Utopia Fantasy Online

ตอนที่ 41 : Boss

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,836
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 226 ครั้ง
    23 ม.ค. 59

Episode 41 Boss

 

          เส้นผมสีดำรัตติกาลที่ถูกแซมด้วยสีทองสว่างราวกับทองคำเปลวพลิ้วไสวไปตามสายลมและเสียงแซ่ซ้องของเหล่าผู้คน ใบหน้าคมคายสง่างามราวกับเจ้าชายที่หลุดมาจากนวนิยายปรัมปราที่กำลังแย้มยิ้ม พร้อมกับมือที่ยกขึ้นข้างหนึ่งราวกับจะตอบรับคำสรรเสริญของเหล่าผู้คนนับล้านคน ณ ด้านล่าง ดวงตาข้างหนึ่งที่มีสีทองสุกสว่างดุจมณีเม็ดงาม และดวงตาอีกข้างที่มีสีนิลดำสนิทฉายสะท้อนความรู้สึกปลาบปลื้มเอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองอย่างไร้การปกปิด

 

            แต่ทว่า ทั้งที่เสียงโห่ร้องสรรเสริญเยินยอเหล่านั้นดังสนั่นไปทั่วทุกเขตคาม บุรุษสูงสง่าผู้นี้กลับมิได้ยินเสียงของผู้ใดที่เรียกขานนามแห่งตนเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่สิ นามที่ถูกกล่าวขานขาดหายไปเองอย่างน่าประหลาด ข้างกายที่ควรมีผู้ใดสักคนคอยอยู่เคียงข้างบัดนี้ก็ปรากฏเพียงความเวิ้งว่างที่อยู่เคียงข้างชายหนุ่มผู้เป็นราชาอันแสนยิ่งใหญ่

 

            ราชาจงเจริญ...

 

            คำสรรเสริญสุดท้ายไหลสู่โสตประสาทก่อนที่การรับรู้ทั้งหมดจะขาดสะบั้นลงราวกับโดนตัดด้วยคมมีดแห่งความลับที่ยังมิควรเปิดเผย

 

            “ชิท(x)”คำกล่าวแรกถูกเอ่ยขึ้นพร้อมกับสติสัมปชัญญะที่ค่อยๆ หวนคืนสู่เด็กหนุ่มผู้เป็นเจ้าของ ดวงตาสีดำที่เปิดออกพร้อมกับถอนหายใจออกด้วยความที่รู้สึกเหนื่อยอ่อนที่มีที่มาจากเรื่องราวอันแสนหลากหลายที่เกิดขึ้น

 

            เขาเผลอหลับไปอีกแล้ว นั้นคือสิ่งที่เด็กหนุ่มนึกถึงเป็นอย่างแรก ร่างสูงค่อยๆยันตัวเองขึ้นมานั่งชันเข่าพร้อมกับคิดคำนึงถึงบางสิ่งที่เกินจะคาดเดาความคิดที่แสนผิดแผกไปของตน ทำไมเรื่องประหลาดร้อยแปดพันประการจะต้องอาศัยอยู่รอบตัวเขาด้วย จนถึงตอนนี้นักดาบหนุ่มนาม มาร์เวลลัส ก็ยังไม่เข้าใจตรงจุดนั้นอยู่ดี

 

            เพียงอยากผจญภัยไปในโลกที่ยิ่งใหญ่และน่าค้นหาแห่งนี้ก็เพียงเท่านั้นแท้ๆ ทำไมทุกอย่างถึงได้เลยเถิดมาจนถึงจุดนี้ได้กันนะ เขาครุ่นคิดอย่างช่วยไม่ได้ หรือนี้จะเป็น ชะตากรรม ชะตากรรมที่ตัวตนของเขาควรจะกระทำบางสิ่งบางอย่าง ณ โลกแห่งนี้

 

            มหาดินแดนแห่งความฝัน ยูโธเปีย...

 

          “ตื่นแล้วเหรอครับ เฮีย”เสียงทักแรกมาจากคู่หูคน(?)ใหม่ป้ายแดงของเด็กหนุ่ม

            “ครับ ผมหลับไปนานมากหรือเปล่า”เขาเอ่ยถามพร้อมกับสลัดความคิดต่างๆ ทิ้งไว้ ณ ด้านหลัง

            “น่าจะหลายชั่วโมงอยู่ครับ ผมเห็นว่าเฮียกำลังหลับสบายอยู่เลยไม่กล้าปลุก”

            “อืม ขอบใจมากนะ ค่อยยังชั่วแล้วล่ะ”เขากล่าวขึ้นพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเจ้าอาวุธคู่กายราวกับยิ้มให้เพื่อนคนหนึ่ง

         

          ดวงตาสีนิลเชิดขึ้นและมองจ้องไปยังทางเข้าที่มืดมิด ณ ด้านหน้า “ชั้นที่ 5 ชั้นสุดท้ายแล้วสินะครับ”เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ

            “ครับเฮีย มันใกล้จะจบลงแล้ว อีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น”เพลนทิเวียเอ่ยเสริม

            “ไปกันเลยเถอะครับ”นักดาบหนุ่มกล่าวขึ้นก่อนจะเริ่มก้าวเดินอีกครั้ง เป้าหมายต่อไปคือ วิหารอสูรรัตติกาลชั้นสุดท้าย ชั้นที่ไม่ผู้ใดหรืออาจจะไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดที่ยังเป็นๆเคยย่างกายเข้าไปอาณาเขตแห่งนั้น

 

            เสียงย้ำเท้าแต่ละก้าวดังสะท้อนไปทั่วทั้งบันไดทางเดิน ดวงตาสีนิลที่เคยอ่อนโยนพลันกลับมาฉายแววหนักแน่นที่ยากจะสั่นคลอนกว่าครั้งไหนๆ นี้คือชั้นสุดท้าย ชั้นที่ตามกฎปกติมันจะต้องโหดมหาโหดกว่าทั้งสี่ชั้นที่ผ่านมา ณ จุดนี้เขาอาจต้องตายก็เป็นได้ มาร์เวลลัสหวนคิด เขาต้องทุ่มทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมด จะอยู่หรือตายก็วัดกันต่อจากนี้ไปเลย

 

            ตุบ

            ก้าวสุดท้ายถูกหยุดลงพร้อมกับดวงตาที่มองตรงไปด้านหน้า ดาบทั้งสองถูกกางออกไปจากข้างลำตัว เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ได้ทุกขณะ

 

            ทว่ากลับมิมีวี่แววของศัตรูปรากฏเลยแต่ผู้เดียว...

 

            “นี่มัน... ยังไงกัน” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนจะลดอาวุธลงเล็กน้อย และเริ่มก้าวเท้าไปยังด้านหน้าทีละก้าวๆ  พร้อมกับกระชับดาบทั้งสองให้แน่นขึ้น จนเจ้าเพลนทิเวียถึงกับร้องเสียงหลงออกมาเบาๆ

 

            แท่นหินปูนขนาดมหึมาที่สลักด้วยลวดลายที่แสนประณีตบรรจงงดงามที่ถดถอยความงามตามกาลเวลาที่เคลื่อนคล้อย ถ้วยโถโอชามที่สลักด้วยลวดลายคล้ายๆกันถูกวางเกลื่อนกลาดล้มระเนระนาดมากมายทั้งที่อยู่บนพื้นหรือถูกวางไว้บนแท่นหินดังกล่าว ลักษณะแบบนี้ก็เดาได้ไม่ยากว่า แท่นหินแท่นนี้คงเป็นแท่นบูชาอะไรสักอย่างหรืออะไรบ้างสิ่ง ซึ่งพอมาถึงจุดนี้ มาร์เวลลัสก็แหงนหน้ามองขึ้นไปยังด้านหลังแท่นที่ว่าและพบเข้ากับบางสิ่ง...

 

            รูปแกะสลักของหญิงสาว ไม่สิ สำหรับเธอผู้นี้ต้องใช้คำว่าเทพีต่างหาก เพราะเธอนั้นงดงามมาก งดงามทั้งที่เป็นเพียงรูปสลัก ใบหน้าที่ได้รูป รูปร่างที่อ่อนช้อยงดงามราวกับเป็นตัวเธอจริงๆ แต่ทั้งที่เป็นเช่นนั้นดวงตาของเธอกลับว่างเปล่า ไม่สิ มันแลดูมืดมิด และน่าพิศวงทั้งที่เป็นเพียงแค่หินที่ถูกแกะสลัก

 

            “ราชินีแห่งราตรีที่แสนมืดมิด...”เด็กหนุ่มอ่านถ้อยคำที่ถูกสลักไว้ใต้ภาพ พร้อมกับฉุกคิดถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ “มหาเทพีแห่งราตรี นิ...” คำพูดขาดห้วงลงเพราะความสนใจสิ่งตรงหน้าถูกตัดลงจากแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้น

 

            มหาวิหารแห่งนี้กำลังสั่นไหว...

 

            “คราวนี้แผ่นดินไหวงั้นเหรอ ไม่เคยจะน่าเบื่อเลยนะ เกมนี้”มาร์เวลลัสเอ่ยแกมประชดขึ้น

           

            สายลมที่ไม่น่าจะมีในสถานที่ปิดทึบเช่นนี้เริ่มพัดพาขึ้น จากลมเบาเอื่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นลมพายุจนเด็กหนุ่มต้องยกมือขึ้นมาป้องตาเพื่อกันเศษฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจาย มันมิได้พัดพาสะเปะสะปะไร้ซึ่งระเบียบ หากแต่พัดพามาจากทางเดียวกันทั้งสิ้น ทางเข้าที่เด็กหนุ่มพึ่งก้าวผ่านมานั้นเองคือ แหล่งที่มาของสายลม

 

            “สดับมาลา...”มาร์เวลลัสเอ่ยใช้ทักษะใหม่ที่ใช้สำหรับติดต่อกับบางสิ่งที่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ ทักษะที่มีในระบบ แต่ไม่มีชื่อ จนมาร์เวลลัสต้องตั้งชื่อด้วยตนเอง

 

            แต่ทว่า ไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใด แม้แต่สายลมที่เคยเป็นดั่งเพื่อนสนิทก็กลับไม่มีการโต้ตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย มันมิใช่สายลมเฉกเช่นปกติ

 

            เศษก้อนกระดูกนับพันก้อนหมื่นก้อนไหลทะลักมาพร้อมกับสายลมวิปลาส พวกมันเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นหล่อหลอมปะติดปะต่อเป็นอันหนึ่งอันเดียว จากกองกระดูกสีขาวประสมดำพลันแปรเป็นสีดำทั้งสิ้น เศษกระดูกยื่นออก และเริ่มเผยให้เห็นร่างที่แท้จริง

 

            ดวงตาสีโลหิตที่ส่องสว่างภายใต้ความมืดมิด ร่างกายขนาดมหึมาจนเกือบเทียบเท่าเทพอสูรที่นักดาบหนุ่มเคยเห็นมา หัวที่เป็นกะโหลกสีดำที่มีเขางอกและหมุนเป็นเป็นเกลียวไปด้านหลัง ปากที่ยื่นออกมาราวกับปากของพญากุมภีล์ร้าย คมเขี้ยวที่คมกริบ แขนสี่ข้างที่สองในสี่ถือดาบโค้งขนาดมหึมา และอีกหนึ่งในสองคือโล่เหล็กขนาดยักษ์ไม่ต่างกัน แขนข้างสุดท้ายไม่ปรากฏอาวุธใดๆ แต่ถูกแทนที่ด้วยกรงเล็บที่แหลมคมราวกับสัตว์ป่า ร่างกายที่เป็นเพียงซี่โครงสีดำไร้ซึ่งเอวหรือขาใดๆที่จะใช้เคลื่อนที่

 

ผู้เล่น มาร์เวลลัส ค้นพบ สัตว์อสูร จ้าวอสูรกระดูกนิล ระดับ 80 ผู้ที่ถูก จ้าวอสูรกระดูกนิล สังหาร ระดับลดลง 8 สุ่มทิ้งไอเทม 6 ชิ้น เวลาเกิดใหม่เพิ่มเป็น 3 ชั่วโมง 10 นาที

 

เสียงจากระบบราวกับลั่นระฆังแห่งหายนะให้กับเด็กหนุ่ม เขาถึงกับกัดฟันและจ้องมองไปยังศัตรูสุดแกร่งด้านหน้าอย่างไม่ละสายตา ไม่แน่ว่าหากประมาทไปเพียงนิดเดียวเขาอาจถึงตายในทัน

 

“ออ... ออก... ไป.. ซ.. ซะ มะ.. มนุษย์ ให้... น.. นา.. นาย ข.. ข้า หลับ อย่าง... ส.. หงบ”เสียงคางยานและลากยาวจนแทบฟังไม่รู้เรื่องถูกกล่าวขึ้น

“สัตว์อสูรกำลังพูด...”มาร์เวลลัสถึงกับอ้าปากค้างและแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเองได้พบเห็นอยู่ตรงหน้า

 

การที่สัตว์อสูรมีความคิดความอ่านไม่ต่างจากมนุษย์ได้นั้นเป็นเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ไม่น่าจะถึงขนาด... ไม่สิ มันก็มีอยู่จำพวกหนึ่ง สัตว์อสูรที่กำลังวิวัฒนาการเป็นระดับ เทพอสูร ยังไงล่ะ การพัฒนาการที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่มาร์เวลลัสเคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่าหลอกเด็กบนเว็บบอร์ดข่าวสารเท่านั้น

 

“แต่ผม...”ยังไม่ทันจะได้กล่าวจบ คมดาบขนาดยักษ์ก็ถูกฟันฉับลงบนร่างของเด็กหนุ่มในทันที หากแต่สัญญาณการเอาตัวรอดของเด็กหนุ่มก็เร็วพอที่โยกตัวหลบและดีดตัวเว้นระยะห่างออกมา

“ออ.. ก ออก... ป.. ไป....”เสียงลากยาวราวกับหลุดมาจากหนังสยองขวัญยังคงกล่าวย้ำคำเดิม พร้อมกับแววตาสีทับทิมที่วาวโรจน์ขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

“ไม่ครับ” มาร์เวลลัสปฏิเสธอย่างทันควันพร้อมกับมองสวนสายตาอำมหิตของผู้ขับไล่อย่างไร้ความหวาดหวั่นใดๆบนดวงตา “ผมไม่มีทางปล่อยให้มันคารังคาซังไว้แบบนี้แน่ครับ จนกว่าจะเห็นฉากจบ ผมจะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว”

 

ดวงตาแข็งก้าวมองสวนศัตรูร้าย ณ ด้านหน้าราวกับจะอ่านใจ ก่อนที่จะเป็นเด็กหนุ่มที่กล่าวลั่นกลองศึกก่อนด้วยตัวเอง “ถ้ายังไงก็จะขวางทางผมล่ะก็ มาฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่งเลยดีกว่าครับ”

 

แทบไม่รั้งรอให้เอ่ยจบ คมดาบคู่มหึมาของจ้าวแห่งองครักษ์กระดูกดำก็เริ่มโจมตีใส่เด็กหนุ่มผู้อาจหาญต่อสู้กับมันในทันที หากแต่ก็ฟันได้เพียงอากาศที่ว่างเปล่าเท่านั้น

 

/ไม่ได้เร็วอย่างที่คิดจริงด้วยๆ... ดีล่ะ/นักดาบสีนิลคิด

 

ร่างภายใต้เสื้อคลุมสีดำปรากฏขึ้นราวกับภูตผี ก่อนจะรัวคมดาบเข้าโจมตีนับครั้งในถ้วนในพริบตา แต่พริบตาต่อมาเจ้าอสูรยักษ์ก็ตั้งตัวและเบี่ยงโล่เข้ามาป้องกัน แต่มันก็อยู่ในการคำนวณของเด็กหนุ่ม ทันทีที่คมดาบเข้าปะทะโล่ยักษ์ร่างสง่าก็เลือนหายไปและปรากฏขึ้นอีกครั้งและรัวโจมตีเช่นเดิมเหมือนเมื่อครั้งก่อน

 

จริงอยู่ที่ร่างกายขนาดใหญ่ทำให้มันดูเหมือนรถถังหนักติดคมมีดที่พร้อมสังหารได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าหากในกรณีที่มันไม่มีอวัยวะสำหรับเคลื่อนที่แบบนี้ก็คงต้องใช้คำว่าป้อมปราการติดอาวุธน่าจะเหมาะสมที่สุด หากแต่ว่าในครั้งนี้ มันถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่มันพบเจอกับผู้เล่นคนนี้ สภาพป้อมปราการในปัจจุบันจึงแทบไม่ต่างอะไรกับกระสอบทรายขนาดใหญ่เลยก็ว่าได้

 

มาร์เวลลัสรวดเร็วเกินไป...

 

เมื่อคิดจะหันไปโจมตีหรือป้องกันเจ้ามนุษย์ร้ายจอมโอหังที่กล้าบุกรุกสถานที่แห่งผู้เป็นนายตน มันก็ทำได้เพียงแกว่งอาวุธใส่ความว่างเปล่าเท่านั้น ยิ่งผ่านไปนานการโจมตีของเจ้ามนุษย์ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่หากวัตถุประสงค์ของบุรุษด้านหน้าหาได้ใช่การโจมตีไปเรื่อยๆเช่นนี้ไม่

 

“จบกันสักที...”เด็กหนุ่มตระโกนลั่นพร้อมกับร่างที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ตลอดมามาร์เวลลัสมีเพียงเป้าหมายหลักคือการเพิ่มพลังโจมตีของคุโรมุรามาซะเท่านั้น เพราะหนึ่งเรื่องที่นักดาบหนุ่มถึงกับแอบกังวลอยู่ คือ เรื่องค่าพลังป้องกันและพลังชีวิตของเจ้าอสูรกระดูกนิล ทั้งที่เด็กหนุ่มโจมตีไปขนาดนั้นแต่พลังชีวิตของมันยังลดไม่ถึง  90% เลยด้วยซ้ำ แต่ว่า...

 

“เท่านี้ก็จบล่ะนะครับ...”คมดาบพุ่งเข้าใส่ศัตรู พร้อมกับใบดาบที่ห่อหุ้มด้วยพายุอัคคีสีชาด “วิชชุมหาอัคคี”

 

คาตานะสีดำเจาะทะลุผ่านกะโหลกศีรษะของมหาอสูรได้ในพริบตา ดวงตาสีแดงพลันหรี่ลงจนค่อยๆดับหายไป ใช่แล้ว หากโจมตีที่จุดตายทุกอย่างก็จบสิ้นทันที ร่างกายที่มีเพียงกระดูกสีดำสั่นไหวชั่วครู่ และในไม่กี่หนึ่งอึดใจภาพความเป็นไปทั้งหมดก็เผยออกอย่างชัดเจน

 

 

กรงเล็บของอสูรร้ายก็เจาะทะลุท้องของเด็กหนุ่มก่อนที่ลิ่มเลือดสีแดงข้นจะไหลทะลักออกมาจากปาก...

 

ดวงตาสีแดงที่ดับวูบเปล่งประกายอีกครั้ง คมเขี้ยวที่บดเข้าหากันราวกับจะเหยียดยิ้มใส่นับรบหนุ่มผู้บาดเจ็บสาหัส

 

“ให้ตายสิ... โดนเล่นเข้าจนได้.. เอื้อก...”

         

                       

           

           

 

            

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 226 ครั้ง

948 ความคิดเห็น

  1. #734 natchaphon2929 (@natchaphon2929) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 10 มกราคม 2560 / 04:40
    พระเอกเวลไรแล้วอ่ะไปตีกับเวล80
    #734
    0
  2. #631 Tsukihana (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 09:33
    เอิ่ม มันข่างสั้นยิ่งนัก
    #631
    0
  3. #552 PopoRuru (@lokiza555) (จากตอนที่ 41)
    วันที่ 23 มกราคม 2559 / 10:15
    ม้ายยยยยยยย
    #552
    0