Zero เสียศูนย์​แต่อย่าสูญเสีย​

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 470 Views

  • 18 Comments

  • 7 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    37

    Overall
    470

ตอนที่ 17 : บันทึกวันที่ 21 ธันวาคม 2561

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ม.ค. 62



บ้านนอกเขากรุง พาส หนึ่ง

มีคนเคยบอกผมว่า งานที่ทำให้คนมาเจอกันได้ มีสามครั้งใหญ่ๆ หนึ่งงานบวช สองงานแต่ง สามงานศพ
วันที่ยี่สิบเอ็ดที่ผ่านมาผมได้โอกาสได้เดินทางไปงานแต่งงานเพื่อนที่กรุงเทพ การเดินทางก็สบายง่ายง้อน นั้งรถครับ แต่ต้องขอบอกเลยว่ารถบัสเดินทางของเราก็แสนจะดีฟุดๆ เพื่อนผม ไกด์เอฟ เป็นคนจัดสรรคการเดินทางให้เพื่อนๆคราวนี้ ต้องขอลุกขึ้นปรบมือในความดีงามนี้เลยครับเพราะเขาคือคนจ่ายตังงง ฮ่าๆๆ  ขบวนการเดินทางของผมก็มีเพื่อนอีกคนชื่อภูมิเป๋นเพื่อนสนิทอีกคนที่ดีกับผมมาก อ่อคุณไกด์เอฟเพื่อนผมนี้เขาพาแฟนเขาไปด้วยนะ ผมได้ออกจากบ้านไปพิษณุโลกต้อนที่เพื่อนมารับไปต้องขอขอบคุณเพื่อนน็อตจริงๆ อันนี้เพื่อนสมัยมหาลัย เขาใจดีมากที่อุสาอ้อมรถมารับผม ต้องขอบคุณเพื่อนน็อตจริงๆครับ  ปรบมือออ  ฮ่าๆ

คำว่าเพื่อนเมือเราให้ใครไปแล้วมันก็จะอยู่ในใจเราและเป็นเพื่อนเราตลอดไป
กวีสีเทา

คิดถึงเพื่อนหรือของกิน
พอไปถึงได้เจอเพื่อนๆ ต้องบอกก่อนว่าผมกลุ่มเพื่อนเราโทรหากันบ๋อยนะ แต่ไอ้การจะมีเวลาว่างออกมาเจอกันได้ตอนที่ทำงานแล้วต้องขอบอกเลยว่ามันมีโอกาสน้อยมากมากไม่ได้เจอกันได้บ๋อยๆ แน่นอนตอนเจอกัน ผมพุ่งไปกอดเพื่อนๆทันที ฮ่าๆ ปากก็พูดว่าคิดถึงพร้อมร้อยิ้มส่งท้ายกับวลีเด็กว่าเลี้ยงตรูด้วยเพื่อนรัก ฮ่าๆ ชีัวิตผมเองมาช่วงหลังๆตัวผมเองแฟนก็ไม่มีมาหลายปี ก็เลยเหลือแต่เพื่อนนี้ละครับเอาไว้บ่น  ฮ่าๆ  เหงาครับ  ตอนเย็นก็ไปพักกันที่พิษณุโลกก่อนหนึ่งคืนที่บ้านเพื่อนภูมิ ตอนนอนผมกับภูมิเราก็ได้คุยกันตามประสาเพื่อนสนิทหลายเรื่อง ว่าเพื่อนเป็นอย่างไรบาง สบายดีไม ชีวิตตอนนี้เดินทางไปถึงไหนแล้ว มีปัญหาอะไรยากบางไมที่เจอแล้วแย่แล้วเพื่อนผ่านมาได้ยังไง แลกเปลี่ยนความรู้จากเรื่องราวการเดินทางของชีวิตเราที่เรียนรู้มาแตกต่างกันอย่างสนุกสนานใจ จำไม่ได้ว่าคุยกันนานไม จำได้ว่าคุยกันจนความเพลียจากการเดินทางและอาหารก้ไล่เรานอนโดยไม่รู้ตัว  
ตอนเช้าวันที่ ยี่สิบสอง จึงจะออกเดินทางกัน อ่อ ผมกะเพื่อนชะแวบไปดูอควอแมนกันมาด้วย เขียนรีวิวไว้แล้วอย่าลืมไปอ่านดูนะฮ่าๆ ไม่สปอยครับ แค่ชวนดู อิอิ 

เรื่องสนุกที่เราเผชิญไม่ได้มาจากความบังเอิญแต่เป็นความตั้งใจจากการใช่ชีวิตของเราเอง
กวีสีเทา

เจอเรื่องขนาดนั้งรถ
ตอนเช้าเราตื่นกันแต่เช้าเดินทางมารอรถที่หน้ามหาวิทยาลัยที่พิษณุโลกเพื่อรอขึ้นรถไปกรุงเทพ แน่นอนครับรถไทยมาเรทครับ ฮ่าๆ กว่าจะได้ออกจากที่รอ เวลาก็เลยไปพอสมควร บนรถมีข้าวเช้าให้พอจะช่วยเราปะทังความหิวไปได้บาง กินเสร็จทำอะไรต่อเหรอครับนอนสิหะ ฮ่าๆ ผมกับเพื่อนภูมิก็พักผ่อนตามระเบียบ เพื่อนเอฟผมเป็นคนจัดการซื้อตั๋วให้ก็เล่นจองที่นั้งซะจนพวกผมกะภูมิเองต้องมานั้งกันด้านหน้ารถเลยจากเพื่อนเอฟที่จองที่นั้งให้  ใช่ครับมันคือหน้ารถเลย ตรงหน้ารถทางขึ้นลงกะไดหน้ารถเลย ตอนที่นั้งไปนี้ถ้าผมจำไม่ผิดผมเคยอ่านบทความหนึ่งมาว่า ถ้าเราจะนั้งรถโดยสารให้นั้งอยู่ประมาณกลางๆรถ คือถ้าโดนชนจากกด้านหน้าคุณก็ยังมีโอกาสรอด หรือถ้ามาจากด้านหลังก็ยังชิวๆ ได้อยู่ พอมีความรู้เข้ามาก็เล่นเอาซะผมคิดมากเลย ก็คนบ้านนอกด้วยไม่ค่อยได้นั้งรถบ๋อยๆก็คิดมาว่าจะเป็นไรไม แต่นี้ผมมานั้งหน้าสุดเลยถ้าปะทะ นี้ ไม่ต้องอธิบายครับ แบนแน่นอนครับ ฮ่าๆ แต่ก็คิดว่าไม่ค่อยกลัวครับเพราะไงผมก็กะจะนั้งหลับบนรถก็เลยคิดซะว่าถ้าชนอย่างน้อยก็ตกใจแค่ตอนที่ตื่นนอนแล้วก็แบน ฮ่าๆ แต่ก็ไม่ได้ชล่าใจคิดได้ดั่งนั้นก็พึงสิ่งศักดิ์สิทธ์พระที่พ่อให้มายกมือสาธุอฐิานคุ้มครองลูกด้วย ยกทืิอไหว้ยันแม่ย่านางรถ จนลุงที่นั้งข้างๆผมหั่นมามองว่าไอ้อ้วนนี้ทำบ้าอะไรยกมือไหวอะไรของมันปะลกปะลกเล่นบ้า
ไสยศาสตร์อะไรขชองมัน แต่ก็เป็นเพียงความกลัวของจินตนาการที่กลัวจนไรสาระของผมเท่านั้นละครับท่านผู้อ่านอย่าไปซีเรียสตามผมเพราะเอาเข้าจริงๆ รถโดยสารส่วนมากพวกเขาก็ยังมีอุบัติเหตุไม่บ๋อยมากเท่าไรถ้าเทียบกับอุบัติเหตุจากรถส่วนตัวยังจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าอีกครับ  

อุบัติเหตุมันมีทุกที นั้งอยู่กับที่หินก็ตกใส่หัวตายได้
กวีสีเทา

หลับไปนานเท่าไรก็จำไม่ได้เหมือนกันครับรู้แต่ว่าจังหวะกำลังเคลิ้มๆกำลังดี ผมก็ลืมตามาสลึมสลือก็รู้ว่ารถที่เรานั้งมากำลังจอดอยู่กับที่ คุณตำรวจในชุดสีกากีเดินขึ้นหยุดตรงหน้าผมยังกับหายตัวมาบนรถพร้อมขอตรวจบัตรประชาชนตาที่นั้ง ผมก็กำลังง่วงครับ ไอ้ผมก็เพิ่งสลิ่มสลือ มึนๆ อึนๆ ควานหาบัตรในกระเป๋า ทั้งที่ตายังปิดอยู่ คุณตำรวจก็เดินไล่ตรวจบัตรมาที่ละคนก็ตรวจของเพื่อนภูมิที่นั้งข้างก็ส่งให้ก็ไม่พบว่ามีปัญหาอะไรของผมยังหาไปเจอก็คว้านอย่างเอาเป็นเอาตายและสงสับว่าตัวผมเองเก็บไว้ตรงไหน  แต่ลุงตำรวจใจดีแก่ก็ข้ามผมไปก่อน ผมก็ลือจากกระเป๋าสะพายแสนรักของผมที่ทุกวันนี้เพือนซื้อมาให้ยังไม่ได้ใช่คืนตัง อย่างเอาเป็นเอาตายว่าบัตรหนูอยู่ไหน และในขนาดที่ลือจะแทบจะเทของออกจากกระเป๋ามากองโชว์คนทั้งรถ ฮ่าๆ สรุปคุณตำรวจเขาข้ามผมไปก่อน แก่เอาบัตรของคนด้านหลังผมมากดตามเลขบัตรหรืออะไรสักอย่างก็พบว่า ผู้หญิงที่นั้งหลังผมที่น่าจะมีอายุพอสมควรเหมือนจะได้งานงอกมารับไป 

ชื่อคุณมีแจ้งใว้ที่สถาณีใช่ไมครับ
อ่อใช่ค่ะ
งั้นขอไปกับพวกเราหน่อยนะครับ
คุณตำรวจกับป้าคุยกันไมถึงนาทีป้าก็ไปตำรวจครับ และ
ในขนาดที่รถกำลังจะเคลื่อนที่ออกเดินทางต่อ ผมก็ก้มหน้าจะกดเปิดเพลงในโทรศัพท์เพื่อนที่จะได้นอนต่อ คนที่นั้งข้างผมที่อุ้มลูกอยู่ ซุบซิบกับภรรยาเขาว่า น่าจะโดนจับเรื่องอะไรสักอย่างที่ไม่ดี ซึ่งอันนี้ผมก็ขอออกตัวก่อนเลยว่าไม่แน่ใจนะครับไม่รู้ป้าเขาโดนอะไร  รู้แต่ว่าป้าเขามีรถมารับไปแล้วครับ ฮ่าๆ ถ้าโดนเองผมคงไม่ตลกแน่ๆ เรื่องบนรถก็ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับผมทีเดียวที่ได้เจอกับเหตุการณ์ที่มีคุณตำรวจโผล่มารับตัวคนไป กับตัวนี้ก็เพิ่งจะเป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เคยเจอ

เรื่องบางเรื่องที่เจอไม่คาดคิด
อาจจะเป็นเพราะเราไม่คาดฝัน
แต่ทว่าจริงๆมันก็มาจาก
การกระทำ
กวีสีเทา

เวลาประมาณบ่ายสามกว่าได้รถก็เข้ามาเทียบที่ชานชลาที่ชุมสายรถ หรือท่ารถถือว่าเลทกันไปพอสมควรถ้าหากนับตามตารางเวลาที่ไกด์เอฟเราตั้งให้ไว้ แต่ก่อนที่ไปโม้เรื่อง
ชานชาลา ต้องบอกก่อนว่าผมนี้ตื่นตาตื่นใจตั้งแต่นั้งรถเข้าเมืองมา โห้ว รถเยอะมาก คนเดินเต็มไปหมดบนทางเท้า ตึกที่สูงก็สูงมากจริงๆ กว่าแถวบ้านผมมาก ผมไมได้มาบ๋อยๆหรอกครับกรุงเทพแต่พอมาแล้วผมก็อดไม่ได้กับความอลังการของภาพบ้านเมืองของเมืองกรุง ผมชอบนะ มันให้ความรู้สึกแปลกๆเวลาที่มองดี จะเหมือนแออัดก็ไม่อืดอัด ดุเหมือนยุ่งยากแต่ก็ไม่ซับซ้อนเท่าไร ไม่รู้ว่ารู้สึกดีต่อภาพวิวเมืองที่เห็นจะดีอย่างไร ผมก็คงไม่อาจตัดสินได้ว่าคนที่เมืองกรุงเทพเขามีความสุขกันรึเปล่า 

ความสุขว่ากันว่ามาจากใจ แต่
สถาณที่หรือสิ่งแวดล้อมผมก็เชื่อว่ามีผลต่อใจ
กวีสีเทา

เมือตอนที่เราเดินไปถึงสรุปผลได้ว่า รถที่จะต่อไปตรงที่เราจะไปไม่มีรถแล้วต้องไปต่อรถตู้ที่หน้าสถาณี ไกด์เอฟเพื่อนภูมิผมก็พากันเดิน ผมยอมรับเลยว่า ทริบกะไกด์เอฟเพื่อนผม เดินยังกะมาราธอน   ยอมรับเลยว่าผมเดินบ่นเพื่อนภูมิผมละทาง ฮ่าๆ และในตอนนี้ก็กำลังบ่นให้ท่านผู้อ่านฟัง  สุดท้ายเราก็เดินมาจนถึงที่หน้าสถาณีจนได้ ไกด์เอฟเพื่อนผมจึงบอกว่า ไปแท็คซี่กันเถอะเพื่อน

การภจนภัยของผม
คือการออกไปตะลุยกับอะไรก็ตามที่คุณไม่รู้จัก

ลุงแท็คซี่ช่างจินตนาการ
่ผมจำชื่อลุงที่ขับแท็คซี่ไม่ได้แล้วรู้แต่ว่าตอนที่ขึ้นรถไป ลุงแกชวนคุยสนุกมาก ผมถามคำถามและได้คุยเกี่ยวกับเรื่องของลุงหลายเรื่อง เรื่องโปรดของผมก็คงเป็นเรื่อคลื่นวิทยุ ที่ลุงแกเล่าเป็นเรื่องเป็นราวฟังแล้วก็ได้จินตนาการดี ทษฎีของลุงแกเล่นเอาผมเกือบจะเชื่อลุงแกไปเลย ฟังแล้วเพลินดี แกบอกว่าเพลงแต่สละสถาณีจะเปิดเพลงในทำนองและเนื้อหาของเพลงที่มีความคล้ายคลึงกัน และก็เปิดให้ผมฟังอย่างชำนาญ ซึ่งมันก็อศจรรย์เป็นจริงตาม
ที่ลุงเขาว่า มันน่าสนใจจริงๆ  ผมไม่รู้หรอกว่าแต่ละสถาณีในเมืองกรุงเขาอาจจะเปิดเพลงแบบนี้อยู่แล้วหรือว่าลุงเขาอาจจะอาศัยความเข้าใจที่มากกว่าผมสร้างแนวความคิดที่น่าสนใจนี้มาบอกให้ผมอินไปกับแนวความคิดของแก โดยส่วนตัวผมชอบนะ  ผมฟังผมไม่ลำคาญหรอกครับ  เพราะผมเชื่อว่าทุกคนมีเหตุผลที่จะมีชีวตและความเป็นคนในตัวเองไม่มีความคิดของใครไรสาระ คนทุกคนมีค่าแต่ทว่าแตกต่ารงกันที่หน้าที่ของชีวิตและทางเดินตั้งแต่เกินจนปัจจุบันที่แตกต่างกันที่เราขีนเขียนสร้างเอง และคนที่บอกว่าอีกสิ่งหนึ่งของคนหนึ่งมันไรสาระมันก็อาจจะเป็นแค่เรื่องที่คุณมองว่ามันไม่สำคัญสำหรับตัวเอง  เพราะถ้าทุกคนคิดว่าหญ้าเป็นพืชไม่มีประโยชน์ก็คงไม่รู้ว่าโลกนี้มีสมุนไพร  สิ่งที่ลุงเขาเล่น เล่ามา ใครจะรู้ว่าคนที่ทำงานขับแท็คซี่ในเมืองจะต้องรับภาระและแรงกดดันอะไรบางในชีวิตผมเชื่อว่า ถ้าเราไม่เป็นลุงเขาก็คงไม่อาจเข้าใจได้ และต่อให้ขับแท็กซี่เหมือนเขาก้ใช่ว่าเราจะเจอปัญหาในชีวิตเหมือนลุง สรุปแล้วผมสนใจสิ่งที่ลุงเล่านะ เพราะตลอดเวลาที่รถออกจากหน้าสถาณีมาจนถึงปลายทาง ลุงไม่เคยหยุดพูดแล้วยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขในแบบของลุงเลย 

คนบ้าที่มีความสุขไม่เดือดร้อนใคร
ก็ยังน่านับถือกว่าคนที่มีปากจริงใจแต่ไรคุณธรรม


คุณละครับ มีความสุขกับการมองโลกในแบบของคุณหรือยัง ถ้ายังลองทำความเข้าใจกับความคิดตัวเองในส่วนนี้ดูนะครับ ถ้าใครเจอแล้วคอมเม้นแนะไว้ได้นะครับ ผมจะอ่านและตอยทุกคอมเม้นเลย
เป็นอีกวันที่เดินทางสนุกดีพาสหน้าเจอกันนะครับ เนื้อหาเป็นเกียวกับความรัก ของเพื่อนผม แล้วเจอกันเดียวมาเมาส์ด้วยต่อ ฮ่าๆๆ

0 ความคิดเห็น