Utopia Fantasy Online

ตอนที่ 43 : Begin War (เริ่มสงคราม)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,732
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 224 ครั้ง
    22 ก.พ. 59

Episode 43 Begin War (เริ่มสงคราม)

 

            ผืนธงสีฟ้าโบกสะบัดท่ามกลางลมพายุในยามราตรี ผืนผ้าสีฟ้าครามดังกล่าวถูกสลักด้วยรูปวิหคในมุมมองด้านข้างลำตัวที่มีปีกกางออกไปทางขวา ร่างของเหล่านักผจญภัยนับหมื่นๆ คนยืนตระหง่านภายใต้ความมืดมิดของยามราตรีที่ไม่เคยปราณีการมองเห็นของผู้ใด มีเพียงแค่แสงจากคบเพลิงเท่านั้นที่เป็นแสงสว่างส่องทางให้เหล่าผู้เล่นมองเห็นสรรพสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนขึ้น

 

          ด้านหน้าของเหล่าผู้มาจากต่างแดนคือ ประตูทางเข้าปราสาทขนาดใหญ่ที่แสดงถึงศิลปะแบบเอเชียตะวันออกที่เป็นที่คุ้นหูคุ้นตากันดีของชาวเอเชีย ตั้งตระหง่านสูงหลายร้อยเมตรจากพื้นดิน ทำด้วยหินและปูนสีขาวละเอียดงดงาม

 

          รอบๆปราสาททั้งสี่ด้านและสี่ทิศคือกำแพงหนาที่ทำด้วยหินอย่างดียากแก่การจะเจาะทะลุทะลวงเข้าไปโดยง่าย โดยแต่ละทิศของกำแพงจะมีประตูประจำอยู่ ประตูทั้งสี่ทิศจะปิดสนิทอยู่เสมอ มีเพียงเวลาเดียวเท่านั้น ที่มันจะถูกเปิดออก

 

          เมื่อยามที่กลองรบถูกลั่นขึ้น...

 

          ประตูทั้งสี่จตุรทิศก็จะเปิดออกพร้อมกับสงครามที่เริ่มขึ้น...

 

          “ตรวจเช็คทุกอย่างให้เรียบร้อย อีกสิบนาที สงครามก็จะเริ่มขึ้นแล้ว ทวนรูปแบบฟอร์เมชั่นของแต่ละกลุ่มให้ดี ตรวจเช็คไอเทมต่างๆให้ดีด้วย โดยเฉพาะไอเทมฟื้นพลังต่างๆ ตรวจเช็คให้เรียบร้อยซะ” ชายผู้เป็นเสนาธิการของกลุ่มกล่าวย้ำเตือนเป็นครั้งที่ร้อยแก่เหล่าสมาชิก

 

          “ครับ/ค่ะ”เหล่าสมาชิกลูกกิลล์ลูกสมาพันธ์ต่างขานรับ และปฏิบัติตามอย่าง

ว่าง่าย

          “ไอ้เวรกิงไปไหน”ชายผู้มาใหม่ในชุดนักรบกล่าวขึ้นด้วยท่าทางหัวเสียอย่างเห็น

ได้ชัด

          “แล้วไอ้บ้าที่ไหนมันเติมคำนำหน้าหัวหน้าตัวเองว่า ไอ้เวร วะ”เสนาธิการหนุ่มสวนกลับทันที พร้อมกับหันมาประจันหน้ากับชายผู้มาใหม่

          “แล้วใครใช้ให้มันหายหัวไปไหนล่ะวะ อีกสิบกว่านาทีสงครามก็จะเริ่มอยู่แล้ว เสือกหายหัวไปไหนก็ไม่รู้อีก แทนที่จะมาให้กำลังใจพวกลูกน้อง”ได้ทีพ่อหนุ่มใจร้อนก็ใส่เป็นชุดไม่เกรงใจพวกลูกน้องที่ยืนหัวโด่อยู่เลยแม้แต่น้อย

          “ยัยนั่นติดต่อมา...”กล่าวสั้นๆ เสนาธิการหนุ่มก็ละความสนใจจากหนุ่มสมองค้อนใจร้อนบ้าพลังทันที     

          “อ๋อ... จริงด้วยสินะถ้ายัยนั่นมาช่วยเราคงเบาแรงขึ้นอีกเยอะ”เจ้าหัวค้อนเท้าคางกล่าวขึ้นเบาๆ “แล้วคนอื่นล่ะ”

          “ทำหน้าที่ของตัวเอง”เขากล่าวสั้นๆ โดยที่คู่สนทนาไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองถูกเหน็บใส่

          “หัวหน้ามาแล้ว”ลูกกิลล์คนหนึ่งกล่าวขึ้น เรียกสายตาของเหล่าเพื่อนร่วมกลุ่มของตนและกลุ่มที่อยู่ใกล้ๆให้หันไปสนใจผู้มาใหม่อีกคน

          “คิดถึงกันมากหรือไงวะ คุยกันเป็นชาติเลย”เสนาธิการหนุ่มกล่าวขึ้นเป็นคนแรก

          แต่คนถูกประชดใส่หาได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก “ยัยยู มาไม่ได้หรอกนะ...” คำกล่าวสั้นๆของหัวหน้าใหญ่เรียกให้ผู้เล่นหลายๆคนถึงกับไหล่ตกทันทีที่ได้ยิน

          “ต้องขาดกำลังของยัยหมูป่านั่นไปจริงๆเหรอเนี้ย...”ชายสมองค้อนกล่าวขึ้น แต่ก็ต้องเป็นอันตะครุบคำเหล่านั้นเข้าปากทันทีเมื่อเจอสายตาเชือดเฉือนของหัวหน้าสมาพันธ์

          “เอาน่า ก็คิดกันไว้แล้วว่าอาจจะต้องเป็นแบบนี้”เรียวคาเอ่ยปลอบขึ้น ก่อนจะเหลือบตามองไปยังนาฬิกาบนหน้าต่างระบบของตน “ไอ้ค้อน แกไปบอกให้ยัยเนสตรวจความพร้อมของหน่วยฮีลเลอร์ให้เรียบร้อยซะ แล้วก็กลับไปประจำตำแหน่งกองบุกทะลวงได้แล้ว ฉันจะไปสมทบกับเซียเพื่อทวนรูปแบบของหน่วยจอมเวท”เสนาธิการจัดแจงออกคำสั่งอย่างใจเย็น ในขณะที่ค้อนกัมปนาทก็รับคำอย่างว่าง่ายและเดินหายลับไปในเวลาไม่นาน

          “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าวะ”เรียวคาเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าท่าทีของเพื่อนสนิทที่แปลกไป

          “ยัยนั้นบอกว่า การเจรจาน่าจะมีปัญหาอยู่นิดหน่อยน่ะ...”

          “ไม่เป็นไรหรอกน่า ฉันรู้ว่าแกเป็นห่วงยัยยู แต่อย่างที่ไอ้ค้อนบอก ยัยนั่นน่ะถึกจะตายไม่มีปัญหาไรหรอกน่า”

          “กูโกรธนะเว้ยไอ้เรียว...”

          “อาจ๊ะๆ เค้าขอโทษ แล้วมีเรื่องอะไรอีกหรือเปล่าวะ”

          “ชั้นไปเจอไอ้ราฟามาน่ะ”

          บนใบหน้าของชายหนุ่มผู้เป็นหนึ่งในหัวหอกแห่งสมาพันธ์ลำนำวิหคมีอาการแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด “แล้ว...”

          “ดูเหมือนว่าทางตัวตลกเริงระบำเองก็น่าจะรู้เบื้องหลังของสงครามในครั้งนี้แล้วเหมือนกัน ไอ้ราฟาก็เลยขอ...”

          “ให้เราร่วมมือกับพวกมันเพื่อโต้กลับทั้งสองกิลล์งั้นสินะ”เสนาธิการผู้แสนชาญฉลาดเอ่ยต่ออย่างรู้งาน

          หัวหน้าสมาพันธ์พยักหน้ารับ

          “แล้วแกตอบไปว่าอะไร”

          “ชั้นตอบว่ามันกะทันหันเกินไป จะปรับปรุงแผนการรบตอนนี้ก็คงไม่ทัน แถมลูกๆภายใต้การดูแลของพวกเรายังมีปัญหาระหว่างกันอีก ฝืนให้มาสู้ร่วมกันรังแต่จะเป็นปัญหาเอาซะเปล่าๆ”

          “โคตรเสแสร้งเลยวะ ไปเรียนที่ไหนมาวะ”ท่านเสนาธิการประชดไปหนึ่งดอก

 

ในความเป็นจริงก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าสองสมาพันธ์ใหญ่แห่งเมืองคาเอเดะนี้ไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่ และมักจะมีเรื่องกันเป็นประจำ ไม่เว้นแม้แต่หัวหน้าของทั้งสองสมาพันธ์ที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันสักเท่าไหร่ แต่เพราะเรื่องหน้าตาทางสังคมทั้งสองคนจึงมักต้องใส่หน้ากากและพูดคุยยิ้มแย้มเข้าใส่กันเสมอ

 

“หึ...”หัวหน้าใหญ่แห่งลำนำวิหคเพียงแค่แค่นเสียงเบาๆ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด ก่อนจะเดินไปยังโขดหินที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล และกระโดดขึ้นไปยังโขดหินที่ว่า เรียกสายตาของเหล่าลูกสมาพันธ์ที่อยู่ใกล้ๆให้หันไปมองที่จุดเดียว

 

“ลำนำวิหคเอ๋ย!”หัวหน้าสมาพันธ์ตระโกนลั่นหยุดทุกการกระทำของสมาชิกลงและหันมามองที่เขาเพียงที่เดียว สายตาของหัวหน้าสมาพันธ์ใหญ่แห่งเมืองคาเอเดะกวาดมองไปยังเหล่าพวกพ้องนับหมื่นคน ณ หน้าประตูทางเข้าปราสาทด้านทิศตะวันออก

“ชั้นรู้ว่าสงครามในครั้งนี้ มันหนักหนากว่าครั้งไหนๆของพวกเรา มันไม่ใช่การล่าบอสอย่างที่เราเคยทำ ไม่ใช่การเก็บเลเวลแบบปกติ แต่มันคือสงคราม สงครามที่เราต้องห้ำหันศัตรูที่มีจำนวนแทบไม่ต่าง ไม่สิ อาจจะมากกว่าพวกเราด้วยซ้ำ ชั้นรับประกันไม่ได้ว่าพวกเราทุกคนจะปลอดภัย แล้วก็รับประกันไม่ได้ด้วยว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราจะต้องเสียไปหรือเปล่า”สายตาของชายหนุ่มยังคงจ้องมองไปยังเหล่าสหายอย่างไม่วางตา

“แต่ชั้นอยากให้พวกนายและพวกเธอทุกคนรู้ ถ้าหากศัตรูของพวกเราได้ปราสาทที่ตั้งอยู่ตรงหน้าตอนนี้ไป มันจะเท่ากับว่าพวกเราจะถูกผูกขาดและแย่งชิงสิ่งสำคัญไป”หากได้สิทธิ์การครอบครองปราสาท ก็ย่อมที่จะได้สิทธิพิเศษมากมายจากเมืองคาเอเดะตามกฎการแย่งชิงปราสาทด้วย นั้นคือสิ่งที่เหล่าลำนำวิหคต่างรู้กันดีว่าจะเป็นยังไงต่อไป และจะมีอะไรตามมาบ้าง

“ชั้นไม่ชอบที่จะต้องสั่งให้ใครไปสู้ แต่มีเพียงแค่หนึ่งเรื่องเท่านั้นที่อยากจะถามพวกนาย” เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตระโกนลั่นราวกับเปลวไฟที่ปลุกกระตุ้นจิตใจของเหล่าพวกพ้อง

“พวกแกน่ะ พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อปกป้องรอยยิ้มและอิสรภาพของตัวเองและพวกพ้องหรือเปล่า ไอ้พวกบ้า!

“โอ้ววววววววววววววววว”เสียงตระโกนลั่นขานรับของเหล่าสหายร่วมสมาพันธ์เรียกให้ชายหนุ่มผู้คุมบังเหียนแห่งลำนำวิหคกระตุกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ

“นับถอยหลัง 10”หัวหน้าสมาพันธ์เอ่ยขึ้น

9”เหล่าลูกสมาพันธ์ต่างขานรับขึ้น

8 เสนาธิการในชุดจอมเวทเต็มยศยิ้มขึ้นพร้อมกับนับถอยหลังไปพร้อมเพื่อนๆ

7”นักรบหนุ่มในชุดเต็มยศที่มีค้อนเป็นอาวุธมองมาทางหญิงสาวด้านข้าง และเลิกคิ้วสูงใส่เธออย่างยียวน

6”หญิงสาวฮีลเลอร์เพียงแค่เบ้ปากใส่และขานตัวเลขไปพร้อมๆกัน

5”จอมเวทสาวกระชับด้ามคทาให้แน่นขึ้นด้วยท่าทีวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัดแต่ต่อมาสัมผัสอุ่นๆจากฝ่ามือของจอมเวทหนุ่มอีกคนที่อยู่ข้างๆก็ถูกยกขึ้นมาจับศีรษะของเธอเบาๆ และนับถอยหลังเช่นกัน

4”ดวงตาของหัวหน้ากิลล์ทั้งสองต่างจ้องมองไปยังบานประตูของทิศด้านตนเอง พร้อมกับเหยียดยิ้มราวกับมองเห็นชัยชนะของพวกตนอยู่ตรงหน้า

3”ชายในชุดนักรบที่ถูกแต้มด้วยลายประทับตัวตลกสีเหลืองที่กำลังทำท่าทำทางที่แปลกประหลาดอยู่ กำลังจ้องมองไปทางด้านหน้าด้วยใบหน้าที่ยากที่จะคาดเดาความคิด

2” เส้นลำแสงสีดำเส้นหนึ่งพุ่งตัดผ่านมวลเมฆากลางเวหา ขีดเส้นสายตัดผ่านท้องฟ้าในยามราตรี

1!

“ไปฆ่ามันเลยยยยยยยย”หัวหน้าสมาพันธ์ตระโกนลั่น พร้อมกับวิ่งฝ่าสู่สนามรบเป็นผู้แรก และตามมาด้วยเหล่าสหายร่วมสมาพันธ์ที่ร้องคำรามลั่นราวกับราชสีห์พร้อมกับมุ่งสู่เวทีแห่งการต่อสู้

 

สงคราม เริ่มขึ้นแล้ว...

 

 

..............................................

 

ในระหว่างที่ไฟแห่งสงครามกำลังเริ่มประทุขึ้น อีกด้านหนึ่ง ณ บนท้องฟ้าที่ห่างไปหลายร้อยพันลี้หนึ่งเทพและหนึ่งมนุษย์ก็กำลังเดินทางไปยังสถานที่อันเป็นเป้าหมายต่อไปเช่นกัน จรดทิศตะวันออกสุดคือเป้าหมายของการเดินทางในครั้งนี้

 

“ข้าไม่ควรเอ่ยถึงจตุรเทพเลยสินะขอรับ”ร่างสูงสง่าในคราบเทพวิหคสีนิลเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนใจ

“น่าๆ นะครับ ผมขอแค่ได้เห็นได้พูดคุยนิดเดียวเอง ก็มันน่าสนใจออกนะครับ เพราะถ้าพูดถึงจตุรเทพผู้ดูแลทั้งสี่ทิศแล้ว ก็คือ สัตว์เทพอสูรทั้ง 4 ตามเทพนิยายจีนซึ่งทำหน้าที่ปกครองทิศทั้ง 4 บนสวรรค์ และเทพอสูรแต่ละองค์จะประกอบด้วยกลุ่มดาว 7 กลุ่ม.....”เจ้าโอตาคุวรรณกรรมและประวัติศาสตร์เริ่มร่ายยาวเกี่ยวกับเรื่องจตุรเทพอีกเป็นครั้งที่ร้อยของวัน ในขณะที่เทพวิหคก็ได้แต่ส่งเสียงเออออตามไปด้วยความเหนื่อยอ่อน

“บาดแผลไม่เป็นไรแล้วจริงๆหรือขอรับ”การาสุเทนกุเอ่ยขึ้น ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะอยากตัดรำคาญแต่เหตุผลหลักก็คือเขาเป็นห่วงบาดแผลของมาร์เวลลัสจริงๆ

“น่าจะโอเคดีแล้วล่ะครับ แต่บอกตามตรงนะครับว่าผมแปลกใจสุดๆไปเลย ทั้งที่โดนแทงทะลุขนาดนั้น แต่นอกจากเสื้อคลุมที่ขาดเป็นรูแล้ว เสื้อของคุณอีคิดนากลับอยู่ดีไม่มีรอยขาดเลยสักนิด ไม่สมเหตุสมผลเลยนะครับ”เด็กหนุ่มหยุดจ่อเรื่องตำนานเทพ และหันมากล่าวอย่างจริงจังกับเทพแห่งท้องนภา

“ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่เลยขอรับ ตอนที่เห็นท่านเดินผ่านประตูออกมาข้าก็อุตส่าห์โล่งใจ แต่พอพ้นประตูมาก็ล้มหน้าคะมำไปเลย นึกว่าท่านจะตายแล้วเสียอีก”เทพแห่งตำนานญี่ปุ่นเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“แหะๆ”มาร์เวลลัสได้แต่หัวเราะแห้งๆและเกาหัวแก้เก้อเพราะไม่รู้จะโต้แย้งว่ายังไงดี

“ท่านปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะขอรับ”

“ครับ ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะครับ”

“ไม่เป็นไรหรอกขอรับ...” เทพวิหคเอ่ยขึ้น “กรุณาเกาะข้าให้แน่นๆขึ้นด้วยนะขอรับ สายลมและอากาศแถวๆ นี้ค่อนข้างแปรปรวน”

“ขอโทษที่ทำให้ลำบากนะครับ ถ้าทักษะการขับขี่ของผมสูงกว่านี้คงจะทำอะไรได้สะดวกขึ้น”

“ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ว่าแต่ ทักษะการขับขี่ของท่านอยู่ที่ระดับไหนแล้วรึขอรับ”

“เอ่อ...”มาร์เวลลัสกล่าวขึ้น ก่อนจะเปิดหน้าต่างระบบของตนออกมาเพื่อเช็คให้แน่ใจถึงระดับของทักษะของตนในตอนนี้ “21 ครับ”

“งั้นรึขอรับ”

“คุณการาสุเทนกุถามทำไมเหรอครับ”เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“มิมีเรื่องอันใดหรอกขอรับ ถึงแล้วล่ะขอรับ ที่พำนักของจตุรเทพตะวันออก”เทพวิหคกล่าวขึ้นเมื่อพบเข้ากับที่ที่เป็นเป้าหมาย

“ครับ...”มาร์เวลลัสขานรับแบบส่งๆ ในขณะที่สายตายังคงอ่านรายละเอียดบางอย่างในหน้าต่างระบบอยู่

         

         

        

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 224 ครั้ง

948 ความคิดเห็น

  1. #633 Tsukihana (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 09:51
    ตะวันออก ง่าเรื่องทิศไม่แม่นซะด้วยสิ จำไม่ได้ว่าตัวอะไร เสือป่าวหว่า???
    #633
    0
  2. วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 / 15:04
    สนุกดีคับ ชื่อพระเอกก็แปลก
    #569
    0
  3. #568 APRIL (@jamlovenami) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 / 09:05
    สนุกมากกก รอจ้าาา
    #568
    0
  4. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 / 19:27
    #567
    0
  5. #566 kimurakung (@kimurakung) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 / 18:40
    หายไปนาน ต้องกลับไปย้อนอ่านตอนก่อนหน้าตั้งหลายตอน # ไรท์ต้องมาอัพไวไวนะคับ เด่วรีดลืมเนื้อเรื่องอีก อิอิ
    #566
    0
  6. #564 Mumai Sorano (@pyzole001) (จากตอนที่ 43)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 / 11:31
    ตอนใหม่ pls อย่านานมากนะคับ
    #564
    0