มาดามคานทอง (สนพ.พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 8)

ตอนที่ 6 : Chapter 6 : ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อน! (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45,985
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 176 ครั้ง
    9 เม.ย. 60











ปุริม/ หมอปุณณ์


 

บทที่ 6 ซวยซ้ำซวยซ่อนซวยซ้อนเงื่อน!

ตรีประดับก้าวออกจากลิฟท์เพียงลำพัง หญิงสาวถอดเสื้อคาดิแกนที่คันหยิบออกจากตัวก่อนจะวางพาดไว้บนไหล่ข้างหนึ่ง แต่หลังจากที่เธอเดินต่อไปได้สามสี่ก้าว จู่ๆบริเวณท้องน้อยก็ปวดแปล็บอย่างรุนแรง ปวดจนหญิงสาวตัวงอเป็นกุ้ง ต้องยกมือข้างหนึ่งกุมบริเวณนั้นเอาไว้เพื่อทุเลาความทรมาน

“โอ๊ยย…ย”

ร่างบางเอนตัวไปพิงกับผนังตึกอย่างต้องการหลักพยุงกาย ทว่าความซวยของหญิงสาวดูเหมือนจะไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะร่างระหงส์ของคนที่ตามอาฆาตเธอไม่เลิกราเช่นเบญจาภา ได้ก้าวออกมาจากมุมมืดราวกับกำลังรอที่จะพบเธออยู่

“เป็นยังไงมาดาม ได้ข่าวว่าพี่จีนปลดเธอออกจากการเป็นหัวหน้าทีมเหรอ ดีใจด้วยนะจ้ะ”

ตรีประดับกัดฟันกร๊อดเพื่อบรรเทาความปวด พยายามพยุงกายประครองสติให้มั่น แล้วเผชิญหน้ากับนังตัวร้ายเช่นเบญจาภา

“หูไวดีนี้ยัยกาฝากหัวดำ แทนที่จะเอาเวลาไปตั้งใจทำงานให้ชนะฉัน กลับมัวแต่ยื่นหูยื่นหางยุ่งเรื่องชาวบ้านไปทั่ว ว่างมากเหรอ”

เบญจาภาเหยียดยิ้มก่อนจะเดินเข้าหาตรีประดับ “ฉันจะต้องตั้งใจทำงานไปทำไม อยู่เฉยๆรอโอกาสแย่งงานเธอแบบที่ทำวันนี้ไม่ดีกว่าเหรอ”

ตรีปรับมองคนไม่ระอายใจอย่างสมเพศ เธอเดินเข้าไปใกล้เบญจาภาบ้าง ลืมสังเกตไปแล้วว่าอาการปวดตรงท้องน้อยของตัวเองได้หายไป

“นั้นสินะ ก็คนอย่างเธอมีดีแค่เรื่องนี้เท่านั้นนี้นา ไม่แย่งก็เลียนแบบ คิดเองทำอะไรเองไม่เป็น” ตรีประดับว่าก่อนจะถอนหายใจยกมือกอดอกแล้วเอียงหน้ามองอีกฝ่าย “เฮ้อ ฉันก็เข้าใจเธอน่ะนะ เพราะถ้าเธอต้องการจะชนะฉันมันก็มีแต่วิธีนี้ ลำพังด้วยสมองแค่อย่างเดียวเธอทำอะไรฉันไม่ได้อยู่แล้ว จริงไหมล่ะ”

“กรี๊ดดดดดด”

“ใครปล่อยชะนีออกมาแถวนี้เนี้ย”

“ยัยปริม!”

“เอากล้วยซักหวีมะ”

เบญจาภาเต้นแร้งเต้นกาครั้นถูกตรีประดับตอกกับด้วยประโยคที่เป็นความจริงทุกๆคำ ก่อนคนที่โกรธเกรี้ยวจนสามารถกินอีกฝ่ายได้ทั้งตัวจะใช้สายตาเคียดแค้นมองตอบ แล้วกล่าวสิ่งที่ตั้งใจมาเยาะเย้ยออกไป

“ปากดี! ถ้าหล่อนรู้ว่าฉันไม่ได้แย่งแค่งานของหล่อนไปอย่างเดียว ยังจะมั่นหน้าได้อีกไหม!”

ตรีประดับชะงักก่อนจะเชิดใบหน้าขึ้น ไม่ยอมอ่อนลงแม้ใจจะสั่นไหวกับคำพูดของเบญจาภาก็ตาม

“เธอหมายความว่ายังไง”

เบญจาภามองตอบหญิงสาวด้วยนัยน์ตาวาวร้าย รอยยิ้มแสยะเผยออกมาด้วยหวังว่าสิ่งที่กำลังจะเอ่ยคงสามารถทำให้คนที่หล่อนฝั่งใจเจ็บมาตั้งแต่เรียนมหาลัยรู้สึกตายทั้งเป็นได้

“ทีเรื่องแบบนี้ละโง่นัก ไม่แปลกใจเลยที่เธอโดนฉันแย่งแฟนไปกินเกือบทุกคน!”

ตรีประดับยืนนิ่งครั้นได้ยินสิ่งที่เบญจาภาพูดเต็มสองหู พลันนั้นภาพของตรันก็ฉายแว้ปขึ้นมาในหัว หญิงสาวรู้สึกชาไปทั้งตัวดั่งวาคาดเดาอะไรได้

“เธอกับรัน อย่าบอกนะว่า!”

“โอ๊ะโอ๋ ชักฉลาดขึ้นมาแล้วสิ แต่ฉลาดเอาตอนนี้ก็ช้าไปหน่อยมั่ง” เบญจาภากล่าวพรางทำท่าตบมือเปาะแปะ

ตรีประดับมองท่าทางนั้น สองมือกำหมัดแน่นเพราะเริ่มกระจ่างในใจ ทว่าปากก็ยังเลือกที่จะถามต่อไป ถามทั้งๆที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางโกหก!

“เธอทำอะไรรัน!”

“อยากรู้จริงเหรอ…แน่ใจนะว่าทนฟังได้”

ใบหน้าริกรี้ของอีกฝ่ายทำให้ตรีประดับจิกเล็บลงกลางฝ่ามืออย่างแค้นใจ ไม่น่าแปลกใจเลย เธอไม่ควรแปลกใจเลยซักนิดที่เรื่องทุกอย่างออกมาในรูปแบบนี้! ตรัน ไอ้ผู้ชายเฮงซวย! ที่แท้สาเหตุที่ขอเลิกกับเธอเพราะไปติดใจยัยเบ็ตตี้เอง!

“จะว่าไปเธอนี้ก็อาภัพนะตรีประดับ” เบญจาภาเริ่มก่อนจะเดินวนรอบตัวหญิงสาวอย่างยั่วอารมร์ “ทั้งเรียนเก่ง ฐานะดี หน้าตาดี แถมยังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่เรื่องความรักกลับล้มเหลว คบผู้ชายกี่คนต่อกี่คนก็ถูกเขาทิ้งเขาหลอกราวกับเศษขยะไม่มีราคา ถามจริงนะ เธอน่ะเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าตัวเองมีความผิดปกติตรงไหน ทำไม๊ผู้ชายของเธอทุกคนถึงได้นอกใจเธอกันง่ายนัก แค่ฉันกระดิกนิ้วหน่อยเดียวก็มา"

"กล้าถาม ก็เพราะเธอเอาตัวเข้าแลกไม่ใช่เหรอ ถึงได้ผู้ชายเฮงซวยพวกนั้นไป!"

เบญจาภายักไหล่ราวกับไม่เห็นสิ่งที่ตรีประดับว่าเป็นเรื่องสำคัญ "เขาเปลี่ยนใจเพราะฉันไปยั่ว หรือเพราะพวกเขาไม่ได้รักเธอจริงๆกันแน่! ก็ลองคิดดูนะ อย่ามัวแต่โง่ทำแต่งาน ปล่อยให้ผู้ชายทิ้งไปจนแก่สมฉายา ‘มาดามคานทอง’ ของเธอ!”

ทุกๆคำที่ออกจากปากของอีกฝ่ายราวกับเป็นสวิตช์เปิดกล่องความทรงจำที่ตรีประดับซ่อนเอาไว้ หญิงสาวเจ็บแปลบกลางอกครั้นวีรกรรมความรักที่พยายามใช้เวลาลืมถูกฉายชัดขึ้นในหัว

มันก็จริงของยัยนี้ ตลอดเวลาของการเป็นตรีประดับ เธอประสบความสำเร็จทุกอย่างยกเว้นเรื่องความรัก ผู้ชายมากมายที่ผ่านเข้ามา ทั้งที่ฐานะเท่าเทียมและรวยกว่าล้วนคบกับเธออย่างประเดี๋ยวประด๋าวไม่จริงจัง บางคนคบกันเพียงไม่กี่วันก็เลิก ที่เจอบ่อยสุดคือสามสี่เดือนก็แยกทาง คบนานหน่อยเห็นจะมีแค่แฟนคนแรกที่คบกันตอนสมัยเรียนมอปลายเท่านั้น รายนั้นคบกันเป็นปีๆ แต่สุดท้ายก็ร้างราไปกันไม่ได้

สำหรับคนอื่น การคบๆเลิกๆอาจจะไม่มีผลอะไร แต่กับเธอที่ถูกผู้ชายบอกเลิกมา 20 ครั้งจนคนรอบข้างต่างขนานนามว่า "มาดามคานทอง" ชักจะเริ่มไม่ตลกและสงสัย ว่าเธอมีความผิดปกติที่ตรงไหน ทั้งที่เธอเป็นคนสวย หัวดี มีหน้าที่การงานที่ดี และเป็นผู้นำแบ่งเบาภาระคนรักได้ แล้วมันเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้ยังไง...

เฮ้อ…แท้จริงแล้ว พวกผู้ชายต้องการคนรักที่เป็นแบบไหนกันแน่

หญิงสาวคิดก่อนนัยน์ตาหวานจะเหลือบมองเบญจาภาที่ยืนกอดออกทำสีหน้าสะใจอยู่

หรือเพราะผู้ชายส่วนใหญ่ชอบผู้หญิงแบบเบ็ตตี้ ผู้หญิงที่สวย อกใหญ่หุ่นดีมีเสน่ห์และมีเวลาว่างมาก ผู้หญิงที่ไม่มีแผนอะไรเลยในอนาคตนอกจากคิดว่าวันนี้จะแต่งหน้าแต่งตัวด้วยลุคอะไร เบ็ตตี้ไม่เคยขาดผู้ชายควง ไม่ว่าหล่อนชอบใจคนไหนก็คว้ามาครองได้หมด เห็นได้จากแฟนกว่าครึ่งของเธอที่โดนเบ็ตตี้แย่งไปอย่างง่ายดาย บางทีเธอก็คิดนะ หากอยากดึงคนรักเอาไว้ให้มั่นเธอต้องเปลี่ยน ต้องเป็นอย่างยัยเบ็ตตี้นี้ใช่ไหม ต้องฟิตหุ่นให้ผอมกินแต่ผักแต่หญ้าทุกสามมื้อ วันๆโปรยเสน่ห์ใส่เพศตรงข้าม เติมแป้ง ลิป ทุกห้านาที แล้วคำตอบที่อยู่ในใจก็บอกเธออยู่เสมอว่า

ไม่เอาหรอก

เบญจาภาหัวเราะอย่างพอใจที่หล่อนสามารถทำให้สาวเก่งเช่นตรีประดับสลดลงได้ ทว่าสิ่งที่หัวหน้าทีมคู่แข่งอย่างเบญจาภาไม่รู้ก็คือ ทันทีที่ตรีประดับรู้ว่าอดีตคนรักเช่นตรันถูกหลอกใช้ให้ใจเขวเช่นเดียวกับรายอื่นๆ ความเศร้าใจทั้งหลายก็หยุดลง เปลี่ยนเป็นสมเพชผู้ชายไม่รู้จักพอ ที่สุดท้ายก็ถูกผู้หญิงง่ายๆอย่างเบญจาภาหลอกใช้เป็นเครื่องมือ!

“นี้เบ็ตตี้ ทำไมเธอถึงได้ดูภูมิใจกับการแย่งผู้ชายอย่างตรันไปจากฉันนัก" ตรีประดับเลิกคิ้วขึ้นถาม "ฉันเข้าใจนะว่าเธอแค้นฉันที่ฉันเด่นกว่า มีคนรักมากกว่ามาตั้งแต่ปีหนึ่ง แต่ทำไมเธอถึงไม่คิดบางว่าการเอาคืนด้วยวิธีไร้สาระแบบนี้ มันทำให้เธอเปลืองตัวโดยใช้เหตุ ลองคิดนะ เธอขาดทุนไปตั้งเท่าไรแล้วกับการโดนใส่เข้าๆออกๆจากบรรดาแฟนเก่าของฉันน่ะ”

“ยัยปริม!!”

“พอพูดความจริงเข้าหน่อยก็ทำเป็นรับไม่ได้ บ้าเหร๊ออออ”

เบญจาภามองหญิงสาวที่จู่ๆก็กลับมาต่อปากต่อคำได้อีกครั้งอย่างไม่พอใจ

“คนที่รับความจริงไม่ได้คือหล่อนต่างหาก โดนผู้ชายทิ้งไปแค่ยี่สิบครั้ง ถึงขนาดชินชาไม่รู้สึกรู้สากับการโดนบอกเลิกเลยเหรอ แต่ฉันว่าไม่นะ เพราะถ้ามันไม่มีผล เมื่อคืนเธอจะเมามายจนเสียการเสียงานได้ยังไง!”

ตรีประดับมองเบญจาภาที่กำลังยิ้มร้าย ในตอนนั้นเองที่เธอเข้าใจทุกอย่าง เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายต้องการจะทำลายพรีเซนต์ของเธอ เบญจาภาใช้จุดอ่อนในเรื่องความรักของเธอมาเล่นงานเธอเอง ใช่ เธอพลาด และเป็นการพลาดที่ซ้ำซากจำเจมาตลอดหลายต่อหลายปี!

“เบ็ตตี้ ฉันจะพูดให้เธอเข้าใจเป็นครั้งที่ 20 นะว่า การแย่งผู้ชายทุกคนไปจากฉันมันไม่ได้ทำให้ฉันแย่ลง ฉันกลับต้องขอบคุณเธอมากกว่า ที่ช่วยแสกนผู้ชายเลวๆไปจากชีวิตให้ ขอบคุณมากนะ”

หญิงสาวกล่าวพลางยื้นมือตบไหลเบญจาภาแล้วทำสีหน้าขอบคุณ ทว่าเบญจาภากับปัดมือเธอทิ้ง กิริยารังเกียจไม่พอใจที่ปรีประดับแก้เกมย้อนกลับมาได้

“เอางี้ไหม ถ้าอยากจะท้าชนกันจริงๆ มาท้าเรื่องโปรเจกต่อไปจะดีกว่า เพราะมันดูให้สาระกับชีวิตบ้าๆของเธอดี เอ๊ะหรือว่าไม่กล้า กลัวว่าจะแพ้ฉันอีกใช่ไหมล่ะ”

“ฉันไม่เคยแพ้เธอ!”

“อ้อเหรอ งั้นเห็นอะไรนี้ไหม”

ตรีประดับเลิกคิ้วถาม ก่อนจะเดินถอยหลังแล้วหันไปทางกรอบรูปมากมาย ถ้วยรางวัลอีกเป็นกระตั๊กที่ห้อยบ้างเรียงบ้าง อยู่ในตู้กระจกซึ่งฝังติดผนังตึกตรงทางขึ้นลิฟท์ ในกรอบรูปที่ติดยาวเท่าความยาวของผนัง คือภาพของเธอและลูกทีมที่ยืนยิ้มโชว์ฟันขาวอยู่บนเวที รับมอบรางวัลสื่อโฆษณายอดเยี่ยมประจำปี แต่ไม่ใช้เพียงปีเดียวนะ แต่ยังเป็นทุกๆปี ย้อนหลังไปห้าปีเลยเป็นไง!

“นี้ นี้ นี้ นี้ และก็นี้” ตรีประดับชี้มือไปยังภาพต่างๆก่อนจะหันกลับมามองเบญจาภา “รางวัลพวกนี้คือหลักฐานว่าฉันชนะ เธอไม่เคยเห็นมันบ้างเลยเหรอ บริษัทติดไฟดาวไลท์ส่องสว่างออกขนาดนี้ หรือปกติเธอไม่ได้ขึ้นลิฟท์ไปทำงาน เดินขึ้นบันไดเอาเหรอ? แหมมมม เฮลตี้จัง”

“นังปริม!!!”

ตรีประดับยกมือรับฝ่ามือของอีกฝ่ายที่ตะวัดวาดมาใกล้หมายจะตบหน้าเธอ หญิงสาวส่ายหน้าก่อนจะหัวเราะเบาๆเรียนแบบท่าทางก่อนหน้าของเบญจาภา

“ผู้หญิงยุคใหม่เขาไม่ตีกันเพื่อแย่งผู้ชายแล้วนะเธอ แล้วไอ้วิธีสกปรกๆ โบราณครำคึกอย่างต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้ผู้ชายของคนอื่นมาน่ะ ขอเถอะ ช่วยคิดวีธีอื่นที่มันแปลก มัน Creative thinking กว่านี้หน่อยจะได้ไหม เธอจบครีเอจมานะ หัดใช้สมองบ้างอย่าขี้เกียด”

ตรีประดับได้ทีก็สั่นสอนเบญจาภาใหญ่ และดูเหมือนอีกฝ่ายจะโกรธจนพูดอะไรไม่ออกเสียแล้ว จึงทำเพียงยืนกัดปากกำมือร่างสั่นเทาอยู่อย่างนั้น

“ถ้าเข้าใจแล้วฉันก็ขอตัวก่อนนะ เพราะชีวิตเวิคกิ้งวูแมนที่ทั้งสวย รวย และก็เก่งอย่างฉันยังมีเรื่องให้ต้องทำอีกมาก ไม่เหมือนผู้หญิงบ้าไร้สาระอย่างเธอ ที่ดีแต่โง่!และนมโตไปวันๆ!”

หญิงสาวกล่าวตัดการสนทนาเป็นประโยคดุเด็จ ก่อนจะยิ้มร่าหมุนตัวเดินสะบัดผมแบบบียองเซใน MV เพลง  Crazy In Love อย่างไม่หลุดลุค ทว่าเดินเชิดไปได้ไม่กี่ก้าวหญิงสาวก็จำต้องเบรกแล้วหันกลับมามองเบญจาภาอีกครั้ง

"อ้อ ที่สำคัญนะ แฟนเก่าฉันมี 21 คนย๊ะ! แต่ที่เด็ดก็คือคนที่ 21 ของฉันแม้แต่นางมารยี่สิบผัวอย่างเธอก็ไม่เคยได้แอ้ม  เหอะ ไปทำการบ้านมาใหม่นะหนู บั๊ย!"

ตรีประดับยกมือโบกลาก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปไม่มองเหลียวหลัง ไม่หันกลับไปสนใจเสียงกรี๊ดร้องลั่นของเบญจาภาที่ดูคล้ายคนเสียสติขึ้นทุกที ร่างแบบบางกำหมัดแน่นขณะก้าวเดินอย่างมั่นใจไปทางด้านหน้าบริษัท ทว่าในทันทีที่หญิงสาวก้าวพ้นรัศมีที่ใครๆสามารถมองเห็นใบหน้าเธอได้ รอยยิ้มมั่นหน้าก็ค่อยๆจางหายไป เปลี่ยนเป็นกรุนโกรธไม่พอใจที่เรื่องบ้าๆไร้สาระเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตเธอ

ทั้งโดนแฟนบอกเลิก ทั้งโดนแย่งงาน ที่สำคัญนังเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นอดีตเพื่อนร่วมคณะกลับเป็นต้นเหตุทั้งหมด นี่ฉันทำเวรทำกรรมอะไรเอาไว้นะ ถึงต้องมาเจอปัญหาโลกแตกสามเด้งรวดแบบนี้!

หญิงสาวคิดก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างรุนแรง ตั้งใจจะลวงเอากุญแจรถออกจากกระเป๋าแสนรักซึ่งเคยชินเสียแล้วว่าต้องคล้องมันไว้บริเวณข้อแขน ทว่าทันทีที่ตรีปะดับลวงเจอแต่อากาศ ไม่มีแม้แต่กระเป๋าให้ลวงหากุญแจรถ เธอก็ยิ่งคลั่งมากกว่าเดิม

โอ๊ยอยากจะบ้า ปัญหาโลกแตกสี่เด้งรวดไปเลย!!

ตรีประดับเดินออกจากทางเข้าตึกด้วยใบหน้าที่มุ่ยยิ่งกว่าตูด แม้แต่ลุงยามซึ่งปกติหญิงสาวจะซื้อน้ำเต้าหู้หน้าคอนโดมาฝากทุกเช้ายังไม่กล้าสู้หน้า เธอก้าวเดินลงบันไดด้วยจังหวะเท้าลงส้น กระแทกๆลงไปแต่ละขั้นอย่างต้องการระบายอารมณ์ ทว่าในขณะที่กำลังเงยหน้าเพื่อมองหาฮาเลย์ของบิดาที่จอดทิ้งไว้ เธอกลับพบรถแลนโรเวอร์สีเงินยวงคันเท่าบ้านแทน พลันนั้นไอ้สิ่งที่อัดแน่นอยู่ในใจก็หายไปกว่าครึ่ง ไม่ใช่เพราะเจอรถราคาหลายบาท แต่เป็นเพราะเธอเจอร่างสูงของเจ้าของรถ ที่ยืนลวงกระเป๋ารออยู่ต่างหาก

“ปุณณ์!”

“ไม่ได้มารับ…แวะมาเอารถที่คาร์แคร์พอดี”

ตรีประดับเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าชายหนุ่มในจังหวะที่เขาพูดจบ หญิงสาวจ้องหน้าอีกฝ่ายตาขว้าง อารมณ์ไม่ดีขึ้นไปอีกเมื่อคนตรงหน้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจจะมารับ! เหอะ คนอารมณ์ไม่ดีอยู่ยังจะมายั่ว!

“ถ้างั้นก็กลับไปซะสิ! มายืมรกหูรกตาแถวนี้ทำไม! ”

“…ก็ฉันให้คนยกเจ้าสีนิลของคุณลุงกลับบ้านไปแล้ว ไม่มีรถแกจะกลับยังไง”

ตรีประดับไม่ตอบแต่กลับดันอีกฝ่ายไปอีกทาง ก่อนจะเอื้อมเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นไปนั่งพร้อมอารมณ์ฉุนเฉียว

หมอหนุ่มมองกิริยานั้นโดยไม่พูดอะไร เขาเดินอ้อมไปทางฝั่งคนขับแล้วก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างเธอ



 

“บอกเลยนะ ฉันไม่เคยเจอใครบ้าเท่ายัยเบ็ตตี้อีกแล้ว ยัยนั้นโรคจิต ออกแนววิปลาส แค่ฉันปานางตกถังน้ำตอนงานมหาลัย แค่เนี้ย ถึงขนาดต้องตามล้างถามเช็ดฉันขนาดนั้นเลย! ก็ใครใช้ให้ยัยนั้นโด่ไปนั่งเป็นสาวน้อยตกน้ำกันล่ะ!”

หญิงสาวเพียงคนเดียวบนรถแหกปากถามความเห็นอีกฝ่าย ขณะที่หมอปุณณ์ทำเพียงจ้องมองไปบนถนน มีสมาธิในการขับรถแบบสุดๆ

“แค่เรื่องเก่าๆ แต่ยัยนั้นกลับเอามาเป็นปมเพื่อแย่งแฟนฉัน แย่งไปยี่สิบคนไม่พอด้วยนะ คราวนี้เริ่มมาแย่งงานฉันไปอีก แกลองคิดสิปุณณ์ ฉันทำงานเหนื่อยแทบตาย แต่ยัยนั้นกลับฉกไปแบบหน้าด้านๆ แล้วยังพี่จีนที่ไปให้ท้ายนางอีก ดีจริง เจริญพอหรือยังประเทศไทย!!”

“…ก็ไหนเมื่อกี้แกบอกว่าแกเข้าใจที่พี่จีนทำไง”

“ใช่! แต่ตอนนี้ฉันไม่เข้าใจพี่จีนแล้ว! รู้ทั้งรู้ว่ายัยเบ็ตตี้ตั้งใจจะชนฉัน แล้วยังจะไปพูดขอบคุณที่เหนื่อยเพื่อบริษัท ยัยนั้นเหนื่อยกับผีน่ะสิ! ฉันอยากจะฆ่าทั้งคู่ ฆ่าให้ตายทั้งบริษัทไปเลย!!”

กล่าวไปมือบางก็บดบี้หมอนกระบองเพรชในมือเพื่อระบายความโกรธไป ปุริมมองคนกำลังฉีกทึ้งหมอนกระบองเพชรของเขา ใจอยากจะดึงกลับมาไม่ให้เธอยุ่งกับมัน แต่ก็รู้ว่าถ้าทำงั้น ไอ้งัวที่มันกำลังฟาดไปฟาดมาของหญิงสาวคงเปลี่ยนมาฟาดที่เขาแทนแน่ๆ อีกอย่าง…เจ้าหมอนกระบองเพรชนั้น คนที่ซื้อมาโยนไว้บนรถของเขาก็คือตรีประดับเอง

“ต้นกระบองเพชรไม่ผิด” ชายหนุ่มกล่าว ทว่าตรีประดับกลับไม่สนใจจะฟังมัน

“ไว้ถึงตาฉันบ้างเถอะยัยเบ็ตตี้! ฉันสาบานว่าจะเหยียบหลอนให้เละเป็นทุเรียนกวนเลย ย้ากๆๆๆ!!!”

ตรีประดับขย้ำหมอนกระบองเพรชก่อนจะใช้มันตีๆไปบนคอนโซนรถแล้วทุ้มมันอย่างรุนแรงเป็นจังหวะสุดท้าย เจ้ากระบองเพชรนุ่มนิ่มที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลยกระเด้งปลิวไปนอนแอ้งแม้งบนเบาะหลังทันทีที่ถูกปล่อยเป็นอิสระ นอนแน่นิ่งอยู่ในที่ๆเดิมของมัน

ปุริมมองตามที่ระบายอารมณ์ของมาดามปริมก่อนจะเหลือบกลับมาที่เธอคนเดิม พบว่าบัดนี้คนขี้โวยวายเปลี่ยนเป็นใช้สองมือกุมใบหน้าตัวเองไปแล้ว

ฉันเนี้ย…ทำไมถึงได้โชคร้ายแบบนี้นะ” เสียงอู้อีกกล่าวทั้งที่ยังปิดใบหน้าเอาไว้ “มีแฟนแฟนก็บอกเลิก งานก็ถูกคู่แข่งคาบไปกิน กระเป๋าที่ทนเก็บตั้งมาครึ่งชีวิตฉันยังอ้วกใส่อีก มันยังมีความโชคร้ายอะไรอีกไหมที่ฉันต้องเจอ ฉันเลยเบญจเพสมาหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ โฮ!!!”

คนโวยวายเริ่มกลับมาโวยวายอีกรอบ ทว่าคราวนี้ไม่ได้มีแค่เธอเพียงคนเดียวที่แผดเสียงอยู่บนรถ ยังมีโทรศัพท์ของเธอด้วยที่ร้องและสั่นไม่หยุดเนื่องจากมีสายโทรเข้า

ตรีประดับหยุดเสียงแล้วหันมองมัน แม้แปลกใจที่ทำไมสมบัติของเธอถึงมาอยู่บนรถหมอปุณณ์ แต่ก็ไม่ได้ถาม เพราะสายที่โทรเข้ามาทำเธอเริ่มสติแตกยิ่งกว่าเก่า

‘ตรัน’

“…ไม่รับเหรอ”

หมอหนุ่มที่สังเกตุสีหน้าของเจ้าของโทรศัพท์อยู่นานตัดสินใจถาม

“ไม่! ทำไมฉันต้องรับสายไอ้ผู้ชายเฮงซวยพันธ์นั้น!”

ตรีประดับด่ากราดก่อนจะจับมือถือโยนไปทางเบาะหลังจนมันกระเด็นไปรวมกับหมอนกระบองเพชร ทว่าเสียงโทรเข้าก็ยังดังอย่างต่อเนื่อง ดังถี่ ดังรัว และดังเร็ว ดังแบบเพิ่มระดับเสียงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายคนที่พยายามใช้สองมืออุดหนูไม่อยากฟังเช่นมาดามปริมก็ระเบิดความอดกลั้นออกมา!

“โธ่โว้ยฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว! ปุณณ์! แกช่วยพาฉันไปหาที่สงบๆทีเถอะ ที่ไหนก็ได้ รีบพาฉันไปก่อนที่ฉันจะบ้าและฆ่าตัวตายประชดชีวิตของตัวเอง!!”


 

 

‘ฆ้องงงงงงง งงง ง งงง  ง!!’

จอมโวยวายมองภาพตรงหน้าตาปริบๆ สถานที่ที่แสนสงบสุขซึ่งปรากฎอยู่ด้านนอกกระจกรถทำหญิงสาวพูดไม่ออก ก็จะให้เธอพูดออกได้ไง ปากบอกว่าขอให้ชายหนุ่มพาไปที่สงบๆ ไอ้หมอบ้าก็ขับพาเธอมาวัดเนี้ยนะ!!

หมอปุณณ์เอี้ยวตัวปลดสายคาดนิรภัย ก่อนจะเงยหน้ามองตรีประดับที่ยังคงอึ้งอยู่ที่เดิม

“ลงสิ พามาที่สงบๆแล้วไง”

หญิงสาวหันมองคนข้างตัวที่ยังคงหน้านิ่งราวกับไม่ได้ตั้งใจกวนเธอ “วัดเนี้ยนะ!”

“อื้อ วัด”

“งั้นถ้าเมื่อกี้ฉันบอกว่าขอให้พาไปที่อึกทึกครึกโครม แกไม่ต้องพาไปผับเลยเหรอ!”

“แค่เมื่อคืนยังอึกทึกไม่พออีกเหรอ…ลง”

ว่าจบเจ้าของรถก็เปิดประตูก้าวลงไป ตรีประดับมองตามเขาอย่างเลิกลั่ก สุดท้ายรีบตามลงไปด้วย แต่ไม่ได้ตามเพื่อไปไหว้พระนะ เธอตามไปด่าเขาต่างหาก!

“ปุณณ์เดี๋ยว!”

หญิงสาวก้าวลงจากรถได้ก็วิ่งอ้อมไปหาร่าวสูงโปร่งที่เดินนำเธอไปนู้นแล้ว

“ฉันไม่อยากมาวัด พาฉันกลับเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“ก็มาแล้ว”

“ไม่เอา น้ำฉันก็ยังไม่ได้อาบ แล้วดูเสื้อผ้า ดูผมสิ ทั้งเหนียวทั้งเหม็นแล้วยังพันกันไปหมด ยิ่งร้อนๆแบบนี้วัดอาจแตกได้นะ!”

ปุริมมองคนหาข้ออ้างจะกลับก่อนจะเริ่มสำรวจผมเผ้าของอีกฝ่าย เส้นผมที่ปกติจะม้วนเป็นลอนคลายๆ วันนี้เรียบตรงอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่ามันดูยุ่งเยิงพอควรเพราะเจ้าหล่อนซิ่งฮาเล่โกรกลมโกรกแดดมาแต่เช้า ปุริมไม่ได้กล่าวว่าจะพากลับหรือเปล่า เขาทำเพียงมองสำรวจพื้นรอบๆตัว เมื่อพบสิ่งที่ตามหาขายาวๆก็ก้าวเข้าไปใกล้ ก้มหยิบหนังยางสีแดงขึ้นมาจากพื้น

“จะทำไรน่ะ!”

ตรีประดับถอยหลังสามสี่ก้าวเมื่อจู่ๆเห็นปุริมเดินเข้ามาชิดตัว

“อยู่นิ่งๆ”

ทว่ามือใหญ่โตกลับล็อคหัวหญิงสาวเอาไว้ เขารวบเส้นผมของตรีประดับอย่างคล่องแคล่ว มัดรวบเป็นหางม้าแล้วใช้หนังยางแสนธรรมดาที่เก็บได้ผูกมันจนเป็นทรงสวย

“ทีนี้ก็ไม่พันกันแล้ว…ยังมีปัญหาอะไรอีกไหม”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วถามคนอ้างนู้นอ้างนี้ ทว่าตรีประดับในตอนนี้กลับอ้าปากค้าง ยกมือขึ้นจับๆแตะๆผมตัวเอง และเธอจะไม่มีวันบอกอีกฝ่ายหรอกว่า การที่จู่ๆเขาเดินเข้ามามัดผมให้เธอ ทำให้เธอนึกถึงตัวเขาและเธอสมัยมอปลายเหลือเกิน

“เธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตอน 14 ตอนที่ฉันมีแฟนคนแรกกกก”

พลันนั้น จู่ๆเสียงเพลงทำนองบ้าบอคอแตกก็ดังมาจากที่ไกลๆ ตรีประดับและปุริมหันไปตามเสียงนั้น พบพี่วินสามสี่คนซึ่งนั่งอยู่ใต้เพิงหมาแหงนกำลังมองมาทางพวกเขาสองคน สีหน้าสีตาดูแพรวพราวราวกับ ระ…รู้ว่าตอนอายุ 14  เธอและไอหมอพามาวัดเคยมีซัมติงอะไรกัน!

“ลึกๆ ข้างในมันหวั่นมันไหวแปลกๆ เธอรู้ไหมมมม ฉันเหมือ 14 อีกครั้งงงงงงงง”

ตรีประดับถลึงตาใส่เหล่าพี่วินที่กำลังยิ้มกรุ่มกริ่มส่งมาให้ บ้าหรือเปล่าเนี่ย คนพวกนี้ไม่มีทางรู้เรื่องนั้นได้เหรอ แต่ทำไมถึงร้องเพลงนี้ละ ละโลกนี้จะบังเอิญเกินไปแล้วนะ !

หญิงสาวสะบัดใบหน้าไม่สนใจเพลงพวกนั้นก่อนจะเดินดุ่มๆทิ้งหมอหนุ่มไว้ด้านหลัง จึงไม่ทันได้เห็นว่าเรียวปากของอีกคนที่มาด้วยกัน บัดนี้กำลังกดลึกจนเผยยิ้มบางๆที่หากไม่สังเกตุก็คงดูไม่ออกว่ามีอยู่

ร่างสูงโปร่งเดินตามตรีประดับไปด้วยจังหวะเท้าที่มั่นคง ในขณะที่เหล่าพี่วินเปลี่ยนไปร้องเพลงสาวบางโพแทน เพราะมีสาวประเภทสองหุ่นเชพบ๊ะกลุ่มใหญ่เดินนวดนวยเข้ามาเรียกใช้บริการ



 

ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ถูกเลือกขึ้นมาจากถังใส่ดอกไม้ที่ปักรวมกันไว้กว่าห้าสิบดอก ตรีประดับไม่ใช่คนพิถีพิถันในเรื่องพวกนี้ เธอจึงไม่ได้สนใจว่าดอกที่เลือกจะมีจุดไหนบอบช้ำบ้างหรือเปล่า ปุริมที่เดินตามมาสมทบมองดอกบัวในมือของหญิงสาว เขาก้มเลือกดอกชนิดเดียวกันมาถือบ้าง ก่อนจะหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาแล้วหยอดเงินจำนวนหนึ่งลงไปในตู้เป็นค่าธูปเทียนและดอกไม้ของเขาและหญิงสาวที่มาด้วยกัน เมื่อป้าเฝ้าร้านส่งชุดไหว้มาให้ ทั้งสองก็พากันเดินเข้าไปด้านใน ทำการสักการะ ปักธูปปักเทียนบูชา แล้วถึงเดินเข้าไปด้านในโบสถ์

มือบางขาวสะอาดของตรีประดับยกจรดหน้าผาก เธอเงยหน้ามองตรงไปยังพระประธานองค์ใหญ่เบื้องหน้า สีทองอร่ามขององค์พระนำความสงบนิ่งมาให้ ราวกับกำลังช่วยปัดเป่าความโชคร้ายให้ออกไปจากตัวเธอ พลันนั้นเสียงตีระฆังที่ดังอยู่ไกลๆก็ทำให้หญิงสาวที่กำลังเจอมรสุ่มมากมายในใจรู้สึกสงบลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“คำถามที่สงสัย แท้จริงคำตอบก็อยู่ในใจของคนเรานั้นเอง”

เสียงราบเรียบแต่เต็มไปด้วยเมตตากรุณาทำให้ตรีประดับและปุริมหันไปมอง พบเข้ากับพระรูปหนึ่งที่นั่งสมาธิอยู่ห่างออกไป นั่งอย่างสำรวมอยู่บนอาสนะ สองหญิงชายหันหน้ามองกัน ก่อนจะคลานเข่าเข้าไปใกล้ ก้มกราบแล้วยกมือค้างไว้แนบอกเพื่อสนทนากับผู้บรรลุธรรม

พระรูปนั้นลืมตาแล้วยิ้มให้เขาและเธอ แต่ดูเพ่งมาที่ตรีประดับมากเป็นพิเศษ

“มันเป็นธรรมดาของโลก คนเก่งย่อมมีคนอิจฉา แต่อย่าทุกข์ให้เกินควร อย่าตัดพ้อว่าทำไมต้องเป็นเรา เพราะขนาดพระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว ยังหนีไม่พ้นคำติฉินนินทาและความริษยาในใจคน"

       ตรีระดับก้มกราบอีกครั้งราวกับกำลังรับพรและคำสอนที่ถูกส่งมาให้เธอ ทว่าเธอไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เพราะสิ่งที่เธอให้ความสนใจมากกว่าโดนใครต่อใครอิจฉา คือเรื่องที่ว่าเมื่อไรจะเจอเนื้อคู่ต่างหาก!

“หลวงพ่อคะ”

“ว่าอย่างไรโยม”

“ช่วยดูให้ทีว่าหนูจะมีสามีเมื่อไร”

ตรีประดับยื่นมือข้างหนึ่งไปด้านหน้าพระรูปนั้น หงายมือราวกับต้องการให้ผู้บรรลุธรรมดูดวงลายมือให้ หลวงพ่อผู้น่าเลื่อมใสชะงักไปครู่ก่อนจะกระแอมสองทีแล้วเอี้ยวตัวไปด้านข้าง หยิบสายสิญจน์สีเลือดหมูออกมาจากถาดข้างตัว ก่อนหย่อนมันลงบนมือบางที่หงายค้างรอให้ท่านตรวดดวงชะตา

“สายสิญจน์แม้จะถูกตัดขาดเป็นร้อยเป็นพันเส้น แต่สุดท้ายมันก็ยังมีเยื่อใยที่จะปรากฏตลอดไปว่าเคยเป็นของกันและกันมาก่อน”

“คะ“”

หลวงพ่อไม่ได้กล่าวตอบตรีประดับ ทำเพียงเอี้ยวตัวหยิบสายสิญจน์อีกเส้นส่งให้ปุริม

เมื่อชายหนุ่มที่ดูสุภาพกว่าหญิงสาวที่มาด้วยกันก้มรับแล้วกราบไหว้ หลวงพ่อก็หันกลับไปมองตรีประดับ ซึ่งเจ้าหล่อนเบิกตาโตมองหลวงพ่ออย่างต้องการให้อธิบายมากกว่านี้

ทำตาโตราวกับนกฮูกอย่างไรอย่างนั้น

"O_O"

“ยะ...โยมเป็นคนมองการไกล อาตมาเดาถูกหรือไม่”

“หนูคิดว่าใช่ค่ะ”

“เพราะอย่างนั้น ถึงทำให้พลาดสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ๆตัว”

“คะ“”

“ความสุขของโยม อยู่ใกล้แค่หันไปทางซ้าย”

“หันซ้าย”

“ถูกต้อง แค่หันไปทางซ้ายก็จะเจอ”

ตรีประดับลดมือลงก่อนจะทำตามที่หลวงพ่อแนะ ทว่าคนมองการไกลก็ยังคงมองไกลอยู่นั้น เพราะเมื่อหันซ้ายเข้าจริง เธอกลับพลักหัวปุริมที่นั่งอยู่ด้านข้างให้กระเถิบหลบ ภาพที่ได้หลังจากกำจัดคนขว้างหูขว้างตาไปให้พ้นทางคือภาพท่าน้ำของวัดและโต๊ะขายอาหารปลา โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า ไอ้ที่หลวงพ่อบอกให้หันซ้ายนั้น ก็เพื่อให้เธอหันไปมองชายหนุ่ม ไม่ใช่ร้านขายอาหารปลาซักหน่อย!

“ความสุขของหนู คือการให้อาหารปลางั้นหรือคะหลวงพ่อ…ตกลงค่ะ!”

ตรีประดับกำสายสิญจน์ในมือแน่นก่อนจะยันกายลุกขึ้น เธอเดินดุ่มๆออกจากโบสถ์วัด ทิ้งให้หลวงพ่อและปุริมนั่งนิ่งเงียบสนิทอยู่ที่เดิม

หลวงพ่อถอนหายใจก่อนจะละสายตาจากตรีประดับมามองที่หมอหนุ่ม

“โยมคงต้องเหนื่อยหน่อยล่ะนะ ถ้าสายสิญจน์ที่อยู่ในใจโยมยังเชื่อมอยู่ที่เธอคนนี้”

นายแพทย์หนุ่มไม่ได้ตอบรับอะไร เขาเพียงก้มกราบลาหลวงพ่อ ก่อนจะลุกเดินตามคนมองการไกลเกินเหตุไปยังท่าน้ำด้วยท่าทีไม่รีบไม่ร้อน



 

ขนมปังชิ้นแล้วชิ้นเหล่าถูกโยนลงบนผิวน้ำที่กระเพื่อมไหว ก่อนมันจะหายวับไปอย่างรวดเร็ว เพราะเจ้าปลาสวายทั้งดำและเผือกฮุบกินอย่างตะกละตะกลาม ไม่ยอมปล่อยให้เจ้าขนมปังแสนหวานลอยตัวอยู่เหนือปากนับพันได้สำเร็จ

ตรีประดับถือก้อนขนมปังปอร์นเอาไว้ในมือ เธอฉีกมันแล้วปาลงไปในน้ำมานานราวสิบนาทีแล้ว และเธอพบว่าการให้ทานกับเจ้าปลาที่แสนหิวโหยพวกนี้ ไม่ได้ทำให้เธอสุขขึ้นอย่างที่หลวงพ่อว่าเลย

“โอ๊ยพอที พวกแกไม่ต้องกงต้องกินมันแล้ว!!”

ว่าจบตรีประดับก็งับขนมปังปอร์นที่พึ่งฉีกออกมาเข้าปากอย่างมีน้ำโห เคี้ยวๆมันอย่างเมามัน ขณะที่ปุริมซึ่งนั่งฉีกขนมปังอยู่ข้างๆได้แต่หันมอง

“อย่าไปแย่งปลามันสิ”

ตรีประดับไม่สน เธอยังคงเขี้ยวขนมปังต่อไปเรื่อยๆ “เรื่องอะไร ก้อนละตั้ง 25 บาท แพงจะตายจะปล่อยให้ปลามันกินทำไมกันเล่า!“

“ได้ข่าวว่านั้นตังค์ฉันไม่ใช่เหรอ”

“เหมือนกันแหละ”

“เหมือนยังไง”

“อย่าพูดมากได้ไหม ฉันเกลียดปลานี้ แกดูสิว่าพวกมันอ้วนพีแค่ไหน! เพราะงั้นฉันจะไม่ยอมให้มันกินขนมปังของฉันอีกแล้ว เข้าใจไหม!”

“อืม…ที่จริงขนมปังที่ให้เป็นอาหารปลา ถือว่าเป็นขนมปังที่ดีที่สุดในประเทศเลยนะ”

หญิงสาวที่กำลังใช้มือจกขนมปังฟูๆนุ่มๆอีกก้อนชะงักแล้วหันมองคนข้างตัว “ยังไง”

นายแพทย์หนุ่มมองขนมปังในมือ ก่อนเขาจะพูดต่ออย่างคนที่มีความรู้รอบตัวเต็มเปี่ยม

“ก็มันเป็นขนมปังที่ทำใหม่ทุกๆวัน อบใหม่ไม่ใช่ของค้าง ไม่ใส่สารกันบูด  ไม่เหมือนขนมปังที่พวกเรากินกันตามร้านสะดวกซื้อ รายนั้นน่ะทั้งแต่งสีแต่งกลิ่น ใส่สารกันบูด ทำทุกๆอย่างเพื่อให้มันคงสภาพเดิมเอาไว้จนกว่าจะมีใครมาหยิบไปคิดเงิน”

หญิงสาวพยักหน้าให้แก่ความรู้ไหมก่อนจะพินิจมองของล้ำค้าที่พึ่งค้นพบ

“แล้วแกรู้ได้ไงว่าขนมปังนี้มันเป็นของใหม่ มองด้วยตาก็รู้เลยเหรอพ่ออัจฉริยะ”

“ก็ดูจำนวนคนที่ซื้อไปให้อาหารปลาสิ” ปุริมเอียงตัวเข้าใกล้ตรีประดับก่อนจะชี้ชวนให้หญิงสาวดู “ที่สำคัญยี่ห้อห่อเขียวแบบนี้ ไปวัดไหนก็เจอวางขายตลอด”

“เออจริง”

“แต่ถ้าอยากจะเช็คให้ชัวร์ ก็ทำแบบนี้” ชายหนุ่มอธิบายพร้อมบีบก้อนขนมปังจนฟี้บลงแล้วปล่อยกลับคืน

“ถ้าบีบแล้วมันสามารถคลายตัวจนฟูกลับไปเป็นแบบเดิมได้ แปลว่าเป็นของใหม่”

ตรีประดับมองตามตาลุกวาว ก่อนจะหยิบขนมปังจากมือปุริมเข้าปากตัวเอง

“แกมันอัจฉริยะ! เป็นมันสมองอันยอดเยี่ยมของ ‘บ้านเรา’ ”

“อืม”

“งั้นฉันควรซื้อมันกลับไปตุนไว้ที่บ้าน!”

“กินเยอะเดี๋ยวปวดท้อง”

“พูดเป็นเล่น ของดีๆแบบนี้ กินน้อยๆได้ไงล่ะ! พี่ค่ะ เอาขนมปังแบบนี้เพิ่มอีกห้าก้อน!!”



 

แลนโรเวอร์ขันหรูเคลื่อนออกจากบริเวณวัดพร้อมขนมปังอาหารปลาเต็มเบาะหลัง นายแพทย์ปุริมมองคนกินขนมปังอย่างมีความสุข เขาไม่รู้จะพูดยังไงกับการใช้จ่ายที่เกินเหตุ ไม่สิ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้จะพูดยังไง แต่ต้องบอกว่า เขาสามารถพูดสามารถห้ามผู้หญิงคนนี้ได้ด้วยเหรอ

“ให้ส่งที่บ้านหรือคอนโด”

ตรีประดับที่กำลังเคี้ยวขนมปังอย่างเมามันเลิกคิ้วมองหมอหนุ่ม

“คอนโดสิ แต่เดี๋ยว…กลับบ้านดีกว่า…”

กล่าวจบตรีประดับก็เงียบลง เป็นเหตุให้ชายหนุ่มต้องเหลือบสายตามองแล้วร้องถาม “เป็นอะไร”

หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะวางชิ้นขนมปังที่พึ่งฉีกกลับลงไปในห่อแบบเดิม “แค่รู้สึกว่าชีวิตมันไม่ค่อยง่ายเท่าไร เดี๋ยวเรื่องรัก เดี๋ยวเรื่องงาน วุ่นวายไปหมด”

“…มันก็ไม่ง่ายมาตั้งนานแล้ว”

หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเอี้ยวคอมองอีกฝ่าย “ถ้าเป็นแกจะทำไง”

“เรื่องอะไร”

ตรีประดับยิ้มร้ายก่อนจะพูดต่อ “แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องโดนแย่งงานสิ เรื่องความรักบ้าบอนั้น ฉันไม่สนใจหร้อกก”

หมอหนุ่มถอนสายตากลับไปมองถนนอีกครั้งราวกับต้องการจะหลบซ่อนอะไรบางอย่าง

“ไม่ต้องถามแกก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว”

“ก็ช่ายยยย แต่แกก็ช่วยพูดให้ฉันได้ยินความคิดตัวเองหน่อยสิ”

“แย่งคืนมา”

“มันไม่ง่าย”

“ไม่มีอะไรที่ตรีประดับทำไม่ได้”

“อะนั้นก็ถูก”

“สรุปคือ”

“แน่นอนว่าต้องแย่งคืนมา! เหอะๆๆ ยัยเบ็ตตี้เอ๋ย เตรียมตัวซื้อกาวติดตอนหน้าแตกไว้ได้เลย!!”

เมื่อตัดสินใจได้ ตรีประดับก็ก้มลงหยิบชิ้นขนมปังใส่ปากอย่างเดิม ทว่าความปวดแปลบแบบเมื่อตอนกลางวันกลับวูบขึ้นมาบริเวณกึ่งกลางท้องน้อย มันเจ็บจนเธอต้องง้อตัวลงแล้วกุมหน้าท้องเอาไร ปากเรียวไร้เสียงพูดจา มีเพียงเสียงร้องครางอย่างทรมานสุดขั่วหัวใจให้คนใกล้ๆได้ยิน

“โอ๊ยย ย!”

ปุริมละสายตาจากถนนหันมองหญิงสาวที่จู่ๆก็เอื้อมมือข้างหนึ่งมากำชายเสื้อของเขาไว้ ในตอนนั้นเองที่ใบหน้าซีดเผือดแสดงความทรมานของอีกฝ่ายทำให้อารมณ์ของคนใจเย็นเป็นน้ำแข็งเปลี่ยนเป็นเย็นเหยียบสุดจะประมาณ!
“ปริม!”


----------------------------


มาล้าวๆๆๆ เม้นเป้นกำลังใจให้กันด้วยน้าาา
จะพยายามทำให้ทันออกงานหนังสือ แต่แจ้งสนพไปแล้วว่าคงไม่ทัน กร๊ากกก

ฝากเพจดว้ยจ้า จะแจ้งอัพนิยาย + ลง NC ในนั้นน้า คลิ๊ก! >>  เพจเฌอมา <<

พี่น้อย0105 : เดียวให้หมอปุณณ์มารับเน้อ อิอิง
YulSica :ชอบๆ นังเบ็ตตกปลา 55555
เด็กฝันกลางวัน : รอให้พระเอกมาปลอบก่อน เดียวจะให้มาดามเช้คบิลเรียงตัวว
Meamooging :ขอบคุณคร่าาาา เขินๆๆ
อะตอม :เน้อออ มันมีปมของพระนางน้า ไม่ได้เอามาให้พระเอกปลูกเฉยๆๆๆๆๆ
Riboflavin :มาเอาใจช่วยนางกันนน
อสิตตา : ใช่แล้ว นางร้าย แต่ขอโทษ เรื่องนี้มีนางร้ายที่ร้ายยยยมากกว่าเบ็ตตี้นะจ้ะ
ธรมาน : โอ๋น้ามากอดดดดด
NichThaNuT : ส่งเย็นๆไป!!
เอินเอินยิ้มสวย : ไม่จ้า
paesunflowerpn : กระโดดถีบขาคู่
9namfon : มีความอินใช่ไหม รักกกก
Tee_Teemaporn :นี้มันแค่เริ่มต้นนน
paphapin1234 :ขำลั่นเลย 5555555
หลิน : แล้วมันยังไง อย่าทำให้ไรท์งงได้บ่คุณทศพ๊ลล
Koy Jung :ไม่ต้องกลัว งานมาดามใครก็แย่งไปไม่ได้หร๊อกกกก
Sun Oranut : ขอโทษนะคะ คำว่ายอมสะกดยังไง มาดามฝากมาถาม 555
Chariyaiem :ฝากติดตามเป็นกำลังใจให้มาดามด้วยน้าา
ji_noi : นางโดนแบรกเพราะตัวเองผิดจริงๆ ไม่อย่างนั้นอิเบ็ตตี้เจอดีไปล้าววว
Riboflavin  : ฮึบๆ
aranyaorchid :อัพแล้วน้าา
Tee_Teemaporn : ขอบคุณคร่า ดีใจที่ชอบบบ กรี๊ดดดด
Nil-Nut :จริงเปล่าาาาาาาา
nidnoi037 : ขอบคุณคร่าาา ฝากติดตามด้วยน้าา / nidnoi037 จริงเปล่า อย่าหลอกกันน้า
Loris. :สู้ๆ ย้ากกกก
Tsuki :ขอบคุณคร่าาา เป็นเม้นที่จะแคปเก็บไว้ดูเลย จริงๆนะ
นู๋นก : ไม่ได้แย่งแฟนคนเดัียวด้วยสิ หึหึ
เมเปิ้ล :ให้กำลังใจเฌอมาบ้างเส้ ให้แต่มาดามเนี้ยย
ChaowEva :ถามถึงอิมเมจเหรอค่ะ “
JanyaRuadrew : ไม่อยมแน่นวลลลล
Miniko song :ถถถ ก็พ่อเป็นสายเพื่อชีวิต ทันต้องทีพี่ปุ้ม กร๊ากกก
P'_n Bd2. Gt # ๗ :มาดามรีบไปทำงานจริมๆ 555
ScT : เสน่หากระยาทิพย์รอหน่อยน้าาาาา ไม่นานๆๆ
Maenang_Nutt : น่าเอาไปตั้งชื่อตอนนะเนี้ย คลองจองเชียวว
Why. : หายไปหาซื้อมา แต่ยังไม่ค่อยโอนะ ถถถ
pawenut : ชื่อไหนนน
เมเปิ้ล : เรามาดูกันนนนน
zumirator :กระเ๋านั้นคือค่าสินสอดนะ พระเอกมันร้าย อุ๊บบบ
paesunflowerpn :คนที่ร้ายกว่าคือหมอแุณณ์นาจาา
วิภาภรณ์ :ว้ายยยย อยากทำได้แบบนั้นเหมือนกัน แงงง


ขอบคุณคุณ  Tee_Teemaporn คุณนู๋นก ที่ช่วยแก้คำผิดด้วยน้าาา รักกกก

 


 ฝากเพจด้วยจ้า 







 

__________________________________________________________________________________________________________________________________________

นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจิตนาการและความคิดของผู้แต่งเท่านั้น ทั้งตัวละคร เนื้อเรื่อง สถานที่ ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มอรรถรสเนื้อหาของนิยายให้มีความน่าสนใจขึ้นเท่านั้น ผู้อ่านที่รักโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 
ห้ามคัดลอก  ทำซ้ำ ดัดแปลง
หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งใน นิยายไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดทางกฎหมายตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติที่ได้ระบุไว้และจ่ายค่าเสียหายตามแต่เจ้าของผลงานจะกำหนด
[ สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สมาคมนักเขียน ]

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 176 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,240 ความคิดเห็น

  1. #11935 CHOMPOO_XM_MS (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 08:20
    ชอบ ตลก 555
    #11,935
    0
  2. #8780 เราเองจะใครล่ะ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2560 / 22:49
    ไรท์เราขอสมัครเป็นแฟนคลับไรท์อย่างเป็นทางการ ตามอ่านมาหลายเรื่องแระ ไรท์แม่งโคตรแต่งเก่งอ่ะ ทำได้ไงอ่ะ ความรู้แน่ปึก เรายกไรท์เป็นไอดอลเลย ยกนิ้ว!!
    #8,780
    0
  3. #8403 The White Rabbit with Red Hood (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 16:15
    มีคำผิดเด้อออ
    เรื่องพรรค์นั้น กับ มองการณ์ไกล
    สะกดแบบนี้จ้าา
    #8,403
    0
  4. #7830 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 / 06:11
    แหม่ ตลกนะเราปริม มองซะไดลโพ้นนนนนน เลย 55555
    #7,830
    0
  5. #7653 doctorfire (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 16:04
    ขำลั่นบ้านเลยค่ะ ตรงมองการณ์ไกล ไม่คิดว่านางเอกจะทำแบบนี้ ตลกอ่า555+
    #7,653
    0
  6. #7294 Lugchit (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2560 / 23:19
    ฮานางเอกมากๆๆๆๆ ชอบๆๆ
    #7,294
    0
  7. #7146 BB oi (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 08:01
    ใกล้แล้วสินะ ใกล้ถึงตอนที่ไรท์สปอยไว้ให้อยากรู้
    #7,146
    0
  8. #6053 Opor (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 10:15
    แหม...สาวบางโพนั้นโก้จริงๆ โอ้ยขำพี่วินแกจริงจริ๊ง
    #6,053
    0
  9. #4298 9namfon (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 เมษายน 2560 / 16:19
    มาดาม แกมองไกลไปนะ
    #4,298
    0
  10. #3606 มูตี้ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 18:30
    ^______^
    #3,606
    0
  11. #2040 BYJ2011 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 เมษายน 2560 / 16:29
    คือขำอะ นางเอกซึนมาก
    #2,040
    0
  12. #1616 I:AM XXI (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 21:21
    โรแมนติคได้ดเวยยางรัดแกง ชอบซาวน์แทร็คของพี่วินจีจี

    แต่ปริมจะมองการณ์ไกลไปหน่อยไหมคะ 555555 สงสารปุณ
    #1,616
    0
  13. #1578 noodao (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 12 เมษายน 2560 / 16:34
    ปริมจ๊ะ ถ้าจะมองการณืไกลขนาดนั้น อยากถามว่าเห็นลำปางไหมคะ
    หลวงพ่อบอกซะขนาดนั้นผลักหมอซะหัวทิ่มเลย
    #1,578
    0
  14. #1271 Demon Vetz (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มีนาคม 2560 / 11:41
    คำผิดค่ะ กิริยารังเกลียดไม่พอใจที่ปรีประดับ -ตรีประดับ
    //ไม่มั่นใจคำว่ารังเกลียดด้วยค่ะ ลองเช็คดูด้วยนะคะ
    #1,271
    0
  15. #1236 pypid555 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 / 23:31
    แก้ไขคำผิดนะค่ะ ประโยคที่ว่า...หญิงสาวพยักหน้าให้กับความรู้ไหม..เป็นใหม่ นะค่ะ

    อือที่คุณเฌอมาสงสัยว่า ตามอ่านเพราะภรรยาเจ้ารึเปล่า??? สำหรับเราไม่นะ เราตามอ่านงานคุณ เพราะเป็นคุณนะ เราชอบภาษาที่คุณเขียน บุคคลิก การสื่อความรู้สึก มุมน่ารักและอารมณ์ต่างๆที่ถ่ายทอด สื่อผ่านตัวละครที่คุณสร้างสรรค์จินตนาการขึ้นมากนะ
    #1,236
    0
  16. #1206 ปุญญาดา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 11:00
    คำผิด



    ครำคึก เปลี่ยนเป็น คร่ำครึ
    #1,206
    0
  17. #1205 ปุญญาดา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 10:58
    คำผิด

    นี้ นี้ นี้ และนี เลี่ยนเป็น นี่ นี่ นี่ และนี่



    พลักหัว เปลี่ยนเป็น ผลักหัว

    #1,205
    0
  18. #1199 choppee8 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 18:43
    ปริมจะเอาฮาใช่มั้ย มองไกลเกิ๊น
    #1,199
    0
  19. #1076 หญิง นันทิยาื (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 12:49
    หันไปมองด้านซ้าย. มองการณ์ไกล ... อันนี้ ขนางเอกจนน้ำตาเล็ด
    นางเอกฮาจริงๆค่ะ น่ารักดี
    #1,076
    0
  20. #1028 ทีมพัดน้อย (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 17:53
    จริง ๆ ไม่น่ามี NC น้า เราเป็นคนที่อ่านนิยายแล้วชอบแนวที่บรรยายผ่าน ๆ แบบให้ไปคิดต่อเองมากกว่าที่จะมาบรรยายฉากแนว ๆ นั้นโจ่งแจ้ง ก็ไม่รู้สินะ คงเป็นความชอบส่วนตัว เพราะอ่านแบบนั้นแล้วรู้สึกว่ามันเป็นความละมุนละไมของภาษา และเอกลักษณ์ของเฌอมา คือไม่จำเป็นต้องมีฉากอย่างว่า นิยายก็ดังได้ และสนุกมากด้วย



    คหสต.
    #1,028
    0
  21. #914 นู๋นก (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 10:25
    นอกจากชายติก็มีหมอเนี่ยแหละค่ะ ที่อยากได้เป็นพ่อของลูก #เขิน มาดามขา หันซ้ายยาวไปแล้วจ้า สงสารหมอ
    #914
    0
  22. #645 noodao (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2559 / 17:16
    บทนี้ฮามากเลย หลวงพ่อค่ะคนบางคนก็ตรงเกินกว่าจะเข้าใจอะไรที่เราไม่ได้บอกตรงๆ
    ปริมค่ะถ้ายังไม่เข้าใจว่าหลวงพ่อเค้าสื่อหมายถึงใคร ขึ้นคานแน่เลย
    #645
    0
  23. #478 hamtaroaee (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 17:56
    ตอนแรกอยากบีบคอเบ็ตตี้ แต่ตอนนี้อยากบีบคอเฌอมา 555 ทำไมเทอออกหนังสือไม่ทันนนน เขย่าๆๆๆๆ อิอิ love u
    #478
    0
  24. #477 pawenut (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 15:56
    คิดถุงแล้วน้าาา
    #477
    0
  25. #476 sangwari_film (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 13:01
    รออออออ
    #476
    0
  26. #474 94993 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2559 / 21:47
    แต่อ่านไปแล้วเห็นเป็นหน้าชมพู่เรยนะยายปริมบุคลิกมันใช่เรยอะ
    #474
    1
    • #474-1 sangwari_film(จากตอนที่ 6)
      25 ธันวาคม 2559 / 13:01
      คิดเหมือนกัยเลยคะ บุคลิกเหมือนมากด
      #474-1