Zero เสียศูนย์​แต่อย่าสูญเสีย​

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 475 Views

  • 18 Comments

  • 7 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    42

    Overall
    475

ตอนที่ 22 : คำพูดของน้องอชิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 มิ.ย. 62



บันทีก วันที่ 19 มกราคม 2562  

งานวิ่งนมโค 7.5 กิโลเมตร  ครั้งแรกที่ลงงานเกิน 5กิโลเมตร

อย่ารอเพื่อพร้อมเพื่อทำอะไร คงเป็นเรื่องจริงที่ผมเผชิญแต่จะช้าหรือเร็วผมเชื่อว่าเราก็ต้องทำ เพราะสิ่งที่ต้องทำมันก็เหมือนกับการบ้าน ไม่มียากหรือมีง่าย ถ้ามันต้องทำก็คือต้องทำ จะช้าจะเร็วมันก็ต้องมาถึง สุดท้ายผมก็ได้เรียนรู้ว่าความงามของความพร้อมก็เป็นเพียงความคิดที่สวยหรูและการไม่พร้อมก็เป็นเพียงเรื่องที่เราขลาดกลัวไม่อยากที่จะทำ

 

ความไม่พร้อม คือ เพื่อนสนิทของ ความกังวล ที่เป็นลูกหลานกับ ความกลัว

 

ความรู้สึกบางอย่างที่ส่งผลต่ออีกความรู้สึกหนึ่งแม้ว่าจะแตกย๋อยออกมาเป็น ความรู้สึกมากมายอะไรบางก็คงไม่สำคัญเพราะความคิดพื้นฐานที่เรามีแต่ดึกดำบรรพ์มันเปลี่ยนไม่ได้ นักปราญ์และนักจิตวิทยา นักอักษรศาสตร์ต่างก็พยามหาสาเหตุที่ตัวเราเองทำไมอ่อนแอในจิตใจตนเอง ให้คำนิยามความพ่ายแพ้ เป็นความล้มเหลวที่มากมายและไม่ว่าเราจะพยามอ้างกับตัวเราเองแบบไหน ก็ยากที่จะพิสูจน์กับความจริงได้ว่าแท้จริงเรา เสียใจ เราทุกข์ เราเศร้า มันก็มาจากความขลาดเขลาของเราเองที่กลัว การสูญเสีย กลัวการพลัดพราก และไม่ว่ายังไงที่จะปรุงแต่งให้ออกรสชาติแบบใดใด สุดท้ายความกลัว ก็คือความกลัว

 

ความกลัวเป็นหนึ่งในความรู้สึกของจิตใจที่ดึกดำบรรพ์ที่สุดของมนุษย์

 

ผมเริ่มเดินอย่างทุกครั้ง ทำอย่างที่เคยทำ เป็นอย่างที่เคย  งานนี้ผมเริ่มงานจากการอยู่ท้ายๆ ขบวนเลย แต่ก็ไม่ท้ายสุดนะ งานนี้ระยะทางวิ่งน้อยสุดคือ วิ่งคือ 7.5 วิ่งไกลสุดคือ 10.5 เพราะฉะนั้นแทบไม่แตกต่างกัน ปกติงานที่ผมลง ผมจะลงที่  5กิโลเมตรเท่านั้น นี้เป็นงานแรกที่ผมลงเกิน 5กิโล ผมค่อนข้างกดดันมากเพราะปกติเวลาที่ผมซ้อม ผมก็ยังไม่เคยเดินได้ไม่ถึงขนาดนี้ ผมกังวลมาก หัวสมองผมคิดมากไปหลายเรื่อง  เช่น ผมจะเดินไหวไม มันไกลไปรึเปล่า เราซ้อมมาแค่ 5 จะไปได้ไกลไม่ ขาจะปวดไม่ หัวเข่าเราจะไหวรึเปล่า ผมคิดมากและกังวลไปหลายเรื่องจนหัวใจเต้นเร็วเกิน จนออกมาจากเส้นชัยไกลแค่ไหนก็ไม่ได้รู้ได้เห็นผมเหม่อลอยและวิตกกังวลกับเส้นทางข้างหน้าทั้งที่มันยังไม่เกิดขึ้น แต่คนที่วิ่งต่างก็พากันวิ่งแซงหน้าผมไปคนแล้ว คนเล่า ที่วิ่งแซงผมไปหมดจนไม่เหลือใครที่อยู่ใกล้ๆตัว และด้วยความกังวลของความคิด ตอนเดินผมจึงเหนื่อยกว่าปกติ เหงื่อผมออกมากกว่าปกติ เหงื่อผมชุมโชกไปทั้วกายคล้ายกับความกังวลที่ท่วมหัวสมองไปหมด ผมคิดมากมายหลายเรื่องที่จะทำให้ตัวเองพ่ายแพ้มากในตอนนั้น  ระหว่างทางผมก็พยามมองไปที่รอบๆตัว ก็เห็นว่า ยังมีคนที่ผมอยู่หน้าเขา ส่วนคนที่วิ่งนำกันไปหมดแล้วก็ยังไม่ได้อยู่ไกลจากผมมากเท่าไร ผมมองดูรอบๆตัวในขนาดที่ความกังวลในใจเหมือนฟ้าที่ยังมืดอยู่

 

ความกังวลคือจุดเริ่มที่จะคิดเพื่อเครียดเพราะมันเบียดสติเรากะเด็นเสมอ

 

ความท้อแท้ในจิตใจมักส่งผลต่อความพยาม

 

และในตอนที่ผมเดินอยู่อย่างกังวล ผมก็ได้เจอ แม่กะลูกสองคนที่เดินไปไม่ห่างไกลจากผมมากนัก ผมจึงเดินไปใกล้ ก็รู้โดยเพ่งมองผ่านความมืดไปว่าแท้จริงสองคนนั้นคือรุ่นพี่ ที่ผมรู้จัก ผู้หญิงที่เป็นแม่คือพี่ทรายและเด็กตัวน้อยในชุดไอรอนแมน ก็คือลูกของพี่เขาที่ชื่อว่า อชิ หลายๆงานที่ผมไปเดินก็มักจะเห็นพี่ทรายกับน้องอชิที่เดินอยู่ท้ายๆเสมอแต่ผมก็ไม่เคยเอยปากถามพี่เขาว่าพี่อยู่ท้ายตลอดเลยไม่เป็นไรเหรอครับพี่ทรายแต่ผมก็ไม่เคยถามพี่เขาและงานนี้มีระยะทางที่ไกลมากถึง 7.5 กิโลเมตร ไม่รู้ว่าน้องอชิและพี่ทรายจะทำเวลาได้เท่างานที่ตั้งจัดให้ไหม เพราะว่าถ้าเราทำเวลาไม่ได้ตามที้เขาจัดเราก็อาจจะไม่ได้เหรียญในการแข่งขัน และในขนาดที่ผมกังวลกับเรื่องการเดินของตัวเองครั้งนี้ ผมก็คงไม่กล้าถามพี่เขากับน้องแน่ๆ  

และในตอนนั้น อชิตัวน้อยที่ไม่รู้ว่าน้องอายุเท่าไร

ก็ได้ยินบทสนทนาที่พี่ทรายคุยกับน้องอชิว่า

พี่ทราย : อชิเราอยู่สุดท้ายเลยนะลูก ขึ้นรถไหม หนูไหวรึป่าว??
อชิตัวน้อย : ไม่ขึ้นแม่ หนูไหว
พี่ทราย : แล้วหนูไม่กลัวแพ้เหรอ??
อชิตัวน้อย: แพ้ก็ไม่เป็นไรหรอกแม่....
พี่ทราย : เออจริง

โหน่ง ตัวผู้เขียน    :  เห้ย  ผมตกใจและตะโกนในใจ

บทสนทนาที่ไม่น่าจะมีอะไรระหว่างพี่ทรายกับอชิ ทำให้ผมได้สติเหมือนค้อนที่ทุบน้ำแข็งจนละเอียดผมก็ได้เข้าใจว่าจริงจริงแล้วเรามาออกกำลังกายเพื่ออะไร ไม่น่าเชื่อว่าประโยคที่เรียบง่ายที่มากจากเด็กไม่กี่ขวบกลับทำให้คนอายุจะ30 อย่างผม หูตาสว่างไสวได้สติกลับมาอยู่กับโลกความเป็นจริง เราจะคิดมากไปทำไมกับสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้นความเครียดคิดมากความกังวลผมว่าใครก็มีได้แต่มันเป็นช่วงเวลาที่เราจะมายอมแพ้ในตอนนี้ไม่ได้ ผมออกเดินมาแล้ว ผมไม่เคยยอมแพ้ ผมสู้และพยามมาโดยตลอดความกังวลเท่ากับเป็นการบอกตัวเองกลายว่าเราเป็นคนไม่มีความมั่นในในตัวเองเลย ชัยชนะของการมาวิ่งไม่ใช่การได้ลดน้ำหนักแต่คือการได้ชนะตัวเองในอดีตที่เอาแต่อ้างแต่ไม่ทำ ผมไม่เคยยอมแพ้ ผมบอกตัวเองเสมอ ผมยอมก้มหัวเพื่อเครพผู้อื่นแต่จะไม่ยอมหมอบใจให้กับคำว่าทำไม่ได้ เมือตั้งใจว่าจะทำก็ต้องก้าวต่อไป

 

ถ้าวิ่งไม่ได้ก็ขอให้เดิน ถ้าคุณเดินไม่ไหวก็ขอคลาน ถ้าคุณคลานไม่ได้ก็ขอให้กลิ้งไป

ถ้าจะล้มก็ขอล้มไปข้างหน้า อย่ายอมแพ้ 

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง

 

สุดท้ายผมเดินจนคู่เคียงข้างแซงคนที่วิ่งแซงผมมาก่อนผมก็สามารถเดินแซงได้ในระยะหลังๆที่ใกล้ถึงเส้นชัย พวกที่วิ่งมาก่อนก็ดูเหมือนพวกเขาจะหยุดเดินกันเยอะ แต่ผมไม่ยอมแพ้ ผมรักษามาตรฐานความเร็วของผมเป็นปกติจนเดินขึ้นมาเรื่อยๆ ผมก็สามารถมาถึงเส้นชัยได้ และในงานนี้ผมยังสามารถทำเวลาได้ดีกว่าทุกๆครั้งที่ผมเคยทำได้ในหลายงานๆด้วยทั้งที่ผมเองมีระยะทางที่เดินไกลกว่าทุกครั้งแต่ผมก็สามารถเดินจนถึงเส้นชัยและทำเวลาได้ดี

 

อย่าหยุดที่จะตั้งใจ แม้ว่าเรื่องในใจจะมากมาย พับมันไว้ แล้วกางออกตอนชนะ

ปัจจุบันลงมือทำอย่างเดียวอย่าสนอย่าแคร์เยอะ

 

สำหรับเพื่อนๆหลายคนที่กำลังเริ่มทำอะไรสักอย่างหรือกำลังจะลงมือทำอะไรสักเรื่องที่ต้องตัดสินใจแลบะคิดมาก ผมอยากบอกว่าอย่ากังวล อย่าคิดมากครับแผนการมีไว้สำหรับ รับมือกับปัญหาไม่ได้มีไว้ให้ความกังวลของเราเติบโต และผมขอขอบคุณพี่ทราบและน้องอชิ เพราะตัวผมเองที่ลำพัง คงไม่สามารถฟันฝ่ารับมือกับเรื่องความกังวลมาได้ถ้าไม่ได้ยินคำพูดของเด็กน้อยที่คุยกับแม่ของเขา

 

ถ้าเรารู้จักรับฟังเหมือน้ำไม่เต็มแก้วแม้ว่าเราจะรู้มากแต่ยอมรับและเรียนรู้ แม้คำพูดของเด็กเราก็จะได้ประโยชน์กลับไป ลองทำดูนะครับ

 

หวังว่าสิ่งที่ผมเขียนจะเป็นกำลังใจให้และหมอบมุมมองแง่คิดให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ขอบคุณนะครับที่ติดตามผลงานผม ขอบคุณครับ

1 ความคิดเห็น

  1. #18 -Unidentified- (@-Unidentified-) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 10:19

    เขียนดีครับ

    #18
    1
    • #18-1 กวีสีเทา (@koonma) (จากตอนที่ 22)
      12 มิถุนายน 2562 / 08:24
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ
      #18-1