Utopia Fantasy Online

ตอนที่ 32 : Vast (กว้างใหญ่)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,949
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    29 พ.ย. 58

Episode 32 Vast

 

          “เฮ้อ...”ผมถอนหายใจอย่างยืดยาว ก่อนจะพลิกตัวมาทางซ้ายเป็นครั้งที่ล้าน แต่สุดท้ายก็พลิกตัวกลับมาทางขวาอีกครั้งอย่างไม่เข้าใจตนเอง

           

            ไม่ใช่ว่าผมใกล้เป็นบ้าอะไรหรอกนะ แต่ตอนนี้กำลังกลุ้มใจและคิดมากอยู่ต่างหาก...

 

            จะไม่ให้คิดมากได้ไง ก็ผมดันลืมเรื่องของน้ำมนต์ไปซะสนิท ทั้งที่จริงๆแล้ว ผมน่าจะขอให้คุณการาสุเทนกุไปส่งที่เมืองเพื่อล่ำลาเธอและพวกคุณคทาสักหน่อย แต่พอมาลองคิดดูดีๆแล้ว แบบนี้ก็อาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะถ้าเกิดเธอถามเหตุผลขึ้นมาผมคงลำบากใจไม่น้อย แถมทั้งอาจารย์กับคุณการาสุเทนกุก็กำชับผมซะแน่นหนักว่าอย่าเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ

 

            แน่นอนว่าไม่มีใครยอมบอกผมตรงๆสักคน ผมละอดสงสัยไม่ได้จริงๆว่าอมพะนำอะไรไว้กันแน่...

 

            /รู้สึกผิดเป็นบ้าเลยแฮะ พวกเขาจะโกรธเรามั้ยนะ เราจะต้องกลับไปขอโทษให้ได้/ผมตั้งปณิธานเอาไว้อย่างนั้น  

 

            “เอาล่ะ”คิดได้ดังนั้น ผมจึงยันตัวขึ้นยืนก่อนจะบิดตัวเพื่อไล่อาการขี้เกียจออกไป และเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายสักหน่อย ในหัวก็พลางคิดทบทวนเรื่องต่างๆไปด้วย ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังแปลกใจไม่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ผมพึ่งจะเข้าเล่นเกมได้แค่สองวันในโลกจริงแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับได้พบเจอกับเรื่องราวต่างๆมากมายอย่างน่าอัศจรรย์   

 

            หลังจากที่กำหนดนัดแนะวันฝึกเสร็จสิ้น อาจารย์จึงไล่ให้ผมเข้ามาในกระท่อมเพราะต้องการพูดคุยบางเรื่องกับการาสุเทนกุ ซึ่งแน่นอนผมย่อมไม่กล้าแอบฟังเพราะมันถือเป็นเรื่องเสียมารยาท โชคยังดีที่กระท่อมของอาจารย์สามารถใช้เป็นที่ล็อกเอ้าท์ได้เหมือนโรงแรมในเมือง ผมจึงไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางไปกลับ ซึ่งหลังจากที่นั่งเล่นนอนเล่นสักพักกับพวกเมอร์ฟี่ และลิโอะซึ่งถึงจะปลดผนึกออกมาจากกำไลแล้วเจ้าลิโอะมันก็ยังไม่วายนอนหลับอยู่ดี(หลับทั้งที่ยังแอบปรือตามามองผมกับเมอร์ฟี่เป็นระยะ ฟอร์มจัดมาก ไม่รู้จะเก๊กไปไหน) เมื่อนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ดังขึ้น ผมจึงออกไปล่ำลากับชายทั้งสองที่อยู่ด้านนอกซึ่งดูเหมือนจะคุยธุระกันเสร็จพอดี ก็จัดแจงผนึกเจ้าเพื่อนสัตว์ทั้งสอง และออกจากระบบมา

 

            ผมเปลี่ยนเสื้อจากชุดนอนตัวเมื่อคืนเป็นเสื้อยืดตัวสีเทากับกางเกงวอร์มขายาวสีดำธรรมดาก่อนจะนั่งลงบนเตียงพร้อมกับใช้สมองครุ่นคิดถึงเรื่องที่จะทำในวันนี้

 

            /ปิดเทอมวันที่สองอยู่เลยเหรอเนี้ย ทำไรดีหว่า การบ้านก็ทำหมดแล้ว/

 

            “วันนี้ผมจะทำอะไรดีครับแอล มีอะไรแนะนำมั้ย”ผมเอ่ยขอคำแนะนำกับเอไอสาวประจำบ้านซึ่งเงียบหายไปได้สักพักหลังจากที่ผมตื่นนอน ไม่สิ ต้องใช้ว่าออกจากยูโธเปียสินะ เธอก็เอ่ยทักขึ้นก่อนจะรายงานเรื่องต่างๆรอบตัว เช่นพยากรณ์อากาศ อุณหภูมิเฉลี่ยรอบเขตบ้าน ดวงรายวัน แจ้งเตือนเรื่องต่างๆ เช่น สายโทรเข้า ข้อความ อีเมล

 

            “โทษนะ แต่แอลก็ไม่รู้จะแนะนำอะไรเหมือนกันอ่ะ”เอไอสาวตอบด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆเหมือนรู้สึกผิดที่ช่วยอะไรไม่ได้

            “ไม่เป็นไรหรอกแอล ไม่ต้องคิดมาก”ผมเอ่ยขึ้นพร้อมกับเผลอโบกมือไปมานิดหน่อย

 

            /เข้าใจความรู้สึก และสื่ออารมณ์เศร้าออกมาได้สินะ/ผมเผลอวิเคราะห์การกระทำของเธอไปด้วยความเคยชิน แต่พอนึกขึ้นได้ก็สะบัดหน้าไปมาไล่ความคิดพวกนั้นออกไป

 

            ทั้งที่ควรจะเล่นเกมเพื่อความสนุกและคลายเครียดแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าผมต้องใช้ความคิดมากกว่าที่ใช้ในชีวิตประจำวันซะอีก คิดแล้วไนต์เครียด

 

            /สนุกกับมันก็พอ ไม่ต้องคิดมาก ในโลกจริงยังมาคิดเกี่ยวกับเรื่องเกมแบบนี้เราคงติดเกมแล้วสินะ/ผมหัวเราะแห้งๆกับความคิดของตัวเองก่อนจะผละความสนใจออกจากเรื่องเกมทั้งหมด และหันมาคิดหากิจกรรมที่จะทำแก้เบื่อในวันนี้แทน

 

            “ทำอะไรดีๆๆๆ”ผมท่องประโยคซ้ำๆพลางครุ่นคิดหาสิ่งที่จะทำไปเรื่อยๆ พอคิดว่าจะอ่านหนังสือเหมือนอย่างเคยใจก็บอกว่าอย่างลองหาอย่างอื่นทำบ้าง ครั้นคิดจะกลับไปเล่นเกมต่ออีกก็ดูจะเกินไปหน่อย เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่อยากจะใช้เวลากับเกมมากจนเกินไป และที่สำคัญคือพรุ่งนี้ผมก็ต้องออนไลน์เกมตลอดทั้งวันอยู่แล้วเพราะการฝึก จะว่าก็ว่าเถอะ ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะต้องกลายเป็น เฮฟวี่ เพลเยอร์(Heavy Player)แบบนี้ แต่อย่างน้อยก็ขอแค่วันนี้วันเดียวล่ะนะ   

 

            แปะ

            ผมตบมือขึ้นดังฉาดใหญ่ จนเอไอสาวยังเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ

 

            “มีอะไรหรอ หรือว่าคิดออกแล้ว”แอลเอ่ยถามขึ้น ดูเหมือนเธอค่อนข้างจะใส่ใจกับความไร้สาระอย่างการหาอะไรทำแก้เบื่อของผมมาก

            “ผมยังไม่ได้กินข้าวเลย”ผมเอ่ยขึ้นตอบเธอ ทำเอาเอไอสาวถึงกับถอนหายใจใส่

 

            ผมตรงไปยังห้องครัว ก่อนจะเริ่มยุทธการรื้อค้นห้องครัวอยู่นาน จนพบกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสซุปหมูกระเทียมซองสีเหลืองที่เหลือเพียงสองห่อสุดท้าย ด้วยความปลื้มปริ่มในดวงหทัยยิ่งนัก ถึงตัวผมจะสามารถทำอาหารอะไรที่อร่อยและมีประโยชน์กว่านี้กินได้ก็ตาม แต่ด้วยความที่ผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจนักกับเรื่องอาหารการกิน(หรือเพราะเอ็งขี้เกียจกันแน่) เพราะงั้นต่อให้เป็นอาหารขยะที่ไม่ค่อยให้สารอาหารที่เป็นประโยชน์อะไรมากนักแต่ขอแค่สามารถกินแก้ขัดได้ก็พอแล้ว

 

            หลังสวาปามเจ้าบะหมี่ฯหมดสองซอง ผมก็จัดแจงยกจานชามไปล้างและเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย และกลับมานั่งลงที่โซฟาหน้าโทรทัศน์อีกครั้ง

 

            ไปที่นั้นดีมั้ยนะ...

            ความคิดวูบหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว

 

            ติ๊ดๆๆๆๆ

            เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกความสนใจผมที่กำลังครุ่นคิดอยู่ให้หันมาสนใจในทันที่ ซึ่งเมื่อเห็นว่าเป็นสายโทรเข้าจากใครผมก็ฉีกยิ้มให้กับเจ้าโทรศัพท์มือถือ

 

            “แกมีสัมผัสพิเศษหรือไงนะ”ผมพูดกับตัวเองเบาๆก่อนจะกดรับสายและกรอกเสียงทักทายลงไปทันที

           

            [Sound Only]

            “สวัสดีครับ ที่รัก”ผมเอ่ยเสียงหวานแต่ถ้าหากสังเกตดีๆจะรู้ว่ามันฟังดูยียวนมากกว่า

            “ที่รัก บ้านแกดิ”เสียงโวยทันควันของปลายสายตอบรับกลับมา ทำให้ผมถึงกับอดกลั้นขำไว้ไม่ได้

            “ไม่เจอสองวัน ทำตัวห่างเหินเชียว เรื่องของเราสองคนคงไม่มีความหมายอะไรเลยสินะ ทั้งที่เคยพูดแบบนั้นไว้ก่อนที่เราทั้งสองจะจากกันแท้ๆ ริวใจร้าย”ผมเอ่ยเสียงสั่นเหมือนเสียใจอย่างสุดซึ้งตามบทละครที่เคยเล่นสมัยตอนอยู่ ม.5 ที่ผมจำได้เป็นดิบดี แต่ดัดแปลงนิดหน่อย

            “โว้ย! พอได้แล้วโว้ย ขนลุกเฟ้ย ไอ้บ้า!”เสียงเจ้าเพื่อนสนิทโวยวายลั่น จนผมต้องยกโทรศัพท์ออกจากหู

            “ฮ่าๆๆ เออๆพอก็ได้ มีอะไรหรอ หรือว่าคิดถึงเค้าจนทนไม่ไหว”ผมเอ่ยต่อ

            “ถ้าแกยังไม่เลิกนะ ไอ้ไนต์ กลับไปเอ็งเจอตื้บแน่”

“เออๆพอก็ได้ มีอะไร ไหงอยู่ดีๆก็โทรมา”ผมเอ่ยถามออกไปทั้งที่ยังกลั้นหัวเราะอยู่

 

ริวเซย์ ทาจิบานะ(ชื่อในไทย จึงเอานามสกุลไว้หลัง)ลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่ช่วงที่ผมจบเกรด 6 ที่อเมริกาแล้วกลับมาเรียนต่อ ม.1 ที่ไทยเพราะย้ายตามงานของคนในครอบครัวมา ชายผู้ได้ชื่อว่าเสือ(ผู้หญิง)ลายมังกรที่เป็นที่นิยมของเหล่าสาวๆทั้งในเซนต์เลโอฮาร์ทและโรงเรียนในเขตเดียวกัน กับผู้หญิงไอ้หมอนี่มันจ้อเป็นต่อยหอย แต่พอเจอมุขเกี่ยวกับเพศที่สามเท่านั้นล่ะมันเงียบกริบพูดไม่ออก(เคยควงสาวมหาลัยสุดน่ารัก แล้วมารู้ทีหลังว่าตัวเองโดนหลอกเพราะสาวเจ้าที่มันควงหาใช่ผู้หญิงจริงๆไม่)ซึ่งในฐานะเพื่อนสนิทที่รู้ความลับเรื่องนี้เช่นผม ก็อดไม่ได้จริงๆที่อยากจะแกล้งมัน ก็ทำไงได้ ผมมันมีเพื่อนสนิทแค่ไม่กี่คนล่ะนะแถมไอ้ไม่กี่คนที่ว่าก็ต่างกระจัดกระจายแยกย้ายกันไปอีก...

 

“แกเล่นเกมเหรอ ไอ้ไนต์”ปลายสายเอ่ยถามผม

“อือ ว่าแต่ใครบอกแกวะ”

“แม่แกบอกแม่ฉัน แล้วแม่ฉันก็บอกฉัน แล้วฉันก็บอกแก”

“สรุปว่าแม่ฉันบอก”

“เออ ว่าแต่แกเล่นเกมอะ...”

“นินจาฉันที่ฝากจอดไว้ที่อพาร์ทเม้นท์ของแกยังอยู่ดีใช่มั้ย”

“เออ ก็ยังอยู่ดีล่ะ นึกว่าแกจะตั้งโชว์ไว้ทั้งชาติแล้วซะอีก”

“ช่วยไม่ได้นี้หว่า ถ้าเอามาจอดที่บ้านก็ไม่มีที่กันลมกันฝน เอามาจอดทิ้งไว้มีหวังพังก่อนได้ใช้ชัวร์”    

            “แกจะเอาไปไหนวะ ทำไมไม่เอาแลมโบฯไป”

            “ว่าจะไปที่โบสถ์สักหน่อย...”ผมเอ่ยอย่างแผ่วเบา

            “อ๋อ... เข้าใจล่ะ กุญแจฉันฝากไว้กับน้ายามเขาน่าจะจำแกได้อยู่ ไปเอาเองแล้วกัน”ริวเอ่ยตอบโดยไม่ถามไถ่อะไรต่อ

            “อือ ขอบใจแกมาก งั้นแค่นี่ล่ะ เจอกันเปิดเทอม”

            “เออๆ เจอกัน”

            “คิดถึงเสมอนะ ที่รัก”ผมเอ่ยหยอกครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสายไปอย่างไม่รอคำด่าที่จะตามมา

 

            “ทำไมกับเพื่อนคนอื่น เราถึงพูดแบบกับไอ้ริวไม่ได้นะ”ผมเอ่ยเบาๆพร้อมกับส่ายหน้าให้กับตัวเอง ก่อนจะขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัวออกไปนอกบ้าน

 

            ไม่นานนักรถยนต์สีดำคู่ใจของผมก็แล่นออกมาจากบ้านก่อนจะมุ่งตรงไปยังอพาร์ทเม้นท์ โรยัล สวีท อันเป็นที่ซุกกะลาหัวของเจ้าเพื่อนสนิทที่ตอนนี้ฮิจเราะห์ไปอยู่ต่างจังหวัดกับครอบครัวของตัวเอง

 

            เมื่อมาถึงผมก็ทักทายพูดคุยกับน้ายามสักครู่ ซึ่งน้ายามก็จำผมได้เป็นดิบดี เพราะผมเองก็แวะมาที่ห้องไอ้ริวบ่อยๆ หรือไม่ก็ถึงขั้นต้องมานอนค้างคืนบ้างในกรณีที่ต้องทำงานกลุ่มร่วมกับมันและเพื่อนคนอื่นๆ

 

            ผมแล่นรถแลมโบกินีมาจอดไว้ ณ ที่จอดรถของอพาร์ทเม้นท์ซึ่งน้ายามก็ช่วยเป็นธุระติดต่อขออนุญาตกับคุณอรเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ให้เป็นที่เรียบร้อย

 

            ผ้าคลุมสีเงินถูกดึงออกเผยให้เห็นรถบิ๊กไบค์นินจาสีดำคันโตที่ดูใหม่พอสมควรเพราะไม่ค่อยผ่านการใช้งานเท่าที่ควรนัก ผมเข็นมันออกมาจากที่จอดก่อนจะยกแกลลอนน้ำมันที่ผมแวะซื้อและเติมน้ำมันมาเรียบร้อยแล้วออกมาจากช่องเก็บของของรถยนต์เพื่อเอาน้ำมันมาเติมให้เจ้านินจา

           

            หลังจากเสร็จสิ้นทุกส่วนกระบวนการผมก็จัดแจงก็สตาร์ทเครื่องเจ้ารถบิ๊กไบค์คันเกือบใหม่ของผมอยู่สักพัก อาจจะเพราะจอดไว้นานมันเลยคงติดยาก ผมคิดว่างั้นนะ แต่ไม่นานเสียงและจังหวะการสั่นของเครื่องก็ทำให้ผมยิ้มออกอย่างโล่งใจ ว่าไม่ต้องเสียเวลาเข็นมันไปซ่อมที่อู่ให้เสียเวลา

 

            รถบิ๊กไบค์คันโตแล่นออกจากเขตของอพาร์ทเม้นท์สีครีมอย่างไม่เร่งรีบนัก ข้อดีที่ผมชอบเจ้านินจาคันนี้ คือนอกจะเร็วและเท่มากแล้ว เสียงของมันยังเงียบมากด้วย อย่างน้อยก็กว่าบิ๊กไบค์ยี่ห้ออื่นหลายๆยี่ห้อล่ะนะ และแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้คนนิยมรวมกลุ่มคาราวานบิ๊กไบค์ที่ชอบขับไปทัวร์ป่าหรือเขตอุทยานอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีข่าวออกมาให้ได้ยินอยู่เป็นประจำ แต่ที่ทำให้ผมสนใจเป็นพิเศษคือเรื่องที่รถยนต์ต่างๆขับเข้าไปเขตอุทยานแล้วส่งเสียงดังรบกวนพวกสัตว์ป่า โดยเฉพาะกรณีของช้างป่าที่ยังมีข่าวออกมาเป็นระยะ

 

            รถนินจาสีดำค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากเขตตัวเมืองเรื่อยๆ จนสังเกตเห็นได้ว่าอาคารบ้านเรือนที่เคยกระจุกตัวแน่นค่อยๆทยอยหายไปจากสายตา จนในที่สุดผมก็เข้าสู่เขตชานเมืองที่มีบ้านเรือนที่สามารถมองเห็นได้อยู่ไม่กี่แห่ง

 

            ผมเลี้ยวรถเขาสู่ซอยเล็กๆที่พาดตัดผ่านป่า ซึ่งแน่นอนว่าทางแบบนี้ไม่ใช่อะไรที่เรียบเนียนเหมือนพื้นยางมะตอยหรือพื้นคอนกรีตเช่นในเมืองใหญ่ ซึ่งนี้แหละคือเหตุผลที่ผมไม่เอาเจ้าแลมโบกินีมา ลองนึกสภาพรถสปอร์ทโหลดต่ำที่แล่นผ่านทางที่วิ่งตัดป่าที่ไม่ได้ปูด้วยอะไรไว้สิครับ

 

            หลังจากหัวสั่นหัวคลอนกับสภาพพื้นถนนที่ผ่านป่าไปได้สักพัก ผมก็มองเห็นที่อันเป็นเป้าหมายในการเดินทางในครั้งนี้ได้ในที่สุด

 

            สิ่งปลูกสร้างที่แสดงออกถึงความเชื่อ ความศรัทธา และความเคารพของคริสต์ศาสนา  ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลก คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้ ตัวอาคารเป็นอิฐสีเทาเรียงต่อติดแน่นก่อเป็นรูปร่าง และกระจกหลากสีที่ถูกประติดประต่อเป็นรูปต่างๆตกแต่งตามส่วนต่างๆของโบสถ์ที่ช่างดูงดงามเช่นเคยเหมือนเมื่อครั้งในความทรงจำของผม...

 

            “มีอะไรให้พ่อช่วยมั้ย”เสียงเอ่ยอันอบอุ่นเรียกความสนใจของผมที่ยืนห้วนคิดถึงเรื่องราวอยู่ให้ได้สติ

            “เปล่าหรอครับหลวงพ่อ คือ ผมมาเพื่อ...”ช่อดอกไม้สองช่อที่อยู่ในกระเป๋าสะพายแบบคงรูปถูกหยิบออกมาให้ชายนักบวชตรงหน้าดู

            ใบหน้าที่แสนอ่อนโยนพยักหน้ารับเบาๆ “ตามสบายนะ ลูก”

           

            ผมก้มหัวขอบคุณเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านไปยังด้านหลังของโบสถ์ ที่เต็มไปด้วยหินสี่เหลี่ยมนับร้อยที่ถูกวางตั้งไว้บนเนินหญ้าอย่างเป็นระเบียบ และสาวเท้าไปยังสถานที่ที่หนึ่งที่ผมจำได้เป็นอย่างดี ไม่เคยลืมเลือนแม้สักครั้ง

 

            “ผมมาเยี่ยมครับ คุณตา คุณยาย”ผมเอ่ยเสียเบา ก่อนจะวางดอกไม้ช่อหนึ่งลงหน้าหินก่อนหนึ่ง และอีกช่อหนึ่งที่ถูกวางหน้าหินอีกก่อนที่อยู่ติดกัน

 

            ผมทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิและจ้องมองไปยังป้ายหินทั้งสองที่อยู่ติดกันอย่างใจลอย ปากก็เอื้อนเอ่ยทักทาย พูดคุยบอกเล่าสารทุกสุกดิบต่างๆของตนเอง

 

            ผมเล่าเรื่องราวมากมายหลายเรื่องติดกันโดยไม่ต้องนั่งนึกได้อย่างน่าแปลกประหลาด เรื่องชีวิตประจำวันแต่ละวันที่ผ่านไป เรื่องผลการเรียน เรื่องการติดต่อของเพื่อนที่แยกย้ายกันไปตอน ม.ต้น เรื่องของไอ้ริวและเพื่อนคนอื่นๆในห้อง เรื่องของคุณแม่ที่เป็นลูกสาวของท่านทั้งสอง หรือแม้แต่เรื่องที่ผมเล่นเกมยูโธเปียแฟนตาซีออนไลน์ แล้วพบเจอเรื่องราวมากมายผมก็ยังเล่าให้ฟัง

 

            ถ้าคุณตาฟังอยู่ตอนนี้ก็คงถามซอกแซกๆ ไปมาตามนิสัยขี้สงสัยของท่าน และก็คงถูกคุณยายที่มักจะอยู่เคียงข้างท่านเสมอตีที่ต้นแขนเบาๆ แล้วบอกว่า ช้าๆหน่อยหลานคิดไม่ท่านเป็นแน่

           

            ดูแปลกมากในความคิดหนึ่ง มนุษย์พูดคุยสื่อสารกับก่อนหินที่มิมีทางมีชีวิตและรับฟังได้ราวกับเป็นการสื่อสารกับบุคคลที่เกี่ยวข้องข้องในอดีตที่มิอาจห้วนคืน หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องการพูดคุยบอกเล่ากับซากกระดูกใต้ดินที่เน่าเปื่อยผุพังเรื่อยๆตามกาลเวลาด้วยความรู้สึกตรงๆมิได้เสแสร้งหรืออาจจะเสแสร้งทั้งที่รู้ความจริงอยู่ ทำไมมนุษย์ถึงได้เฝ้าทำสิ่งนั้นกันมากมายนัก สิ่งที่ใช้อธิบายได้คงมีแค่นิยามที่ให้ความหมายโดยจิตใจของมนุษย์แต่ละคนเท่านั้น

 

            แสงสีแดงของอาทิตย์อัสดงเผยออกและสาดส่องสู่ดวงตาของผมโดยตรงจนวินาทีแรกต้องยกมือขึ้นมาป้องแสงสีทับทิมแสงนั้นไว้ จนเมื่อแสงค่อยๆจางลงตามกาลเวลาที่เคลื่อนคล้อยผมจึงสามารถที่จะมองไปยังดวงอาทิตย์ที่แสงจางลงเพราะใกล้ความมืดมิดยามนิศากาลได้ หนึ่งวันผ่านไปเร็วโดยที่ผมไม่ทันสังเกตเลยสักนิด เรื่องราวมากมายถูกถ่ายทอดจากถ้อยคำต่างๆที่ถูกกล่าวออกมา และบางครั้งก็กลายการเหม่อลอยกินเวลาหลายชั่วโมงของผมไปจนหมดอย่างไม่น่าเชื่อ

 

            ผมลุกขึ้นปัดเศษฝุ่นและเศษดินมากมายที่ติดกางเกงออกไป ก่อนจะบอกลาเหมือนเช่นทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยือนพวกท่าน

 

            “ผมกลับก่อนนะครับ คุณตา คุณยาย ไว้ผมจะเยี่ยมอีกนะครับ”ผมเอ่ยขึ้นก่อนจะหลับตาพริ้มชั่วครู่ด้วยความไม่เข้าใจตัวเอง และเดินออกมาจากสุสานหลังโบสถ์

 

            “อยู่นานเลยนะ”เสียงอบอุ่นเสียงเดิมที่ผมจำได้เอ่ยขึ้น เรียกผมที่เหม่อลอยด้วยเหตุผลบางอย่างให้ได้สติ

            “ขอโทษนะครับ”

            “ไม่ต้องขอโทษอะไรพ่อหรอก ลูกไม่ได้ทำอะไรผิด”นักบวชอาวุโสเอ่ยขึ้น

            “ครับ ถ้ายังไงผมขอลาเลยนะครับ”ผมเอ่ยลาตามมารยาท

            “แววตาลูกยังเหมือนเดิมเลยนะ”

 

            ประโยคที่เอ่ยขึ้นทำเอาผมหยุดเท้ากึก และหันมามองท่านนักบวชด้วยความแปลกใจ

 

            “นับตั้งแต่วันนั้นก็ห้าปีมาแล้วสินะ วันที่ลูกมาที่นี้เป็นครั้งแรกกับเหล่าผู้คนมากมาย  พ่อจำลูกได้นะ แล้วก็เห็นลูกมาที่นี้บ่อยๆด้วย”

            “หลวงพ่ออยู่ตั้งแต่ตอนงานศพสินะครับ”ผมเอ่ยถาม

 

            แทนคำตอบร่างในชุดนักบวชก็พยักหน้ารับช้าๆ

 

            “มองโลกให้กว้างหน่อยนะลูก ยังหนุ่มยังแน่น อย่ามัวแต่ทำแววตาเหมือนแบกโลกทั้งใบไว้แบบนั้นดีกว่า อะไรหลายๆอย่างจะได้เปลี่ยนไปบ้าง”ถ้อยคำในประโยคถูกเอ่ยขึ้น พร้อมกับร่างชราที่ค่อยๆเดินลับเข้าไปในโบสถ์

 

ปล่อยทิ้งไว้แค่เพียงเด็กหนุ่มที่ยืนโดดเดี่ยวท่ามกลางความมืดมิด...

 

 

 

           

 

ณ จุดๆนี้ บอกเลย เมะ เคะ  (-_-“)

 

เขียนเสร็จนานแล้วนะครับตอนนี้(นานจนตอนต่อไปเขียนกำลังจะเสร็จ) แต่ผมดันเป็นร้อนในที่ปาก(ทรมานมากกกกกกกก) เลยอ่านออกเสียงเพื่อทวนเนื้อหาค่อนข้างลำบากเพราะมันเจ็บมากเวลาพูด กว่าจะลงตอนนี้ได้โคตรอุปสรรค เน็ตไม่รู้เป็นอะไร พึ่งต่อติดได้

           

 

           

             

 

           

              

 

           

 

 

 

          

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

948 ความคิดเห็น

  1. #862 ma20001 (@ma20001) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 23:22
    ชะนีถอยไป
    #862
    0
  2. #861 ma20001 (@ma20001) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 23:21
    วายได้ไหม
    #861
    0
  3. #795 NobuSana (@Aum2107) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 20:40
    เครื่องเกมไม่ชาร์จเหรอครับเห็นว่าอยู่ได้2วัน //พยายามเปลี่ยนเรื่อง
    #795
    0
  4. #776 TANATOS LOVE VER (@yasimin) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2560 / 18:29
    อ๊ายยยยยย!!!!!เรามีความเขิน(*////*)อยากจะบอกว่าดิฉันจิ้นถึงเตียงแล้วค่ะ
    #776
    0
  5. #756 kittybeanz (@kittybeanz) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 / 23:24
    อยากให้มีบทแบบ วาย เยอะๆอ่ะ ชอบ จิ้นแล้วฟินดีค้าาา~
    #756
    0
  6. วันที่ 14 มิถุนายน 2559 / 22:40
    จิ้นอ่า แบบฟินเว่อร์ ขอเซอวิสเรื่อยๆนะ แต่ไม่เอานางเอกอ่า
    #699
    0
  7. #674 lovelykik (@kikka123) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 7 เมษายน 2559 / 15:17
    ณ จุดๆนี้ ฟิน
    #674
    0
  8. #622 Tsukihana (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 3 มีนาคม 2559 / 00:13
    เปนกับริวคนเดียว~แหมไม่ค่อยจะออกอาการเร๊ย!!
    #622
    0
  9. #491 PopoRuru (@lokiza555) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 / 11:20
    จิ้นนนนนนน กรี๊ดดด มาที่รง ที่รัก อะร๊ายยย เป็นกับคนนี้คนเดียวด้วย แหม มีซัมติงอะไรบางอย่างอยู่สินะทั้งสองคน
    อุอิอุอิ จะเป็นเพื่อนรัก หรือที่รักก็จะรอต่อไป
    ปล.ไม่ชาตเครื่องเล่นหรอ อยู่ได้2วันนิน่า
    #491
    0
  10. #428 annaaa (@anna_anna) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2558 / 13:20
    มาอัพต่อเร็วๆน้า
    #428
    0
  11. #427 หมอกเงา (@lumpang) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 23:13
    ขอบคุณ
    #427
    0
  12. #426 tainies (@tainies) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 21:06
    สนุกมาก ติดตามนะคะ
    #426
    0
  13. #425 moTz (@phommo) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 20:08
    หายไวๆครับ แดรกน้ำเยอะๆ ครับ รอต่อปายยย
    #425
    0
  14. #422 kamol1122 (@kamol1122) (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 16:03
    สนุกดีครับ
    #422
    0
  15. #417 kimurakung (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2558 / 12:59
    อินเทรนด้วย..ข่าวสารเรื่องบิ๊กไบค์กับช้าง หุหุ (ตอนหน้ารีดขอแซ่บๆ บู้หนักๆ นะครับ)
    #417
    0