Utopia Fantasy Online

ตอนที่ 49 : Appear of (การปรากฏของ...)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,827
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 210 ครั้ง
    30 มี.ค. 59

Episode 49 Appear of (การปรากฏของ...)

 

        แม้ต่างทิศทาง ต่างความคิด ต่างอุดมการณ์ ต่างเจตนา และต่างความต้องการ แต่ทั้งสี่กองทัพของเหล่านักรบต่างโลกล้วนก็มีเป้าหมายเดียวกัน และมุ่งหวังที่จะคว้าเป้าหมายของพวกตนด้วยพลังที่มีอยู่มาไว้ในครอบครอง

 

            ภาพของสงครามที่ทั้งสองสมาพันธ์ใหญ่ และสองกิลด์ใหญ่บุกตะลุยฝ่าฟันเหล่าองครักษ์พิทักษ์ปราสาทเมืองคาเอเดะสร้างกระแสความคึกคัก และความตื่นเต้นสั่นคลอนไปทั่วทั้งจิตใจของเหล่าผู้รับชม

 

            หนึ่งคือกิลด์ใหญ่ที่มีสมาชิกมากที่สุดนับสองหมื่นคน

 

            อีกหนึ่งคือกิลด์ที่มียุทธวิธีรบทรงประสิทธิภาพน่าเกรงขาม

 

            อีกหนึ่งคือสมาพันธ์ใหญ่ที่ได้ชื่อว่ามีสมาชิกมากที่สุดของเมือง ก่อนที่จะเผยปรากฏม้ามืดทั้งสองกิลด์

 

            และอีกหนึ่ง คือ สมาพันธ์ใหญ่ที่มีสมาชิกน้อยที่สุดในสงครามครั้งนี้ แต่ด้วยความสามารถที่ฝ่าฟันศัตรูนับแสนมาจนถึงตอนนี้ได้ ก็คงจะไม่มีใครหน้าไหนกล้าดูถูกพวกเขาอีกแล้ว

 

             “เอาล่ะค่ะ ท่านผู้ชมทุกท่านค่ะ ตอนนี้เราก็น่าจะใกล้เข้าสู่บทสรุปสุดท้ายของสงครามในครั้งนี้กันแล้วนะคะ”เธอกล่าวรายงาน ก่อนจะหันมาหาแขกรับเชิญที่มีส่วนร่วมมากที่สุดในการวิจารณ์สงครามครั้งนี้ “ในตอนนี้ไม่ทราบว่าคุณดิไวท์มีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้างคะ”

            “ครับ...”เขาขานรับเบาๆก่อนจะเริ่มเอ่ยตอบ “ผมยอมรับเลยล่ะครับ ว่าผู้เล่นทุกคนที่เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ต่างก็พยายามกันได้ดีมาก พวกเขาทำให้ผมได้รับความสนุกนานและความตื่นเต้น รวมไปถึงประสบการณ์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นเยอะเลย แต่ว่าสุดท้ายแล้วเทพีแห่งชัยชนะก็คงจะมอบรอยยิ้มให้ได้เพียงแค่กิลด์หรือสมาพันธ์เดียวเท่านั้น ผมเองก็คงจะพูดอะไรไม่ได้มาก นัก นอกจากขอเป็นกำลังใจให้พวกเขาทุกคนนะครับ” เขาเอ่ยตอบเป็นดิบดีราวกับท่องบทมา ซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดจากเหล่าแฟนคลับของตัวเองได้อย่างดี

                “ค่ะ ขอบคุณคุณดิไวท์มากนะคะ ดิฉันอลิเซียเองก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านด้วยนะคะ สู้ๆค่ะ”เธอเอ่ยอย่างน่ารัก ก่อนจะตัดภาพไปที่สถานกาณ์สุดท้ายของสงคราม

 

            ณ สนามรบ ผู้เล่นหัวหอกทั้งสามแห่งสมาพันธ์ลำนำวิหค กำลังบุกทะลวงเหล่าเอ็นพีซีการ์เดี้ยนไปยังตัวปราสาทที่อยู่ตรงหน้าห่างไปไม่กี่เมตรเท่านั้น ด้านซ้ายคือนักสู้หนุ่มฉายาเหยี่ยวจอมทำลายล้างที่กำลังสาดซัดหมัดเหล็กอย่างบ้าคลั่ง ส่วนด้านขวาคืออัศวินหนุ่มบนหลังอาชาที่กำลังกวัดแกว่งทวนที่มีปลายด้านหนึ่งเป็นค้อนเหล็ก และตรงกลางที่ถูกล้อมรอบด้วยชายหนุ่มทั้งสอง คือจอมเวทร้อยเล่ห์ที่มีมนต์ก่อกวนสารพัดเป็นอาวุธ

 

            “เฮ้ย ไอ้กิง ไอ้ค้อน อีกสามกลุ่มที่เหลือมันจะถึงตัวปราสาทแล้วนะเว้ย แถมพวกมันก็กำลังจะจัดการพวกเอ็นพีซีการ์เดี้ยนหมดแล้วด้วย ถ้าพวกเราไม่รีบล่ะก็ พอพวกมันจัดการพวกเอ็นพีซีเสร็จจะต้องมาขัดขวางเราแน่”

            “ชั้นดูไม่รีบหรือไงวะ!”กิงตระโกนสวนทันที ก่อนจะกระโดดเตะไปที่ก้านคอของการ์เดี้ยนอีกหนึ่งตัวจนล้มฟุบลงไป และมุ่งตรงไปจัดการตัวต่อไปทันที

            “ให้สายของแกขัดขวางไม่ได้หรือไงวะ”ค้อนกัมปนาทเอ่ยถามขึ้น ทั้งที่ยังติดพันกับการต่อสู้อยู่

            “แกจะบ้าหรือไงวะ มีที่ไหนเขาให้สายลับของตัวเองไปขัดขวางกองทัพศัตรู”เรียวคาโวยลั่น ก่อนจะหันไปกรอกเสียงลงในช่องการสนทนา “เซีย เธอยังมีน้ำยามาน่าเหลือมั้ย ถ้ามีล่ะก็ช่วยรีบบุกมาเสริม แล้วก็เอามาให้ชั้นที เดี๋ยวจะให้หอมแก้มทีหนึ่ง”

            “อีตาบ้า มันใช่เวลามั้ย”ปลายสายการสนทนาสวนกลับทันที “ไม่ไหวเรียว น้ำยามาน่าชั้นจะหมดแล้ว แถมยังบุกขึ้นไปได้ทีละนิดเท่านั้นเอง”เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความกังวล

            “โธ่เว้ย...”เรียวคาสบถอย่างหงุดหงิด ทั้งที่อยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ ถ้าพวกเขาฝ่าไปไม่ถึงสักทีงานนี้ได้ลำบากแน่

 

 

.......................

           

 

            “คุณราฟาครับ อีกราวๆ 10 เมตรจะถึงตัวปราสาทแล้วครับ”ลูกน้องคนสนิทที่เป็นหน่วยสอดแนมเอ่ยรายงานแก่หัวหน้าสมาพันธ์ของตน    

            “ดีมาก สถานการณ์ของอีกสามกลุ่มที่เหลือล่ะ”นักรบหนุ่มเอ่ยอย่างพอใจ ขณะที่ยังคงต่อสู้อยู่

            “ทางลำนำวิหคทีแรกพอพวกไอ้กิงเริ่มเอาจริง ก็ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหน่อยๆ  แต่ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาไม่สู้ดีเหมือนเดิมแล้วล่ะครับ ส่วนอีกสองกิลด์ที่เหลือถึงคนพวกมันจะเยอะ แต่สถานการณ์ก็ไม่ต่างกับพวกเราเท่าไหร่”

            “ดี ให้หน่วยสอดแนมของแกจับตาดูต่อไป ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงก็รายงานชั้นทันที”

            “ครับ”

 

            รอยยิ้มของหัวหน้าใหญ่แห่งสมาพันธ์ตัวตลกเริงระบำเหยียดออกอย่างพอใจ ทีแรกเขาก็เป็นกังวลอยู่หรอกเกี่ยวกับกิลด์ทั้งสองที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของชายคนนั้น แต่ดูๆไปแล้วก็ไม่เห็นจะสมคำเล่าลือสักเท่าไหร่

 

            /ชั้นขอรับไปล่ะนะ ทั้งปราสาทและเมืองแห่งนี้น่ะ.../

 

            ชายหนุ่มยิ้มขึ้นราวกับผู้มีชัย ก่อนจะเร่งรัดให้กองทัพของตนเร่งตีฝ่าเข้าไปยังตัวปราสาท เพื่อรับชัยชนะของสงครามในครั้งนี้ไป

 

 

.................

           

 

            “ทางกิลด์รัศมีดาราว่าไงบ้าง”ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่กล่าวถามขึ้น

            “จากรายงาน ตอนนี้พวกเขาอยู่ในระยะห่างจากตัวปราสาทไปไม่กี่สิบเมตรใกล้เคียงกับทางเราครับ ทำการยืนยันแล้วเรียบร้อยว่าอยู่ในพิกัดที่กำหนดไว้”คนสนิทเอ่ยรายงานว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน

            “ดีมาก เร่งรัดการกำจัดเหล่าเอ็นพีซีการ์เดี้ยน และบอกให้หน่วยบุกปราสาท หน่วยสกัดกั้นวิหค และหน่วยสกัดกั้นตัวตลกเตรียมพร้อมไว้ หลังจากยืนยันการกำจัดเอ็นพีซีการ์เดี้ยนให้อยู่ในจำนวนที่กำหนด เราจะเริ่มทำตามแผนบีทันที”

            “ครับ”

            “เจ้าพวกโง่เอ้ย อย่ามาดูถูกพวกเราหน่อยเลย สมาพันธ์จ้าววิถีผู้พิชิต ของท่านรอยด์ไม่ใช่ไก่อ่อนแบบสมาพันธ์บ้านนอกของพวกแกหรอกเว้ย” หัวหน้ากิลด์กะโหลกเหล็กเอ่ยเย้ยหยัน ก่อนจะหันกลับไปบัญชาการการรบต่อ

 

 

..................................

               

 

“ยืนยันแล้วครับ กิลด์กะโหลกเหล็กอยู่ในตำแหน่งตามแผนการเช่นกันครับ”

“ดี”เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะมุ่งความสนใจไปที่การไล่กำจัดเหล่าเอ็นพีซีผู้พิทักษ์ พร้อมกับความรู้สึกมั่นใจเต็มเปี่ยมในชัยชนะของพวกตน

 

แผนการของพวกเขามีตัวแปรที่สำคัญอยู่คือทิศทางที่จะได้จัดทัพบุกเข้าไปในกำแพงปราสาท ซึ่งด้วยความที่ว่าสงครามครั้งนี้มีผู้ที่เข้าท้าชิงปราสาทอยู่สี่กลุ่มพอดี ประกอบกับกิลด์รัศมีดารา และกิลด์กะโหลกเหล็กต่างก็มีเป้าหมายและหัวหน้าใหญ่สุดที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังคนเดียวกัน จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาจะต้องเป็นพวกเดียวกันอย่างแน่นอน

 

หลังจากที่ลงชื่อท้าชิงปราสาทเสร็จแล้ว เหล่าหัวหน้าใหญ่ของทั้งสี่กลุ่มจะถูกเรียกตัวให้มาประชุมร่วมกันอีกครั้งในภายหลัง เพื่อตกลงเรื่องทิศทางที่จะเข้าชิงปราสาทและรับทราบรายละเอียดต่างๆตามธรรมเนียม หน้าที่ของหัวหน้ากิลด์ทั้งสองก็คือต้องชิงทิศที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกันเป็นจุดพักก่อนเข้ารบ หรือก็คือ เหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันตก ซึ่งหลังจากฟาดปาก จนแทบจะฟาดอาวุธ พวกเขาทั้งสี่ก็ตกลงกันได้ในที่สุด ซึ่งหัวหน้ากิลด์ทั้งสองก็ได้ตำแหน่งตามที่ตนเองต้องการอย่างไม่ยากเย็นนัก เพราะพวกเขามีสองคนจึงสามารถควบคุมทิศทางของการเจรจาให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ประกอบกับพวกเขาเป็นสมาชิกที่ได้ทำการคัดสรรมาอย่างดีจากสมาพันธ์ เรื่องฝีปากจึงไม่ต้องคิดให้มากมาย

 

ที่เหลือก็เพียงแค่ทำตามแผนบีที่เป็นแผนสุดท้าย เทพีแห่งชัยชนะก็จะอยู่ในกำมือของพวกเขาอย่างไม่ต้องกังขาใดๆเลยแม้แต่น้อย

 

 

..................

 

 

“ทนไม่ไหวแล้วเว้ย! ไปกันเถอะ แฟง”เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น พร้อมกับลุกจากที่นั่งบนอัฒจันทร์ลอยฟ้าที่บินวนอยู่รอบๆตัวกำแพงปราสาท และมีภาพโฮโลแกรมของสงครามในมุมมองต่างๆของปราสาทเมืองคาเอเดะหลายสิบจอฉายอยู่

“ใจเย็นก่อน ไอ้แคล”ชายหนุ่มสหายร่วมสมาพันธ์ลุกขึ้นห้าม พร้อมกับจับไปที่ไหล่เพื่อรั้งเขาไว้

“พวกหัวหน้าแย่แล้วนะครับ ใครจะไปทนดูได้”เขาหันกลับมาตระโกนใส่ จนทำเอาเหล่าผู้คนรอบข้างเริ่มหันมามอง และส่งสายตาตำหนิใส่ แต่เด็กหนุ่มที่ชื่อว่าแคลก็ไม่มีท่าทีสนใจเลยแม้แต่น้อย

“ข้าเข้าใจความรู้สึกแกนะ ไอ้แคล แต่อาชีพนักฝึกสัตว์ มันเอาไปใช้ในสงครามแบบนี้ไม่ได้ แกก็น่าจะรู้”เขาสวนกลับด้วยเหตุผล ซึ่งแคลที่ฟังอยู่ก็ได้แต่กำหมัดด้วยความเจ็บใจ

 

อาชีพสายนักฝึกสัตว์จะแข็งแกร่งขึ้นได้นั้น จะมาจากปัจจัยหลักๆสองอย่างก็คือความสามารถในการสั่งการของผู้เล่น และความสามารถในการต่อสู้ของสัตว์เลี้ยง ซึ่งในกรณีที่เป็นสงครามติดพัวพันแบบสงครามเมืองคาเอเดะตอนนี้ ถ้าหากในระหว่างที่ผู้ฝึกสัตว์เข้าไปต่อสู้ เรื่องความสามารถของสัตว์เลี้ยงนั้นไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าหากเป็นกรณีของผู้เล่นเองนั้นไม่ใช่ ค่าพลังชีวิตและค่าพลังป้องของพวกเขาไม่ได้ดีเด่นเหมือนสายนักรบและสายนักสู้ หากโดนโจมตีขึ้นมาแล้วตาย สัตว์เลี้ยงจะอยู่ในสภาวะไร้คนบังคับ หากเชื่องๆหน่อยก็จะกลายเป็นกระสอบทรายให้เหล่าการ์เดี้ยนรุมโจมตีเล่น แต่ถ้าหากเป็นกรณีตรงกันข้ามก็จะอาละวาดโจมตีโดยไม่สนใจว่าเป็นใครหน้าไหนทั้งนั้น

 

พอคิดได้แบบนั้นแคลก็สบถขึ้นอย่างเจ็บใจ ในคณะที่เพื่อนๆหน่วยนักฝึกสัตว์คนอื่นเองก็มองไปที่เขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเดียวกัน

 

“พวกชั้นจะไปเอง”คราวนี้เป็นกลุ่มที่นำโดยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนขึ้นแทน

“พวกเธอก็ด้วยงั้นเหรอ ชั้นขอล่ะ เลิกบ้ากันสักทีได้มั้ย”

“ไม่ได้บ้าสักหน่อย พวกเราเป็นนักดนตรีนะ มีสกิลที่ใช้บัฟกับดีบัฟที่จะช่วยสนับสนุนทุกคนได้เพียบ ต้องไม่เป็นไรแน่ๆ”เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“พวกเธอไปก็เกะกะพวกหัวหน้าเปล่าๆ ระดับน่ะยังไม่ถึงห้าสิบกันสักคน ขนาดพวกระดับ 70-80 ยังหืดขึ้นคอ”เมื่อได้ยินคำโต้แย้งของอีกฝ่าย หญิงสาวก็ได้แต่ทำหน้ามุ่ยอย่างขัดใจ

 

เมื่อเด็กสาวไม่คิดจะโต้แย้งและนั่งลง ชายหนุ่มที่คอยห้ามปรามทุกคนก็หันไปหาตัวปัญหาสุดท้ายที่อาจจะลุกขึ้นมาเสนอตัว

 

“ไม่ต้องมองครับ ผมรู้ตัวดี สายโจรแบบพวกผมสู้ซึ่งๆหน้าไม่ได้ ไปก็เกะกะ”เขาเอ่ยอย่างรู้ทันทั้งที่ยังมองดูสงครามอยู่

 

เมื่อไม่มีผู้ใดที่จะเสนอตนเข้าไปร่วมสงครามอีก ชายหนุ่มผู้ห้ามทัพก็ได้นั่งลงและจ้องมองไปยังสงครามด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความกังวล ยังดีที่กิงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้วจึงเลือกที่จะให้เขาอยู่ที่นี่เพื่อคอยห้ามปรามไม่ให้เด็กใจร้อนพวกนี้เข้าไปร่วมในสงคราม ซึ่งหัวหน้าใหญ่ของเขาก็คาดการณ์ถูกจริงๆ  แต่ว่านะอย่าว่าแต่พวกเด็กๆพวกนี้เลยที่อยากจะเข้าไปร่วมสงคราม ขนาดคนที่รับหน้าที่คอยห้ามเองก็ยังร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว และอยากจะเข้าไปร่วมสงครามซะเอง

 

มือกร้านของชายหนุ่มบีบแน่นเข้าหากันแสดงถึงความพยายามอดทนอย่างถึงที่สุดกับสถานกาณ์ตรงหน้า เหล่าหัวหอกทั้งหกจากเจ็ดที่ก่อตั้งสมาพันธ์ลำนำวิหคมาด้วยกันต่างก็กำลังทำหน้าที่ของตนทั้งที่ร่วมสงคราม และไปทำภารกิจอื่นอยู่ แต่เขาที่เป็นหนึ่งในเจ็ดเช่นกันกลับทำได้แต่เพียงนั่งดู เพราะมีหน้าที่ที่จะต้องมาคุมความประพฤติของพวกเด็กๆ ซึ่งนอกจากกิง และเรียวคาแล้วก็มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้นที่จะห้ามปรามพวกแคลได้ แต่เขาก็ไม่ได้จะคิดเคืองโกรธในความคิดของพวกเด็กๆที่นั่งอยู่ตรงนี้เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขากลับดีใจด้วยซ้ำ

 

ที่พวกแคลอยากลงไปสู้ ก็เพราะต้องการที่จะเป็นกำลังให้เพื่อนๆ... เป็นกำลังเพื่อที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนสหายร่วมสมาพันธ์ของตน ที่ล้วนก็กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องเมืองนี้และปกป้องรอยยิ้มของกันและกันอยู่ เป็นความบริสุทธิ์ใจในมิตรภาพของเด็กๆที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงแม้โลกจะเปลี่ยนไปตลอดเวลาก็ตาม

 

“ไปเถอะครับ คุณแซลเก้”เด็กหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ปลุกให้หนึ่งในหัวหอกหลุดจากภวังค์แห่งความคิด “ในหมู่พวกเราก็มีแต่คุณเท่านั้นที่จะช่วยเหลือทุกคนได้ ถ้าเจ้าพวกนี้คิดจะเข้าไปเกะกะในสงครามล่ะก็ผมจะเป็นคนห้ามเอง แล้วถ้าเกิดว่าผมห้ามเจ้าพวกนี้ไม่ได้ เชิญคุณแซลเก้บอกให้หัวหน้าไล่ผมออกได้เลยครับ”ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเด็กหนุ่มผู้เล่นสายโจรที่เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น

“บุญทุ่ม...”

“ผมชื่อ อัมเทลครับ บุญทุ่มนั่นชื่อพ่อพี่ค้อน เลิกจำชื่อคนสลับกันสักทีสิครับ”เขาเอ่ยตอบพร้อมกับทำหน้าหน่ายๆ

แซลเก้ได้แต่หัวเราะแหะๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้น และหันไปเอ่ยกับอัมเทล “ชั้นเชื่อใจนายนะ อัมเทล ชั้นไปล่ะ”กล่าวจบก็เริ่มก้าวเดินออกไปแทบจะในทันที ด้วยความที่ว่าใจครึ่งหนึ่งก็ถูกแบ่งไปอยู่กับสงครามอยู่แล้ว พอมีแรงกระตุ้นนิดหน่อยเขาจึงตัดสินใจที่จะไปในทันทีอย่างไม่คิดจะไตร่ตรองเลยแม้แต่น้อย

 

โดยเจ้าตัวไม่ได้รู้เลยว่า ที่ด้านหลังของเขามีกลุ่มคนกำลังส่งสายตาใส่กันอย่างมีเลศนัยอยู่

 

คิดจะทำอะไรของนาย ตาบ้าหญิงสาวส่งสายตาถามแบบนั้น เพราะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่แอบแฝงในคำพูด

ของมันแน่อยู่แล้วอัมเทลส่งสายตาตอบกลับ ก่อนจะหันไปส่งซิกกับแคลที่อยู่ห่างไปไม่ไกล ซึ่งเจ้าตัวก็พยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มขึ้นอย่างรู้ทัน

 

ถึงจะรู้และเข้าใจเหตุผลดีก็เถอะ แต่พวกเขาก็ห้ามความรู้สึกไว้ไม่ไหวจริงๆ ใครจะไปทนนั่งดูพวกพ้องต่อสู้จนเลือดตาแทบกระเด็นโดยที่ตัวเองนั่งอยู่เฉยๆได้กันล่ะ...

 

“เฮ้ย เจ้านั่นมันใครวะ ไปยืนทำอะไร”ผู้เล่นที่นั่งอยู่แถวหน้าของอัฒจันทร์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่หนึ่งในหน้าจอโฮโลแกรม ซึ่งคนที่อยู่ใกล้ๆก็หันไปมองตาม และหัวเราะออกมา

“ฮ่าๆๆ ดูแต่งตัวเข้า จะไปเล่นลิเกที่ไหนวะ”

“ไอ้บ้า แม่งเท่จะตาย ชุดดำทั้งตัวเลยนะเว้ย”พรรคพวกอีกคนเอ่ยอย่างชื่นชม

 

กระแสความสนใจเริ่มเพ่งเล็งไปที่หน้าจอที่ฉายภาพมุมหนึ่งของสงครามอยู่ เมื่อการสนทนาของกลุ่มหนึ่งที่สังเกตเห็น เริ่มลุกลามไปอีกกลุ่มที่อยู่ใกล้ๆ ผู้คนก็เริ่มหันมาสนใจภาพในมุมมองนั้นมากขึ้น ซึ่งด้วยระบบการฉายภาพที่แอดมินตั้งไว้ ก็จะทำให้หน้าจอมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นอัตโนมัติเมื่อมีผู้คนสนใจที่จะไปชมภาพในมุมมองนั้นๆ ทำให้ภาพมุมดังกล่าวเริ่มขยายขึ้นเรื่อยๆ จนมีผู้คนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

 

“พวกนักข่าวมั้ง เข้าไปเพื่อจะได้เก็บภาพสงครามได้ชัดๆ อย่าไปสนใจเลย”ผู้เล่นคนหนึ่งเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก และหันไปดูสงครามที่มุมมองอื่นแทน

“แล้วจะแต่งตัวแบบนั้นเพื่อ?

“ปิดบังตัวเองไม่ให้รู้ว่ามาจากสำนักข่าวไหนไง เข้าไปแบบนั้นใครๆเขาก็ถือว่าเข้าไปก่อกวนกันทั้งนั้นล่ะ แกนี่โง่จังวะ ”

“เออๆยอม”เขาเอ่ยขึ้น “อ๋อ... งี้เอง แล้ว...”

“อะไรอีกวะ”เพื่อนเขาหันมาตะคอกใส่ เพราะเริ่มจะรำคาญที่โดนเซ้าซี้

 

ชายหนุ่มไม่ได้สนใจท่าทีหงุดหงิดของเพื่อนนัก และดวงตาทั้งสองก็ยังมองไปที่หน้าจอเดิมที่ฉายอยู่ พร้อมกับอีกหลายๆคนที่มองอยู่เช่นกัน เขายกมือขึ้นไปชี้ก่อนจะถามกับเพื่อนของตนเอง

 

“นักข่าวเนี่ย เขาทำแบบนั้นกันได้ทุกคนเลยเหรอวะ...”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 210 ครั้ง

948 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 31 มีนาคม 2559 / 23:35
    ค้างอ๊ากกกกกกกกกกกกกกก มาต่อไวๆน่ะคร้าบ~
    #668
    0
  2. #666 Oliver K (@gsp-w11) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 20:53
    ขำบุญทุ่ม ฮ่าๆๆๆ
    #666
    0
  3. วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 18:05
    #665
    0
  4. #663 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 17:09
    ทำแบยไหนอะ .. ค้างๆๆ
    #663
    0
  5. #662 N.T.W.R (@sharantree) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 15:09
    เฮ้ย ค้าง
    #662
    0
  6. #661 Tongpha Kong Bhl (@0fear0) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 11:07
    สกิลการค้างของท่านเลเวลเท่าไหร่เนี้ยยยยย 0v09
    #661
    0
  7. #660 pam223 (@nupammee) (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 30 มีนาคม 2559 / 09:41
    ค้างงงงงงงงชิบผาย เบยค่ะ ?^? มาต่อ เถอะค่ะ มาต่ออีก ค้างจริมๆ
    #660
    0