Zero เสียศูนย์​แต่อย่าสูญเสีย​

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 470 Views

  • 18 Comments

  • 7 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    37

    Overall
    470

ตอนที่ 24 : เทคนิคให้พลังตัวเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 เม.ย. 62


เทคนิคการให้กำลังใจตัวเอง  (การชมตัวเอง)

การที่เราได้พยามนี้มันสุดยอดจริงๆ เพราะมันได้เห็นคุณค่าของการไม่ยอมแพ้ของตัวเอง

การไม่ยอมแพ้นี้มันสุดยอดจริงๆ เพราะมันได้เห็นคุณค่าของความพยามของตัวเอง ฉันภูมิใจในตัวเองจัง  ฉันก็เป็นลูกผู้ชายที่ใช้ได้นิ  ฉันดีใจที่ได้พยาม  ฉันเริ่มมมาจากฉันเชื่อแล้วฉันก็ทำมัน  ฉันทำจนสิ่งดีดีนั้นกลายเป็นวินัยเป็นนิสัยที่ทำให้ฉันผ่านความลำบากมาด้วยตัวเอง ฉันภูมิใจ ฉันไม่มีเหมือนเขาวันนี้แต่ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ ฉันจะพยาม ขยัน อดทน มีวินัยต่อความฝันของตัวเราเองและมันก็พาฉันมาหาความสุข ความภูมิใจในสิ่งที่ฉันได้ทำฉันดีใจ ที่ฉันไม่ยอมแพ้  ปัญหามากมายพยามหยุดฉัน  คำพูดมากมายพยามทำร้ายฉัน ฉันคิดแบบนั้นและพยามเอาสิ่งเลวร้ายเหล่านั้นมาเป็นพลังให้ตัวเองเพื่อสักวันฉันจะได้บอกกับปัญหาเหล่านั้นได้ว่า ดู จงดูฉัน ฉันทำได้  ฉันดีใจ ที่วันนั้นฉันไม่คิดดับชีวิตตัวเองลงไป ฉันดีใจที่พยามอยู่ต่อแม้จะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ฉันดีใจ  ขอบคุณ คุณตาคุณยาย และพี่สาวทั้งสองคนที่อยู่กับฉันเสมอ

 

อย่าพยามทำเพื่อพิสูจน์ให้คนที่เกลียดคุณว่าเขาคิดผิด

แต่จงพยามพิสูจน์เพื่อคนที่รักคุณว่าเขาคิดไม่ผิด

ZERO


ผมว่าหลักๆเราอย่าพยามทำให้คนที่เกลียดเราเข้าใจเราว่าเขาคิดผิดช่วงวัยรุ่นผมเคยพยามทำแบบนั้นแต่สุดท้ายเอาจริงๆคนที่ไม่ชอบเราแทนที่เขาจะพยามมองเราแง่ดีเขาก็จะกลับมาพยามจับผิดคุณแทนว่า นายทำอะไรผิดพลาดบาง อย่าให้รู้หรือเห็นว่าพลาดนะ เพราะการทำแบบนั้นไม่ต่างจากการพยามเอาชนะความคิดของอีกฝ่ายและแม้เราจะทำไปได้อย่างบริสุทธิ์ใจแต่คุณจะรู้ใจของอีกฝ่ายไม่ละว่าเขาบริสุทธิ์ใจที่จะยอมรับความต่างของคุณที่จะสำเร็จอย่างจริงใจหรือป่าว มันยากจริงๆที่เราจะเข้าใจความคิดของคนอื่นและผมมองว่ามันเสียเวลาและเป็นการใช่พลังงานด้านลบมาทำงานแง่บวกก็จริงแต่มันก็อย่าลืมว่าต่อให้ทำได้สุดท้ายเรื่องร้ายจากพลังงานด้านลบมันก็สงเสริมเราไปในด้านไม่ดีในการมอง ต่อความคิดที่เรามองผู้คน ผมโตมาโดยการทำแบบนั้นผมก็ได้เรียนรู้ว่าเพื่อนคนนั้นที่ไม่ชอบเราเขาไม่ชอบเรามาตั้งแต่แรกแม้จะคบหาและเรียกว่าเพื่อนแต่แนวคิดของเขาที่มีต่อเรามันเปลี่ยนไม่ได้เวลาบางครั้งก็ไม่ช่วยอะไรมากสำหรับคนที่คิดไม่ได้ว่าความจริงใจเป็นอย่างไร เพราะความเข้าใจในตัวเองนั้นถ้าทำได้มันก็จะเปิดกว้างยอมรับตลอดไม่ใช่แค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่คนที่หลอกตัวเองก็ดีหรือแสสร้งที่จะเข้าใจก็ดี สุดท้ายในท้ายที่สุดเขาก็จะกลับมาเป็นอย่างเดิมเพราะเขารู้สึกฝืนตัวเองที่จะเป็นแบบที่เป็นแบบนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับการสอนตัวเองของแต่ละคนว่ามีความคิดและแนวทางอย่างไรต่อการได้รับได้เรียนรู้เรื่องรอบๆตัว สุดท้ายสิ่งที่ผมจะบอกก็คือคุณอาจไม่จำเป็นต้องเจอเพื่อนแบบที่ผมเจอก็ได้เพราะคุณอาจจะได้เจอเพื่อนที่ดีกว่าผม และเอาจริงๆผมแค่อยากบอกว่าอย่าพยามทำให้คนเกลียดกลับมารักเราแต่ให้พยามมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่รักเราดีกว่าเพราะเขาจะยิ้มอย่างจริงใจและไม่แสสร้งทำเพื่อให้แค่เราสบายใจแต่เขาดีกับเราเพราะใจจริงๆของเขา เขารักและเป็นห่วงเราจริงๆแต่ถ้าคุณต้องจำเป็นอยู่ในสถาณการณ์ที่ต้องอยู่ร่วมหรือทำงานหับคนแบบนั้นก็พยาม ห่างๆไว้ แลบะตัดสินใจมุ่งมั่นไปเลยว่าสิ่งที่เราเป็รนต่อเขาเป็นอย่างไร ผมมันพวกยอมหักไม่ยอมง้อคือแบบผมคือต้องอยู่คนเดียวแทนที่จะมายิ้มละก็  ก็จะลุยและตัดสินใจให้ทำเพื่อตนเอง

 

ลมหายใจทำให้เรามีชีวิต การมีความคิดทำให้เราแสว่งหาความรู้ และทุกวันเวลาที่ผ่านไปชีวิตเราผูกอยู่กับความรู้สึก ทุกข์และสุข ถ้าโลกนี้มีแบบนี้ให้เลือกการเรียนรู้ความทุกข์บางก็จะทำให้เข้าใจความสุขได้ง่ายขึ้น หรือเปรียบอีกก็คือ เพื่อนที่ไม่ดีก็จะสอนให้เราเรียนรู้ว่าเพื่อนที่ไม่ดีเป็นอย่างไร

 

ชีวิตไม่มีคำว่าขาดทุนเพราะได้สิ่งหนึ่งขนาดที่ต้องเสียสิ่งหนึ่งมันถือเป็นเรื่องที่แฟร์มาก

ZERO

 

ทบทวนเป้าหมายของตัวเองในวันที่อ่อนแรงก่อนที่จะเดินไปด้วยกำลังใจในการเป็นสิ่งที่เราต้องการเติมฝืนให้ไฟในใจลุกโชนเครื่องยนตร์ที่ทำงานตามล่าความฝันของเราจะได้ทำงานต่อเนื่อง พลังจากคนที่รักเราหรือการรักตัวเองหากไม่เพียงพอก็พยามนึกถึงอดีตตัวเราที่ผ่านเรื่องเลวร้ายและกล่าวชมตัวเองที่รอดมาได้จากสถาณ์การณ์ที่เลวร้ายมันก็จะช่วยได้อีกทางหนึ่งซึ่งผมมองว่ามันก็จะช่วยให้เรามีกำลังใจที่จะพยามหายใจและอยู่ต่อสู้กับปัญหาได้อย่างไม่ยอมแพ้ อย่าดูถูกตัวคุณเอง 


ลองดู ลุยเริ่ม

ฉันจะต้องโตเป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ และแบ่งปั่น ตามที่ฉันเคยสัญญากับตัวเองไว้  ฉันจนฉันจะหาความรู้ฉันรวยฉันจะแบ่งปั่น  ฉันยังมีไม่พอสำหรับตัวเองเพื่อช่วยคนอื่น ฉันขอช่วยตัวเองก่อนนะ  สักวันฉันเชื่อว่าฉันดีพอฉันก็พร้อมที่จะออกไปช่วยคนอื่นเหมือนที่ฉันชอบทำ  ฉันขอช่วยตัวเองให้ผ่านวิกฤตินี้ไปก่อน ฉันยังอ่อนแอ่แพราะความสูญเสียในอดีต ฉันยังเจ็บปวดจากมัน จากทั้งคนที่ฉันรักและครอบครัว  แต่ว่าฉันก็แค่เสียใจเพราะความรู้สึกมันเลวร้ายอยู่ในส่วนลึกๆ สิ่งที่บอกไปที่เขียนถึงฉันก็ยังทำและฝึกฝนตนเองตามแนวทางที่ดีงามแบบนั้นทุกวันเพื่อให้ตนเองมีความสุขที่ได้มีชีวิต ฉันเชื่อว่าทุกคนมีชีวิตได้เกิดมาและเราทุกคนต่างมีเวลาจำกัดที่จะใช่มันฉันเลยคิดว่ามันสำคัญหนะนะ เมือฉันรักษาจิตใจได้แข็งแรงดีแล้วฉันคงพึงพาความรู้สึกจากใจที่เข็มแข็งของตนเองมาถึงจุดที่ประคองคนอื่นได้บางและก็จะพยามปล่อยว่างทั้งการเกลียดหรือโกรธชังหรือแม้กระทั้งคำขอบคุณของคนอื่นฉันก็ปล่อยว่างเพื่อที่จะต้องการสิ่งเหล่านี้ให้น้อยลง ไม่ใช่เพราะขว้างโลกหรือดีจนหน้ายกย่องหรือเห็นแก่ตัวเองเพราะเอาแต่หมกหมุ่นแต่เรื่องของตัวเองหรอกนะ เพราะฉัน กำลังหัดที่จะ ความอ่อนโยนที่เข็มแข็งแบบมูซาชิ  ฉันเริ่มจากอะไรง่ายๆที่พอทำกับตัวเองได้ให้ได้ก่อนที่จะไปบอกคนอื่นว่ามันทำได้ฉันจะทดลองและทำกับตัวเองก่อนว่ามันดีไม  เริ่มจากการขอโทษตัวเอง เลิกด่าตัวเองที่ล้มเหลวจนล่มสลายทั้งทางความเชื่อ ความคิด ความรู้ ความมั่นใจที่หายไปมันกำลังกลับมาเพราะวินัยพาฉันไปสู่โลกของคนตั้งใจ  และบทความนี้ฉันพิมในน็ตบุ๊คเครื่องใหม่ที่เก็บเงินเป็นปีเพื่อซื้อมาจากค่าแรงอันน้อยนิดเพราะความฝันที่อยากจะพิชิตการเป็นนักเขียนอาชีพ ฉันไม่รู้ว่าอนาคตฉันจะเป็นอย่างไร ฉันรู้แค่ว่าวันนี้ฉันจะทำอะไร ฉันว่ามันก็เหมือนทุกครั้งนะละ ถ้าอยากจะทำอะไรแต่เราไม่รู้ก็เริ่มตรงที่ไม่รู้นะละ และทำแบบที่ตัวเองเข้าใจเพื่อสร้างรูปแบบของตัวเราเองขึ้นมา  

 

เล่นในเกมที่ตัวเองถนัด  

ZERO

 

การทำความเข้าใจกับความรู้สึกตัวเองจะทำให้เรามองเห็นความคิดของตัวเองได้ง่ายขึ้น  ซึ่งมันจะช่วยทำให้เราทำความเข้าใจกับความสูญเสียที่นำพาให้เราหดหู่ในความรู้สึกว่ามาจากเรากำลังคิดเรื่องอะไรขนาดที่ใจของเรานั้นเศร้าหมองและการดิ้นร้นเพื่อสู้กับความรู้สึกตัวเองจะเป็นการสลัดความไม่จำเป็นของความคิดที่บรรทอนตัวเราให้ลดน้อยลงและเราจะพยามให้มีชีวิตที่มีความสุขได้มากขึ้นเพื่อเติมเต็มความขาดหายของพลังทางจิตใจ และถ้าผู้อ่านได่อ่านก็จะค้นพบว่าผมลดการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในความผิดผมแทบไม่มี เพราะผู้เขียนก็ใช่เวลาฝึกและสนใจและมุ่งอยู่ที่ตัวเองเป็นหลัก ถ้าในขนาดที่เราให้กำลังใจตัวเองอย่าพยามเปรียบตัวเองว่า ยังมีคนที่แย่กว่าฉัน หรือแย่จังมีคนที่ดีกว่าฉันก็ยังมี ทั้งสองอย่างนี้ไม่มีประโยชน์ที่เราจะมอง มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของโลกก็คงทำให้ปัญหาใหญ่ๆของเราที่เทียบกับของใครอีกหลายคนก็คงดูเล็กไปเลย แต่ก้นั้นละครับคนเราไม่ใครชอบการเปรียบเทียบเพราะในท้ายที่สุดเมือคุณทุกข์ใจจากปัญหาการมองแบบนี้มันไม่ได้ทำให้เราหยั่งยืนในกำลังใจที่ได้รับมาเลย เพราะเท่าที่ผมลองทำมาหลายปีมันก็ไม่สามารถแก้ใขพลังที่ขาดหายไปได้ในมุมที่ดีเพราะเมือมองแบบนั้นมันอาจจะทำให้เราหลงทาง

และการเปรียบเทียบกับสิ่งที่แย่กว่าดีกว่าก็เป็นการความคิดไปเพิ่มอัตตาหรือEGOที่เป็นนิสัยไม่ดีมาเติมเต็มจนเราอาจจะกลายเป็นคนที่หลงตัวเองว่าไม่มีใครดีเท่าฉันและฉันก็ต้องได้ต้องมีแบบเขา ดูเหมือนว่าวิธีคิดแบบนั้นนอกจากจะทำให้เราลุ่มหลงไปผิดทิศทางแล้วก็มองไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อกำลังใจอย่างไร ผู้เขียนจึงอยากแนะนำว่าให้ลองพิชิตตัวเองโดยการทบทวนความรู้สึกตัวเองและหาความคิดตัวเองเพื่อสู้กับตัวเองดู จะดีกว่าพยามไปเปรียบตัวเองกับคนอื่น 

 

หยุดเปรียบเทียบได้เราก็จะอยากชนะน้อยลง อยากดีกว่าคนอื่นน้อยลง ปล่อยว่างการแข่งขันได้แล้วแรงพลักจากการชนะคนอื่นก็เปลี่ยนมาเป็นพยามชนะตัวเราเอง ซึ่งจะช่วยให้เราโกรธคนอื่นน้อยลงเพราะเราไม่ต้องสะสมความอยากชนะ ไม่ต้องสะสมความเกลียดความชิงชังในความพ่ายแพ้ เหมือนไม่มองว่าเป็นเรื่องแพ้เรื่องชนะก็จะเข้าใจคนอื่นมากขึ้นเพราะเราไม่ต้องพยามเหนือกว่าใครแค่อยากดีกว่าตัวเองในเมือวานก็พอ

 

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือชนะใจตัวเอง

ZERO

 

แค่เปรียบเทียบกับตัวเองในเมือวานว่าวันนี้เราดีกว่าตัวเราเมือวานอย่างไรแค่นั้นเอง   เช่น เราทำอะไรได้สำเร็จบาง เช่นยิ้มได้ทั้งวัน มีเรื่องดีดีเกิดขึ้น ได้รับแนวคิดดีดี ได้พบเพื่อนใหม่ ได้เข้าใจอะไรบางอย่างในตัวคนใกล้ตัว เป็นต้น  ซึ่งจริงๆจะเป็นอะไรก็ได้นะครับที่เกิดขึ้นกับตัวของเราเองไม่ได้เกี่ยงข้องกับผู้อื่น เพราะการเปรียบเทียบตัวเองมันจะให้ความรู้สึกว่าเรากำลังได้ใช่ชีวิตเพื่อให้เรียนรู้หรือได้เข้าใจในอะไรมากขึ้นแต่ในทางกลับกันกับคนที่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นจะทำให้เราไม่พบความพอใจที่ตัวเองมีและอาจกลายเป็นพลังที่น่ากลัวอย่างเช่นความอิฉฉาและอาจพาเราลงเอยไปจนถึงการไม่ยอมรับความจริง แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าไปกดดันหรือเครียดกับตัวเองเกินไปแค่ตื่นเช้ามาไม่มีเรื่องให้เครียดหรือคิดมากผมว่าก็ดีแล้วครับ ฮ่าๆ

 

หากเปรียบตัวเราเสมือบ้าน ถ้าไม่รู้ห้องนอนอยู่ไหนก็ยากที่จะสงบ ถ้าไม่รู้ว่าห้องน้ำอยู่ไหนก็คงเลอะเทอะ ถ้าไม่รู้ห้องครัวอยุ่ไหนก็คงไม่อิ่มอกอิ่มใจ

Zero

 

เปลี่ยนสิ่งที่ผ่านมาให้เป็นกำลังใจ

พูดถึงความพยามที่ผ่านมาและเราทำได้

ฉันลดน้ำหนักจาก155 กิโลมาเป็น120 กิโล เริ่มจากเดิน ทีละก้าว  เดินทีละครึ่งชั่วโมง เดินทีละชั่วโมง ทำวันเว้นวัน ทำทุกละวัน  จากทุกวันที่เราทำเราก็พัฒนาไปเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์ที่ทำก็ทำต่อเนื่องให้เป็นเดือน  แม้ว่าบางวันบางครั้งเราจะทำและขาดการออกกำลังกายและหยุดวอกแวกไปกับอย่างอื่นไปบางแต่สุดท้ายสิ่งที่เราทำก็จะพยามกลับมาเข้าสู่วินัยดั่งเดิมที่ตัวเรานั้นชอบทำ

ผมเป็นคนที่อ้วนมาตั้งแต่เด็กและพอขึ้นมาช่วงวัยรุ่นผมก็ผอมอยู่ได้ช่วงที่เต้นบีบอยและเล่นบาสและก็กลับมาอ้วนอีกครั้งตอนเรียนมหาลัยผมอ้วนจนตัวเองหนักมาก 155 กิโล เรียกว่าท็อบมาก ก้มตัวไม่ได้ คือแบบว่าอ้วนจนจะก้มตัวต้องกลั่นหายใจอะ เดินขึ้นบันไดเฉยๆก็หอบ ทรมานมาก แต่ก็ยังไม่เลิกกินครับฮ่าๆ  จนกระทั้งวันหนึ่งเพื่อนๆชวนผมไปขึ้นภูกะดึงอือหือสุดๆครับ 155 ขึ้นเขาหลังจากลับมาก็ถึงกับปฎิยานกับตัวเองว่าต้องลด  ปัจจุบันก็ลดลงมาเหลือ 120 ครับ ก็รอบนี้พยามตั้งใจจริงจังกับการลดเอาไว้จะมาเล่าใหถ้าลดได้สัก 90 แล้วนะครับฮ่าๆ

แต่ว่าเรื่องน้ำหนักก็เป็นหนึ่งในเรื่องที่อยู่ในใจและเป็นมานานจนผมจะเลิกพยามและถอดใจกลับเรื่องนี้ไปหลายครั้ง แต่สุดท้ายพอทำต่อเนื่องออกตลอดก็เห็นผลและทำได้ ดีใจครับ

 

ถ้าสิ่งที่คุณทำคุณชอบมันจริงๆไม่ว่าจะพยามเลิกไปกี่ครั้งมันก็จะกลับมาทำอีกเพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่เข้าหาความสุขของตัวเอง เพราะถ้าทำแล้วมีความสุขเราจะกลับมาสุขเอง

 

สิ่งที่เป็น

ผมออกจากบ้านมาตอนอายุ 26 และ ฉันเริ่มมาจากคนตัดอ้อยได้ค่าจ่างวันละ 60 บาท ไปทำก่อนสร้างได้วันละ150 บาท ถัดมาไปทำงานโรงน้ำแข็งได้200 บาท ปัจจุบันฉันได้งานที่เพื่อนชลที่แสนดีบอกฉันจากงานประจำเฝ้าร้านเกมส์ ฉันมีเงินเก็บแล้วแม้ไม่มาก แต่ฉันทำได้แล้วจากที่ไม่เคยมีเงินที่แค่จะกินจะซื้ออะไร ตอนนี้มีกินแล้วก็ยังมีพอเก็บ ดูแลตัวเองหาเงินไม่ต้องเดือดร้อนคนรอบๆตัวยเกินไปเหมือนตอนที่ไม่มี แต่เอาจริงๆนะสิ่งหนึ่งที่ผมปลื่มในตัวเองมากก็คือ ผมแย่แค่ไหนก็ไม่เคยเอยปากขอยืมเงินเพื่อน แต่กว่าจะดีได้แบบนี้ก็พยามหนักมากมันหนักตรงที่เราต้องมีตัวเองคี่ลำพังทำงานเขียนต่อสู้ไปคนเดียวช่วงเวลาที่โดดเดียวแบบนี้มันทำให้ผมเดี่ยวดายมากแต่ก็ทำให้ผมเข็มแข็งขึ้นมามาก ก็ตัดสินใจอะไรเองได้โดยยอมรับการตัดสินของตัวเอง เพราะตอนแรกที่ผ่านมามันไม่ได้เป็นอย่างที่อยากได้ มันไม่ได้ดีขนาดนี้ ฉันก็เพิ่งจะคิดได้และเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากการอ่านหนังสือและเอามาประยุกช์ใช่

 

ทำอะไรมาเท่าไรไม่สำคัญเท่าคิดได้เมือไร

คิดได้ดีแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าลงมือทำหรือปล่า

ลงมือทำแล้วก็สำคัญว่าหนักหรือเบาสำคัญว่าทำจริงจังไมตั้งใจหรือเปล่า

ZERO

 

ฉันดีใจที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ขอบคุณตัวเอง  ฉันรักแกนะโหน่งแกนี้มันสุดยอดจริงๆ

 เป็นคนดีในแบบที่เราอยากดี  โตเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราอยากเป็น

อย่าดีเกินไปจนคนอื่นดูเลว และอย่าเลวเกินไปจนคนอื่นเดือดร้อน ตามหาความพอในใจตนให้พอ แล้วความสงบมันจะบอกเราเองว่า ดียังไง

0 ความคิดเห็น