ตอนที่ 5 : ตอนที่ 3 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 972
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 พ.ย. 60

เนื้อหาเรื่องนี้จะลงให้อ่าน 7 ตอนจากทั้งหมด 14 ตอนนะคะ เนื้อเรื่องฉบับเต็มติดตามได้ที่ mebmarket 


เล่ห์รักในเพลิงพรหม
กระดาษทรายแก้ว
www.mebmarket.com
เพราะน้องสาวคนเดียวของเขาถูกคู่หมั้นเธอทำลาย เธอจึงกลายเป็นเหยื่อในไฟแค้นของเขา...“ฉันยังติดค้างอะไรคุณอีกเหรอคะ?”แก้มสากกระตุกเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน“คุณคิดจะยืนหันหลังให้ผมอยู่อย่างนั้นน่ะเหรอ?”“ถ้าคุณไม่ต้องการจะพูด ก็เชิญคุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันยังมีงานต้องทำอีก”“คุณพูดเหมือนเราเป็นคนอื่นคนไกลอย่างนั้นแหละ ไม่รู้หรือไงว่าหัวใจผมเจ็บนะที่ถูกตัดรอนอย่างเย็นชาแบบนี้ บอกตามตรงว่าผมไม่ชอบสักนิดกับท่าทางแกล้งทำเป็นเย็นชาของคุณ ผมชอบตอนที่คุณเร่าร้อนมากกว่า”******นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายแนว โรมานซ์-ดราม่า ต้นฉบับถูกเขียนตั้งแต่ช่วงปี 2555 และได้ตีพิมพ์ในชื่อเดียวกันคือ "เพลิงแค้นอสูร" จัดพิมพ์และจำหน่ายโดยสนพ. อินเลิฟ กระดาษทรายแก้วได้นำเรื่องนี้ มารีไรท์ใหม่อีกครั้งในรูปแบบของ ebook
******

ตลอดค่ำคืนที่ยาวนาน จนกระทั่งแสงของดวงตะวันยามสายสาดสายผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้ ทาบลงร่างของสองหนุ่มสาวโอบกอดหลับสนิทในอ้อมอกของกันและกันบนเตียงนอนหลังใหญ่กลางห้อง

ความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บวกกับร่างนุ่มนิ่มที่เบียดกระแซะขยับยุกยิกอยู่ในอ้อมแขนนั้นทำให้เปลือกตาของรฐนนท์ขยับไหวก่อนมันจะเปิดลืมขึ้นช้าๆ อย่างง่วงงุน

อืม

เสียงครางเบาๆ ดังขึ้นจากคนอ้อมอกทำให้รฐนนท์ต้องก้มลงมอง ร่างบางหอมกรุ่นนุ่มนิ่มอาศัยแขนของเขานอนต่างหมอน ผมสวยนุ่มยาวสลวยอยู่ทั่วแผ่นอกเขาทำให้รู้สึกจั๊กจี้นิดๆ เสี้ยวใบหน้าหวานใสแนบสนิทอยู่ที่ซอกระหว่างไหล่และลำคอเขา หน้าอกนุ่มเนียนเปลือยเปล่าเบียดชิดแนบหน้าอกแกร่ง เรียวขายาวสวยข้างหนึ่งพาดอย่างน่าหวาดเสียวอยู่บนต้นขาของเขา สิ่งที่เห็นนั้นทำให้อะไรบางอย่างใกล้ๆ นั้นขยับไหวเล็กน้อย

มือหนายกขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว ปลายนิ้วเรียวยาวนั้นลากแผ่วเบาไปตามไหล่มนนวลเนียนที่ดูช่างตัดกับนิ้วที่หยาบกระด้างจากการทำงานนานปีของเขาเสียเหลือเกิน และเพราะตอนนี้เป็นยามสายของวัน แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาจึงมากพอที่จะทำให้รฐนนท์เห็นร่องรอยสีแดงระเรื่อบนผิวขาวใสได้ถนัดตา

ร่องรอยที่เขาเป็นคนทำให้เกิดขึ้น

คิ้วหนาอดที่จะขมวดนิดๆ ไม่ได้ เมื่อสังเกตเห็นผิวขาวนวลบริเวณเนินอกอิ่มนั้นดูจะแดงช้ำกว่าจุดอื่น มือหนาที่ลูบไล้ไหล่นวลเนียนย้ายมาจับสำรวจที่บริเวณปลายคางของตัวเอง สัมผัสกับไรหนวดบริเวณคางและข้างแก้ม

ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าหนวดของเขาหยาบระคายฝ่ามือถึงถึงขนาดนี้ ไรขนแข็งๆ ทิ่มแทงปลายนิ้วที่ด้านหนาจากการทำงานราวกรรมกรของเขาจนรู้สึกเจ็บ แล้วจะนับประสากับผิวอ่อนบางของคนที่คงแทบไม่เคยจะต้องแดด

ต้องโกนหนวด...ชายหนุ่มคิดอย่างจริงจัง จนไม่ทันสังเกตว่าร่างน้อยในอ้อมแขนนั้นเริ่มขยับบ้างแล้ว

เปลือกตาของธารินีขยับช้าๆ พร้อมกับรู้สึกถึงความปวดเมื่อยอ่อนล้าที่กระจายซ่านไปทั่วร่างกาย ทำให้ไม่อยากขยับตัว แต่เพราะความสว่างจ้าของแสงที่ส่องกระทบเปลือกตาทำให้เธอไม่มีทางเลือก แม้จะรู้สึกเหมือนกระดูกถูกเลาะออกจากร่าง แต่เธอก็ขยับยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงช้าๆ

ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบกายอย่างมึนงง ใบหน้าหวานหันไปทางด้านซ้ายอย่างเคยชิน เพราะห้องนอนที่เธอนอนมาตั้งแต่เด็ก ทางด้านซ้ายคือทิศทางของหน้าต่าง หากแต่วันนี้ภาพที่เห็นนั้นต่างออกไป

ตรงนั้นไม่ใช่หน้าต่าง แต่เป็นผนังห้องที่ทำจากไม้เนื้อดี

คิ้วเรียวขมวดเป็นปมยิ่งขึ้น เธอหันไปมองสำรวจรอบตัว ตอนนั้นเองที่สายตาของเธอสบเข้ากับดวงตาคมกล้าของคนที่นอนหนุนแขนตัวเองอยู่บนเตียง ริมฝีปากบางเผยอค้างเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากวาดไล่มองไปยังแผ่นอกแกร่งเปลือยเปล่า ไล่ลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงขอบผ้าแพร่สีน้ำเงินเข้มที่เกาะหมิ่นเหม่อย่างน่าหวาดเสียวอยู่ที่ขอบสะโพกล่างของเขา

สิ่งที่เห็นนั้นพาให้หัวใจเต้นระทึกรัวอยู่ในอก

ดวงตาคู่สวยมองย้อนกลับขึ้นมามองใบหน้าคมสันอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ดวงตาคมสีดำสนิทคู่นั้นไม่ได้มองสบด้วย

ดวงตาคมของเขากำลังเลื่อนไปมองสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าระดับใบหน้าเธอ

ธารินีก้มลงมองตามสายตานั้น พลันดวงตาของเธอก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อเห็นสภาพเปลือยเปล่าดั่งวันแรกเกิดของตัวเอง

เป็นวิวยามเช้าที่เร้าใจจริงๆ คุณว่าไหม?” เสียงทุ้มเข้มแหบพร่าเอ่ยขึ้น น้ำเสียงหยอกล้อเย้ายวนขณะที่สายตาไม่ได้ละไปจากเนินอกอิ่มของเธอเลยสักนิด

ธารินีนั่งอึ้งอยู่อย่างนั้นเกือบนาทีเต็มๆ ก่อนสมองจะกลับมาทำงานอย่างมีสติอีกครั้ง มือเล็กรีบเอื้อมไปดึงผ้าแพรสีเข้มขึ้นมาปิดบังเรือนร่างตัวเองอย่างลนลาน แม้ว่ามันจะสายไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้อีกฝ่ายโลมเลียเธอด้วยสายตาแบบนั้น

แต่ธารินีลืมนึกไปว่าการกระชากดึงผ้าห่มเพียงผืนเดียวมาปิดคลุมร่างกายตัวเองนั้นกลับส่งผลให้ร่างแกร่งของอีกคนเผยต่อสายตาแทน เธอหันไปมองความเปลือยเปล่านั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ใบหน้าหวานสวยที่แดงจัดอยู่แล้วยิ่งแดงจัดขึ้นไปอีก เรียกเสียงหัวเราะต่ำเบาจากชายหนุ่มได้ดีนัก

แม้ตัวเองจะนอนหงายเปิดเปลือยในสภาพแรกเกิดอยู่บนเตียงกว้าง หากแต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจเลยสักนิด เขายังคงนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่คิดจะหาอะไรมาปกปิดร่างกายด้วย

ไม่มีความละอายสักเสี้ยวเดียวบนใบหน้าคมสันของเขา

คนหน้าไม่อาย!!

คิ้วหนาเลิกขึ้นนิดๆ ก่อนที่ร่างแกร่งจะยันตัวขึ้นในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน สายตาคมเหลือบไปมองที่ร่างกายตัวเองช้าๆ ดึงให้ดวงตากลมสวยเหลือบมองตามไปด้วย ร่างบางสะดุ้งเฮือก ธารินีกัด  ริมฝีปากแน่นแล้วรีบเบนสายตาไปมองที่อื่น

ปฏิกิริยาของหญิงสาวเป็นไปดั่งที่คาดคิดรอยยิ้มภายใต้ไรเคราครึ้มจึงยิ่งขยายกว้าง

คุณจะมาโทษว่าเป็นความผิดผมได้ยังไง ผมก็นอนห่มผ้าของผมอยู่ดีๆ คุณเป็นคนดึงผ้าไปเอง แถมยังมองผมเต็มสองตาด้วย ผมสิที่ต้องเป็นฝ่ายเสียหาย

ดวงตากลมโตถลึงมองอีกฝ่าย แล้วตวัดค้อนใส่ เพราะไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงด้วย หญิงสาวพยายามขยับถอยห่างชายหนุ่มอย่างระวังที่สุด มือทั้งสองข้างกำรวบผ้าห่มเอาไว้แน่น  ขาเรียวยาวข้างเดียวเพิ่งจะหย่อนลงไปที่พื้นเท่านั้น ธารินีก็ต้องส่งเสียงหวีดร้องอย่างตกใจ เมื่อมือหนาหยาบของรฐนนท์เอื้อมมายึดที่ไหล่ทั้งสองข้างของเธอ เขาแทบไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำในการจับให้เธอพลิกลงไปนอนหงายบนเตียงอีกครั้ง

นี่คุณ!

จะรีบไปไหน?”

ปล่อยฉันนะ ปล่อยสิ!” ธารินีแว้ดใส่หน้าอีกฝ่าย พร้อมพยายามดิ้นหนี หากแต่ชายหนุ่มก็รวบมือน้อยทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว ดึงขึ้นตรึงเอาไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย

ดวงตาคมของรฐนนท์มองสบดวงตากลมสวยที่กำลังจ้องมองกลับมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ในดวงตาคู่สวยนั้นเต็มไปด้วยทั้งเขินอาย ความโกรธและความเจ็บปวด

คุณได้สิ่งที่คุณต้องการแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันรู้แล้วว่าน้องคุณรู้สึกยังไง แค่นี้ก็น่าจะพอใจแล้วไม่ใช่หรือไง!

คำพูดของธารินีนั้นเหมือนค้อนที่กระหน่ำเข้าใส่ศีรษะของ    รฐนนท์ คำพูดนี้ย้ำเตือนความจำได้อย่างดีว่าการที่ร่างบางแสนยั่วยวนนี้มาอยู่ใต้ร่างอย่างตอนนี้ก็เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในแผนการสั่งคนที่ทำให้น้องสาวเขาต้องเผชิญกับความทรงจำที่เลวร้าย

แผนการของคุณสำเร็จแล้ว ฉันได้รู้ซึ้งถึงก้นบึ้งหัวใจแล้วว่าน้องสาวคุณรู้สึกยังไงธารินีเอ่ยอีกครั้งดวงตาคู่สวยเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา มันยากที่จะควบคุมเมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอต้องสูญเสียไป แม้มันจะลางเลือนอยู่มาก แต่เธอก็ยังจำบางส่วนได้

เขาบังคับให้เธอต้องอ้อนวอน บังคับให้เธอต้องร้องขอ เขาบังคับให้เธอต้องหยิบยื่นสิ่งสำคัญในชีวิตให้ทั้งๆ ที่เธอรักษามันมาได้ถึงยี่สิบหกปีเต็ม

แน่นอนว่ามันทำให้เธอทั้งรู้สึกอดสูและสมเพชตัวเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอทำได้อย่างแนบเนียนก็คือเก็บความรู้สึกเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น ไม่ให้ใครได้เห็นความอ่อนแอ ไม่ให้ใครได้มีโอกาสได้เหยีบย่ำ

ดังนั้นใบหน้าหวานจึงเชิดสูงอย่างเย่อยิ่งเมื่อเธอเอ่ยประโยคต่อมา

คุณพอใจแล้วสิ สะใจมากไหมละ ตอนนี้คุณชนะนิธิศแล้วนะ ภูมิใจหรือเปล่า ยินดีด้วยนะคะคุณรฐนนท์!

ธารินี ชายหนุ่มเอ่ยเรียกด้วยเสียงทุ้มเข้มจริงจัง คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน

หรือยังต้องการอะไรอีก อ๋อ...ใช่สิ เมื่อคืนคุณถ่ายรูปเอาไว้ด้วยนี่ คุณจะส่งมันไปให้นิธิศดูก็ได้นะ ผู้ชายคนนั้นคงรีบพุ่งมาบีบคอฉันเลยละ

ธารินี!

อะไรละ พูดมาสิ ต้องการอะไรอีก หรือแค่นี้ยังไม่พอ จะส่งให้หนังสือพิมพ์ดีไหม มันจะได้สาสมกับแม่เล้าอย่างฉัน ให้พ่อฉันได้รู้ไปเลยว่าลูกสาวของท่านมั่วและทำตัวส่ำส่อนได้แค่..อุ๊บ!” คำประชดประชันทั้งหมดหยุดลงเพียงแค่นั้น ส่วนที่เหลือถูกกลืนหายเข้าไปในปากของรฐนนท์จนหมดสิ้น

ร่างน้อยดิ้นด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดเท่าที่จะมี ทั้งพยายามยกขาขึ้นเพื่อจะเตะอีกฝ่าย พยายามบิดข้อมือหนีหรือหลุดจากปลอกเหล็กที่ตรึงยึดเอาไว้ แต่ความพยายามของเธอล้วนแต่ไร้ผล

ธารินีทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ต่อต้านเขาไม่ได้ หนีจากเขาก็ไม่ได้เช่นกัน ร่างแกร่งแข็งแรงนั้นปิดหนทางและโอกาสจนหมดสิ้น

จูบรุนแรงเรียกร้องกึ่งบังคับให้หญิงสาวต้องยอมจำนน

เมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายหยุดต่อต้าน ริมฝีปากหนาจึงถอดถอนออกอย่างแสนเสียดาย ก่อนจะจูบไล้ไปตามแก้มนวลเนียนและหยุดซับน้ำตาที่ไหลรินจากดวงตาคู่สวยของหญิงสาว

ผมรู้ว่าคุณโกรธผม ผมยอมรับว่าผิดที่วางแผนทำร้ายคุณ ผมมันเลว แต่อย่าว่าร้ายตัวเองแบบนั้นอีก ผมรู้แล้วว่าตัวเองโง่ขนาดนั้นที่สำคัญกว่านั้นก็คือคุณรู้ดีกว่าใครว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่คุณเป็น ไม่ได้ใกล้เคียงเลย

ธารินีไม่ตอบโต้อะไร แต่คำพูดของอีกฝ่ายกระตุ้นให้น้ำตาที่กำลังจะแห้งเหือดพลันเอ่อไหลออกมาอีกครั้ง

ทำไมคุณไม่บอกผมว่าคุณยังบริสุทธิ์?”

“คุณเองก็ตัดสินที่จะทำก่อนรู้จักฉันอยู่แล้ว จะบอกหรือไม่บอกมันจะต่างกันตรงไหน!

“ต่างสิ ถ้าคุณบอก...”

มันจะมีประโยชน์อะไร!

ธารินี เสียงเข้มนั้นเจือด้วยกระแสดุนิดๆ ส่งผลให้ใบหน้าหวานงอง้ำเล็กน้อย

หึ! ถ้าฉันบอกแล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้ ทำอย่างกับว่าคุณจะเชื่อ คุณฟังฉันด้วยหรือไงตอนที่จับฉันกรอกยานั่น! ฉันจำได้ว่าตัวเองกรีดร้องอย่างกับคนบ้าในขณะที่คุณหัวเราะอย่างสะใจ

คำพูดของธารินีไม่ต่างจากหมัดหนักๆ ที่ชกเข้ามาใต้เข็มขัดเลย มองเห็น รับรู้ แต่ป้องกันไม่ได้ สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจยาวยอมรับความจริง

ก็อย่างที่ธารินีบอกนั้นแหละ ต่อให้เธอบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน ในเวลานั้นเขาก็คงไม่มีทางเชื่อหรอก หนำซ้ำเขาอาจจะหัวเราะใส่หน้าเธออย่างเย้ยหยันก็เป็นได้

ก็ใครจะไปเชื่อลงเล่า ในเมื่อการแต่งกายของเธอมันออกจะโป้จนเกือบจะเปลือย แทบไม่เหลือที่ให้กลับไปคิดจินตนาการแบบนั้น

ทำไมผู้หญิงไร้เดียงสาอย่างคุณถึงหมั้นกับผู้ชายอย่างนายนิธิศได้ ทั้งยังคอยแก้ข่าวให้อีกฝ่ายตลอดแบบนั้น รู้ทั้งรู้ไม่ใช่เหรอว่าผู้ชายคนนั้นทำลายผู้หญิงมามากขนาดไหน หรือว่าคุณรักเขามากจนไม่สนอะไรอีกแล้ว

เสียงหัวเราะหยันหลุดจากริมฝีปากบาง ก่อนที่หญิงสาวจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับรฐนนท์ตรงๆ

ถ้าฉันบอกคุณไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา คุณจะทำอะไรได้คุณรฐนนท์ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด ธารินีพูดด้วยเสียงเหยียดหยัน แต่ฉันต้องแสดงความยินดีกับคุณจริงๆ นะ เพราะคุณแก้แค้นนิธิศได้แล้ว เขาพยายามมาหลายปีที่จะลากฉันขึ้นเตียง ไอ้วิธีวางยาของคุณใช่ว่าเขาไม่เคยคิดจะทำ เพียงแต่ฉันไม่ไว้ใจที่จะกินอะไรก็ตามที่เขาเป็นคนนำมาให้ เขาพยายามากเชียวละ แต่ก็ทำไม่สำเร็จสักที เขาถึงได้คอยข่มขู่ให้ฉันนับรอวันแต่งงานเอาไว้ได้เลย เพราะเขาจะสั่งสอนให้ฉันรู้สำนึกว่าฉันควรจะต้องทำตัวเชื่องเหมือนลูกหมาโง่ๆ ตัวหนึ่งยังไง”

หากนิธิศรู้เรื่องนี้เข้า อย่างแรกเขาก็คงจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อของเธอ และพ่อก็จะสั่งสอนเธอถึงการเป็นลูกผู้หญิงที่ดี ถ้าเธอโชคดีพอนิธิศจะขอถอนหมั้น หากแต่ถ้าเธอโชคร้าย...

ธารินีก็ไม่อยากคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น

การที่คุณได้ตัวฉันก่อนเขา ฉันบอกได้เลยว่ามันจะต้องทำให้นิธิศแทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองตายเชียวแหละ คุณได้แก้แค้นสมใจแล้วนะคุณรฐนนท์ ยินดีด้วยอีกครั้ง!!!”

ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าเจ็บปวดของคนพูดแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นพวกเลวชั่วช้าไม่ต่างจากผู้ชายที่ชื่อนิธิศนั่นเลยสักนิด

ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ก็ลุกไปจากตัวฉันเสียที ฉันจะได้กลับบ้าน ป่านนี้นิธิศคงจะวิ่งไปฟ้องพ่อฉันแล้วว่าฉันเบี้ยวนัดเขา

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อยลุกขึ้นและถอยห่างออกมาช้าๆ เขาได้แต่เฝ้ามองหญิงสาวลุกขึ้นด้วยท่าทางระโหยอ่อนเพลีย แก้มเนียนแดงเรื่อเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไหลออกมาจากร่างกาย หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นก้มลงเก็บเสื้อผ้าของตัวเองที่เกลื่อนกระจายอยู่ทั่วพื้นห้องขึ้นมาแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ใบหน้าเชิดสูง ทำเป็นไม่สนใจของเหลวร้อนผ่าวที่ไหลลงมาตามเรียวขาด้านใน

ไม่กี่นาทีต่อมาเสียงน้ำไหลก็ดังขึ้นให้ได้ยิน

รฐนนท์นั่งอึ้งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ถ้าทำได้เขาคงต่อยตัวเองสักหมัดสองหมัดไปแล้ว แต่เพราะเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ จึงได้แต่ต้องตั้งสติ เขาขยับลงจากเตียง หยิบเสื้อผ้ามาสวมอย่างลวกๆ บ้านหลังนี้มีห้องนอนอีกสามห้อง ทุกห้องล้วนมีห้องน้ำในตัว แต่รฐนนท์ยังไม่กล้าพอจะขยับออกจากห้องนี้  กลัวว่าตอนที่กลับมาเขาอาจจะไม่พบใครแล้ว

 

สิบนาทีต่อมาธารินีออกมาจากห้องน้ำในสภาพแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ผมยาวสลวยของเธอเปียกชื้น หยดน้ำไหลเป็นทางจากปลายผม แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะไม่ใส่ใจ ขาทั้งสองข้างก้าวเดินอย่างมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่สนใจความแสบร้อนที่เกิดขึ้นในทุกฝีก้าว

คุณจะไปไหนธารินี?” เสียงทุ้มเอ่ยถามเมื่อหญิงสาวเดินผ่านหน้าเขาไปทางประตูห้อง

คุณหมดธุระกับฉันแล้วไม่ใช่เหรอ ในเมื่อแก้แค้นจนสมใจแล้วก็ควรจะปล่อยฉันไปสิ บ่ายนี้ฉันมีประชุมสำคัญนะหญิงสาวตอบกลับด้วยเสียงเรียบๆ แล้วก้าวเดินต่อไป

หมั่บ!

มือหนาเอื้อมมือคว้าข้อมือเรียวเล็กเอาไว้ได้ทันก่อนที่หญิงสาวจะก้าวลงบันได การจับยึดที่ข้อมือเรียวนั้นแม้ว่าจะไม่แรงมาก แต่ก็ทำให้ร่างน้อยสะดุ้งเฮือก

รฐนนท์บิดข้อมือเล็กขึ้นมาดูและต้องสูดหายใจเข้าลึกเมื่อพบข้อมือที่เขียวช้ำอย่างน่ากลัว

ถ้าคุณยังมีความต้องการแบบเมื่อคืนอีก ฉันยินดีจะไปหาผู้หญิงคนอื่นมาให้ คุณวางใจได้เลย รับรองว่าเธอจะสนองคุณได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

เลิกประชดผมสักทีได้ไหมธารินี

หญิงสาวไม่ตอบ แต่ริมฝีปากบางเม้มแน่นเป็นเส้นตรง ใบหน้าหวานเชิดหยิ่ง ดวงตาฉายชัดถึงความพยศร้อนแรง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างท้าทาย

“คุณยังต้องการให้ฉันอยู่ที่นี่อีกเปล่า?”

คิ้วของรฐนนท์ขมวดเป็นปมอยู่กลางหน้าผาก ดวงตาคมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า เขามองเธออยู่อึดใจใหญ่ สุดท้ายก็จำต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ ถอนหายใจยาว

คุณรออยู่ตรงนี้ก่อน อย่าเพิ่งเดินไปไหน ผมจะไปหยิบกุญแจรถถึงจะบอกแบบนั้นแต่ชายหนุ่มไม่ได้ผละจากไปทันที เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าธารินีจะไม่หนีไปไหนจริงๆ แล้วจึงปล่อยมือจากคนร่างเล็ก ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี ชายหนุ่มรีบวิ่งไปที่ห้องนอนอีกห้อง หยิบกุญแจรถมาได้ก็รีบกลับออกมา รู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่ยังเห็นร่างเล็กบอบบางนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ชานบันได

ไปเถอะ ผมจะส่งคุณกลับบ้าน

 ธารินีไม่ตอบอะไร แต่เดินนำลงบันไดไป โดยไม่สนใจมือหนาที่ยื่นมาให้

 

ตลอดทางที่รฐนนท์ขับรถจากเขาใหญ่เข้ากรุงเทพฯ เวลาบนถนนกว่าสามชั่วโมงนั้นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาไม่พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ตอนแรกเขาก็พยายามจะชวนคุย แต่เพราะสถานการณ์ระหว่างทั้งสองมันน่ากระอักกระอ่วนมาก เขาเองก็ไม่ใช่คนช่างพูดอยู่แล้ว พูดได้แค่สองสามประโยคก็ต้องยอมแพ้ ระหว่างทางรฐนนท์เลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมัน ซื้ออาหารเช้าเป็นแซนวิสยื่นส่งไปให้ แต่หญิงสาวยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง

ชายหนุ่มเองถึงจะเคืองและหงุดหงิดอยู่มาก แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากอะไร เพราะความรู้สึกผิดที่กัดกินในใจ

ธารินียอมเอ่ยปากเมื่อรฐนนท์เลี้ยวรถเข้ามาภายในบริเวณคอนโดของน้องสาว

“จอดตรงนี้”

รฐนนท์เหยียบเบรก รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงจนกระทั่งหยุดสนิท ธารินีไม่คิดจะพูดอะไรมาก เธอปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยแล้วเอื้อมไปกดปุ่มปลดล็อก กำลังจะดึงที่เปิดประตู ตัวล็อกก็ดีดกลับอีกครั้ง

ธารินีนั่งนิ่งไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะหันไปมองคนข้างหลัง แต่ก็ไม่ได้ขยับไปปลดล็อกประตูเช่นกัน

“ผมขอโทษ”

“...”

“ผมรู้ว่ามันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมรู้สึกผิดจริงๆ” เสียงทุ้มจบลง ล็อกประตูก็ถูกดีดเปิดออก

ธารินีลงจากรถโดยไม่พูดอะไร เธอเดินตรงไปที่รถของตัวเอง เปิดประตูก้าวเข้าไปนั่ง ไม่มีแม้แต่จะหันกลับมามอง

รฐนนท์อึดอัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก เขาก็จำต้องขยับรถเคลื่อนไปด้านหน้า เฝ้ามองรถยนต์ยุโรปคันหรูถอยออกจากซองจอดรถ แล่นผ่านหน้า หายลับไปจากสายตาอย่างง่ายดายเมื่อรถยนต์ยุโรปคนหรูนั้นเลี้ยวออกสู่ถนนสายหลัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

2 ความคิดเห็น