...บทสุดท้ายของรัก... ที่ต้องจากลา ...

ยอดวิวรวม

110

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


110

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนรีวิว : ยังไม่มีคนรีวิว
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  1 ม.ค. 13 / 07:00 น.


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

....เมื่อวานก่อนนัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนคนไทย แล้วได้มีโอกาสดูหนังวีซีดีที่น้องคนหนึ่งมีไว้ในครอบครอง เป็นหนังเก่าแล้วเรื่อง "นางนาก" ซึ่งนำแสดงโดย ทราย เจริญปุระ กับ วินัย ไกรบุตร โดยส่วนตัวแล้วฉันจะโปรดปรานหนังเก่าๆย้อนยุคมากที่สุด ที่สะดุดใจอยากดูเรื่องนี้ก็ด้วยทราบว่าเป็นหนังที่ใช้ฉาก เครื่องแต่งกายในแนวที่ตัวเองชอบเป็นอันดับแรก ไม่ได้สนใจในเนื้อเรื่องเท่าไหร่นัก เพราะหนังเรื่องแม่นาคนี่ดูมาหลายเวอร์ชั่นมาก ตั้งแต่เล็กจนโต

.....
ที่เคยดูๆส่วนมากจะเน้นจุดขายของเรื่องที่ความน่ากลัว ความสามารถพิเศษในการหลอกสารพัดรูปแบบตามธรรมเนียมของหนังผีแบบไทยแท้แต่ดั้งเดิม และในความน่ากลัวก็ชอบแทรกมุขของดาราตลกที่จะเข้ามาเพิ่มสีสรรของเรื่องเข้าไป จนแทบจะกลายเป็นสูตรสำเร็จของการสร้างหนังแนวนี้

...
ก็ทำใจก่อนดูแล้วว่าคงเจอมุขเดิมๆอีกนั่นแหละ แต่ครั้งนี้ผิดคาด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ดูหนังผีแล้วซึ้งมาก นั่งน้ำตาไหล .. ไม่ได้ร้องไห้ด้วยความกลัวแทบฉี่ราดอย่างสมัยเด็กๆ แต่เป็นการร้องไห้ให้กับอารมณ์และเนื้อเรื่องที่ได้รับการถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าเศร้าสะเทือนใจกับความรักและการรอคอย ....การรอคอยที่ยาวนานด้วยวิญญาณ และภักดี

...
เรื่องของแม่นาค เป็นเหมือนตำนานที่กล่าวขวัญกันสืบต่อมาว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสมัยก่อน เวลาที่นั่งรถเมล์ผ่านแถวพระโขนง ฉันก็เคยเห็นมีศาลของแม่นาคอยู่ หนังเรื่องแม่นาคสมัยที่ฉันยังเด็กๆ หน้าโรงที่ฉายถึงกับต้องมีการตั้งศาลเซ่นสรวงสังเวยกันไว้เลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นแล้วก็กล่าวกันว่าหนังต้องมีอันเป็นไปให้ฉายไม่ได้ ขาดบ้าง ไหม้บ้าง แล้วแต่จะว่ากันไป

ฉาก.. มุมกล้อง.. การตัดต่อเรื่องในการสร้างครั้งล่าสุดนี้สวยงามมาก ผู้แสดงใช้สีหน้าและท่าทางบอกเล่าเรื่องราวความรู้สึกได้ดีทีเดียว ตอนที่ผีแม่นาคยืนอุ้มลูกรอคอยผัวกลับที่ท่าน้ำในเวลาเย็นค่ำตะวันโพล้เพล้ ให้บรรยากาศที่สิ้นหวังและเศร้าเหงาอย่างลึกซึ้ง เป็นการรอคอยที่แม้แต่ความตายก็ไม่อาจหยุดยั้ง

ฉันค่อนข้างเชื่อในเรื่องอำนาจจิตว่าเป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่สามารถบังคับใช้ได้สำหรับผู้ที่มีจิตกล้าแข็งและตั้งมั่น การจงรักภักดีต่อใครซักคนอย่างสุดจิตสุดใจ ..มองอีกด้านก็เป็นการยึดมั่นถือมั่นที่ก่อให้เกิดทุกข์เมื่อต้องพลัดพรากจากกันไปสู่ภพอื่น... สิ่งอันเป็นที่รัก ...บุคคลที่เรารัก ไม่มีอะไรเลยที่จะอยู่ค้ำฟ้า... เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เวลาแห่งการจากพรากก็จะเยี่ยมกรายมาถึง ทั้งจากเป็น และจากกันด้วยความตาย...

...
แม่นาคได้พยายามเหนี่ยวรั้งฝืนกฎแห่งธรรมชาติ ใช้อำนาจจิตและสายใยรักที่เหนียวแน่นยืดเวลาที่จะได้อยู่กับผัวรักเฉกเช่นคนทั่วไป ทั้งที่ตระหนักดีว่าในที่สุดเวลาแห่งการจากพรากกันก็จะต้องทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ...เมื่อเวลานั้นมาถึง.. แม้แต่มือที่พยายามเกาะกุมยึดเหนี่ยวผัวไว้อย่างสุดความสามารถก็ต้องปล่อยให้หลุดไปจากกัน ...จะเอื้อมหาไขว่คว้า เรียกร้องให้กลับมาอย่างไรก็สุดจะเหนี่ยวรั้งไว้ได้ ในชีวิตจริง ความรักเช่นที่แม่นาคมีเป็นสิ่งที่ฉันพบเห็นด้วยตนเองจากงานที่ทำ เมื่อมาดูหนังเรื่องนี้เข้า ความสะเทือนใจจึงค่อนข้างจะมากพอสมควร เพราะชีวิตจริงไม่ใช่การแสดง ดังในกรณีของคนไข้รายหนึ่งที่ฉันยังจำได้ไม่ลืม

....
ลุงจอร์จ เป็นคนไข้ที่น่ารักมากคนหนึ่งสำหรับฉัน แกมานอนโรงพยาบาลด้วยอาการของโรคไตวาย ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าที่ยังมีเค้าความหล่อมักจะยิ้มและทักทายอย่างสุภาพเมื่อฉันเข้าไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ...ข้างๆเตียงพยาบาลของแก เมียคู่ทุกข์คู่ยากที่อยู่กันมา ๕๐ ปีจะนั่งคอยดูแลเป็นกำลังใจให้กัน สองคนตายายมีฟาร์มเล็กๆอยู่นอกเมือง ทั้งสองคนไม่มีลูก ชีวิตที่ผูกพันอยู่ด้วยกันมานาน มีความรักความห่วงใยเป็นสายใจร้อยรัดคนทั้งสองไว้ด้วยกัน ตลอดเวลาที่ลุงจอร์จนอนป่วยอยู่ ป้าซิลเวียจะนั่งกุมมือของลุงไว้ พูดจาไต่ถามกันด้วยถ้อยคำอ่อนหวานชนิดที่ฉันผ่านไปได้ยินแล้วอดจะยิ้มให้กับความหวานแหววของคู่รักวัยดึกคู่นี้ไม่ได้

ฉันและลุงจอร์จต้องคะยั้นคะยอให้ป้าแกลงไปกินอาหารที่ร้านอาหารชั้นล่าง และออกไปเดินเล่นสูดอากาศภายนอกบ้าง แทนที่จะแกร่วอยู่แต่ในห้องคนไข้ แต่แกก็ออกไปได้ไม่นาน ซักพักก็เดินงกๆเงิ่นๆด้วยความชรากลับเข้ามานั่งจุมปุ๊กอยู่ที่เดิม... ข้างเตียงลุงจอร์จ มือที่เอื้อมหากัน รอยยิ้มและสายตา ถึงแม้บางครั้งไม่มีคำพูด แต่ฉันก็คิดว่าคนทั้งสองรับรู้ความคิดของกันและกันได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อฉันกลับไปทำงานอีกครั้งในอาทิตย์ต่อมา คืนนั้นลุงจอร์จอาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ หลังจากที่ต้องทนทรมานอยู่เกือบ ๒ อาทิตย์ การรักษาพยาบาล ยา เทคโนโลยีก็ไม่สามารถเหนี่ยวรั้งชีวิตแกไว้ได้ต่อไป ระบบภายในร่างกายเริ่มหยุดทำงาน แต่จิตใจที่ไม่ยอมละสังขารลาจากไปง่ายๆ ทำให้ลุงเยื้อเวลากับความตายอย่างสุดความสามารถ

....
ป้าซิลเวียปฏิเสธที่จะให้มีการใช้เครื่องมือหรือการช่วยเหลือใดๆที่จะเก็บลุงไว้เพียงร่างกายที่ต้องทนทรมาน ...ภายในห้องคนไข้เปิดไฟไว้เพียงสลัวๆ ร่างที่ทอดนอนอยู่บนเตียงมีอาการทุรนทุรายเป็นระยะๆ มือทั้งสองข้างที่กุมเกาะไว้กับมือของผู้เป็นที่รักยึดไว้มั่น เสมือนเป็นสายใยสุดท้าย ...ในทางการแพทย์ สภาพร่างกายของลุงไม่น่าที่จะอยู่ได้นานนัก แต่บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถอธิบายปรากฎการณ์ในชีวิตคนเราได้ เมื่อฉันเข้าไปวัดความดันและตรวจชีพจรของลุงจอร์จครั้งสุดท้าย ป้าซิลเวียละมือข้างหนึ่งจากที่เกาะกุมกันไว้ ลูบไล้แผ่วเบาที่หน้าผากและเส้นผมของลุง พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและอ่อนโยน

"
ที่รัก ..หลับเสียเถอะนะจ๊ะคนดี พระเจ้ารอรับเธอเข้าไปเฝ้าท่านแล้ว อย่าห่วงฉันเลยนะ อีกไม่ช้าเราจะได้พบกันอีก ฉันจะไม่ให้เธอต้องเป็นห่วงและรอฉันนานนักหรอก เมื่อเวลาของฉันมาถึง ฉันจะติดตามเธอไป" คนพูดๆด้วยใบหน้าและแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักอย่างมั่นคง แต่บุคคลที่สามอย่างฉันที่เผอิญเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ น้ำตาไหลอย่างระงับอาการไม่อยู่ ต้องรีบเดินออกจากห้องนั้นมาด้วยความโศกเศร้ากับสิ่งที่เห็น

...
โดยอาชีพและหน้าที่ ฉันต้องเรียนรู้ที่จะไม่เอาความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปปะปนในขณะทำงาน ทิ้งทุกเรื่องราวทั้งดีและร้ายไว้เบื้องหลังเมื่อหมดหน้าที่ แต่บางครั้ง ความเป็นคนที่ยังมีเลือดเนื้อ... มีความรู้สึกก็ไม่อนุญาตให้ฉันทำได้อย่างที่ควรจะเป็น ลุงจอร์จสิ้นใจตายในอีกไม่กี่นาทีถัดมา เมื่อฉันเดินเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้ง เห็นป้าซิลเวียซบหน้าอยู่กับมือที่ยังเกาะกุมกันไว้กับมือของผู้ที่เพิ่งจากไปยังอีกภพหนึ่ง ฉันเข้าไปแตะไหล่ของป้าเบาๆ ไม่สามารถจะหาคำพูดใดๆมาปลอบโยนได้ รู้สึกจุกตันไปทั้งลำคอ ใบหน้าเหี่ยวย่นที่เงยมองมาเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา สายตาว่างเปล่า แสงแห่งความมีชีวิตชีวาดูจะดับหายไปตามผู้เป็นที่รัก

"
เขาจากไปแล้วจริงๆ" เสียงกระท่อนกระแท่นด้วยแรงสะอื้นยังกล่าวต่อไปอย่างคนหัวใจสลาย

..."
เธอรู้ไหม .. ฉันกับเขาไม่เคยห่างจากกันนานๆเลยนะ ต่อไปนี้ฉันก็ไม่รู้จะอยู่อย่างไร" อีกหนึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ดูเหมือนจะสิ้นแรงใจในชีวิต ร่างที่แก่หง่อมถูกความเศร้าโศกกัดกร่อนจนดูอ่อนล้าและเปราะบาง ในคนหนุ่มสาวฉันเชื่อว่าการต่อสู้กับความทุกข์เศร้ายังมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่าคนแก่ ..ไม่ช้านี้ฉันคิดว่าป้าซิลเวียก็คงต้องล้มเจ็บและตายตามลุงจอร์จไปด้วยอาการของคนที่หมดความยินดีในการมีชีิวิตอยู่ ถ้าหากมีลูกหลานญาติมิตรที่ใกล้กชิดคอยปลอบโยน หมั่นไปมาหาสู่ไม่ให้เหงาอาจจะไม่กระไรนัก แต่ในกรณีของป้าซิลเวียนั้น ลูกก็ไม่มี ญาติพี่น้องก็อยู่กันคนละรัฐ มีชีวิตครอบครัวของเขาเอง สังคมแบบตัวใครตัวมันไม่มีที่ว่างสำหรับคนที่เหงาและอ่อนแอ ..

....
เช้าวันนั้นก่อนออกจากงาน ฉันสวมกอดป้าซิลเวียด้วยความรู้สึกเข้าใจและห่วงใยในสิ่งที่ป้าต้องเผชิญตามลำพังสำหรับเวลาที่เหลืออยู่... แดดอ่อนใสของยามเช้าไม่สามารถขับไล่ความหม่นมัวในจิตใจของฉันได้อย่างที่เคย .....การพรากจากในความรู้สึกของฉันไม่ว่าครั้งไหนๆก็โหดร้ายและทิ้งรอยอาลัยให้หวลหา... ตัดอาลัยต่อกันและกันได้ เหลือไว้เพียงความทรงจำที่ดี คงต้องใช้เวลาและสติสัมปชัญญะเข้ามาช่วย

วันนี้... กอดคนที่คุณรักและรักเขาให้มากเถอะค่ะ เมื่อบทสุดท้ายของการจากลามาถึง บางที... ความทรงจำที่ดีจะช่วยให้คุณเผชิญหน้ากับความจริงได้อย่างรู้เท่าทัน ...ความรัก... ไม่ว่าจะอยู่ชาติภพไหน ห่างไกลเท่าไหร่ ทุกอ

...หลอน...

...เรื่องของภพชาติและหนทางหลังความตาย เป็นเรื่องที่คนหลายคนให้ความสนใจ สงสัยใคร่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือไม่หลังจากสิ้นลมหายใจ จิตวิญญาณยังคงอยู่หรือดับสูญไปตามกายเนื้อของมนุษย์? แต่ละบุคคลก็มีความเชื่อและทัศนคติในเรื่องนี้ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งจากประสบการณ์ส่วนตัวและคำบอกเล่าของผู้อื่น ปรากฏการณ์บางอย่าง สามารถใช้หลักเหตุผลและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อธิบายที่มาที่ไปได้ แต่บางเหตุการณ์ก็ยังคงเป็นปมปริศนาให้ต้องขบคิดอยู่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรในห้วงแห่งเวลานั้น ปล่อยวางความเชื่อของคุณไว้ชั่วขณะมาติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับฉันด้วยกันนะคะ

ในค่ำคืนหนึ่งของการทำงานเวรกลางคืนที่โรงพยาบาล ฉันได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานที่วอร์ด Oncology เป็นวอร์ดสำหรับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง มีทั้งระยะแรกซึ่งยังพอมีหวังในการรักษา ไปจนถึงผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่นอนรอความตาย คืนนั้น หลังจากหมดเวลาเยี่ยมไข้แล้วทั้งวอร์ดก็ตกอยู่ในความสงบเงียบ นานๆครั้งจะมีสัญญาณเรียกจากคนป่วยดังขึ้น เจ้าหน้าที่ประจำวอร์ดต่างก็ทำงานของตนไปตามปกติ ทุกๆ ๔ ชั่วโมง พยาบาลและผู้ช่วยฯจะผลัดเปลี่ยนกันเดินเช็คและตรวจวัดความดันและชีพจรของคนป่วยแต่ละห้อง เวลาตีสองของคืนนั้น ฉันเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง ๓๑๘ เป็นห้องสุดท้ายติดทางเดินถัดออกไปเป็นลิฟท์ขึ้นลงเฉพาะทางสำหรับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ฉันชะงักอยู่กับที่เมื่อจมูกสัมผัสกับกลิ่นที่อวลมาจากภายในห้อง

สัญชาติญาณของคนที่ทำงานคลุกคลีกับคนเจ็บป่วยมาระยะหนึ่งเตือนฉันว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เพราะกลิ่นนั้นคือกลิ่นของเลือดสดๆที่เจือความเน่าเหม็น แตกต่างจากกลิ่นคาวของเลือดธรรมดา เท้าเร็วเท่าความคิด ฉันรีบเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย เมื่อกดสวิชท์ไฟสว่างขึ้น ภาพที่เห็นต่อหน้าแบบไม่คาดฝันทำให้ฉันถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ

ร่างเล็กแบบบางของหญิงชราบนเตียงนอนคอพับเหลืองซีดจนออกเขียว มีลิ่มเลือดซึมอยู่ที่จมูก มุมปาก และชุ่มโชกอยู่บนเตียง หลังจากตั้งสติได้ ฉันรีบกดปุ่ม code blue เป็นสัญญาณเรียกทีมฉุกเฉินให้มาที่ห้อง ระหว่างนั้นฉันเริ่มตรวจเช็คหาชีพจรของคนไข้ เมื่อไม่พบสัญญาณแห่งการมีชีวิตอยู่ของร่างในอ้อมแขนจึงเริ่มทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและปั๊มหัวใจอย่างเร่งด่วน หลังจากคนไข้หยุดหายใจฉันมีเวลาแก้ไขเพียง ๔ นาทีเท่านั้นก่อนที่เซลล์สมองจะตาย

ทีมช่วยชีวิตฉุกเฉินกรูกันเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็ว และเริ่มลงมือยื้อชีวิตของคนป่วยกลับมาแข่งกับเวลาที่ผ่านไป แต่ในที่สุดเราก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สูญเสียหนึ่งชีวิตให้กับเงื้อมมือแห่งความตายของค่ำคืนนั้น หลังจากทุกๆคนล่าถอยออกไปจากห้อง ฉันยังยืนอยู่ข้างเตียงที่มีร่างไร้วิญญาณนอนทอดอยู่ข้างหน้า เมื่อตอนเข้ามารับเวรและเดินเช็คคนไข้ในรอบแรก เจ้าของร่างนี้ยังมีลมหายใจ พูดคุยและทักทายกับฉันอยู่เลย เพียงไม่กี่ชั่วโมงให้หลังสิ่งที่อยู่ต่อหน้า เป็นเพียงซากศพที่ปราศจากการรับรู้อีกต่อไป

การได้อยู่ตามลำพังในความเงียบกับศพ เป็นช่วงเวลาที่ฉันได้เข้าใกล้และเห็นสัจจธรรมของชีวิตมากที่สุด ได้แต่คิดอยู่ในใจถึงวิญญาณเจ้าของร่างนี้ หากมีอยู่จริง ขอให้ได้พบกับความสงบ ไม่ทุรนทุรายด้วยความทุกข์ร้อนอีกต่อไปฉันลงมือทำความสะอาดร่างตรงหน้าอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางกลิ่นที่ฉุนเฉียวรุนแรงของเลือดเสียที่ถูกขับออกมาจากร่างนั้น เป็นความเอื้ออาทรครั้งสุดท้ายเท่าที่มนุษย์จะพึงทำให้กันได้ยามที่ฝ่ายหนึ่งหมดสิ้นลมหายใจลงไป ไม่ว่าอยู่หรือตาย คนเราทุกคนมีศักดิ์ศรีที่ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ฉันเชื่อและยึดมั่นอย่างนี้เสมอมา

อีกสองอาทิตย์ต่อมาฉันได้รับมอบหมายให้ไปทำงานที่วอร์ดนั้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คนป่วยมีจำนวนไม่มากนัก หลายๆห้องว่างเปล่า รวมทั้งห้องสุดท้าย ๓๑๘

คืนนั้นฉันทำหน้าที่ไปตามปกติ จนกระทั่งถึงเวลาเที่ยงคืน มีคนป่วยที่ต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ หลังจากเดินไปค้นหาที่รถเข็นสำหรับเก็บผ้าปูที่นอนแล้วไม่มีผ้าสะอาดเหลืออยู่ ฉันจึงคิดว่าจะลงไปเอาที่ห้องเก็บผ้าชั้นใต้ดิน ทางที่จะเดินไปสู่ลิฟท์ต้องผ่านห้อง ๓๑๘ อีกเพียงสามก้าวจะถึงจุดหมายที่ฉันต้องการ พลันสัญญาณไฟที่คนป่วยใช้เรียกเวลาต้องการความช่วยเหลือก็สว่างวาบจากห้องนั้นอย่างกระทันหัน ฉันชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่มีคนป่วยหรือคนอื่นอยู่ในห้องนั้น คิดว่าอาจจะเกิดจากการผิดพลาดทางเทคนิคบางอย่างทำให้ไฟสว่างขึ้นได้เอง ฉันจึงก้าวเข้าไปในห้องเพื่อกดปิดสัญญาณเรียกนั้น พร้อมทั้งนึกในใจว่าคงต้องเรียกแผนกซ่อมมาเช็คให้ทีหลัง

ทันทีที่หันหลังกลับ แผ่นมู่ลี่ที่ปิดหน้าต่างสะเทือนสั่นไหวเหมือนถูกลมพัดผ่านจนรู้สึกได้ชัด ฉันเริ่มเอะใจขึ้นมาบ้างเพราะหน้าต่างที่ติดทึบแน่นกับผนังไม่มีทางที่ลมจะเล็ดลอดเข้ามาได้ ลมข้างนอกก็นิ่ง สังเกตได้จากต้นไม้ที่ไม่ไหวเอนอย่างที่ควรจะเป็น จะว่าลมพัดมาจากนอกห้องฉันก็ยืนอยู่ระหว่างกลางห้อง ทำไมจึงไม่รู้สึกถึงลมที่พัดผ่านร่างไป เลยงุนงงสงสัยได้ไม่นาน คำตอบเริ่มปรากฏชัด กลิ่นที่ฉันสัมผัสเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาเริ่มกระจายแผ่วบาง และทวีความรุนแรงขึ้นจนจำได้ชัด กลิ่นคาวเลือดเหม็นเน่าของร่างที่ตายในห้องนี้นั่นเอง

วูบแรกของความรู้สึกคือความตื่นกลัว แต่ยังพยายามปลอบใจตัวเองว่าคงจะเป็นอุปาทานที่ฝังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันสาวเท้าเดินออกมาจากห้องนั้นพร้อมทั้งกดลิฟท์ลงไปชั้นใต้ดินตามที่ตั้งใจไว้ ตลอดเวลาที่อยู่ในลิฟท์ กลิ่นที่ว่ายังกำจายอวลอยู่ตลอดเวลา จนฉันแน่ใจแล้วว่าตัวเองคงไม่ได้อยู่ในนั้นเพียงลำพัง และไม่ใช่อุปาทานแน่นอนเพราะความแรงของกลิ่นยืนยันชัดเจน ความกลัวแล่นเกาะกุมหัวใจอย่างฉับพลันเมื่อถึงที่สุด ฉันพยายามรั้งสติตัวเองกลับและนึกแผ่เมตตาให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น กลิ่นเริ่มจางลงพร้อมๆกับประตูลิฟท์ที่เปิดขึ้น ในชั้นใต้ดินที่เงียบสงบและเยือกเย็น ทางเดินสีขาวที่ทอดยาวออกไปข้างหน้าทำให้ฉันอดที่จะนึกถึงเส้นทางคู่ขนานอีกทางหนึ่งที่กายหยาบของมนุษย์อาจมองไม่เห็น บางครั้งเมื่อสมดุลย์แห่งเวลาและภาวะของจิตตรงกัน เมื่อนั้นเราอาจจะได้สัมผัสกับความลี้ลับของเส้นทางหลังความตาย.. เบื้องหลังของคุณอาจมีใครเฝ้ารออยู่... สวัสดี

ทางเลือกของลูก

......ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ฉันต้องไปทำงานที่โรงพยาบาล เริ่มงานตั้งแต่ ๑ ทุ่ม จนถึง ๗ โมงเช้าของวันใหม่ แต่ละค่ำคืนที่ยาวนาน ได้พบสัมผัสกับหลากหลายชีวิตที่วนเวียนเข้าออกโรงพยาบาลแห่งนี้ ฉันอยู่แผนกที่เรียกว่า Float Pool ซึ่งเป็นแผนกที่ไปตามวอร์ดต่างๆ แล้วแต่ว่าวอร์ดไหนต้องการคนเข้าไปเสริม

ทุกครั้งที่ก้าวเข้าไปตอกบัตรทำงาน ฉันไม่มีโอกาสรู้ล่วงหน้าว่าจะเจออะไรบ้าง บางครั้งถูกส่งไปช่วยงานห้องฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเลือดท่วมตัวเข็นเข้ามารอรับการช่วยเหลือ บางครั้งก็ถูกส่งตัวไปช่วยงานที่วอร์ดจิตเวช (อันนี้แผนกโปรดในดวงใจเลยเชียวละ) ซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากไปนัก เพราะที่นั่นคือโลกอีกโลกหนึ่ง ที่หลุดพ้นจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง

คืนนี้ฉันถูกส่งให้มาเฝ้าดูคนไข้ที่แผนกผู้ป่วยเด็ก คนไข้ที่ฉันต้องมาใช้เวลาอยู่ด้วยเป็นเด็กวัยรุ่นอายุ ๑๓ ปี ถูกนำมาส่งโรงพยาบาลเนื่องจากพยายามจะฆ่าตัวตายด้วยการเชือดข้อมือตัวเอง ก้าวแรกที่เข้าไปแนะนำตัวและทักทายกับคนไข้ ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่หันมายิ้มทักทายทำให้ใจฉันไหววูบด้วยความเวทนาสงสาร เด็กเอ๋ย.. อายุเพียงเท่านี้ อะไรหนอที่ทำให้อยากจบชีวิตที่เพิ่งดูโลกได้เพียงสิบกว่าปี คิดมาถึงตรงนี้ก็อดจะนึกถึงลูกชายตัวเองไม่ได้ คนไข้หนุ่มน้อยหน้าตาคมเข้มชื่อ เฮซุส เป็นเด็กแม็กซิกัน-อเมริกัน ที่เกิดและเติบโตในอเมริกา เนื่องจากเมืองที่ฉันอยู่เป็นเมืองใกล้ชายแดนระหว่างอเมริกากับเม็กซิโก คนทั้งสองฝั่งประเทศข้ามไปมาหาสู่กันเป็นเรื่องปรกติ

เฮซุสกับแม่และน้องๆอีก ๕ คนอพยพมาอยู่อเมริกา แต่ยังมีญาติอยู่ทางเม็กซิโกด้วย เฮซุสไม่มีพ่อ แม่คนเดียวที่ทำงานหนักส่งเสียเลี้ยงดูลูกๆทั้ง ๖ คนตามลำพัง ชีวิตเด็กชายวัยแรกรุ่นที่ขาดพ่อ มีแต่แม่ที่กรำอยู่กับงานคงกดดันไม่ใช่น้อย เดือนที่แล้วเพื่อนสนิทที่เฮซุสรักมากคนหนึ่งเป็นเด็กชายวัยเดียวกัน ถูกรุมข่มขืนจากพวกนักเลงเกเรและลงเอยด้วยการถูกทุบตีทำร้ายจนถึงขั้นสมองพิการ ความเศร้าเสียใจกับชะตากรรมของเพื่อนรัก ทำให้เฮซุสเงียบขรึมและแยกตัวจากสังคมคนรอบข้างโดยสิ้นเชิง แม้ว่าสาวคนรักที่เรียนชั้นเดียวกันพยายามปลอบโยนไต่ถาม คำตอบที่ได้รับมีเพียงความเงียบเฉย ท้ายที่สุดสาวคนรักเกิดอาการน้อยใจ จึงหันไปควงเพื่อนชายคนใหม่แทน

เฮซุสมีความรู้สึกว่าชีวิตที่เป็นอยู่ไม่มีความหมายอีกต่อไป การเรียนตกต่ำลงเรื่อยๆ เพื่อนที่พอจะเข้าใจกันบ้างก็มีอันเป็นไป กับเด็กคนอื่นๆในโรงเรียนก็เข้ากับเขาไม่ได้ เนื่องจากตัวเองชอบสไตล์พังค์ จึงกลายเป็นตัวตลกถูกล้อเลียนประจำ ความตายเป็นทางเลือกสุดท้ายที่หนุ่มน้อยหยิบยื่นให้ตัวเอง แต่เคราะห์ดีที่แม่เข้าไปพบทันท่วงที ใบหน้าท่าทีที่อ่อนโยนไม่ได้บ่งบอกเลยว่าเจ้าตัวจะใจเด็ด กระทำการอันน่าหวาดเสียวได้ถึงเพียงนั้น ฉันเองมีลูกชายที่อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ กรณีตัวอย่างของหนุ่มน้อยคนนี้เห็นแล้วอดใจหายไม่ได้

วัยรุ่นเป็นวัยที่ยากจะเข้าใจและตามความรู้สึกนึกคิดได้ทัน อย่างไรก็ตาม ฉันเชื่อว่าความรัก ความปรารถนาดีจากคนในครอบครัว และญาติมิตรที่แวดล้อม จะช่วยเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยฉุดดึงให้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 1 ม.ค. 13 / 07:00


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น

×