เมื่อราชาปีศาจกลายเป็นสุนัข the king of the dog

ตอนที่ 12 : โลกปีศาจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    7 พ.ค. 59

แล้วเรื่องไม่เป็นเรื่องที่สุดในโลกก็บังเกิดขึ้นกับครอบครัวที่ข้าเข้ามาอยู่ด้วย เพียงเพราะข้าหนีน้องสาวของตัวเองมายังโลกมนุษย์ ดังนั้นข้าจึงต้องจำเป็นที่จะพาน้องชายของผู้หญิงที่ข้ามาพักอยู่ด้วยไปยังโลกปีศาจ

“ราชาเราไม่มีเวลาแล้วต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้”

“ข้าจะพา มนุษย์ผู้นี้ไปด้วย”

“ถ้าท่านว่าเช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่ขอห้ามหรอกเพียงแต่ ข้าไม่ค่อยเข้าใจกับเครื่องแต่งกายของท่านเท่าไหร่” ข้าก็อุสาคิดว่ามันจะไม่ทันสังเกตเสื้อยืดสีขาวกับบ็อกเซอร์นี่แล้วแท้ๆ ภาพพจน์ของราชาอย่างข้า

“ช่างข้าเถอะ อ้อแล้วเรื่องจดหมายที่เจ้าส่งมา…..ลืมเขียนสินะเจ้างี่เง่า”

“อ๋อ! ขอประทานอภัยอย่างยิ่ง ว่าแต่เจ้ามนุษย์ตรงนั้นน่ะเห็นร่างจริงท่านราชาปีศาจครั้งแรกเจ้าพูดว่ายังไงรึ ตกใจหรือไม่”

“ไม่ และก็ไม่พูดด้วย ส่วนเรื่องตกใจ..ก็นิดหน่อยไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง”

“ราชา มนุษย์ผู้นี่หยาบคายจริงๆไม่เกรงขามท่านสักนิด”

“ไม่หรอกข้าชินกับแพนแล้ว ส่วนเรื่องไม่เกรงขามข้านั้นเจ้าเองก็ด้วยจริงไหม”

“ข้าเปล่านะท่าน”

“ขนาดคุยกับข้าอยู่ยังกล้าข้ามบทไปคุยกับมนุษย์ นี่รึเห็นหัวข้า” บางครั้งเจ้าสมุนก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอข้าพูดผิดไปเพราะมันเป็นแบบนี้ตลอดเวลา

“ต้องขออภัยจริงๆ ออถึงเวลาแล้วเชิญเถอะ” ว่าพรางผ่ายมือให้ข้าอย่านอบน้อม เหอะไอ้ตัวร้าย ข้าลากคอเสื้อของเจ้าเด็กนรกผ่านประตูนรกที่แสนจะเหมาะสมกับมันไปยังโลกอีกโลกหรือที่ทุกคนเรียกกันว่า โลกปีศาจ

“ทำบ้าอะไรของนาย” ทันทีที่มาถึงประตูก็พาเรามาโผล่กลางป่าลึก ที่มี สัตว์แปลกจากโลกมนุษย์ ท้องฟ้าสีแดงหรือจะอะไรก็ช่างดูเหมือนมันจะไม่ทำให้หมอนี่ตกใจหรือตื่นเต้นแม้แต่น้อยแถมยังไม่ด่าข้าแรงๆอีกแค่พูดนิ่มๆ และข้ารู้เหตุผลที่เรื่องมันออกมาแบบนี้ดี “หมีน้อยเจ้าจะต้องปลอดภัย ข้าเชื่อเช่นนั้น”

“ตอนนี้เราต้องเดินทางสักระยะถึงจะไปถึงเมือง ขออภัยที่ข้าส่งท่านและสหายไปที่ปราสาทไม่ได้”

“ข้ารู้สถานการณ์ดี เพราะลิซัส น้องสาวข้า หมีน้อยต้องอยู่กับนางแน่ ที่ปราสาท”

“งั้นก็เดินทางไปเลยสิ! รออะไร” เจ้าเด็กแสบที่เงียบอยู่นานเริ่มสติแตกแต่แค่ช่วงนี้ข้าจะให้อภัย

“มันจะมืดแล้ว ไปไม่ได้ป่านี้น่ากลัวมากตอนกลางคืนถ้าไปตอนนี้เราอาจจบเห่ ยิ่งตอนที่ข้าไม่ได้อยู่ในร่างจริงแบบนี้ด้วยแล้ว”

“แล้วไง นายไม่คิดหรือว่าหมีน้อยจะเป็นยังไงบ้าง”

“คิดสิ แต่เจ้าต้องใจเย็นไม่งั้นเราจะล่มไม่เป็นท่า”

“นายจะมาคิดอะไร!!นายไม่ได้เป็นอะไรกับหมีน้อยสักหน่อย”

“ก็ข้าชอบ” เฮ้ย!!จะหลุดอะไรออกไปกัน ข้าบ้าไปแล้วเหมือนเจ้าเด็กบ้านี่หรือ

“นายพูดว่าอะไรนะ”

“เปล่า ข้ารับประกันว่าน้องสาวข้าจะไม่ทำอะไร หมีน้อยแน่นอนข้ารู้จักนางดี”

“ฉันจะลองเชื่อที่นายพูดดูสักครั้งก็ได้ แต่ถ้าเจอน้องนายเหมือไหร่ฉันไม่ปล่อยไว้แน่”

“ฮ่าๆๆๆ เจ้ามนุษย์ จะทำอะไรราชินีได้ ขนาดราชายังเอาตัวแทบไม่รอด แล้วเจ้าเป็น เจ้าสมุนปัญอ่อนเอ้ย! หาเรื่องโดนมนุษย์กระทืบไม่พอหาเรื่องโดนข้ากระทืบอีกคน มันมาเป็นลูกน้องข้าได้ยังไงกัน

“หุบปากซะเจ้าบ้า! หาทางหลอกด่าข้าได้ตลอดเลยสินะ น่าฆ่าทิ้งนัก”

“ข้าต้องขออภัยจริงๆ แต่ข้าก็ได้เตรียมที่พักผ่อนไว้เป็นการไถ่โทษแล้วกระหม่อม” ว่าพรางโค้งตัวคำนับอย่างนอบน้อม อย่างน้อยที่ตระกูลข้าสอน เต้านี่มาก็ยังมีอยู่ในหัวมันบ้าง

“มันเป็นหน้าที่ของเจ้าอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือไง”

“เอาละที่นอนอยู่ไหน ฉันจะนอน” เจ้าเด็กแสบดูหงุดหงิดเป็นพิเศษกับการต่อปากต่อคำของข้ากับสมุนฝีปากกล้า ที่จริงหมอนี่มีชื่อนะแต่ไม่ต้องไปสนใจหรอก (โหดร้ายจริงๆ) อย่างน้อยเจ้าเด็กบ้านั้นก็ทำให้ข้าหยุดทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียที ที่นอนในป่าอันตรายแบบนี้คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้น้องจากต้นไม้ล้านปีของโลกปีศาจ เป็นมันทั้งสูงและมีขนาดมหึมาจึงเหมาะแก่การสร้างที่พักในป่าแห่งความตายแต่สิ่งที่ทำให้มันเหมาะเป็นที่พักมากที่สุดจริงคือ พลังปีศาจที่แผ่ออกมาปกคลุมโดยรอบต้นไม้ เพราะฉะนั้นปีศาจที่จะเข้าใกล้ต้นไม้นี้ได้จะต้องมีพลังมากถึงขนาดสามารถแปลงร่างเป็นมนุษย์หรืก่อสงครามได้เท่านั้น

“ต้นนี้หรอ น่าอึดอัดชะมัด” แพนเดินเข้าไปที่โคนต้นก่อนจะบีบบันไดที่เตรียมไว้ขึ้นไปอย่างอาดๆ

“มันไม่ค่อยมีผลต่อมนุษย์จริงๆด้วย  เห็นเขียนไว้ในหนังสือแต่พอมาเห็นกับตาก็น่าตกใจจริงๆ”

“ท่านราชา ข้าเองยังไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆเลย”

“เจ้าก็เริ่มเหงื่อแตกแล้วไม่ใช่รึไง คืนเดียวก็เต็มกลืนแล้ว” ข้าส่ายหัวอย่างเซ้งๆ ต้นไม้ล้านปีปกป้องเราได้ก็จริงแต่ก็ส่งผลร้ายต่อเราเหมือนกันเพราะมันไม่ค่อยมีหรอกปีศาจที่จะสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างสบายๆแล้วไม่อึดอัด โดยเฉพาะยิ่งเป็นข้าในตอนนี้ ตอนที่ไม่ได้อยู่ในร่างจริงแล้วด้วย

“ข้าว่าเจ้าคงต้องกางม่านพลังระดับหนึ่งให้ข้าแล้วละ ข้าในตอนนี้แค่ยืนตรงนี้ยังลำบากเลย”

“เข้าใจแล้ว กระหม่อม” พูดจบก็ลงมือกางม่านพลังที่มีพื้นที่น้อยที่สุดให้ข้า เข้าใจอยู่หรอกว่าเจ้าเองก็ลำบาก

“ขอบใจ”

“เป็นเกียรอย่างยิ่งราชา ข้าซึ่งใจจริงๆที่ช่วยท่านได้”

“เจ้านี่เกินเหตุตลอด”

“เชิญท่านขึ้นต้นไม้ล้านปีก่อนเถิดฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว”

“อืม”

“ราตรีสวัสดิ์ ราชาปีศาจลูซัส พรุ่งนี้เราจะเริ่มออกเดินทางสู่ปราสาท ที่เมืองลูคัส”

ลมแห่งความหม่นหมองโชยมาจากส่วนลึกของป่า ปลุกให้ข้าตื่นจากนิทราอันยาวนาน อะแห้ม! กลอนที่ข้าว่าจะลองใช้ก็ได้ใช้ซะที ตอนกลางวันสัตว์ร้ายมักจะนอนกันหมดเป็นเวลาที่ดีสำหรับออกเดินทาง แต่ข้าไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนะแค่เกือบๆ เท่านั้นเอง

“ราชาพวกเราเก็บของเสร็จหมดแล้ว” เสียงตะโกนดังมาจากโคนต้นไม้ ดูเหมือนพวกนั้นจะพร้อมแล้ว พวกเรานี่คงรวมแพนด้าเรียบร้อย เด็กนั้นตื่นเร็วกว่าที่ข้าคิดเยอะเลยนะ

“กำลังลงไป” ข้าตะโกนตอบกลับไป ก่อนจะกระโดดลงจากต้นไม้อย่างชำนาญ ออแล้วไม่ต้องสงสัยเรื่องการล้างหน้าของข้าละเพราะข้าจะล้างหรือไม่หน้าตอนไหนก็ดูดีเหมือนเดิม (ทางราชาขอประชาสัมพันธ์ไม่รับบริจาครองเท้าแห่งความรู้สึกเพิ่ม แค่ที่ท่านบริจาคกันมาปราสาทก็ไม่มีที่เก็บแล้ว ขอบคุณครับ)

“เป็นราชาจริงๆหรอ ให้คนอื่นเขามารอ” ข้าไม่ชอบเลยจริงๆพวกประชดแดกดันคนอื่นเนี่ย

“นี่แหละ ราชา เพื่อเจ้าจะไม่รู้จัก”

“เอาน่า ขอเวลาข้าอธิบายแผนการเดินทางหน่อยแล้วกัน” สมุนของข้าพูดขึ้น

“ว่ามา” ข้าซึ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ตอนนี้เลยตอบไปส่งๆ สมุนข้าเก่งเรื่องการวางแผนเพราะฉะนั้นจึงไว้ใจเขาได้

“ตอนแรกข้าเข้าใจว่าเรามาตกใกล้ปราสาทแต่ดูจะผิดคาด เพราะเรามาตกกลางป่าซะนี่ ถ้าเดินเท้าต้องใช่เวลาประมาณ 2 วัน ขอรับ”

“ฮะ!!!” เจ้าแพนด้าตะโกนออกมาเสียงดังอย่างตกใจ ข้าเองก็ตกใจไม่น้อยแต่ไม่ว่ายังข้าก็มั่นใจมากว่าน้องสาวข้าจะไม่ลงไม้ลงมือกับหมีน้อยแน่นอน

“ใจเย็นซะ แพน นายโวยไปก็เปล่าประโยชน์เก็บแรงไว้ใช้เดินทางดีกว่า ยิ่งเร็วยิ่งดีไม่ใช่รึไง” เจ้าแพนได้แต่กัดฟันกรอดอย่างเจ็บใจ

“ข้าขอพูดต่อนะขอรับ เส้นทางที่ต้องใช่เดินเราต้องผ่านเมืองๆหนึ่งซึ่งข้า ไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดเพราะดูเหมือนจะตกสำรวจไป เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มีทางเลือก ออกเดินทางกันเถอะขอรับ” พูดจบก็โค้งให้ข้าหนึ่งทีก่อนจะออกเดินนำไปแพนเดินตามไปติดและข้าเป็นคนสุดท้าย ทุกอย่างก้าวของข้าต้องระวังมากเป็นพิเศษเพราะป่านี่ อันตรายมาก พวกเราเดินกันไปเรื่อยๆและแวะพักตามลำน้ำข้างทางเป็นบางครั้ง เสียงลมพัดดักขึ้นเรื่อยราวกับว่าทางด้านหน้ามีอะไรบางอย่างขนาดใหญ่ขวางกั้นอยู่และมีช่องเล็กๆให้ลมผ่าน เสียงของลมจึงดังมากกว่าธรรมดา พวกเราเดินต่อมาสักพักตอนนี้ก็บ่ายแก่ๆเข้าไปแล้ว ข้ายังไม่ได้กินอาหารเป็นชิ้นเป็นอันเลย อย่างน้อยมื้อเย็นก็ขอให้เจอเมืองเถอะ ข้าจะได้กินเหมือนกับที่คนอื่นๆเขากินกันซักที และทันใดนั้นเอง

“ราชา เราพบกำแพงขนาดใหญ่ขอรับ”

“เราไม่ได้มาด้วยกันหรือไง” ข้าหรี่ตาถามสมุน

“เอ๋?

“ข้าเดินตามเจ้ามา เจ้าเห็นอะไรข้าก็เห็นเหมือนกัน จะบอกทำไม”

“ว่าแต่นี่มันอะไรละ กำแพงเมืองยักษ์รึไง”  แพนพูดพรางเงยหน้ามองไล่ตั้งแต่ประตูบ้านยักษ์ขึ้นไปจนเรื่อยแต่ก็มองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของมัน อาจเป็นเพราะทั้งต้นไม้และเมฆพากันมาบังยอดของกำแพงขนาดมหึมาจนมิด

“เมืองยักษ์ ไม่มีทางเผายักษ์สูญพันธ์ไปตั้งหลายหมื่นปี ถึงจะยังมีจริงๆอะไรจะหาเจอง่ายปานนั้น” เจ้าสมุนว่าพรางหัวเราะร่า เขาคงคิดว่ามนุษย์นี่ช่างจิตนาการเสียจริง

“แต่ดูเหมือนถ้าเราเดินอ้อมกำแพงนี่ คงจะใช้เวลานานกว่าเดินทะลุเมือง ข้าจะไม่ขอเสียเวลาเพิ่มขึ้นแม้แต่วินาทีเดียว” พูดจบข้าก็เดินไปที่ประตูบานยักษ์ จากนั้นข้าก็เริ่มรวบรวมพลังในระดับหนึ่งที่มือขวา ก่อนจะทุบลงไปที่ประตูเหล็กยักษ์ 3 ที ตึงตึง!   ตึง! ไม่นานนักประตูบานใหญ่ที่ตูเหมือนไม่น่าจะมีปีศาจตนใดเปิดได้นอกจากยักษ์ก็เริ่มเปิดออกอย่างช้าๆ พื้นที่ข้ายืนอยู่สั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหวทั้งต้นไม้และกำแพงทุกอย่างสะเทือนไปหมดเมื่อประตูบานนี้ขยับ ประตูตูยังคงถูกผลักออกมาจนกระทั้งกว้างพอให้คนเดินเข้าไปได้พร้อมกัน 2 คนโดยไม่เบียดกัน

“พวกเจ้าเป็นใคร” เสียงหนาทุ่มของชายคนหนึ่งดังออกมาจากบานประตูที่ถูกแรงมหาศาลผลักมันจนแง่มออก

“พวกเราแค่นักเดินทาง ที่จะขอเข้าไปพักในเมืองของพวกท่านสักคืน คงไม่เป็นการรบกวนเกินไป” ข้าพูดพรางมองหาต้นเสียงที่แสนเสียมารยาท จะคุยกับใครก็ควรโผล่หน้าออกมาให้เห็นไม่ใช่รึไง

“ข้าได้กลิ่นกลิ่นของมนุษย์ ในพวกเจ้ามีมนุษย์อยู่ด้วยใช่ไหม” เสียหนาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ไม่

“ใช่” ข้าพูดตัดบทเจ้าสมุนที่ตั้งท่าจะปฏิเสธอย่างทันควัน

“อุบ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ข้านึกว่าเจ้าจะโกหกเสียอีก เชิญเข้ามาเถิดอาคันตุกะข้าถูกใจท่านจริงๆ” ทันทีที่เสียงพูดหายไปก็ปรากฏร่างกำยำของชายคนหนึ่งขึ้นที่ประตู เขามีรูปร่างขนาดใหญ่หนวดและผมสีดำยาวลุงลังที่ไม่เข้ากับหน้าแสนใจดีเลยแม้แต่น้อย

“ยักษ์” แพนพูดขึ้นพรางมองชายร่างสูงใหญ่ด้วยใบหน้าตกใจสุดขีด

“ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ๆ ยักษ์เป็นบรรพบุรุษของพวกข้า พวกข้าไม่ใช่ยักษ์ต่อไปแล้วเพราะยักษ์ตนสุดท้ายได้ผสมพันธ์กับมนุษย์แล้ว เกิดเป็นพวกข้าขึ้นมาถึงตัวพกข้าจะดูใหญ่สำหรับมนุษย์แต่ก็เล็กมากสำหรับยักษ์ วางใจเถิดที่ข้ารู้จักกลิ่นมนุษย์ก็เพราะแบบนี้แหละ”

“ขอบคุณท่านมากที่ให้เข้าเมือง” ข้าว่าพรางโค้งคำนับให้กับลุงเฝ้าประตู และไม่ลืมที่จะเอามือกดหัวของเจ้าบ้าสองคนที่ยืนแข่งทื่ออยู่ข้างๆลงด้วย

“ฮ่าๆ เข้ามาๆเริ่มเย็นแล้ว ด้านนอกมันอันตราย”

“ด้านนอก” สมุนของข้าบ่นพึมพำบางอย่างออกมาอย่างแผ่วเบา และข้าก็สังเกตเห็นเข้า แต่คงไม่ดีที่จะถามตรงนี้รอให้เหลือแค่พวกเราก่อนน่าจะดีกว่า

“ฮ่าๆ ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจละนะ” ชายร่างยักษ์หลบทางให้พวกเราเข้ามาด้านในก่อนจะปิดประตูลง แรงของเขาเยอะมากจริงๆถ้าเป็นข้าในร่างนี้คงไม่มีทางทำได้แน่

“ราชาดูเมืองนี่สิ!” เมืองนี้มันอะไรกันราวกับเมืองมนุษย์ในอดีตเมื่อ 500 ปีก่อนเลยไม่ใช้รึไง

19 ความคิดเห็น