คัดลอกลิงก์เเล้ว

ว่าด้วยเรื่อง น้า กับ หลาน ตอน กำเนิดโหมโรงน้อย

โดย Sky@dragon

ความทรงจำของครูพละหนุ่ม(โสต)อย่างวัฒน์ในช่วงเรียนหาลัย ที่ช่วงวัยเรียนมหาลัยต้องมาอาศัยอยู่กับพี่เขยทำหน้าที่พี่เลี้ยงหลานสาวตัวน้อย

ยอดวิวรวม

130

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


130

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  11 มิ.ย. 61 / 18:08 น.
นิยาย Ҵͧ Ѻ ҹ ͹ Դç ว่าด้วยเรื่อง น้า กับ หลาน ตอน กำเนิดโหมโรงน้อย | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เรื่องสั้นที่อยากลงค่ะ คอมเม้นได้ตามชอบเลยนะคะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 11 มิ.ย. 61 / 18:08


กัลยาวัตน์ หรือ วัฒน์ ที่ตอนนี้ได้ทำงานเป็นครูพละ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ในตอนนี้เค้ากำลังนั่งตรวจคะแนนให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ขณะที่เค้ากำลังดูเอกสารก็เห็นชื่อของหลานสาวแท้ๆของเค้า

แก้วจินดา  แสงจันทร์จินจินต์ โตเป็นสาวแล้วสินะ อีกเดี๋ยวก็เข้ามหาลัยแล้ว เร็วจริงๆ เมื่อก่อน ตัวออกจะเล็ก ไม่ค่อยพูดแท้ๆเธอเป็นเหมือนตัวแทนพี่สาวที่จากไปเมื่อสามปีก่อนของเค้า และเป็นเหมือนลูกของเค้าด้วย

อายุเราก็ จะสามสิบแล้วยังหาแฟนไม่ได้เลย หรือเราไม่หาเองวะ หรือเพราะเรา คอยดูแลจินจินต์ เป็นเหมือนลูกเราเองน้าทำตัวเป็นพ่อจ๋า มากกว่าพี่แก้ว แล้วนะเนี่ย ถ้าพี่จินดายังอยู่ จะว่ายังไงกัน

ครูหนุ่มนั่งท้าวคางพลางนึกถึงอดีตเมื่อวันวาน

เมื่อสิบกว่าปีก่อน

เมื่อคราวอายุ สิบแปด ยังคงเป็นนักศึกษาปี1 ที่มหาวิทยาลัยทางภาคใต้ ในช่วงที่เค้าปิดเทอม เค้าต้องมาอาศัยอยู่ที่บ้านพักของพี่เขย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากมหาลัย เพราะตัวเค้ามาจากเชียงใหม่ การจะไปมาระหว่างมหาลัยกับบ้านตัวเองมันก็ไกล จะเช่าหอมันก็แพง แต่ตอนนี้เค้าต้องมาอยู่บ้านของพี่เขย ซึ่งก็ คือสำนักบ้านโขน ศาสตร์วิจิตรของตระกูล แสงจันทร์ ที่นอกจากรับงานแสดงโขนรับแสดงดนตรีไทยตามงานต่างๆแล้วยังเปิดสอนดนตรีไทยอีก

 ด้วยบทโขนที่สนุกอ่อนช้อย และดนตรีไทยที่ไพเราะ ทำให้ สำนักโขนแห่งนี้เป็นที่รู้จัก มีคนจ้างไปเล่นตามที่ต่างๆเสมอๆ

ครอบครัว แสงจันทร์จึงร่ำรวยมากและยังมีที่ดินสำหรับทำไร่ปลูกผักผลไม้ตามฤดูกาลส่งขายตามตลาดร้าน อาหารและภัตตาคารในจังหวัด ทำให้สำนักมีรายได้จำนวนมหาศาล

ด้วยฐานะที่มั่งคั่ง ทำให้ครอบครัวนี้มีเรือนไทยไม้สักอย่างดีอยู่สามหลัง หนึ่งคือเรือนใหญ่ที่ครอบครัวแสงจันทร์จะใช้อาศัยแลฝึกสอนโขนและดนตรีไทย จะอยู่ระหว่างกลางเรือนสองกับเรือนสาม เรือนสอง คือเรือนพักของลูกศิษย์และลูกจ้าง เรือนสาม คือ เก็บอุปกรณ์ดนตรีและเครื่องโขน

ครอบครัวแสงจันทร์มีลูกชายสองคน คนโต คือ กริช ผู้สืบทอดวิชาโขนและดนตรีไทยของสำนัก ส่วน แก้ว ลูกชายคนเล็ก ทำอาชีพรับราชการทหารบก เป็นแพทย์ในค่ายทหาร ซึ่งเงินเดือนน้อย แถมบ้านพักทหารก็ดันมาเกิดเหตุบ้านพังถล่มจนต้องสร้างใหม่ซึ่งใช้เวลานาน

นั่นทำให้แก้วต้องนำ เมียและลูกน้อยวัยสี่ขวบกะเตงมาอยู่ที่บ้านพ่อแม่เป็นการชั่วคราว แถมพ่วงด้วยน้องเมียอย่างเค้าอีก  แต่เหตุผลจริงๆที่เค้าต้องตามมาอยู่ด้วย  เพราะพี่สาวและพี่เขยอยากให้มาช่วยเลี้ยงหลานที่ยังเล็ก  ต่างหากล่ะ

สำหรับพี่สาวนั้นเป็นพยาบาลไม่ค่อยมีเวลาดูแล ส่วนพี่เขยยิ่งแล้วใหญ่ เป็นทหารที่ทำหน้าที่หน่วยพยาบาล นานๆทีจะมาค้างบ้าน อย่างมากก็มาให้ลูกเมีย พ่อแม่ พี่น้องเห็นหน้าก็เท่านั้น

ทางบ้านแสงจันทร์ไม่ได้รังเกียจจินดา พี่สาวเค้าที่เป็นสะใภ้คนเล็ก หรือเค้าที่เป็นน้องเมียเลย แต่คนที่ตั้งแง่รังเกียจเค้านั้นก็คงจะเป็นสะใภ้ใหญ่ของครอบครัวแสงจันทร์ ธารใจ หรือ น้ำ เธอมาจากตระกูลผู้ดีเก่า มีลูกอยู่หนึ่งคน เป็นผู้หญิง ชื่อ  ดวงมณี หรือ นี อายุน้อยกว่า จินจินต์สามเดือน ส่วน เกิดเกล้า หรือ เกล้า  ลูกชายคนโตของกริชอายุมากกว่าจินจินต์ สี่ปี มีแววดีในทางโขนตั้งแต่เล็ก เป็นลูกติดเมียเก่าที่มีบุญน้อยของกริช เสียไปตั้งแต่เกิดเกล้ายังเล็ก

วัฒน์ดูออกว่า สะใภ้ใหญ่ของครอบครัวแสงจันทร์ ตั้งแง่รังเกียจเค้าแล้วยังเกลียดพี่สาวแลหลานสาวเค้าอีก  สาเหตุเพราะ เจ้าสำนักโขน ศาสตร์วิจิตร คือ วิชัย แสงจันทร์และ จันทรา  แสงจันทร์ มักจะชมเชยจินดา ลูกสะใภ้คนเล็กเสมอๆว่า สวยแล้วยังเก่ง รับราชการเป็นพยาบาล

งานบ้าน ก็เก่งสารพัด และที่เก่งที่สุดก็คือการทำอาหาร ซึ่งทำได้อร่อยถูกปาก พ่อแม่สามี นั่นทำให้ ธารใจ เกิดริษยา เนื่องจากตอนยังไม่ออกเรือน ไม่เคยได้ทำอะไร มีแต่ชี้นิ้วสั่ง จนมาตอนออกเรือนก็ยังจะชี้นิ้วสั่ง  งานบ้านไม่แตะ เลี้ยงลูกเพียงอย่างเดียวซึ่งต่างจากพี่สาวเค้าโดยสิ้นเชิง แถมยังเกลียดชังเจ้าเกล้า ที่เป็นลูกเลี้ยงอีก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะปู่กับย่ารักมากจึงเอาไปเลี้ยงเอง

ในบรรดาหลานสามคน เจ้าเกล้าเป็นที่รักของคนทั้งบ้านเพราะความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน แต่กับ หนูนี กลับเป็นเด็กเอาแต่ใจ ชอบโวยวายเมื่อไม่ได้ดั่งใจ

ส่วนจินจินต์ หลานสาวเค้า ในวัยเด็กนั้น เป็นเด็กร่าเริง ยิ้มง่าย  น่ารัก ฉลาด หัวไว พูดไม่ค่อยชัดและไม่ค่อยพูด แต่ก็ทำให้ใครเห็น ก็เอ็นดู ต่างจากหนูนี

ทำให้ธารใจตั้งแง่ รังเกลียด พอลับหลังพ่อแม่สามี สามีตัวเอง และพี่สามี ชอบเอาเปรียบ เค้า พี่สาว และ หลานสาว อยู่แทบทุกครั้งที่มีโอกาสไป ส่วนคนงานหรือ ลูกศิษย์ไม่กล้ายุ่งด้วย เพราะไม่อยากเดือดร้อน

และแล้วชะตาของเจ้าหลานตัวน้อยของน้าวัฒน์ก็เปลี่ยนไป

สุดสัปดาห์ หนึ่ง ที่พี่เขยและพี่สาวต่างต้องไปทำงาน

วัฒน์ ต้องมาดูแลหลานสาวตัวน้อย วันนี้อากาศช่างร้อนอบอ้าวเสียจริงๆ แถมโชคไม่ดีที่พัดลมที่ห้องของเค้าและห้องของพี่สาวพี่เขย ดันมาเสียพร้อมกันอีก

เด็กหนุ่มถอนใจทีหนึ่งก่อนจะมองไปที่หลานสาว ที่หลับไปเพราะความอ่อนเพลีย แก้มสองข้างแดงก่ำเหงื่อท่วมตัว และทำท่าจะหายใจติดขัด เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว ขนาดเปิดหน้าต่างก็ไม่ช่วยอะไร เผลอๆจะร้อนหนักกว่าเดิมอีก  ในตอนนี้ ตัวเค้าเองก็ไม่ต่างกัน ที่รู้สึกร้อนจนเพลีย เหงื่อท่วมตัว  ในมือนั้นถือพัด พัดให้หลานตัวน้อย

เค้าจำต้องบากหน้ามาหาสะใภ้ใหญ่ ที่ห้องพัก ก็พบว่ากำลังนอนเอกเขนกอยู่กับหนูนีอย่างสบายอารมณ์ โดยมีพัดลมเบา

“พี่น้ำจ๋า”

สะใภ้ใหญ่เบะปากใส่เด็กหนุ่ม แล้วถามเสียงห้วน”มีอะไร”

“พอมีพัดลมให้ชั้นยืมสักตัวได้ไหม พัดลมห้องชั้นกับห้องพี่แก้วมันเสียน่ะจ้ะ”

“ไม่มี!ออกไปเลย หนูนีจะนอน”

เด็กหนุ่มจำต้องออกมา  ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เห็นอยู่ชัดๆว่าพัดลมมีตั้งสามตัว แบ่งมาสักตัวก็ไม่ได้”ใจดำชะมัด”

กัลยาวัฒน์  จำต้องอุ้มหลานออกมานอนนอกชานเรือนใหญ่ที่มีคนวงปี่พาทย์กำลังซ้อมอยู่

เจิดมือปี่ทักทายสองน้าหลาน”ไง พ่อวัฒน์ ทำไมเอาหนูตาแป๋วมานอนนอกชานล่ะ พวกชั้นซ้อมดนตรี มันจะหนวกหูเด็กมันนะ”

เหตุที่ใครๆก็เรียกจินจินต์ว่าหนูตาแป๋ว เพราะดวงตาของจินจินต์กลมโตสวยสดใส ราวกับกวางน้อย

“ไม่เป็นไรครับ ในบ้านอบอ้าว พัดลมก็ดันมาเสีย แถมพี่น้ำ ยังไม่ยอมให้ผมยืมพัดลมอีก เดี๋ยวจินจินต์มันจะไม่สบายเอา”

โชค มือระนาดที่มาใหม่  อายุน้อยกว่ากัลยาวัฒน์  ถึงสามปี เอ่ยอย่างไม่พอใจ “อะไรกัน ตัวเองนอนสบายแต่หลานนอนเหงื่อท่วมเนี่ยนะ”

สุกจำต้องห้าม”เบาๆไอ้โชค เดี๋ยว คุณน้ำก็ได้ยินหรอก เดี๋ยวจะซวยเอา คุณน้ำคนนี้ อารมณ์ร้ายไม่มีใครอยากยุ่งหรอก หนูนีเลยได้เชื้อมาด้วย”

วัฒน์  ส่ายหน้า ก่อนจะเอาหมอนมาวางแล้วให้หลานนอน ส่วนตนก็อ่านหนังสือแก้เบื่อ

จินจินต์ลืมตาตื่นมองไปที่วงปี่พาทย์กำลังซ้อมอย่างเงียบๆ

อากาศนอกชานบ้าน ค่อยโล่งโปร่งสบาย เพราะมีร่มไม้ใหญ่และลมพัดตลอด ทำให้คลายร้อนได้มาก

วัฒน์มองไปที่หลานตัวน้อยที่ลืมตาตื่น มองวงปี่พาทย์ที่กำลังซ้อมอยู่

“จินจินต์ เมื่อยเหรอ? รอเดี๋ยวนะ น้าจะไปเอาฟูกมารองนอนให้ จะได้ไม่ปวดหลังนะ อย่าไปไหนล่ะ”

เด็กน้อยไม่โต้ตอบอะไร ตากลมโตยังมองน้าของตัวเอง

น้าชายจึงลุกไปที่ห้องเพื่อเอาผ้ามาให้หลานรองนอน

พอลับร่างของน้า ก็มีเจ้าผีเสื้อสีสวยบินมา เด็กน้อยมองตามแล้วลุกขึ้น สองมือเล็กพยายามไขว่คว้า  

เจ้าผีเสื้อก็บินหนี เด็กน้อยก็ตามจับ โดยลงจากเรือนไปโดยไม่ใส่รองเท้า  และวงปี่พาทย์ไม่รู้เรื่องเลย

เด็กน้อยไล่จับผีเสื้อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกเหนื่อยจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่เรือนเก่าสำหรับเก็บอุปกรณ์โขนและเครื่องดนตรีไทยอันเก่า ที่ไม่ได้ใช้   กลอนที่ล็อคประตูได้พัง ไปนานแล้ว

สายลมได้พัดมา ทำให้ประตูได้เปิดออก ราวกับว่ากำลังจะเชิญชวนผู้มาเยือนตัวน้อยให้เข้ามาข้างใน

จินจินต์มองดูผีเสื้อบินเข้าไปในเรือน เด็กน้อยจึงเดินขึ้นเรือนไป

ผีเสื้อสีสวยบินมาเกาะที่ระนาดเอกที่มีไม้ตีวางไว้บนรางพร้อมที่จะตี  แล้วก็บินออกนอกหน้าต่างไป

เด็กน้อยเอียงคอเล็กน้อย นึกอยากลองเล่นระนาดดู  ว่าแล้วมือเล็กๆก็จับไม่ตีแล้วตีระนาดเป็นจังหวะตามที่เคยเห็น

ขณะที่วัฒน์กำลังมาเอาผ้ามาปูให้หลานนอน ก็ผ่านห้องของสะใภ้ใหญ่ก็แอบได้ยิน สะใภ้ใหญ่กำลังคุยกับสาวใช้คนสนิท ชื่อ ภู่

“กูล่ะสะใจจริงจริ๊ง ที่ไอ้เด็กผีวัฒน์กับหลานมัน นอนเหงื่อท่วมแบบนั้น”

“ค่า คุณน้ำ แค่ชั้นแอบไปพังพัดลมห้องพวกนั้นมา เหงื่อท่วมเลยที่นี้”

กัลยาวัฒน์ที่แอบฟังกำหมัดแน่น ด้วยอารมณ์โกรธ นี่ถ้าเค้าปล่อยให้หลานสาวอยู่คนเดียวล่ะก็ คงจะต้องโดนแกล้งแน่  จะทำไงดีเนี่ย

พอนำผ้าจากห้องนอนมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว ก็พบว่า “จินจินต์!!!

เหล่านักดนตรีวงปี่พาทย์สะดุ้งมองเป็นตาเดียว

สุกมือฆ้องร้องถาม“อ้าว หนูตาแป๋วหายไปรึ?”

เด็กหนุ่มพยักหน้า“ใช่จ้ะ พวกพี่เห็นบ้างรึเปล่าจ๊ะ”

นักดนตรีทั้งหมดส่ายหน้า โชคจึงเสนอ”เดี๋ยวพวกเรามาช่วยกันหาดีกว่านะ คงจะไปไหนไม่ไกลหรอก”

นักดนตรีทั้งหมดรวมถึงวัฒน์ต่างช่วยกันหาเด็กน้อยจอมซนกันทั่วบริเวณ

จนเรื่องไปถึงหูวิชัย จันทรา กริช เกล้า และ ลูกศิษย์คนอื่นที่กำลังซ้อมโขนอยู่ที่ห้องซ้อม

“อะไรนะ!”คนเป็นปู่จะเป็นลม หลานชายส่งยาดมแทบไม่ทัน

“ตายแล้ว ทำไงหนูจินต์ถึงหายไปล่ะพ่อวัฒน์”

กัลยาวัฒน์ จึงเล่าสาเหตุที่ต้องพาหลานจอมซนมานอนนอกชานบ้าน ตามความสัตย์จริง ทำเอาจันทรา โกรธสุดขีด ถึงความใจดำของสะใภ้ใหญ่ ตัวเองมีพัดลมเป่าตั้งสามตัวแต่ไม่เผื่อแผ่ให้หลานบ้าง

วิชัย ก็ไม่พอใจมาก เช่นเดียวกับกริชและเกล้ากับ ความเห็นแก่ตัวของธารใจ ที่ชักจะมากขึ้นทุกที

ทุกคนทั้งบ้านยกเว้นธารใจ จึงช่วยกันหาหลานตัวน้อย

วิชัยมาหยุดอยู่ที่หน้าเรือน  โดยมีจันทราอยู่ข้างๆพร้อมกับเจ้าเกล้า

จู่ๆแสงและโต้ง ศิษย์ดนตรีไทยก็วิ่งหน้าตาตื่น

วิชัยถามทันที”ไอ้แสง ไอ้โต้ง หนีอะไรมาวะ”

แสงปากสั่น”ผะๆๆผี คะๆๆครับ พ่อครู”

จันทราขมวดคิ้ว”แล้วเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ตั้งสติ เล่าให้ฟังหน่อยซิ”

โต้งเป็นฝ่ายเล่า“พวกเราซื้อขนมกลับมา ผ่านเรือนเก่า ได้ยินเสียงระนาดครับ ตอนแรกนึกว่าหูฝาด แต่ฟังดีๆมันคือเสียงระนาดครับ ผีมันเล่นระนาดแน่ๆ”

สองผู้เฒ่านึกสงสัย จึงเรียกลูกศิษย์สองสามคนให้ตามไปด้วย พอมาถึงเรือนเก่า ก็ปรากฏว่ามันมีเสียงระนาดดังมาจริงๆ

ทั้งหมดค่อยๆย่องไป สิ่งที่ทุกคนได้เห็นคือ เจ้าตัวยุ่งที่ทุกคนกำลังตามหาอยู่นั้น กำลังตีระนาดเล่นโดยไม่สนใจสิ่งรอบตัว

เพลงที่เจ้าตัวเล็กตีนั้นเป็นจังหวะ ไพเราะดีเหลือเกิน มันเป็นบทเพลงที่ไร้เดียงสา

จันทราร้องเรียกหลาน”หนูจินต์”

เด็กน้อยสะดุ้งโหยงวางไม้ หันมามองตาแป๋ว

วิชัยอมยิ้ม ก่อนจะเข้าไปอุ้มหลาน”มาปู่ อุ้มนะ เก่งจริงจริ๊ง หลานปู่ ตัวแต่นี้คิดจะเป็นมือระนาดแล้ว ฮ่าๆ ใครสอนวะ”

เด็กน้อยเอ่ย“ดู”

สองปู่ย่าพอจะเข้าใจความหมายของหลานตัวน้อย คงจะมองพวกที่ซ้อมดนตรีตลอดนี่เอง

จันทราเอ่ยอย่างอารมณ์ดี”พ่อ สำนักเรามีคนสืบทอดเพิ่มแล้วนะ”

เกล้ายิ้มพลางหยอกล้อ”พี่มีคู่แข่งเพิ่มแล้วสิ ฮ่ะๆ”

พอพาเจ้าตัวยุ่งกลับมาแล้ว กัลยาวัฒน์ก็วิ่งมาสวมกอดเจ้าตัวยุ่งทันที

“จินจินต์ น้าเป็นห่วงนะ อย่าไปไหนตามใจชอบสิ”

เด็กน้อยยังคงนิ่งมองน้าที่ร้องโฮกอดตัวเอง แล้วมือเล็กๆก็โอบกอดตอบ"โอ๋ๆ"

วิชัยหัวเราะรวน”ฮ่าๆ  นังหนูนี่มันมีแววด้านนี้ น่าจะเอามันมาฝึกนะ แม่  อีกหน่อยมันก็คงเก่ง”

แล้วเกล้าเป็นเล่าทุกเรื่องให้วัฒน์ฟัง

หลังจากนั้น ธารใจ สะใภ้คนโต ก็โดน พ่อแม่สามี ต่อว่ายกใหญ่ และต่อมาจินจินต์ก็เข้าสู่เส้นทางของดนตรีไทยและโขน นับแต่นั้น

นั่นทำให้กัลยาวัฒน์  หายกังวลว่าหลานจะโดนรังแก เพราะจินจินต์นั้น วิชัยกับจันทราเอาตัวมาดูการซ้อมดนตรีไทยจนโตมาหน่อยก็ฝึกดนตรีและโขน กระทั่ง บ้านพักทหารของแก้วสร้างเสร็จ แก้วจึงพาลูกเมีย และน้องเมียย้ายไปอยู่ เพื่อตัดปัญหามีเรื่องกับพี่สะใภ้ แต่ก็ยังให้ลูกสาวมาฝึกดนตรีช่วงวันหยุดเสมอๆ โดยที่บางครั้งกัลยาวัฒน์ที่ว่างจากเรียนมหาลัย มาดูแลหลานสาวของเค้า

“ครูวัฒน์คะ”เสียงหวานของใครบางคนที่คุ้นเคย เรียกให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์

“ครับ ครูดา”

“คิดอะไรอยู่คะ เหม่อเชียว”

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “เรื่องเมื่อสิบปีก่อนครับ  ตอนนั้นผมยังเรียนอยู่เลย”

แสงดาถามชายหนุ่มเสียงใส“งั้นเหรอคะ”

“ ครับ  ขอลงคะแนนต่อนะครับ”

“ค่ะ เย็นนี้ครูวัฒน์ว่างไหมคะ”

“ไม่ล่ะ ครับ วันนี้เป็นวันเกิดของเจ้าหลานจอมยุ่งของผม พี่เขยผมเค้าไม่ว่าง เลยขอให้ผมพามันไปเที่ยวน่ะครับ”

“งั้นเหรอคะ ครูวัฒน์เนี่ยเป็นเหมือนพ่ออีกคนของเค้าเลยนะคะ”

“อ่าครับ ก็ผมเลี้ยงมันมาตั้งแต่เข้ามหาลัยใหม่ๆแล้ว จากนั้น ผ่านไปสิบปี ไวมากเลยล่ะครับ

ครูแสงดา ยิ้มหวานก่อนจะออกจากห้องไป ในห้องพักครูจึงเหลือแต่ครูพละหนุ่มเพียงลำพัง

กัลยาวัฒน์ยุติบทสนทนา แล้วจัดการลงคะแนนต่อ

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Sky@dragon จากทั้งหมด 34 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น