มาดามคานทอง (สนพ.พิมพ์คำ พิมพ์ครั้งที่ 8)

ตอนที่ 4 : Chapter 4 : ค่าสินสอด (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47,354
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 158 ครั้ง
    20 เม.ย. 60








หมอปุณณ์


 

 

บทที่ 4 ค่าสินสอด

       แสงอาทิตย์แรกของวันสาดแสงลอดเถาดอกคำปองน้อยที่ห้อยเป็นพวงระย้าลงมาจากก้านอ่อนเรียวเล็ก ดอกสีชมพูมะเหมี่ยวของมันดกครึ้มเบียดเสียดจนดูเป็นพุ่มพูใหญ่ ช่างตัดกับตัวบ้านสีขาวละมุนซึ่งเจ้าดอกไม้แสนสวยใช้เลื้อยเป็นดั่งหลักที่พักพิงมาตลอดช่วงชีวิตของมัน พวงสีสดที่ถึงแม้จะไร้กลิ่นหอมแต่ก็ดูงามจับตาพันเกี่ยวกับบานหน้าต่างบนชั้นสองซึ่งเปิดออกรับแสงตะวันเอาไว้ มันโอนเอนไหวไปตามลมหนาวแรกของเดือนธันวา ซึ่งกำลังพัดโชยเข้าสู่ห้องนอนหลังบานหน้าต่าง โชยเอื่อยๆ สลับแรงเบาราวกับต้องการปลุกให้ร่างที่ม้วนอยู่ใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนตื่นลืมตารับแรกอรุณ

คิ้วสีอ่อนของหญิงสาวเจ้าของห้องขมวดเข้าหากันเมื่อลมหนาวบางส่วนสามารถเล็ดรอดเข้ามาภายในผ้าห่มนวมของเธอได้ ก่อนเธอคนเดียวกันนั้นจะพลิกตัวนอนหงาย พยายามข่มตาลงอีกครั้งอย่างเกียจคร้าน พลันขมับสองข้างก็เริ่มเต้นตุบๆ พร้อมอาการปวดหัวน้อยๆซึ่งเกิดจากการตกค้างของฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่จัดหนักไปเมื่อคืน

นางสาวตรีประดับในวัยยี่สิบปลายๆยังคงหลับสนิทแต่ใบหน้ากลับงอง้ำ สาเหตุเพราะสมองที่กำลังปวดหนึบของเธอเริ่มประมวลภาพเรื่องราวก่อนหลับไป ตั้งแต่ภาพที่เธอถูกชายคนรักบอกเลิก ภาพที่เธอเมามายอย่างน่าอายและน่าอนาถ ภาพพ่อของเธอนั่งเช็ดตัวให้ ภาพสายตาตำหนิของนายแพทย์ปุริม และสุดท้าย ภาพกระเป๋าแอร์เมสสุดที่รัก ที่เปียกมะล่อกมะแล่กเพราะอ้วกกลิ่นยาดองซึ่งชายหนุ่มคนก่อนหน้าบอกกับเธอว่าอ้วกนั้น…คือฝีมือของเธอเอง

…เดี๋ยวนะ! อ้วกเหรอ!

และในทันทีที่สมองประมวลข้อมูลต่างๆ ได้สำเร็จครบถ้วน นัยน์ตากลมโตของคนใต้ผ้าห่มก็เบิกขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาสองข้างยกถีบผ้าห่มออกจากตัวจนปลิวว่อนไปอีกทาง ก่อนร่างในชุดนอนจะเด้งขึ้น เผยผมเผ้าที่ครั้งหนึ่งเคยถูกม้วนเป็นลอนสวยดูกระเซอะกระเซิงราวกับคนจิตวิปลาสใต้สะพานลอยในย่านแออัด!

“ปุณณ์!!!”

ตรีประดับร้องเรียกชื่อใครบางคนลั่นบ้าน ซึ่งเธอเดาเอาว่าเขาต้องเป็นต้นเหตุของเรื่องอ้วกแอร์เมสที่เธอกำลังประสบ หญิงสาวหันมองไปทางนอกหน้าต่าง ครั้นสายตามองเห็นหลังคาบ้านของคนที่กำลังหาตัว ในใจก็ยิงเคืองแค้นจนต้องกัดฟันกรอด

ทันใดนั้นหูของตรีประดับก็ได้ยินเสียงพูดของใครบ้างคนดังลอยมาตามแรงลม ไม่รอช้า หญิงสาวรีบถลาไปทางบานหน้าต่างก่อนจะสะดุดล้มหัวเหม่ง ทว่าเพราะความโกรธยังคงสุมอยู่ในอก เธอจึงไม่คิดสนใจความเจ็บปวดภายนอก ลุกขึ้นยืนเกาะขอบหน้าต่างห้องแล้วก้มมองต้นเสียงด้านล่าง ซึ่งเขาคนที่เธอกำลังปรามาสถึงกำลังรถน้ำต้นไม้และคุยกับเจ้าส้มแสด หมาของเธออยู่!

“หมอปุณณ์!”

ตรีประดับเรียกคนในสายตาจนลั่นบ้านอีกรอบ ก่อนจะชี้นิ้วใส่เจ้าของชื่อที่เงยหน้าขึ้นมามองตอบเธอด้วยใบหน้าไร้อารมณ์เช่นเคย หน๊อย!

“รออยู่ตรงนั้นนะ! อย่าได้คิดหนีเชียว!”

เมื่อสั่งเสร็จหญิงสาวก็ตวัดตัววิ่งออกจากห้อง เธอถีบประตู ‘ปัง’ สองมือกำหมัดแน่น ผมเผ้าไม่ต้องวงต้องหวีมันแล้วโว้ยยยย

‘ตึกๆๆ’

เสียงวิ่งลงส้นเท้าของตรีประดับดังขึ้นในทุกจังหวะที่หญิงสาวซอยเท้าถี่ลงบันไดบ้านไป ระดับความเร็วของเธอไม่ช้าไปกว่าหนึ่งวิต่อบันไดสามขั้น เมื่อลงมาถึงชั้นหนึ่งได้แล้วก็รีบร้อนจนไม่คิดแวะใส่รองเท้า ผลักบานประตูข้างบ้านออก เดินตึงตังด้วยเท้าเปล่าไปตามทางเดินหินที่ถูกปูบนสนามหญ้า ซึ่งมันทอดยาวตรงไปสู่บ้านอีกหลังดังว่าบ้านทั้งคู่เป็นบ้านที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน

ใช่แล้วคุณฟังไม่ผิด ทางเดินหินบ้านของตรีประดับกับบ้านของนายแพทย์ปุริมเชื่อมติดกัน จะมีก็แต่รั้วต้นไม้พุ่มเตียงๆที่ถูกสร้างแทนที่รั้วปูนเท่านั้น ที่กั้นบอกอาณาเขตของสองบ้านเอาไว้!!

“ปุณณ์!”

“…อืม”

นายแพทย์ปุริมในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกง Surf เสมอเข่าขานตอบแล้วก็เงียบลง ขณะที่นัยน์ตาคู่คมของเขาพินิจมองไปยังเท้าขาวสะอาดของตรีประดับ ก่อนจะเลื่อนสายตาขึ้นมองเหม่งที่ปูนโปนเป็นลูกมะนาวของเธอ

“...หัวไปโดนอะไรมา”

ตรีประดับยกมือขึ้นลูบหน้าผากตัวเอง เมื่อพบว่าการล้มคะมำเมื่อกี้ทำให้บริเวณนั้นปูดออกมา เธอก็ยิ่งไม่พอใจคนตรงน่าเข้าไปใหญ่

“ไม่ต้องมานอกเรื่อง! แกอธิบายเรื่องรีเบกก้าของฉันมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ตกลงเมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น!”

หญิงสาวถามถึง ‘รีเบกก้า’ หรือเจ้ากระเป๋าแสนรักของตน สีหน้าไม่พอใจทำให้ปุริมที่ยังคงจับจ้องอยู่ที่ตำแหน่งปูดบวมบนหัวเธอจำต้องละสายตา

“เดาไม่ออกเหรอ ว่าเมื่อคืนตัวสร้างวีรกรรมอะไรเอาไว้บ้าง”

ตรีประดับเชิดใบหน้าอย่างไม่ยอมจำนนต่อเสียงตำหนิของอีกฝ่าย เธอเดินเข้าไปใกล้เขาอย่างท้าทาย รู้ว่าอย่างไรเขาก็ต้องยอมอ่อนให้เธอชนะ ก็คนตรงหน้าน่ะมีเรื่องติดค้างเธออยู่นี้!

“ฉันก็แค่ดื่มไปนิดหน่อย”

“เมาหัวราน้ำแบบนั้น…ไม่เรียกว่านิดหน่อย”

“เอ๊ะ! ก็ฉันอกหัก มันก็ต้องมีพลั้งเผลอกันบ้าง!”

“อายุ 6 ขวบเหรอ ถึงใช้คำว่าพลั้งเผลอ”

“เรื่องของฉันสิ แกเกี่ยวไรด้วย เราไม่ได้เป็นอะไรกันซักหน่อย!”

“…อืม”

        หมอปุณณ์ตอบกลับมาเพียงเท่านั้น ก่อนเขาจะหันไปฉีดน้ำใส่วัตถุบางอย่าง ซึ่งตรีประดับไม่ได้สนใจว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร

        “ปุณณ์!”

        “อืม”

        “โอ๊ย เลิกทำเหมือนอมอะไรไว้ในปากซักทีจะได้ไหม ฉันถามว่าตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับรีเบกก้า…ปุณณ์!”

“แกเมาแล้วอ้วกใส่มัน…ก็รู้อยู่แล้วนี้”

“แล้วฉันไปอ้วกใส่มันได้ยังไง ไม่มีทางที่จิตใต้สำนึกของฉันจะทำเรื่องแบบนั้นเหรอก  นอกเสียจากว่าแกจะแกล้ง!”

หมอปุณณ์หันมองตรีประดับหนึ่งที “ ฉันเคยทำแบบนั้นเหรอ”

“อาจจะพึ่งเคยเมื่อคืนก็ได้”

“อืม”

“หยุดอืมสะที! ทนไม่ไหวแล้วนะ!”

หญิงสาวจ้ำอ้าวเข้าไปใกล้ร่างที่สูงกว่าเธอราวสิบเซนติเมตร ก่อนจะเอื้อมมือแย่งสายยางฉีดน้ำมาจากคนตรงหน้า ซึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาฉีดมันใส่บางสิ่งบางอย่างที่ตรีประดับคิดว่าน่าจะเป็นต้นไม้

ทันทีที่แย่งสายยางมาได้ หญิงสาวก็หันไปทางงานของเขา ตั้งใจจะฉีดน้ำใส่เจ้าต้นไม้ให้มันรากเน่าตาย เขาจะได้หันมาสนใจในการสนทนาของเธอเสียที ทว่าสิ่งที่เธอพลบกลับไม่ใช่ต้นไม้ใบหญ้าอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นกระเป๋าแอร์เมสสีเทาใบยู่ยี่ ที่นอนน้ำเจิ่งเปล่งประกายพร้อมหยดย้ำเกาะพรางพราววภายใต้แสงตะวัน

“กรี๊ดดดดดดด!!!!”

ตรีประดับกีดร้อง ทิ้งสายยางแล้วถลาเข้าไปหากระเป๋าสุดรักของตัวเอง มือบางคว้าตัวกระเป๋าให้คว่ำลงเพื่อเทน้ำออก ก่อนนัยน์ตาวาววับจะหันกลับไปมองหมอหนุ่ม สุดท้ายเธอตัดสินใจยืนขึ้น ทุ้มกระเป๋าลงพื้นอย่างมีอารมณ์ เดินอย่างเอาเรื่องไปที่นายแพทย์ผู้มีใบหน้าไร้ซึ่งชีวิตและจิตใจ

“นอกจากทำอ้วกเลอะกระเป๋าฉันแล้ว แกยังเอาสายยางบ้านั้นมาฉีดอีก นี้เหรอบอกไม่ได้แกล้ง!”

“ก็มันเปื้อนอ้วก…ไม่คิดจะล้างหน่อยเหรอ”

“ถ้าหวังดีขนาดนั้น ทำไมแกไม่ส่งร้านทำสปาล่ะย๊ะ!”

“…อ้อ”

ตรีประดับถลึงตาใส่นายแพทย์ปุริม ก่อนจะถามเขากลับอย่างเอาเรื่อง “อ้อคืออะไร! อ้อที่น่าจะส่งร้านอย่างที่ฉันบอก หรืออ้อเพื่อให้ผ่านไปงั้นเอง!”

“ก็ต้องอย่างแรกสิ”

“เหอะ! คิดแบบนั้นแต่สีหน้ากลับดูไม่รู้สึกผิด! แกรู้ไหว่าฉันต้องเก็บตังซื้อกระเป๋าใบนั้นตั้งกี่เดือน ฉันต้องอดข้าว! อดน้ำ! อดช้อปปิ้ง!”

ตรีประดับว่าอย่างเจ็บแค้นก่อนจะหยุดชะงักไปดั่งว่าคิดอะไรได้ จู่ๆนัยน์ตากลมโตของเธอก็พลันพราวระยับขณะจ้องมองหมอหนุ่ม ซึ่งเธอคงไม่มีทางรู้ว่าสายตานั้นทำเอาอีกฝ่ายชักร้อนๆ หนาวๆ

ตรีประดับยิ้มร้าย ย่างเข้าไปใกล้ร่างสูงโปร่งที่ยืนนิ่งก่อนจะกระซิบเสียงเบา “แกต้องซื้อใบใหม่มาใช้ฉัน”

“หื้ม”

“ไม่หื้มเหรอ เงินเดือนหมอตั้งมากมาย แถมแกยังโสดไม่มีภาระทางการเงินรถก็ไม่ต้องผ่อน! เพราะงั้นเงินเดือนที่ได้ต่อจากนี้ ก็เอามาซื้อแอร์เมสใบใหม่ให้ฉันเถอะ เอารุ่นหิมาละยันไซส์ 30 เลยนะ ดีล!”

ตรีประดับพูดอย่างมาดมั่นเอาจริง ทว่าอีกคนที่โดนบังคับให้ใช้หนีกลับมองเธอเพียงครู่ เขาหันหลังเดินไปปิดก๊อกน้ำ หันมาหยุดมองตรีประดับด้วยสายตานิ่งๆอีกหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินเข้าไปยังเรือนกระจกใกล้ๆ แล้วปิดประตูลง…

คนเป็นเจ้าหนี้มองตามร่างสูงที่ปล่อยให้เธอพูดแล้วทิ้งเธอไว้เสียเฉยๆอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะกระแทกเท้าเดินตามไป ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องคุยเรื่องนี้กันให้เคลียร์ เธอไม่มีทางยอมปล่อยให้ตัวเองเสียของรักไปฟรีๆเแบบนี้หรอก!

หญิงสาวพลักประตูเรือนกระจกเข้าไป ภายในนั้นเต็มไปด้วยต้นแคคตัส หรือ กระบองเพชรต้นเล็กต้นน้อยที่ตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียนบนชั้นไม้ ซึ่งแต่ละชั้นวางเรียงสูงขึ้นไปจนจรดเพดานทรงสูง ใจกลางเรือนคือโต๊ะไม้ตัวยาวใหญ่ที่เติมไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือในการดูแลต้นไม้ มันเปรียบเสมือนโต๊ะทำงานอีกแห่งของนายแพทย์ปุริม เพราะเขาจะคลุกอยู่ที่โต๊ะนั้นเสมอถ้าไม่ต้องเข้าเวรที่โรงพยาบาล สำหรับตรีประดับเธอเชื่อว่าชายหนุ่มมีต้นกระบองเพรชพวกนี้เป็นเมีย เพราะเขาให้เวลากับมันมากกว่าสิ่งไหนในโลกรองจากงานที่โรงบาล ซึ่งเธอลืมไปแล้วว่า

เหตุผลที่เขากลายเป็นคนรักต้นกระบองเพชร ก็มีสาเหตุมาจากเธอทั้งนั้น...

ตรีประดับมองภาพตรงหน้าก่อนจะถอนใจ เดินตามร่างนายแพทย์หนุ่มที่กำลังหยิบบัวรถน้ำแบบฉีดขึ้นมา ไล่ให้น้ำต้นกระบองเพชรแต่ละต้นของเขา และไม่ได้สนใจเธอที่เดินเข้าไปใกล้ ดั่งว่าเธอเป็นเพียงธาตุอากาศภายในอาณาจักรของเขาเท่านั้น

“อย่ามาเดินหนีนะ!”

“…เปล่า”

“งั้นตกลงว่ายังไงเรื่อง Hermes Birkin ไซส์ 30 Crocodile Himalaya ละ จะให้หรือไม่ให้!”

หมอหนุ่มปรายตามองหญิงสาวก่อนจะพูดเสียงนุ่ม “ทำไมฉันต้องซื้อให้ คนที่อ้วกใส่คือแกเองไม่ใช่เหรอ”

“แต่แกเป็นคนไปรับ! ช่วงเวลาที่ฉันไม่ได้สติแกก็ต้องมีหน้าที่ป้องกันอ้วกฉันสิ!”

“อ้อ…”

“อ้ออีกแล้ว!”

“…กระเป๋าใบนั้นมันแพงมากเลยเหรอ”

“สามแสน!!!”

“…แล้วใบที่จะเอาละ”

“สามล้าน!”

นายแพท์ปุริมมองตรีประดับอย่างตำหนิ “สามล้านสามแสน ถ้าเอาไปขายสามารถเลี้ยงเด็กๆในประเทศโลกที่สามได้ตั้งครึ่งประเทศเลยนะ”

ตรีประดับอ้าปากค้างกับเหตุผลที่กำลังชี้เป้ามาตรงๆว่าเธอมันโคตรไร้สาระกับการใช้เงิน ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะคิดคำพูดแถว่าตัวเองน่ะถูกต่อไป ประตูเรือนกระจกก็เปิดออกพร้อมร่างผอมแห้งของลูกเนียง สาวใช้บ้านหมอหนุ่ม

“เสียงคุณปริมจริงๆด้วย!”

ตรีประดับกับนายแพทย์ปุริมหันไปทางต้นเสียงซึ่งมีสำเนียงทองแดงพร้อมกัน มองสาวใช้ในชุดอยู่บ้านซึ่งกำลังทำท่าทางดี๊ด๊าใหญ่ ก่อนอีกฝ่ายจะเดินปลี่เข้ามาทางทั้งสองคนแล้วรีบอธิบาย

“คุณรุนได้ยินเสียงโวยวายของคุณปริมน่ะคะเลยให้ลูกเนียงมาตามไปทานข้าว”

ปุริมนิ่งฟังก่อนจะเอ่ยถามเสียงเรียบ “แล้วแม่ไม่เรียกฉันเหรอก”

ลูกเนียงที่กำลังยิ้มแป้นเพราะดีใจที่เจอตรีประดับชะงัก ก่อนจะห่อตัวเดินอ้อมไปใกล้เจ้านายอย่างประจบประแจง “ให้เรียกคุณปุณณ์ด้วยค่ะ แต่ลูกเนียงดีใจที่ได้เจอคุณปริมเลยลืมพูดไป แหะๆ”

ตรีประดับยิ้มพอใจในคำพูดของสาวใช้ เธอเชิดหน้าหันมองหมอปุริมพลางยักคิ้วให้ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากเรือนกระจกตรงสู่ห้องอาหารของบ้านหลังใหญ่ ทิ้งนัยน์ตาพราวระยับอย่างคนเจ้าเล่ห์ไว้ให้หมอหนุ่มถอนใจแล้วเดินตามมา

โถงทางเดินซึ่งนำไปสู่ห้องอาหารของบ้าน ‘ชวนากร’ ไม่ใช่สถานที่แปลกใหม่ของตรีประดับ เช่นเดียวกับรูปภาพมากมายของตัวเธอและคนด้านหลังที่ใส่กรอบประดับเอาไว้เต็มบ้าน เริ่มทั้งแต่ภาพทั้งสองยังเป็นเด็กแดงแบเบาะ ภาพแรกเกิดที่นอนอยู่ในตู้อบเคียงกันและมีรูปหน้าเหมือนกันราวกับฝาแฝด ตลอดจนภาพพ่อของทั้งสองที่แลกลูกของแต่ละฝ่ายโอบอุ้มแล้วยืนยิ้มกว้าง ไปจนถึงภาพทั้งสองเริ่มคลาน หัดเดิน หัดเขียนกอไก่ มีกระทั้งภาพวันแรกที่ทั้งสองเดินเข้าโรงเรียนอนุบาล จับจูงมือกันร้องไห้ตาแดงเถือกเพราะถูกพ่อแม่ของตัวเองทิ้งเอาไว้

หญิงสาวหยุดฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินตรงน่ารูปๆหนึ่ง มันเป็นรูปที่เธอชอบมายืนดูทุกครั้งเวลามาที่บ้านหลังนี้ ในรูปคือภาพหญิงสาวท่าทางอิดโรยคนหนึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนเตียงโรงพยาบาล สองแขนโอบประคองร่างอ่อนแอของทารกเพศหญิงและชายเอาไว้แน่บอก ห่อผ้าสีชมพูคือตรีประดับ ห่อสีฟ้าอ่อนคือปุริม ผู้หญิงในรูปนั้นคืออรุนรำไพแม่ของชายหนุ่ม และสำหรับตรีประดับเอง

คนในรูปก็เปรียบเสมือนแม่แท้ๆของเธอด้วย

พ่อของเธอเคยเล่าให้ฟังถึงวันที่แม่จากไป ในตอนนั้นมารดาเธอและมารดาของปุริมเจ็บท้องคลอดในเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อป้ารุนฟื้นขึ้นหลังคลอดแล้วทราบว่าตรีประดับไร้มารดาเสียแล้ว ท่านก็อาสาจะเลี้ยงเธอเอง ท่านเลี้ยงเธอคู่กับปุริมจนกระทั่งพ่อกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้เหมือนเก่าถึงยอมให้พ่อมารับกลับไป แต่หลังจากนั้นพ่อก็ต้องโยนลูกสาวมาให้ป้ารุนเลี้ยงอยู่เนื่องๆ เพราะการเลี้ยงเด็กแรกเกิดนั้นยากจริงๆ เรียกได้ว่าถ้าเธอตื่นเมื่อไร พ่อต้องหิ้วตะกร้าขวดนมมาบ้านนี้ พอเธอหลับนั้นละป้ารุนถึงจะยอมให้พ่อเอาตัวกลับมานอนที่บ้านได้ กิจวัตประจำวันดำเนินไปมาอยู่อย่างนี้จนกระทั่งเธอโต อนึ่งพ่อบอกว่า สาเหตุที่บ้านของพวกเราไม่มีรั้วกั้นก็เพราะแบบนี้ เพราะพ่อเดินไปกลับทุกวัน เปิดประตูรั้วข้างบ้านเข้าๆ ออกๆ ทุกวันจนประตูบ้านพังไปแปดบาน สุดท้ายลุงราชซ่อมไม่ไหวจึงตกลงพังรั้วบ้านทิ้งสะเลย

อยู่กันแบบไม่มีรั้วกั้นนี้ละ!

หญิงสาวยิ้มกว้างขณะคิดถึงเรื่องราวเก่าๆ สำหรับตัวเธอเคารพและรักบิดามารดาของปุริมมาก โดยเฉพาะป้ารุนที่ตรีประดับนับถือเป็นเหมือนมารดาคนที่สอง แม้ว่าหลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีป้ารุนจะมีน้องใหม่ให้ปุริมหนึ่งคน แต่ท่านก็ยังดูแลตรีประดับดั่งลูกสาวแท้ๆ เสมอต้นเสมอปลายไม่เปลี่ยน เรื่องราวความสุขสมควรจะจบลงเพียงเท่านั้น ทว่าอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อนกลับพรากลมหายใจของ ‘น้องปราย’ ไป ในตอนนั้นป้ารุนสภาพจิตใจย่ำแย่ถึงขั้นต้องเข้ารับการบำบัด เราทุกคนเป็นห่วงว่าป้ารุนจะแย่ไปกว่านั้นเพราะเอาแต่โทษตัวเองถึงการจากไปของลูกสาว

“ปริม…ปริมจริงๆด้วย!”

ตรีประดับชะงักความคิดในหัวก่อนจะหันไปยังสุดทางเดินซึ่งเป็นห้องอาหาร พบ ‘อรุนรำไพ’ มารดาของคนเป็นหมอยืนส่งยิ้มมาให้ ใบหน้าอิ่มอย่างคนใจดีเผยยิ้มกว้าง มือข้างหนึ่งของท่านประคองถาดแก้วกาแฟเอาไว้ อีกมือกางออกเรียกให้ตรีประดับวิ่งเข้าสู่อ้อมแขนอย่างเช่นชอบทำตอนเด็กๆ

“ป้ารุนนนนน!”

ตรีประดับถลาเข้าหาร่างระหงส์ซึ่งยังไม่ทิ้งเคล้าความสวยเต็มแรง โอบกอดมารดาของปุริมอย่างออดอ้อนเช่นเด็กเล็กๆมากกว่าจะเป็นสาวสะพรั่งวัยเฉียดสามสิบ

“ป้าคิดแล้วเชียวว่าต้องเป็นเสียงปริม” นางอรุนรำไพกล่าวอย่างแช่มชื้น ก่อนจะหันไปเอาความกับลูกเนียงที่ยืนยิ้มอยู่ไม่ไกล “เห็นไหมลูกเนียง ฉันบอกแล้วว่าฉันจำเสียงยัยปริมได้ หล่อนน่ะเถียงว่าไม่ใช่ๆอยู่นั้น”

สาวใช้ซึ่งกำลังมองเจ้านายและตรีประดับโอบกอดกันกลมยิ้มแห้งก่อนพูดยอให้พ้นผิด "ก็คุณปริมเธอเป็นลูกสาวคุณรุนนี้คะ ลูกเนียงจำเสียงแม่นกว่าคุณรุนสิถึงจะแปลก"

อรุนรำไพหัวเราะชอบใจก่อนจะก้มถามหญิงสาวที่ตนโอบไว้แน่บอก

"ว่าแต่จะกลับมาบ้านทำไมปริมไม่โทรมาบอกป้าก่อน ป้าจะได้ทำต้มจืดตำลึงหมูบะช่อของโปรดปริมไว้"

นายแพทย์ปุริมที่พึ่งเดินมาถึงมองภาพกอดกันไปกอดกันมาที่เห็นจนชินตาระหว่างตรีประดับและแม่ของเขาโดยไม่พูดอะไร ทำเพียงตรงไปรับถาดกาแฟจากมือมารดามาถือแทน ก่อนจะเดินไปทางโต๊ะอาหาร ลงมือเสริฟ์กาแฟดำและขนมปังสองแผ่นอันเป็นมื้อเช้าของเขาด้วยตัวเขาเอง นั้นเพราะเวลามีตรีประดับ แม่ของเขามักจะไม่สนใจเขา เขาจึงต้องหัดทำอะไรเองตั้งแต่เด็กๆ หิวนมก็ต้องหามาใส่ขวดนมกินเอง อาบน้ำก็ต้องแต่งตัวเอาเอง กล่อมนอนก็ต้องฟังเอาจากเสียงที่มารดากล่อมตรีประดับ

ช่วยไม่ได้ ก็ฝ่ายนั้นเขาเป็นลูกรักนี่

ทว่าตรีประดับซึ่งมองท่าทีของปุริมอยู่ตลอดรีบถลันออกจากอ้อมกอดของอรุนรำไพ เปลี่ยนเป็นจับมือท่าน เดินจูงไปยังโต๊ะอาหารแล้วยืนกรานเสียงดังฟังชัด

“ไม่เป็นไรค่ะป้ารุน ช่วงนี้ปริมไดเอ็ทอยู่ เช้าๆรับแต่ ‘กาแฟกับขนมปังสองแผ่น’ เท่านั้น” เธอเน้นก่อนจะเหลือบตามองปุริม ซึ่งหมอหนุ่มมองตอบเธอทันทีอย่างรู้ทันว่าหญิงสาวคิดจะทำอะไร

“อย่างนั้นหรือจ้ะ แต่ป้าทำขนมปังปิ้งไว้ชุดเดียว เอ งั้นก็ทานของตาปุณณ์ก่อนเถอะ ปุณณ์น่ะเขายอมให้ปริมก่อนอยู่แล้ว ใช่ไหมลูก”

ปลายประโยคคนเป็นมารดาหันถามปุริมอย่างต้องการความเห็น ทว่าคำตอบของคำถามข้อนี้มันมีเพียงคำตอบเดียวอยู่แล้ว

“…ครับแม่”

‘ตุ้บ!’

ตรีประดับกระแทกก้นนั่งลงหน้าแก้วกาแฟและจานขนมปังปิ้งตรงหน้าปุริมในทันทีไม่มีปฏิเสธ ถึงแม้เธอจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่านายแพทย์หนุ่มไม่ชอบทานอาหารเช้าผิดเวลาก็ตาม ใบหน้าสว่างใสอย่างเป็นธรรมชาติเพราะไม่ได้แต่งเติมเครื่องสำอางใดๆหันมองเขา นัยน์ตากลมโตกำลังพราวระยับ มุมปากยิ้มเยาะเย้ยเจ้าของคนเก่าของกาแฟและขนมปังสองแผ่นที่เธอสามารถแย่งมาได้ และถึงแม้เธอจะเกลียดกาแฟดำไม่ใส่ครีม ไม่ใส่น้ำตาลของนายแพทย์ปุริมมากแค่ไหน ก็ยังกลั้นใจดื่มเข้าไปอึกโต ทั้งยังกัดขนมปังปิ้งจนขาดครึ่งโชว์เขาอีกด้วย!!

ไงล่ะ! อยากปฎิเสธฉันดีนัก เจ็บปวดไหมล้า!

ปุริมมองคนเคี้ยวขนมปังปิ้งยั่วเขาตุ้ยๆโดยที่ไม่ปริปากพูดอะไรเช่นเคย ทำเพียงมองเรียวปากอิ่มอย่างตั้งใจ เห็นเศษขนมปังเล็กๆติดที่ขอบปากนั้น อืม…นั่นทำให้เขายกยิ้ม

ตรีประดับที่เห็นรอยยิ้มนั้นก่อนใครหยุดเคี้ยวสิ่งที่อยู่ในปากทันที เธอยกมือขึ้นลูบปากก่อนจะสะบัดเจ้าเศษขนมออกไป กิริยาค้อนขวับถูกส่งให้หมอหนุ่ม ก่อนเธอจะวางขนมปังปิ้งที่เหลือลงบนจาน แล้วพลักอาหารเช้าที่แย่งของคนอื่นมาได้ออกห่างจากตัวราวกับจะบอกทุกๆคนว่าเธอจะไม่รับมันอีกแล้ว

อรุนรำไพที่ยิ้มมองสองหนุ่มสาวส่งสายตาฟาดฟันกันหยุดยิ้มในทันที หล่อนเดินเข้าไปใกล้ตรีประดับ ยกมือลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลธรรมชาติลื่นมือแต่ดูยุ่งเหยิง

“กินแค่นิดเดียวเองหรือจ้ะ หรือเพราะกาแฟไม่ถูกปาก ป้าให้ลูกเนียงยกน้ำหวานมาให้ดีไหม เอหรือนมช็อคโกแลตที่ปริมชอบดี”

ตรีประดับถอนหายใจน้อยๆ ใบหน้าอมทุกข์ดูหมองเศร้าอย่างน่าสงสาร นัยน์ตาคู่สวยที่มักสดใสอย่างคนหัวไวพลุบลงต่ำราวกับเธอพยายามเก็บซ่อนความรู้สึก และนั้นทำให้ปุริมที่ยืนมองอยู่ตัดสินใจนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ยกแขนเท้าคางมองละครฉากใหญ่ที่นางสาวตรีประดับกำลังจะแสดง

แน่นอน เขารู้ดีว่าไอ้ท่าทางแบบนี้และสีหน้าแบบนั้นมันบ่งบอกว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ก็…ทำไมจะไม่รู้ เขาเห็นและสังเกตุตรีประดับมาตั้งแต่เล็ก ขืนไม่คอยดูท่าทีเหล่านี้ไว้ให้ดีๆ เขาคงได้เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ พลาดท่าโดนคนตรงหน้าเล่นงานเอาน่ะสิ

“ไม่ใช่หรอกค่ะ กาแฟของป้ารุนถูกปากปริมมาก แต่ว่า…ปริมแค่รู้สึกไม่อยากทานอะไรในตอนนี้ ปริมกำลังบอบช้ำทางความรู้สึกอยู่น่ะค่ะ”

กล่าวจบหญิงสาวก็ยกมือขึ้นปิดปากอย่างไม่อาจรับได้ต่อความกระทบกระเทือนใจที่เกิดขึ้น และไอ้กิริยานั้นทำให้หมอเพียงคนเดียวเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ แว้ปหนึ่งเขาเห็นตรีประดับเหลือบตามองมา ก่อนจะพลุบต่ำกลับไปที่เดิม อันเป็นกิริยาที่ทำให้คนมองเช่นมารดาของเขารู้สึกได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นย่อมมีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอย่างแน่นอน

เจ้าเล่ห์...

อรุนรำไพมองบุตรชายคล้ายจะตำหนิ ก่อนหล่อนจะโอบศีรษะของตรีประดับเอาไว้แน่บอก “ปุณณ์ทำอะไรปริมหรือลูก เล่าให้ป้าฟัง เดี๋ยวป้าจะจัดการให้”

ตรีประดับส่ายหน้าดิ๊ก เธอกระซิบตอบเสียวแผ่วอย่างไม่มั่นใจ “ปริมไม่อยากพูดออกไปค่ะ ไม่อยาก…ให้คุณป้าตำหนิปุณณ์”

พูดพลางหญิงสาวก็เหลือบสายตามองนายแพทย์หนุ่มพลาง แต่คราวนี้ไม่ใช่การหลบสายตาหนีอย่างครั้งก่อน เพราะเธอแลบลิ้นใส่เขาอย่างรวดเร็ว แบร้! แน่นอนว่าคนที่มองเห็นความเจ้าเล่ห์นั้นมีหมอหนุ่มคนเดียว

“เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้น…ปุณณ์ เล่าให้แม่ฟัง”

ปุริมที่พึ่งถึงคิวพูดกำลังจะเริ่มอธิบาย ทว่าพอเห็นสีหน้าโกรธแทนตรีประดับของมารดา ซ้ำไอ้ตัวข้างล่างที่ซบอกแม่เขาอยู่ยังหันมาแลบลิ้นใส่ยิกๆ คนเป็นหมอก็ไม่คิดแก้ตัวอะไร ซึ่งเอาเข้าจริง เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองผิดได้ยังไงในเรื่องนี้

“ปุณณ์จะพูดอะไรได้ละครับแม่…ปุณณ์มันก็เป็นแค่เหยื่อเท่านั้น”

ตรีประดับที่แสร้งทำเป็นซบอกอรุนรำไพรีบถลึงตาใส่หมอหนุ่มทันที ทว่าเสียงของคนที่โอบเธอไว้กลับดังขัดขึ้นอย่างเอาเรื่องเอาราวบุตรชาย

“เล่าให้แม่ฟัง ว่าเมื่อคืนเราทำอะไรปริม!”

“…ปริมเมาครับ ปุณณ์เลยไปแบกกลับมาบ้านเหมือนทุกครั้ง”

ชายหนุ่มเอ่ยตามความจริง ทว่าตรีประดับที่ฟังอยู่ตลอดเพราะไม่ทราบถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้นเริ่มเกร็งตัวแข็งแน่น เพราะคำพูดของอีกฝ่ายถ้ามองผิวๆเธอช่างดูสำมะเลเทเมาเหลือเกิน

“คือ! เมื่อคืนปริมเมานิดหน่อยน่ะค่ะป้ารุน”

หญิงสาวว่าก่อนจะเลิกคิ้วมองปุริมอย่างปรามๆ ทว่าฝ่ายหมอหนุ่มกลับทำสีหน้าราวกับจะถามว่า แบบนั้นเรียกว่าเมานิดหน่อยหรือ

“ป้ารุนก็รู้ว่าปริมเนี้ยเป็นคนคออ่อนม๊ากมาก พอเพื่อนคะยั้นคะยอให้ดื่มก็เลยเมา แต่ว่า…หลังจากนั้นปุณณ์กลับ!”

หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากอีกครั้งอย่างคนที่ไม่สามารถเอ่ยว่าจาเสียดแทงหัวใจได้ อรุนรำไพโอบหญิงสาวไว้อย่างเดิม มองบุตรชายอย่างคาดโทษแล้วเอ่ยถามเอาความจากหญิงสาวในอ้อมกอด

“ปุณณ์ทำอะไรลูก”

“ปุณณ์ไปรับปริมกลับค่ะ แต่ตอนอยู่บนรถปริมรู้สึกอยากอ้วก แทนที่ปุณณ์จะจอดรถให้ปริมอ้วกดีๆ เขากลับบังคับให้ปริมอ้วกใส่กระเป๋าแอร์เมสของปริม ฮึก ป้ารุนดูปุณณ์สิค่ะ! เขาต้องการจะแกล้งปริมจริงๆด้วย เขาหมั่นไส้ที่ปริมเมาแล้วกลับบ้านเองไม่ได้ถึงต้องลำบากเขาาาา”

ปุริมที่อยู่ในท่าเท้าคางและตั้งใจฟังตรีประดับแบบเดิมเลิกคิ้วขึ้นสูงกว่าครั้งก่อน นั้นเพราะเขากำลังแปลกใจ ว่าทำไมตรีประดับถึงเดาเรื่องเมื่อคืนจนเกือบถูกได้ทั้งหมด

“ไม่ได้จะแกล้ง…แต่แกกำลังจะอ้วกใส่รถฉัน ก็เลย”

“นั้นไง!! นั้นแหละแกล้ง!” หญิงสาวชี้หน้าหมอหนุ่มอย่างไม่ยอม “เพราะฉะนั้นก็สมควรแล้วที่ต้องซื้อกระเป๋าใบใหม่ใช้ฉัน ถ้าแกไม่ยอม ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องลุงราชเลยคอยดู!”

อรุนรำไพที่ฟังทุกอย่างอยู่เบิกตากว้างอย่างตกใจครั้นตรีประดับกล่าวว่าจะนำเรื่องทะเลาะเบาะแว้งนี้ไปฟ้องไกรราชสามีของหล่อน หล่อนในฐานะภรรยาและแม่ย่อมไม่มีทางยอมให้สามีและบุตรชายต้องกระทบกระทั่งทางอารมณ์กัน ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องจัดการให้จบตรงนี้และทันทีเลยด้วย!

“เอาละๆใจเย็นๆก่อนนะจ้ะ”

มารดาปุริมเริ่มไกล่เกลี่ยก่อนจะเงยหน้ามองบุตรชาย ซึ่งเขากำลังมองตอบหล่อนด้วยสีหน้าไม่ยอมรับ แต่ก็ไม่คิดปฏิเสธใดๆ

“ปุณณ์”

“ครับ”

“จัดการเรื่องกระเป๋าของปริมให้เรียบร้อย แม่ไม่อยากให้เรื่องนี้ถึงหูคุณพ่อ ปุณณ์จัดการให้แม่ได้ไหม”

นายแพทย์ปุริมไม่ตอบรับในทันที เขามองคนที่ยิ้มแป้นแล้นอยู่อีกฟากข้างๆมารดาอย่างแสนจะหมั้นเขี้ยว ก่อนจะหันกลับไปที่บุพการี โดนที่สีหน้าท่าทางไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม

“แต่ว่ากระเป๋าใบที่ปริมจะเอา แพงมาก”

“หมายความว่าลูกจะพลักภาระ แล้วให้แม่เป็นคนจ่าย”

“ไม่ครับ…ความผิดปุณณ์ ปุณณ์ควรจ่ายเอง”

ตรีประดับพยักหน้าสบทบคำพูดของชายหนุ่มอย่างหนักแน่น ก่อนจะยิ้มกว้างส่งให้เขา ทว่ายังไม่ทันที่ตัวเธอจะได้ยกมือไว้ขอบคุณหรือพูดจาเหน็บแนมกลับไป เสียงนุ่มของคนเสียเงินโดยไร้เหตุผลตั้งแต่เช้ากลับขัดทุกอย่างเสีย

“แต่ปุณณ์ขอผ่อนจ่ายนะครับแม่ จ่ายสดคงไม่ไหว”

“ดะเดี๋ยว แกจะซื้อ Hermes Birkin ไซส์ 30 Crocodile Himalayaโดยการผ่อนจ่ายเนี้ยนะ!!  ขอโทษ ฉันไม่คิดว่าจะมีช็อปไหนยอมให้แกทำแบบนั้น!”

“งั้นแกคงต้องอด เพราะถ้าจะเอาก็มีทางเดียวคือฉันจะผ่อนเป็นเดือนๆให้”

“ปุณณ์!”

อรุนรำไพมองสงครามที่ทำท่าจะก่อตัวขึ้นอีกครั้งก่อนจะห้ามไว้ “เอาล่ะจ้ะๆ เดี๋ยวแม่จะลองถามคุณหญิงมงกุฎให้แล้วกัน ว่าร้านกระเป๋าแบรนด์เนมของลูกสาวเธอรับผ่อนจ่ายสิ้นค้าหรือเปล่า ถ้าเขารับแม่จะเป็นธุระสั่งกระเป๋ารุ่นที่ปริมจะเอาให้”

ปุริมขานรับอย่างเสียไม่ได้ แต่แล้วเสียงทุ้มของไกรราส บิดาของนายแพทย์หนุ่มก็ดังขึ้นขณะเดินเข้ามาภายในห้องรับประทานอาหาร

"ไม่ต้องผ่อนหรอก พ่อให้ยื้มก่อนแล้วค่อยมาใช้คืนทีหลัง"

ตรีประดับมองไกรราชซึ่งเดินดุ่มๆมานั่งยังหัวโต๊ะก่อนจะกระเถิบเข้าไปนั่งใกล้ๆอย่างประจบประแจง แขนเรียวเอื้อมคล้องแขนของอีกฝ่าย โน้มศีรษะถูแขนบิดาของปุริม ไม่ลืมหันไปยักคิ้วให้ชายหนุ่ม ซ้ำว่ามีแต่คนเข้าข้างเธอ!

"ขอบพระคุณค่ะลุงราชชช"

ปุริมมองพ่อและแม่ของเขาที่โอ๋ตรีประดับ ตามใจหล่อนจนเสียงเด็ก...ไม่สิ เสียแก่ ก่อนจะเอ่ยเสียงราบเรียบ ขณะก้มเขี่ยขนมปังปิ้งและกาแฟดำชุดใหม่ที่ลูกเนียงพึ่งเสริฟ์ส่งมาให้

"ไม่ตามใจออกนอกหน้ากันไปเหรอครับ กระเป๋าราคาตั้งสามล้านเชียวนะ"

ไกรราชยกยิ้มมองลูกชายก่อนจะเหล่ตามองภรรยาที่ยืนลูบศรีษะตรีประดับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแบบเดิม คนเป็นพ่อแสร้งหยิบหนังสือพิมพ์บนโต๊ะมากลางอ่าน เหล่มองตรีประดับที่กำลังยกกาแฟดำขึ้นจิบอีกครั้งแล้วพูดแผนการในใจให้คนทั้งหมดฟัง

"ก็ถือซะว่าค่ากระเป๋าสามล้านเป็นค่าสินสอดไปสิเจ้าปุณณ์ ยังงี้สมเหตุสมผลที่แกจะจ่ายขึ้นมาหรือยัง"

'พรูดดดดดด!!'

กาแฟดำที่ตรีประดับฉกฉวยมาจากผู้อื่นได้พุ่งกระฉูดออกจากปากหญิงสาวทันทีที่จบประโยคต่อรองค่าสินสอดของบ้านชวนากร หญิงสาวสำลักอย่างรุนแรงก่อนเงยหน้ามองไกรราชที่นั่งยิ้มอ่านหนังสือพิมพ์อย่างสบายใจอยู่ข้างๆ

ทว่านายแพทย์ปุริมผู้หลบกาแฟพ่นได้อย่างชิวเฉียดกลับไม่กล่าวรับปากอะไร ทำเพียงยกแก้วขึ้นจิบกาแฟบ้าง และคงไม่มีใครรู้หรอกว่า เรียวปากที่ถูกบดบังด้วยขอบแก้วนั้น...

กำลังยิ้มอยู่
--------------------------------

 มีคำผิดแจ้งได้นะคะ T_T
งงไหม เรื่องยืดไหม  สนุกไหม ชอบกันหรือเปล่า เรื่องนี้แต่งเพราะอยากจริงๆ ความฮ่าไม่หมดเพียงแค่นี้นะ มันมียาวมาก ปัก กดติดตาม กดไลค์เพจรอได้เลย เรื่องก่อนๆอาจไม่มีเลิฟซีน แต่ตอนนี้เฌอมาโตแล้ว แต่งเลิฟซีนได้ กร๊ากกก ตามมาๆๆๆ  คลิ๊ก! >>  เพจเฌอมา <<


Loris.: นี้มันแค่เริ่มต๊นนนน
Tee_Teemaporn : หมอความผิดเยอะ ให้ชดใช้บ้างงง / Tee_Teemaporn รอหน่อยนาาาาๆๆๆ
Sid686951 : ตอบแบบนั้นคนอ่านเทหมอปุณณ์เลยนะ 5555
TichilaSangchan : นางมีความได้คีบจะเอาศอก
Renaux : กรีากก เอาใจช่วยหมอด้วยน้าา
satamsomtua :นั้นสิ ผิดแบบมึนๆๆ
9namfon : อยากได้ใบใหม่น่าจะบอกตรงๆเน้อ อ้างนู้นอ้างนี้ กร๊ากกก / 9namfon อีกคนมันยังไง ตอบบบ 555
Maenang_Nutt : rพระเอกไรท์จะผ่อนจ้า กร๊ากกก
JanyaRuadrew :เป็นความลับที่อยู่ในใจ เป้นความลับที่อยู่ข้างในนนน
NichThaNuT :แน่นอน มาดามเราไม่ปล่อยโอกาสนี้แน่นวลล / NichThaNuT : ไม่หนักหร๊อกกก แต่ก็ทำให้เลิกรากันได้ อุ๊บส์ สปอยยยย
มังน้อย ˇ : ถึงหมอไม่พูด แน่หมอคิดอยู่ในใจนาจา / มังน้อย ˇ : รีเบกก้าเปื่อยนไปล้าวว
sky0_0 :มาแล้วน้าา ขอโทษที่ช้านาา
namkanglemon :รู้จักคำว่า เย็นเยียบไหม กร๊ากกก
noiiz16 :เขาเป็นคนหน้าแบบนี้ คนมีฟามผิดงาย อุ้๊บบบ
hamtaroaee : ฤทธิ์ที่รู้ทัน ฤทธิ์ที่จำยอม ยอม ยอม อ้ายยย
YulSica : ให้นึกถึงครูฝ่ายปกครอง และเด็กแสบสุดในโลกเรียน อ้ายย
Morny Shine :นางไม่ได้นิ่ง นางล้างกระเป๋าแอร์เมสให้น่วเอกอยู่  555
P'_n Bd2. Gt # ๗ : นางเอกเฌอมาสวยแค่บางเวลาเท่านั้นนน กร๊ากกก
scaat : ขอบคุณคร่าาา ดีใจที่มาบอก ไม่งั้นอับอายกว่านี้ ว้ากกกกก
P'YinG : กราบขอบพระคุณคร่าาาาา อ้ายๆๆๆ
Riboflavin :อย่าให้หมอหื่น เดียวรู้เรื่องงงง
JanyaRuadrew : จริงไม่เรียบ แต่ยังไม่ถึงเวลา อ้ายย
พี่น้อย0105 : ใช่ไหมพี่น้อย คือคนไม่สะสมกระเ๋าไม่รู้ไหรอกนะ แต่ละบาทๆๆๆ อ้ากก
TichilaSangchan :ในเรื่องนี้ทุกอย่างอยู่ในแผนนั้น โปรดติดตามตอนต่อไปข๊ะท่านผู้โช้มมม
Sweetie_orange: ใช้แล้ว ฮือๆ เสียใจจจจจ
Why. : 5555 ไรท์พึ่งเปลี่ยนคำโปรยมันใหม่ ดีใจมีคนสังเกตุด้วยย ชอบเปล่าล้าาา
เด็กฝันกลางวัน : เขาต่างเป็นของกันและกันมาเนินนานล้าวววว เพียงแต่มันยังไม่สุขงอมมมม กรีีดดดด ไรท์กรี๊ดกร๊าดเพราะว่าไรท์รู้ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง อ้ายยยยยยย อยากให้เธอรู้เรื่องด้วยจะได้มากรี๊เด้วยกัน 55555555
RawiK : นางเอกสู้พระเอกไม่ได้หร๊อกกก
ธรมาน :แหะๆ ยังอธิบายไม่ได้ดีเท่าไรหรอกค่ะ ขอบคุณที่ชมน้า เขินนน / ธรมาน สมหน้าใครเล่าาา
Chularat Wankhruea : ใช่ไหม อาการของนางยามสูญเสียของรัก มันไมไ่ด้เวอร์ไปเลยนะ แง
สายเผือก : ก็ ประมานว่าครั้งแรกมันเริ่มตั้งแต่มหาลัยไรเงี้ยยยยยยย
Sun Oranut : พ่อไม่ยอมง่ายๆนาบอกเลยย
pawenut :รักกกกกกกก
JanyaRuadrew :โปรดติดตามตอนต่อไป รับรอง เสีบน้ำตาาา
Mablueya :มีสิ. ประมานว่าพระเอกยังรู้สึกผิด และนางเอกรู้ว่าพระเอกต้องยอมนางทุกอย่างเพราะเรื่องที่ทำเอาไว้ ไว้ ไว้ 
Chon : มาแล้วงายๆๆ ฝากกดติดตามด้วยน้าาา
Miniko song : พี่ปุ้มมมม เดียวจะส่งเล่มไปให้ที่สวีเดนนน ว้ากกกก
AOPHAK™ : แก้วที่แตกไปแล้ว จะสามารถเชื่อมกันใหม่ได้ไหมม
Ozon_OO :ดีใจอ่านเจอคำนี้ ฝากติดตามด้วยน้าา
ChaowEva :ต้องมีเด้ ฝากติดตามด้วยนะคร่าา
noiiz16 :ขอบคุณคร่า กร๊ากกก มาตอบไรท์สะด้วยยย เขินน
Kanokwan Yu-i :พ่อบอกแล้ว พ่อไม่เข้าข้างใครทั้งนั้นนน
paesunflowerpn : พ่อเหรือเสือคะคุณ
mummy_yaoi :ทีมพ่อด้วยพ่อเท่ 555






 

ฝากกดติดตามเพจด้วยจ้า
v
v

 



 

_______________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________

นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นตามจิตนาการและความคิดของผู้แต่งเท่านั้น ทั้งตัวละคร เนื้อเรื่อง สถานที่ ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มอรรถรสเนื้อหาของนิยายให้มีความน่าสนใจขึ้นเท่านั้น ผู้อ่านที่รักโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะคะ
นิยายเรื่องนี้สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 
ห้ามคัดลอก  ทำซ้ำ ดัดแปลง
หรือนำส่วนใดส่วนหนึ่งใน นิยายไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของผลงาน การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดทางกฎหมายตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติที่ได้ระบุไว้และจ่ายค่าเสียหายตามแต่เจ้าของผลงานจะกำหนด
[ สำนักลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สมาคมนักเขียน ]

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 158 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

13,240 ความคิดเห็น

  1. #13224 Ciel En Rose (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:34
    อร้ายยย ร้ายกาจสุดๆ
    #13,224
    0
  2. #12312 NatweeNoo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 00:32
    เรานึกว่าพอพระเอกบอกเรื่องเอาเงินไปซื้ออาหารให้เด็กๆขาดแคลนได้ แล้วนางเอกจะคล้อยตามแล้วเลิกล้มความตั้งใจแล้วซะอีก ไหงยังจะเอาให้ได้อีกเนี่ย แต่ก็นะ กลายเป็นให้เป็นค่าสินสอดซะเลย 555555
    #12,312
    0
  3. #12123 ::Rabbit Hole:: (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 16:40
    พี่หมอเธอร้ายกาจ55
    #12,123
    0
  4. #11933 CHOMPOO_XM_MS (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2560 / 08:00
    ฉันรู้หรอก หมอมันร้ายค่ะ555
    #11,933
    0
  5. #11172 ⓒЯAẕY DO_G (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 03:31
    ยิ้มปริ่มแก้มปริ ~~~
    #11,172
    0
  6. #9776 kero^_^ / arrisa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2560 / 07:49
    มีความฟินเบาๆ 555
    #9,776
    0
  7. #9426 amkXo (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2560 / 10:35
    กรี้ดพ่อบุญทุ่ม ฮรื้อรักหมอจังค่ะ
    #9,426
    0
  8. #9232 Maris3592 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 18:44
    เล่นกันเป็นทีมเบย55
    #9,232
    0
  9. #8401 The White Rabbit with Red Hood (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 16:04
    พี่หมอออออออ

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 พฤษภาคม 2560 / 16:12
    #8,401
    0
  10. #8382 แม่หญิงหญิงหญิง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 03:41
    อ้วกใส่เบอร์กิ้นใบเก่าถือว่าคุ้มละค่ะ! 5555555555
    #8,382
    0
  11. #7775 Tudtu Sujaree (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 21:21
    555555 ลุงราชได้ใจจริงๆหมอเจ้าเล่ห์ ขึ้นมาทีเดียว อิอิ
    #7,775
    0
  12. #7144 BB oi (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 06:49
    เราว่าคุณหมอต้องเจ้าเล่ห์มากแน่ๆ
    #7,144
    0
  13. #6063 olahe (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 18:48
    ไม่อยากจะชอบเรื่องนี้เลยค่ะ อ่านบน BTS แล้วเหมือนคนบ้า
    นี่ก็อุตส่าห์รอให้มีหลาย ๆ ตอนก่อนค่อยเริ่มอ่านนะเนี่ย ไม่งั้นค้างวันละหลาย ๆ รอบแน่เลยค่ะ

    ระหงส์ >> ระหง
    อรุนรำไพ >> อรุณรำไพ?
    พลัก >> ผลัก
    พลุบ >> ผลุบ
    ศรีษะ >> ศีรษะ
    โรงบาล(ในบทบรรยาย) >> โรงพยาบาล
    เสริฟ์ >> เสิร์ฟ
    #6,063
    0
  14. #5868 Allora (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 / 13:32
    โอ้ยยยยยยย คือมันดีย์ คือมันเลิศ คือหุบยิ้มไม่ได้ คือมีความน่ารัก นางเอกนางจะเอาฮาไปไหนนนนน ชอบมาเลยยย ติดตามทุกเรื่อง เลิฟเลิฟเลยคร้าา
    #5,868
    0
  15. #5062 34257766 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 16:34
    โอ้ย น่ารักทำไมน่ารักแบบนี้
    #5,062
    0
  16. #5053 zaran (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 เมษายน 2560 / 13:22
    ปริมจ้า3ล้านแลกเจ้าสาวเสร็จคุณหมอแน่ๆ55555555
    #5,053
    0
  17. #4293 9namfon (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 เมษายน 2560 / 16:01
    หมอ ไม่ค่อยเลยนะ
    #4,293
    0
  18. #4283 sovy1212312121 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 เมษายน 2560 / 14:46
    นางเอกงี่เง่าจนดูหน้าโง่ยังไงไม่รู้
    #4,283
    0
  19. #3588 มูตี้ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 17:32
    ^_____^
    #3,588
    0
  20. #3396 petchnara (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 เมษายน 2560 / 16:00
    3แสน กับ3ล้านมันโครตต่างกันเลยนะเพ่
    #3,396
    0
  21. #3048 Looknam_kingkalaya (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 00:21
    หยิบหนังสือพิมพ์บนโต๊ะมากลางอ่าน
    ต้องเป็น >> "หยิบหนังสือพิมพ์บนโต๊ะมา'กาง'อ่าน" หรือเปล่าคะ
    #3,048
    0
  22. #2972 Dmadly (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 เมษายน 2560 / 17:55
    ผลักภาระ ศีรษะ
    #2,972
    0
  23. #2507 แสงแดดที่หน้าต่าง (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 16:49
    นางเอกเอาแต่ใจเกินไปอ่ะ ถ้าเป็นปุริมป่านนี้แฉหมดเปลือกละ5555
    #2,507
    0
  24. #2390 น้องแคลร์น่ารัก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2560 / 00:08
    รู้สึกนางเอกงี่เง่าอะคะแต่ก็เข้าใจผญ.อ่ะนะ555555แต่อยากให้ลดความเอาแต่ใจเพราะว่ามันจะทำให้เนื้อเรื่องน่าอ่านน้อยลงนะคะ
    #2,390
    0
  25. #1640 PuiPui--r (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 09:12
    นางเอกเยอะไปหน่อยค่ะคือโดนสปอยมากไปใช่มั้ยคะ คนรอบข้างก็มีวุฒิภาวะกันหมดนี่นาน่าจะลดระดับลงมาให้พอดีได้เนอะ แค่พ่อนี่พอเข้าใจภรรยาตายเหลือลูกสาวคนเดียวแต่พ่อแม่พระเอกนี่ก็เกินไปนิดหนึ่ง เอ็นดูลูกชาวบ้านมากกว่าลูกตัวเองเหรอคะ อย่างเรื่องตอนหมอเป็นเด็กแล้วคุณแม่ดูแลปริมดีกว่าคืออ่านแล้วขัดใจมากเลยค่ะ
    #1,640
    0