิดเรามักใช่เพื่ออ้างเหตุผลที่จะรับผิดชอบต่อตัวเองและบุคคลอื่น สุดท้ายเมือเราโดนตอกย่ำมากๆ เราจะพูด ว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน” มันเปลี่ยนเหตุผลที่เราใช่เพื่อไม่ต้องอ้าง

 

    นอกจากมีการขายกำลังใจแล้วผมก็ศึกษาหาข้อมูลไปอีกไปถึง ในสายของคนที่มีความเชื่อละพวกเขาไปในทิศทางไหน ที่ผมอยากจะเขียนถึงก็คือ สายลัทธิ

 

 

ลัทธิ

น. คติความเชื่อถือ ความคิดเห็น และหลักการ ที่มีผู้นิยมนับถือและปฏิบัติตามสืบเนื่องกันมา เช่น ลัทธิสังคมนิยม ลัทธิชาตินิยม ลัทธิทุนนิยม. (ป. ลทฺธิ ว่า ความเห็น ความได้).

ข้อมูลจาก https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/ลัทธิ

 

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อเมือคนเรายอมซื้อกำลังใจและความสุขจากการเข้าคอสส์ แน่นอนสิ่งที่คนพยามหาประโยชน์นอกจากสตังก็คือ อำนาจ

 

ปัจจัย หลักๆที่ 3ข้อที่ผมอยากให้สังเกต เนี้ยกลยุทย์ของการดึงดูดคนให้เห็นด้วยที่แม้จะผ่านมานานแต่ก็ยังมีแนวลัทธิเกิดขึ้นมาให้ผู้คนยึดติดโดยยอมที่จะทำตามคำสอน หรือที่เรา เรียกว่า “การล้างสมอง”

การล้างสมอง

  1. ให้ความสำคัญกับคุณเหมือนคุณเป็นคนพิเศษและก็พูดเรื่องแย่ให้เรารู้สึกเปราะบาง

 

  1. พวกเขาจะโน้มน้าวด้วยแนวคิดใหม่ของเขาและทำให้เห็นว่าดีมากๆและคนรอบตัวถ้าได้รู้จักก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น

 

 

  1. ให้คุณเป็นส่วนหนึ่งและหาสาวกใหม่ขยายไปเรื่อยๆ

 

1 การถูกทำให้เป็นคนสำคัญ

จิตวิทยาพื้นฐาน ได้มีคำกล่าวไว้เลยว่า “คนทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ”

ซึ่งจริงๆแล้วมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การอยู่ร่วมและได้รับความสำคัญจริงๆแล้วมาจากปัจจัยพื้นฐานอย่างเช่นครอบครัวหรือคนที่รักเรา  พูดง่ายๆนะครับ

“คนเรามักพยามตามหาคนเรารักมากกว่าหั่นมองดูคนที่รักเรา”

และกลุ่มคนพวกนั้นก็มีแนวคิดที่จะโน้มน้าวให้คุณออกห่างจากคนเหล่านั้น และล่อลวงคนเราให้เข้าใจว่า คุณไม่มีใครรัก แม้กระทั้งตัวคุณก็ไม่รักตัวเอง และนั้นก็เพื่อจะชักจูงให้เราเข้ารีต

อาจมีกรรมวิธีที่แตกต่างจากนี้ไปอีกหลายแบบ แต่หลักก็คือ ทำให้คุณรู้สึก พิเศษ และ ลดคุณค่าจุดยืนของคุณไปเรื่อยๆ จนคุณรู้สึกเปราะบาง

 

2 การโน้มนาว ปรับทรรศณะคติ

ในขั้นตอนนี้ จะเริ่มต้นเมือ คนที่ผ่านขั้นตอนที่หนึ่งยอมรับ ว่าตัวเองไม่มีค่า และการทำให้ตัวเองมีคุณค่าคือเริ่มต้นใหม่ในแนวคิดใหม่และถูกโน้มให้เห็นด้วยกับผู้นำลัทธิ และบางค่าย บางลัทธิจะมีการ ทรมาน  ตะโกน แตะต๋อย โดนซ้อม โดนให้ยืนรุมด่า หรือ ถูกทำให้รู้สึกอาย รู้สึกแย่ และให้ระเบิดออกด้วยการแสดงออกที่แตกต่างตามความเชื่อของแต่ละ ลัทธิ  ซึ่งหลักๆก็คือการทดสอบ และ กล่อมเกลาให้ยอมจำนน บางลัทธิ จะให้เราเรื่องแย่ความทุกข์ใจและให้วิธีบำบัดและบอกว่า ชีวิตคุณหลงทางเพราะ วัตถุ เพราะสังคม เพราะการเมือง เพราะเหตุผลในอดีต ก็คือ เขาจะยกเหตุผลมาอ้างต่างๆน่าๆว่าคุณพังชีวิตแย่เป็นเพราะคุณ  และการทำตามสิ่งที่ลัทธิสอนคือหนทางเดียวที่คุณจะมีความสุข

 

อย่างที่ผมเคยอธิบายไว้ในงานเขียนเก่าผมว่า “ชีวิตของเราเองไม่ควรไปถาม หรือ ให้ใครมาบอกว่าความสุขของคุณคืออะไร” แต่ผมก็เข้าใจนะครับ เพราะ ไอ้คำว่าจุดยืน ไม่ว่ามันจะมาจาก ความคิดหรือประสบการณ์ การพบเจอสิ่งแปลกใหม่และคำพูดหว่านล้อมที่ทำให้เรารู้สึกดี รู้สึกเป็นคนสำคัญที่พิเศษ มันก็ทำให้เรารู้สึกดีอิ่มเอิ่บ และไอ้จุดยืนจริงๆที่คนเราต้องอยู่กับความจริงที่เราเผชิญ มันทั้งลำบากและรู้สึกแย่ ความลำบากที่ไม่ทำให้ตัวเองดีขึ้น  ความจริงที่เราย่อมรับแต่ไม่เคยได้รับการนับถือ จึงทำให้เราหลงทางไปตามเป้าหมายความสำเร็จของคนอื่นอย่างง่ายด่าย 

 

  1.   การเผยแพร่

“ไม่มีใครเลือกที่จะเข้าลัทธิหรอก พวกเขาแค่ต้องการที่ขับเคลื่อนทางสังคมตะหาก”

เมือคนเราไม่สามรถใช่ความรู้แก้ปัญหาได้ ความเชื่อจะถูกใช่แทนที่  การได้รับสิ่งดีงามย่อมอยากแสดงออกว่าดี มันอาจดูขัดๆหน่อยเพราะคนเราในไทยเรามีคำสอนว่า ทำดีอย่าโอ้อวดแต่คนกลุ่มนี้นะครับจะบอกว่าการโชว์ดีคือการได้ทำให้โลกและผู้คนนั้นอยากเป็นคนดีแบบเรา เพราะฉะนั้นจะต้องช่วยกันเผยแพร่ความดีออกไปและดึงญาติพ่อแม่ คนในครอบครัวหรือเพื่อน คนรัก โดยถูกโน้มน้าวเหมือนกัน ว่าความดีแบบนี้จะเปลี่ยนโลก บางลัทธิก็ช่วยคนจน คนทุกข์ยาก  คนจรจัด  สุดท้ายคนเหล่านั้น ก็เป็นเพียงการแสดงออกเพื่อสร้างภาพลักษณ์เท่านั้นนะครับ 

 

และโดยส่วนมาก ลัทธิก็มักจะเข้าแล้วออกไม่ได้  เพราะใครก็ตามที่พบว่ารู้ความลับมากเกินไปก็จะออกไม่ได้ ถ้าออกก็อาจถึงชีวิตได้เลย  

 

สุดท้ายความดีงามที่เราเชื่อความดี ก็เป็นเพีงสิ่งที่มุษย์ด้วยกันเองนั้นกำหนดขึ้นมาเพื่อที่จะมีความสุข ด้วยส่วนตัวผมคิดว่า ความสุข ความดี ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้นะครับ เพราะคนเรามีปัญหาและวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเราไม่เอา ชื่อเสียง เงินมาเป็นตัวตั้งเพื่ออยู่ ผมคิดว่าความสุขมันมีหลายแบบนะครับ

 

 

กฏข้อที่1 ทำอะไรก็ได้แต่สิ่งที่เราทำต้องไม่เดือดผู้อื่นและตนเอง 

 

ขอบคุณครับ ผมกวีสีเทา

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

3 ความคิดเห็น