-THAT SMILE- #ยิ้มหวานของหมอ

ตอนที่ 17 : CHAPTER 17

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28,731
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 613 ครั้ง
    5 ม.ค. 59


17



ผมตื่นนอนแต่เช้า ออกไปเดินเล่นรับอากาศบริสุทธิ์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะกลับเข้ามาในห้องและพบว่าคนที่นอนอยู่อีกเตียงนึงยังคงหลับสนิทอย่างไม่มีท่าทีว่าจะตื่น 

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่ว่าจะปลุกเขาเลยหรือไปอาบน้ำให้เสร็จแล้วค่อยมาเรียกกัน ก็มีเสียงแจ้งเตือนดังมาจากโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กที่มุมห้อง มันเป็นเสียงที่ดังเตือนว่าแบตเตอรี่ของมือถือกำลังจะหมด 

เห็นอย่างนั้นผมเลยเดินไปหยิบไอโฟนของเขามาเสียบชาร์ตแบตให้จนหน้าจอมืดๆสว่างวาบขึ้นมา และถือโทรศัพท์อยู่ในมืออย่างนั้นเพื่อรอดูจนแน่ใจว่าไฟฟ้าถูกชาร์ตเข้าเครื่องเป็นที่เรียบร้อย 

แต่ว่าทันทีที่รูปแบตเตอรี่ที่ปรากฎขึ้นมาบนหน้าจอหายไป ผมก็ดันบังเอิญไปเห็นการแจ้งเตือนจากไลน์ว่ามีคนส่งข้อความมาให้เขา ...และพบว่าข้อความพวกนั้นมันเป็นเรื่องของผม!

'มึงก็เลยคิดว่าหมอมันอาจจะไม่ได้ชอบมึงจริงๆก็ได้ งี้เหรอ?'

เชี่ยขอเวลาตั้งหลักห้าวิ... รู้สึกได้เลยว่าเหงื่อหยดทั้งๆที่อยู่ในห้องแอร์ -_-
เขาพูดเรื่องของผมว่ะ!
เอาเรื่องของผมไปพูดกับเพื่อนด้วยว่ะ!

เกือบละ...อีกนิดนึงจะฟินแล้ว ถ้าเขาจะไม่ได้เอาไปพูดกับเพื่อนว่าผมไม่ได้ชอบเขาจริงๆ  -_-

ทำไมเขาถึงได้คิดอย่างนั้น? 
ตอนนี้ผมแม่งโคตรจะไม่ดื้อ ไม่ซน เลยนะ แล้วอะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น? 

...แอบอ่านได้ไหมวะ? 
ก็รู้อยู่นะเว่ย ว่าการแอบอ่านข้อความของคนอื่นมันเป็นมารยาทที่แย่เหี้ยๆ
แต่ข้อความพวกนั้นมันกำลังพูดถึงผมนะโว้ย! เสือกเรื่องตัวเองนี่ขอลดโทษลงครึ่งนึงได้ปะล่ะ? 

ผมยืนกำไอโฟนของเขาแน่น ระหว่างนั้นก็ถามตัวเองซ้ำๆว่า อ่าน ไม่อ่าน อ่าน ไม่อ่าน  อ่าน ไม่อ่าน ซ้ำไปซ้ำมาจนเริ่มรำคาญตัวเอง 

วินาทีที่ตัดสินทุกอย่าง คือตอนที่อีกคนในห้องขยับพลิกตัวนิดหน่อยเพื่อเปลี่ยนท่านอน ผมตกใจไปนิดนึง ก่อนจะรีบปัดปลายนิ้วผ่านหน้าจอโทรศัพท์ของเขาแล้วไล่อ่าน ทั้ง 7 ข้อความที่ถูกส่งมาทันที -_- 

*กูจะบอกว่า 
* 50 กว่าข้อความที่มึงส่งมา แม่งโคตรจะวกวนเลย
*สรุปก็คือ
*มึงเกือบโดนหมอจูบ
*แต่ไอ้หมอมันดันไม่ยอมจูบมึง
*แถมยังอึนใส่ จนมึงต้องตามไปง้ออีก
*มึงก็เลยคิดว่าหมอมันอาจจะไม่ได้ชอบมึงจริงๆก็ได้ งี้เหรอ?


แย่ละ...คิดถูกหรือคิดผิดวะที่อ่านเนี่ย

สิ่งแรกที่ผมทำเลยคือการตั้งสติ เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนี้ควรจะรู้สึกยังไง? 
ส่วนนึงในใจมันก็รู้สึกผิดนะที่ทำให้เขาไม่สบายใจ แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายกังวลเรื่องของผมเยอะขนาดนี้ พูดตรงๆมันก็โคตรจะดีใจเลยว่ะ 

ผมเองยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองกำลังแสดงสีหน้าแบบไหน แต่สิ่งแรกที่เลือกจะทำคือการวางไอโฟนในมือลงอย่างทะนุถนอม แล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างๆเตียงของเขา ยืนมองคนที่นอนได้นอนดีแล้วก็มีความสุขขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แต่ก็ยังคงรู้สึกเหมือนมีสิ่งที่ค้างคาใจ อยากถามเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงคิดว่าผมไม่จริงจังกับความรู้สึกนี้ 

ในขณะที่ผมห้ามตัวเองไม่ให้จูบเขา
เขากลับคิดว่า ผมไม่ยอมจูบเขาเพราะลังเลกับความรู้สึกของตัวเอง 
คิดแบบนี้นี้ถูกไหม? สับสนชิบหาย ขอไวท์บอร์ดครับ...

แล้วผมควรจะทำยังไง? 
เดินไปหาเขาแล้วพูดด้วยหน้านิ่งๆว่า 'เราขอโทษที่เมื่อวานไม่ยอมจูบ ถ้ารู้ว่าจูบได้ก็จูบไปนานแล้ว' งี้เหรอ?
 ผมว่าผมโดนตีนแน่อ่ะ เขาต้องซัดผมร่วงแน่ๆ 

สุดท้ายผมก็ได้แต่ยืนกอดอกมองคนที่ยังคงหลับสนิทไม่รู้เรื่องด้วยสีหน้าที่กำลังกัดปากกลั้นยิ้ม จนเวลาผ่านไปสักพัก สติในส่วนที่ยังคงสมบูรณ์ดีของผมก็บอกกันว่า 
...ถ้ามึงไม่ปลุกยิ้ม มึงก็ยืนทำหน้ากลั้นฟินอยู่ตรงนี้ไปทั้งวันแล้วกันนะไอ้หมอ

ตอนนั้นเองที่ผมรู้ตัวว่าควรทำอะไร และยื่นมือออกไปจับไหล่เขาเอาไว้แล้วเขย่าเบาๆ 

คนที่ยังคงนอนหลับสนิททำหน้ามุ่ยตอนถูกกวน ก่อนจะพลิกตัวหลบจนผมต้องวางมือลงไปบนเส้นผมของเขา แล้วขยี้แรง 

“ตื่นได้แล้ว~”

พอโดนกวนหนักขึ้นอีกฝ่ายก็หันกลับมาพร้อมกับลืมตาแค่ครึ่งนึง แล้วพยักหน้ารับสองสามที 

“ไปอาบน้ำก่อนนะ ออกมาถ้าเจอว่ามีคนนอนต่อจะอุ้มไปโยนทะเล โอเคนะครับ"

“นิสัยไม่ดี" 

เป็นอันเข้าใจ...
ได้ยินอย่างนั้นผมก็เดินไปหยิบข้าวของทั้งหมดของตัวเองแล้วห้องน้ำไป

การมีความรักนี่มันก็แปลกๆเนอะ  
เดี๋ยวก็เศร้า เดี๋ยวก็กังวล รู้ตัวอีกทีก็มีความสุขอีกแล้ว

เกิดมา20 ปี ผมเองก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าอารมณ์ความรู้สึกคนเรามันสามารถแบ่งได้หลากหลายขนาดนี้ แถมทุกๆความรู้สึกยังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันอีกต่างหาก แต่หรับผม...รวมๆแล้วมันก็มีความสุขดี 

ออกจากห้องน้ำมาผมก็เห็นว่าอีกคนกำลังนั่งอยู่บนโซฟาและกำลังจัดชุดที่จะใส่วันนี้ พอเขาหันมาแล้วเห็นผมใส่แค่กางเกงขายาวสีดำกับผ้าขนหนูที่พาดเอาไว้บนไหล่ ริมฝีปากคู่นั้นก็เบะคว่ำลงทันที

“มีซิกแพคแล้วไง ต้องอวดเหรอ?” 

ผมกลั้นยิ้ม มองคนที่หอบข้าวของเดินเฉียดไหล่กันเขาห้องน้ำไปแล้วก็ได้แต่แอบขำ 
กี่ขวบเนี่ย? ทำไมขี้อิจฉา? 

แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ผมก็นอนเล่นมือถืออยู่บนเตียงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งอีกคนออกมาจากห้องน้ำ 

สถานการณ์ทุกอย่างดูปกติดี จนกระทั่งตอนที่เขาเดินตรงไปหยิบโทรศัพท์ที่กำลังชาร์ตแบตอยู่ตรงมุมห้อง ผมขมวดคิ้วเข้า และเหลือบตามองเขาอยู่เงียบๆ แล้วก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องตกในนิดนึงตอนที่ได้ยินอีกฝ่ายถามออกมา

"หมอเอามือถือเรามาชาร์ตแบตให้เหรอ?"

“อือ ได้ยินมันร้องเตือนว่าแบตจะหมด"

“อ๋อ...ขอบคุณนะ” ^ ^

คนฟังรับคำแล้วเงยหน้ามาส่งยิ้มให้ผม ก่อนจะก้มหน้าก้มตาพิมพ์ข้อความอยู่สักพัก แล้วโยนโทรศัพท์ลงไปบนเตียง แถมยังดึงปลั๊กออกแล้วเอาสายชาร์ตมาคืนให้กันถึงที่

ทิ้งให้ผมเอาแต่ส่งสายตาจับจ้องไปยังโทรศัพท์มือถือของเขากับสีหน้าเคร่งเครียด
อีกฝ่ายจะรู้ไหมว่าผมแอบอ่านไลน์ แล้วเขาจะตอบข้อความพวกนั้นกลับไปว่าอะไร 

คิดไปคิดมา ทุกอย่างก็จบลงด้วยการที่ผมสั่งตัวเองให้หยุดคิดเรื่องพวกนี้สักพัก จำคาถาเด็กดีได้ไหมครับ? 
'พูดจาปกติ ทำตัวตามธรรมชาติ อย่าทำให้เขาไม่สบายใจ' ท่องไว้มึงท่องไว้ 

สักพักยิ้มหวานก็เก็บของและเตรียมอุปกรณ์เพื่อออกไปเที่ยวเสร็จเรียบร้อย คนตรงหน้าผมใส่เสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงขาสั้นสีครีม นอกจากนี้ยังมีทั้งแว่นกันแดด หมวก กล้องถ่ายรูป อยู่ในโหมดนักท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ 

แต่งตัวเรียบร้อย เขาก็เดินมาหยิบกระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์มาใส่ลงไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหันมาพูดกับผมด้วยรอยยิ้ม

“เราขับรถนะ!”

ผมพยักหน้ารับแล้วลุกขึ้นเดินตามอีกคนไปยังประตูห้องพัก ตอนนั้นเองที่เพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาใส่รองเท้าอะไรมา  

ยิ้มหวานใส่ไนกี้มาทะเลครับ...สีขาวซะด้วย -_-  
ยืนมองอีกคนใส่รองเท้าอยู่สักพัก ในที่สุดผมก็ถามออกมา ตอนที่เราเดินออกจากห้องไปยังมินิคันจิ๋วที่จอดอยู่ไม่ไกล

“จะใส่ไนกี้เที่ยวทะเลเลยเหรอ แตะดีกว่ามั้ง?”

เขาหันมามองผม ทำท่าเหมือนคิดอะไรอยู่สักพัก ก่อนจะยกมือขึ้นมาจับต้นแขนกัน สัมผัสเบาๆทำให้ผมหันไปมองแล้วเลิกคิ้วพร้อมกับถาม

“มีอะไร?”

“แตะไง...”

“ห๊ะ?”

“ก็หมอบอกว่าแตะดีกว่ามั้ง เราแตะหมอแล้วนี่ไง"

ให้เวลา 10 วิในการประมวลผลครับ -_- 

ผมหันไปทำหน้านิ่งใส่ ยกมือขึ้นมาดีดหน้าผากเขาทีนึงแล้วถอนหายใจ ก่อนจะขึ้นรถไปนั่งตรงที่นั่งข้างคนขับ ปล่อยให้อีกฝ่ายขึ้นมานั่งอีกฝั่งและหันมามองหน้าผมพร้อมกับกระพริบตาปริบๆ

“ไม่ตลกเลยเหรอ?”

เขาถามแล้วเอื้อมไปหยิบอะไรบางอย่างมาจากเบาะหลัง ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายมีรองเท้าแตะอีกคู่นึงใส่เอาไว้ที่หลังรถ

“ไม่เลย"

“ถามจริง?” 

"อืม...ถ้าไม่จีบอยู่จะให้ 10 บาทแล้วไล่ให้ไปเล่นตรงโน้นไป" 

คนข้างๆหันมาฟังคำตอบของผม พร้อมกับทำหน้าเหมือนมีอะไรอยากจะถามแล้วไม่ยอมพูด แต่กลับก้มลงไปเปลี่ยนไนกี้สีขาวเป็นรองเท้าแตะสีเดียวกันก่อนจะถอยรถออก 

...คิดไปเองปะวะ?
ผมว่าบรรยากาศมันขมุกขมัวยังไงก็ไม่รู้


,


พวกผมเริ่มต้นการพักผ่อนด้วยร้านอาหารทะเล
หลังจากยืนมองปูปลาหมึกกุ้งที่นอนตาใสแจ๋วในน้ำแข็งอยู่พักใหญ่ คนข้างๆผมก็ถามขึ้นมาโดยที่ไม่สามารถละสายตาจากกุ้งตัวใหญ่ที่นอนนิ่งอยู่ตรงหน้าได้เลย

“หมอแกะกุ้งเป็นปะ?” 

“หึ...”  ผมตอบกลับไปแค่นั้นพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ 

“เราก็ไม่ค่อยได้แกะว่ะ แต่อยากกินกุ้งเผาอ่ะ" 

ได้ยินอย่างนั้นผมก็ขยับไปยืนหน้าถาดใส่อาหารทะเล แล้วยื่นมือไปเขี่ยกุ้งดิบในน้ำแข็งให้พลิกไปพลิกมา ก่อนจะต้องรีบหยุดเพราะโดนแม่ครัวส่งสายขู่มาแต่ไกล 

“มันก็ดูไม่น่าจะแกะยากปะ" 

“ลองดูมั้ย?” 

เขาถามออกมาพร้อมกับยิ้มกริ่มเหมือนกำลังจะได้เล่นสนุก เห็นอย่างนั้นผมจะทำอะไรได้นอกจากพยักหน้ารับตามใจอีกตามเคย 

หลังจากสั่งอาหารเรียบร้อย และรอให้พนักงานยกมาเสิร์ฟคนตรงหน้าผมก็เริ่มหาข้อมูลว่าเราจะไปเที่ยวไหนต่อกันดี ผมว่าที่เที่ยวในหัวหินส่วนใหญ่จะเน้นถ่ายรูปนะ ถามว่ามีอะไรที่น่าสนใจไหม สำหรับผมก็คือไม่...

“หมออยากไปที่ไหนมั้ย?” 

“คิดว่าไม่"

“อะฮะ งั้นก็ทำตามแผนที่เราวางไว้เลยแล้วกัน" 

"วางแผนไว้แล้วด้วย?”

“อืม... แผนก็คือ กิน นอน กิน นอน กิน กิน นอน แล้วก็กลับบ้าน"

พูดจบเขาก็ยิ้มถูกใจ แล้วยักคิ้วอวดกันสองที
ซับซ้อนโคตรนะ คนธรรมดามาฟังอาจไม่เข้าใจ -_- 

“คิดนานปะ?” 

“สามปี~” 

พูดจบคนตรงหน้าผมก็กลับมุ่งมั่นกับการหาที่เที่ยวต่อ ปล่อยให้ผมได้นั่งมองหน้าเขาไปเงียบๆ แล้วในใจก็นึกอยากจะถามเรื่องที่เจ้าตัวคุยกับเพื่อนในไลน์ขึ้นมา...แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นยังไง 

เปิดประเด็นด้วยการบอกว่าผมแอบอ่านไลน์เขาก็ดูจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะเข้าท่าสักเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากจะถามเรื่องนี้ ยังไงก็ต้องเล่าให้เขาฟังอยู่ดี

ไม่ทันที่ผมจะได้คำตอบ อีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมา พร้อมกับยกหน้าจอโทรศัพท์ให้ผมดู

“เราว่านี่น่าสน"

ผมอ่านตัวหนังสือในนั้น แล้วพูดออกมา

“คาเฟ่หมาชิบะ...” 

“อือ อ่านรีวิวดูดิ" 

เขาพูดพลางยื่นมือถือมาให้ผมอ่านรายละเอียด สรุปรวมๆได้ว่า ที่นี่เป็นคาเฟ่หมา ซึ่งพิเศษตรงที่มีแต่หมาพันธุ์ชิบะ สายพันธุ์ชื่อดังจากญี่ปุ่น 

ไปพูดให้ใครฟังเขาก็คงไม่เชื่อหรอกครับมาทะเล มาทำอะไร? 
...มาดูหมา -_-

แต่พอเงยหน้าขึ้นไปแล้วเห็นว่าอีกคนส่งสายตาเป็นประกายมองตรงมา ก็เดาได้เลยว่าเขาคงอยากไปมากๆ 
ถ้าไม่มาเจอเองกับตัวเองไม่มีทางรู้หรอกครับ ว่าสายตาคู่นี้มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ผมยกยิ้มให้คนตรงหน้านิดหน่อยแล้วพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนตอบ

“ไปมั้ยล่ะ?” 

“ไป!” 

เขารับคำพร้อมกับส่งยิ้มกว้างๆมาให้กัน ได้คำตอบที่ต้องการ คนตรงหน้าผมเขาก็จัดการหาเบอร์โทรของร้านและจองโต๊ะเอาไว้เรียบร้อยตามคำแนะนำที่อ่านมา

สักพักอาหารที่เราสั่งไว้ก็มาเสิร์ฟครับ ผมมองกุ้งเผาครึ่งกิโลที่นอนเรียงรายกันในจานแล้วรู้สึกหนักใจกับมันนิดหน่อย ยืดอกรับอย่างลูกผู้ชายคนนึงเลย... ทุกครั้งที่กินอะไรแบบนี้ ผมให้แม่แกะให้ตลอด -_-  

เคยนึกสงสัยกันบ้างไหมครับว่ามนุษย์คนแรกที่เอากุ้งมากินนี่คิดอะไรอยู่ ถ้าเป็นผมนะ เห็นตัวอะไรก็ไม่รู้หน้าตาประหลาดขนาดนี้ ยังไงก็คงไม่มีความคิดจะเอามันมากินเป็นอาหารอยู่แล้ว 

ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าเนื้อนุ่มๆที่ซ่อนอยู่ในรูปร่างประหลาดของมันเป็นอะไรที่อร่อยสุดๆ 
นี่ยังไม่พูดถึงปูที่แกะยากกว่า หน้าตาประหลาดกว่า แถมเนื้อก็อร่อยกว่า

ระหว่างที่ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการไอ้ตัวประหลาดสีส้มในจานยังไงดี คนตรงหน้าก็เร็วกว่าผมไปแล้วหนึ่งขั้น เขาหยิบกุ้งขึ้นมาโดยจับตรงส่วนหัวแล้วปล่อยให้ตัวมันห้อยอยู่ตรงหน้าตัวเอง พร้อมกับกวาดสายตามองกุ้งตั้งแต่หัวจรดหาง ก่อนจะเลื่อนสายตามามองสบเข้ากับผม...

“ทำไงก่อนดีอ่ะ?”

“นั่นดิ วางก่อนๆ"

ผมพูดพลางขยับเก้าอี้เขาไปใกล้โต๊ะมากขึ้น ใช้มือถลกแขนเสื้อ แล้วมองกุ้งส้มๆที่นอนอยู่ในจานพร้อมกับขมวดคิ้ว ...นั่นดิ เอาไงก่อนดีวะ?

“หักคอแม่งเลย" 

พูดจบผมก็หยิบกุ้งขึ้นมาแล้วหักคอมันอย่างที่พูดครับ คนตรงหน้าผมดูเหมือนจะตกใจไปนิดหน่อย แต่พอหัวกับตัวกุ้งมันแยกออกจากกัน อะไรก็ดูเหมือนจะง่ายขึ้น 

เราสุมหัวกันแกะเปลือกอกจนหมด และพบว่า ไอ้กุ้งนี่มันมีขาเยอะมาก ซึ้งใจก็วันนี้ว่ากว่าจะได้กินกุ้งสักตัวมันต้องใช้ความพยายามขนาดไหน

ในที่สุด พอได้เห็นกุ้งโป๊ๆที่อยู่ในมือ ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังมองสิ่งล้ำค่าขึ้นมาซะได้
กว่าจะได้แกมานี่ไม่ง่ายเลย... 

ผมมองคนตรงหน้าที่นั่งกางมือเหมือนเด็กๆ เพราะทั้งสิบนิ้วเลอะเทอะไปหมดตอนแกะกุ้งแล้วหลุดขำ ก่อนจะยื่นกุ้งตัวแรกที่แกะเสร็จเรียบร้อยแล้วไปให้เขาตรงหน้า อีกฝ่ายมองกลับมาแล้วขมวดคิ้วพร้อมกับส่ายหน้า

“แบ่งกันคนละครึ่งดิ" 

“ไม่เอา ยกให้" 

คนฟังทำหน้ามุ่ย ส่ายหน้าแต่ไม่ยอมตอบกลับมา ท่าทางเขาเหมือนจะคิดอะไรอยู่ในใจเป็นพักๆ แต่ก็ไม่ยอมพูดจนในที่สุดผมก็ตัดสินใจถามออกไป

“ไม่สบายใจอะไรรึเปล่า ท่าทางไม่ค่อยดีตั้งแต่ออกมาละ"

เขาทำหน้าครุ่นคิดอยู่สักพัก แล้วก็ตอบกลับมา

“ก็นิดนึงแหละ"

“เล่าให้ฟังหน่อยดิ” 

“ไม่บอก~”

“อ้าว...”

“อือ! เดี๋ยวค่อยบอกแล้วกัน"

คนตรงหน้าพูดพลางส่งยิ้มมาให้กัน พอเห็นว่าผมยังไม่ยอมละสายตาจากเขาง่ายๆ อีกฝ่ายเลยพูดต่อ

“โอเค เราจะไม่อึนใส่หมอละสัญญา เมื่อวานหมออึนวันนี้เราอึน เที่ยวไม่สนุกกันพอดี” 

พูดจบเขาก็ฉีกยิ้มกว้างๆจนตาหยีมาให้ผม แถมยังยื่นมือมาหยิบกุ้งไปใส่ปากทั้งตัว แล้วเคี้ยวตุ้ยๆจนแก้มป่อง เห็นท่าทางอย่างนั้นผมก็หลุดขำ

ยื่นมือไปตั้งใจจะขยี้ผมเขาเล่นแบบทุกที แต่ก็โดนส่งสายตาขู่มาให้ พร้อมกับที่อีกฝ่ายโยกหัวหลบ
อ๋อ ลืมไปว่ามือเลอะ -_-

หลังจากจัดการมื้อแรกของวันเสร็จเรียบร้อยเราก็ออกเดินทางไปหาหมาญี่ปุ่นกันต่อ
เขาให้ผมขับรถ ส่วนเจ้าตัวก็คอยบอกทาง เพราะเท่าที่อ่านมารีวิวมา คนเขียนบอกว่าทางเข้ามันค่อนข้างจะซับซ้อนนิดนึง 

หลังจากงงกับเส้นทางอยู่สักพัก ในที่สุดเราก็มาถึงคาเฟ่หมาชิบะจนได้

จริงๆแล้วจะเรียกที่นี่ว่าคาเฟ่ก็ไม่ถูกนัก เท่าที่ผมดู เจ้าของร้านเหมือนจะจัดร้านด้วยการตกแต่งบ้านที่อยู่อาศัยจริงให้มีบรรยากาศแบบคาเฟ่ที่มีหมาตัวเตี้ยๆอยู่ตามมุมต่างๆเต็มไปหมด 

ได้โต๊ะนั่งปุ๊บพวกผมก็สั่งเครื่องดื่มกันคนละแก้วกับของกินเล่นอีกจาน ทันทีที่คนรับออเดอร์เดินผละไป ยิ้มหวานก็หยิบกล้องแล้วลุกขึ้นเดินตรงไปหาเจ้าหมาตัวสีน้ำตาลที่นอนฟุบอยู่ทันที 

ผมเดินไปซื้อขนมสำหรับสัตว์ที่วางขายอยู่ ก่อนจะเดิมตามเขาไป เห็นหน้าตาคนที่กำลังเอามือลูบขนสั้นๆของไอ้หมาหน้าตาอยากรู้อยากเห็นแล้วผมก็ยังต้องยิ้มตามไปด้วย ท่าทางเขาจะชอบมากจริงๆ

ผมย่อตัวลงนั่งข้างๆเขาแล้วยื่นมือไปลูบขนหมาดูบ้างพร้อมกับทำหน้าครุ่นคิด จนอีกฝ่ายต้องหันมาถาม

“หมอทำอะไรอ่ะ?”

“ก็...ตอนเห็นรูป เราสงสัยว่าหมาญี่ปุ่นนี่มันต่างจากหมาวัดที่ไทยตรงไหนวะ" 

พูดออกมาได้แค่นั้นคนตรงหน้าผมก็ขมวดคิ้วเข้าจนหน้ายุ่ง เหมือนจะบ่นกันด้วยท่าทางว่า อย่าได้มีข้อกังขากับน้องหมาสุดที่รักของเขาเชียว

“ฟังก่อนดิ แต่พอมาจับดู ขนมันก็หนาๆนุ่มๆดี ท่าทางจะฉลาดด้วย"

ผมพูดพลางแกะถุงใบเล็กๆที่อยู่ในมือออก ก่อนจะหยิบขนมชิ้นเล็กๆสีน้ำตาลออกมาแล้วยื่นไปให้เขาตรงหน้า

“อ่ะ กินขนม" 

ได้ยินปุ๊บยิ้มหวานก็หันมามองผมด้วยหางตา แล้วตอบกลับ

“ของหมาเว่ย"  

“อ้าวเหรอ?” 

ผมตอบแล้วลูบผมเขาเบาๆเหมือนตอนที่ลูบขนหมาเล่น จนกระทั่งอีกฝ่ายหันมาแยกเขี้ยวใส่กันถึงได้หยุด แล้วยื่นถุงขนมให้เขาไป 

พอได้ยินเสียงก็อบแก็บของถุงเท่านั้นแหละครับ แก๊งหมาเตี้ยก็มารวมตัวกันตรงหน้าเขาทันที 
ผมมองพวกหูแหลมห้าหกตัวนั่งเรียงกันส่งสายตาออดอ้อนมาให้ยิ้มหวานแล้วอดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ
...เห็นคนหน้าตาดีหน่อยไม่ได้เลยนะพวกเอ็ง

เล่นอยู่สักพักทั้งผมและเขาก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะ กินขนมที่สั่งมาบ้างคุยกันบ้าง หันไปถ่ายรูปหมาบ้าง ผมว่าก็เพลินดีนะ รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้วเหมือนกัน

ตอนกินข้าว ผมกับเขานั่งคุยกันคร่าวๆแล้วว่า เราตั้งใจจะอยู่ที่นี่ตลอดช่วงบ่าย แล้วค่อยออกไปซื้อของฝากนิดหน่อย ถ้าไม่ขี้เกียจก็คงไปแวะชายหาดหัวหินรอเวลาจนถึงตอนเย็น และปิดทริปวันนี้ด้วยตลาดโต้รุ่ง 

นั่งเล่นไปสักพัก ผมก็รู้สึกเหมือนกำลังโดนสะกิดที่หัวเข่าครับ พอก้มหน้าลงไปมองก็เห็นไอ้ตัวหูแหลมขนสีดำมาเกาะขาทักทายเหมือนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน เพราะถุงขนมหมาวางอยู่ใกล้ๆมือผมนี่เอง เห็นอย่างนั้นผมก้มหน้าลงไปมองมัน แล้วยักคิ้วให้

“ไง...สนิทกันเหรอ?”

คำทักทายหมาของผมทำเอาคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันถึงกับหลุดขำ ก่อนจะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาจับภาพผมกับหมาเอาไว้แล้วยิ้มขำอย่างอารมณ์ดี 

หมาพวกนี้ก็อัธยาศัยดีโคตรๆอ่ะครับ แค่ลูบหัวนิดนึงก็ทำหน้ายิ้มใส่กันแล้ว เห็นอย่างนั้นผมก็ยื่นมือไปหยิบถุงขนมมาเปิด แล้วป้อนให้มันไปชิ้นนึงเป็นรางวัลที่อยู่ดีๆก็มายิ้มให้กัน

พอคนข้างๆเห็นผมทำอย่างนั้นเขาก็ย้ายเก้าอี้ขยับเข้ามาใกล้ มองจนเจ้าหมากินขนมชิ้นแรกหมดแล้วถึงได้หยิบออกมาถือไว้อีกชิ้น คราวนี้ไอ้หมาอัธยาศัยดีก็หันหน้าหนีผมแล้วไปนั่งตัวตรงอยู่ตรงหน้าเขาอย่างง่ายดาย

จริงๆแล้วมันอาจจะไม่ได้อัธยาศัยดีหรอก
มันก็แค่เห็นแก่กิน -_- 

ผมเห็นยิ้มหวานถือขนมหมาเอาไว้มือนึง ส่วนมืออีกข้างก็ยื่นออกไปข้างหน้าแล้วพูดออกมา

“ขอมือหน่อย" 

ไม่เกินสามวินาที อุ้งเท้าปุยๆของไอ้หมาก็ยกขึ้นมาวางอยู่บนมือเขาอย่างแสนรู้ พอเห็นอย่างนั้นคนตรงหน้าผมก็หันมาส่งมือถือให้กันแล้วบอกสั้นๆ

“ถ่ายคลิปให้หน่อยดิ" 

ผมพยักหน้ารับ กดเปิดกล้องไอโฟนแล้วเลือกโหมดถ่ายวีดีโอก่อนจะกดบันทึกภาพคนตรงหน้าหลอกจับมือหมาเอาไว้ ก่อนที่ผมจะยื่นโทรศัพท์คืนให้เขา อีกฝ่ายรับมือถือไปวางเอาไว้อย่างไม่ใส่ใจ และยื่นมือกลับมาตรงหน้าผมอีกครั้ง แล้วพูดสั้นๆ

“ขอมือหน่อย~” 

เห็นอย่างนั้นผมก็ทำหน้านิ่งมองคนที่เอาแต่ยิ้มถูกใจมาให้กัน ก่อนจะตัดสินใจกำมือหลวมๆ แต่ไม่ยื่นไปให้อีกฝ่ายอย่างที่เจ้าตัวต้องการ 

“รางวัลอ่ะ?” 

คนฟังขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินสิ่งที่ผมพูด เขามองหาอะไรบนโต๊ะอยู่สักพัก ก่อนจะหยิบเฟรนฟรายด์ในจานตรงหน้าขึ้นมาแล้วพูดต่อ

“อ่ะ ขอมือหน่อย...”

เห็นท่าทางของเขาแล้วผมก็ได้แต่ถอนหายใจพร้อมกับส่ายหน้าหน่อยๆ แต่ก็ยอมวางมือลงไปบนฝ่ามือเขาในที่สุด

“โอ้โห ฉลาดจังเลยย พันธุ์อะไรครับเนี่ย" 

เขาพูดพลางยื่นมือมาลูบหัวผมเล่นแล้วหัวเราะสนุก ก่อนจะพูดต่อ

“หน้าเหมือนกันแล้วยังฉลาดเหมือนกันอีกเนอะ"

หน้าเหมือนกัน? 
ใครหน้าเหมือนใครวะ? 

“เหมือนใคร?”

“นี่ไง"

เขาพูดแล้วชี้ไปยังไอ้หมาหน้าแหลมตัวที่มายิ้มให้ผมดูเมื่อกี้ แล้วพูดต่อ

“หน้าเหมือนหมอมาก ดูดิ แต่งตัวยังเหมือนกัน"

ผมหันไปมองหน้าไอ้หมาหูแหลมสีดำที่ทรุดตัวลงไปนอนกับพื้นอย่างเกียจคร้านแล้วขมวดคิ้ว
นี่หมอมั้ย ไม่ใช่หมา?

โอเค วันนี้ผมอาจจะใส่เสื้อดำกางเกงดำ ซึ่งบังเอิญเป็นสีเดียวกับขนหมาพอดี 
นอกจากนี้ ผมยังเคยโดนเพื่อนด่าว่าไอ้หน้าหมา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องหน้าเหมือนหมาจริงๆปะวะ? 

คนตรงหน้ายังคงส่งยิ้มถูกใจมาให้ผม จนกระทั่งหันไปเห็นว่ามีไอ้หูแหลมตัวสีน้ำตาลเดินผ่านมาทางนี้พอดี นั่นทำให้เขาละความสนใจจากผมแล้วผละไปหาหมาอย่างง่ายดาย -_- 

ผมมองภาพตรงหน้าแล้วก็ได้แต่กลั้นยิ้ม อีกฝ่ายดูมีความสุขกับสัตว์เลี้ยงมากจนในใจผมรู้สึกขึ้นมาว่า ถ้าความสัมพันธ์ของเรามันมีโอกาสจะได้พัฒนาไปจนถึงจุดหนึ่ง 

คงจะมีสักวันที่ผมอุ้มลูกหมาตัวเล็กๆมาให้เขา แล้วบอกว่ามันคือของขวัญจากผม


- - - 



เรากลับมาที่รีสอร์ตอีกครั้งตอน 4 ทุ่มกว่าๆ หลังจากไปเดินเล่นชายหาดหัวหินกับกินมื้อเย็นที่ตลาดโต้รุ่งมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อากาศเหนียวๆ เปลือกกุ้ง มือหมา ลมทะเล และสารพัดอย่างที่เราเจอมาทั้งวันทำให้ยิ้มหวานรีบพุ่งตัวเข้าห้องน้ำทันทีที่มาถึง ก่อนผมจะเป็นคนถัดไป พอได้อาบน้ำสระผมก็รู้สึกดีขึ้นเยอะ

อันที่จริงแล้ว ความเหนอะหนะของทะเลคือสิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ถึงแม้ลมเย็นๆกับอากาศบริสุทธิ์จะชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ความรู้สึกเหนียวเหนอะกับไอเค็มๆที่เหมือนจะลอยอยู่ในอากาศก็ชวนให้รู้สึกอึดอัดไม่แพ้กัน มันไม่ใช่ความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่เราเหงื่อออกเยอะๆเวลาไปออกกำลังกาย 

แต่ถึงจะไม่ค่อยชอบความรู้สึกแบบนั้น ผมก็ยังคงยอมมาทะเลง่ายๆ
...แน่นอนอยู่แล้วว่าเป็นเพราะผมชอบคนที่ชวนมามากพอที่จะขัดใจตัวเอง

พอออกมาจากห้องน้ำ ผมก็หันไปเห็นว่าอีกคนกำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียง เขาเปิดเพลงจากมือถือ แต่เจ้าตัวกำลังดูรูปภาพในกล้องที่ถ่ายมา 

ผมเดินไปนั่งลงข้างๆเขาและได้รู้ว่านอกจากกล้องถ่ายรูปกับมือถือแล้ว ตรงนั้นยังมีกล่องขนมวางอยู่ มันคือโรตีกรอบที่เขาเพิ่งซื้อมาจากตลาดโต้รุ่ง 

แล้วทำไมถึงได้นอนกินโรตีกรอบตอนสี่ทุ่มวะคนเรา  -_-

"ทำอะไรอ่ะ"

"เลือกรูปอยู่จะโพสลงไอจี"

เขาหันมาตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะกลับไปดูรูปต่อ พร้อมกับหยิบขนมเข้าปากอีกชิ้น

"เปล่า หมายถึงที่กินเข้าไปอ่ะ

คำพูดของผมทำให้คนที่กำลังเคี้ยวขนมตุ้ยๆต้องหันกลับมาอีกรอบแล้วเลิกคิ้วถาม

"โรตีกรอบไง ก็ไปซื้อมาด้วยกันอ่ะ"

"...ตอนสี่ทุ่มเนี่ยนะ?"

ตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งจะเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่ ใบหน้าน่ารักตรงหน้าผมค่อยๆยกยิ้ม แล้วยักคิ้วมาให้กัน 2 ทีติด ก่อนจะยื่นมือไปหยิบโรตีกรอบขึ้นมาอีกชิ้น จิ้มนมเสร็จเรียบร้อยเขาก็ยื่นมาให้กันตรงหน้า 

"กินซะๆ จะได้อ้วนเป็นเพื่อนเรา"

เชื่อเค้าเลย... -_- 
ผมขมวดคิ้ว แต่ก็อ้าปากงับแป้งทอดกรอบๆที่อีกคนส่งมาให้อยู่ดี  เห็นอย่างนั้นเขาก็ยิ้มถูกใจ ก่อนจะกลับไปดูรูปต่อ

ผมมองคนที่นอนตีขากับเตียงเหมือนแมวน้ำเกยตื้นแล้วได้แต่ถอนหายใจ ยื่นมือไปขยี้เส้นผมนุ่มๆของเขาเล่น แล้วรู้สึกว่าเรายังมีเรื่องที่ต้องคุยกัน

ถ้าคุยตอนนี้เลยจะดีไหมนะ? 

"ยิ้ม..."

"อื้อ~"

อีกคนตอบกลับมาโดยไม่หันมามองผม เขาวางกล้องลง แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแทน ดูท่าทางแล้วน่าจะกำลังโพสรูปลงอินสตาแกรม

"ง่วงยัง?"

คนฟังละสายตามามองหน้าผม แล้วส่ายหน้าพร้อมกับพูดออกมา

"ไม่อ่ะ หมอง่วงแล้วเหรอ? ปิดไฟได้เลยนะ"

"เปล่า เราก็ยังไม่ง่วงเหมือนกัน"

"อ๋อ..."

"ถ้ายังไม่ง่วง... งั้น...ไปเดินเล่นกันไหม?"

"...."

"ดูดาวกัน.."

ข้อเสนอโคตรจะไม่น่าตอบตกลงเลยครับ ถ้ามีใครมาชวนผมแบบนี้ ผมคงทำหน้านิ่งใส่ แล้วตอบปฏิเสธกลับไปแบบไม่ต้องคิด แต่โชคดีที่อีกฝ่ายตอบรับกลับมาด้วยรอยยิ้ม และคำตอบสั้นๆ

"ไปดิ เบื่อๆพอดี"

เขาพูดแล้ววางมือถือทิ้งไว้กับเตียง ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้น หันมาทำตาโตใส่กัน แล้วพยักหน้า บอกกันด้วยท่าทางว่าพร้อมออกจากห้องแล้ว

ถ้าจะถามว่าทะเลตอนกลางคืนแตกต่างจากตอนกลางวันยังไงบ้าง?

ที่เห็นได้ชัดๆเลยก็คือ ตอนนี้ชายหาดที่ยาวไปจนสุดสายตาผมไม่มีใครมาเดินเล่น นั่งอาบแดด หรือนอนให้เพื่อนถมทรายบนตัวเองแบบตอนกลางวัน พอได้สังเกตดูรอบๆก็เห็นว่ามีอีกกลุ่มนึงที่พักอยู่ที่นี่ เขามากันเป็นกลุ่มใหญ่และกำลังปาร์ตี้กันอยู่ที่หน้าบ้านพักของตัวเอง 

แต่นอกจากผมกับคนข้างๆแล้วก็ไม่มีใครมาเดินเลาะชายหาดตอนห้าทุ่มแบบนี้อีก โชคดีที่ทางรีสอร์ตยังนึกถึงมนุษย์กลางคืนอยู่บ้าง เลยปักเสาที่มีไฟคล้ายๆคบเพลิงจุดเอาไว้ให้รายทาง

เราเดินกันไปเงียบๆ ก่อนที่ยิ้มหวานจะเป็นคนพูดออกมาก่อน 

"ที่จริงเราชอบทะเลตอนกลางคืนมากกว่ากลางวัน"

ผมหันไปมองเขาและเห็นรอยยิ้มสดใสเด่นชัดออกมาจากความมืด

"ทำไม?"

"ก็มันไม่มีแดดไง~"

เขาตอบแล้วทำปากคว่ำใส่ เหมือนผมถามอะไรแปลกๆ ก่อนจะเงียบไปสักพักแล้วพูดต่อด้วยรอยยิ้มผ่อนคลาย

"แล้วก็...ไม่รู้เราคิดไปเองรึเปล่านะ แต่เราว่าเสียงคลื่นตอนกลางคืนมันเพราะกว่า"

ผมไม่ตอบอะไรกลับไป แต่ในใจกำลังจดจ่ออยู่กับเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งเป็นจังหวะ
และพบว่ามันก็คือเสียงคลื่นปกติปะวะ...

ขอโทษทีที่ไม่มีอารมณ์ศิลปิน -_- 

"มันก็คือเสียงคลื่นอ่ะ"

คำตอบของผมทำให้คนฟังหน้างอ

"สุนทรีย์หน่อยสิคุณหมอ~"

ผมขมวดคิ้วเข้า เลืิกที่จะไม่เถียงกลับไป แต่กลับยื่นมือไปโคลงหัวเขาเล่นสองสามที ก่อนที่เราจะเดินต่อไปเงียบๆ 
สักพักเขาก็วิ่งไปหยิบกิ่งไม้ยาวๆที่ตกอยู่มาถือเล่น แล้วจิ้มโน่นเขี่ยนี่ไปตามทาง

หลังจากนั้นไม่นาน คนที่เดินอยู่ข้างๆผมก็เป็นฝ่ายพูดออกมา กลบเสียงคลื่นเพราะๆที่อีกคนชอบนักหนา

"เรามีอะไรจะสารภาพด้วย"

เขาพูดแล้วหันมายิ้มจนตาโค้งเป็นสระอิใส่กัน สีหน้าแบบนั้นทำให้ผมต้องขมวดคิ้วไปให้ด้วยความสงสัย

"เรื่องร้ายแรงปะเนี่ยจะได้ทำใจ?"

“หมอขี้เว่อร์ ความจริงก็คือ เราอ่ะ...ตั้งใจจะหนีเที่ยวตั้งแต่เมื่อวานอยู่แล้ว แต่รู้ว่าถ้าไม่บอกก่อนต้องโดนดุอีก"

"...."

"เราก็เลยทำเป็นบ่นๆไปงั้นอ่ะ ถ้าหมอไม่ชวน เราก็คงออกแอบมาคนเดียวอยู่ดี ดุกันไม่ได้ด้วยนะ ถือว่าเราบอกแล้ว ไม่ยอมมาด้วยกันเอง"

พูดจบเขาก็มองหน้าผมแล้วยักคิ้วมาให้กัน ท่าทางแลดูน่าตีสุดๆ ก่อนจะหันกลับไป ปล่อยให้ผมพูดต่อโดยที่สายตาของเราไม่ได้จดจ่ออยู่ที่กันและกันอีก

"ชอบทะเลมากอ่ะดิ"

"ก็ใช่นะ แต่ก็ชอบเที่ยวทุกที่นั่นแหละ ที่ไหนก็ได้ ถ้าได้ไปเที่ยว เราก็ชอบหมด"

"..."

"เราตั้งใจไว้ด้วยว่าจะมาทะเลให้ได้อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งปีนี้ก็ยุ่งมากอ่ะ และทริปนี้ก็คือการมาทะเลครั้งแรกในรอบปีของเรา ขอบคุณที่มาด้วยกันนะ"

ผมหันกลับไปมองเขาในช่วงเวลาที่อีกฝ่ายก็หันมาพอดี เราก็เลยส่งยิ้มให้กัน ก่อนที่ผมจะยกแขนขึ้นกอดคอ  แล้วพูดต่อ

"เปลี่ยนคำขอบคุณเป็นการให้เราพามาทะเลอีกทุกปีได้ปะ?"

อยู่ดีๆเขานิ่งไปทันทีที่ได้ยินคำพูดของผม  ไม่ทันที่จะได้ถามว่าเป็นอะไร อีกฝ่ายก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้มฝืนๆ

"อย่าขอในสิ่งที่ยังไม่แน่ใจกว่าจะทำได้ดิ"

สิ่งที่ได้ยินทำเอาผมนิ่งไปอีกคน...

รู้ตัวอีกทีเราก็หยุดเดินกันไปแล้วทั้งคู่ ผมขยับตัวมายืนตรงหน้าเขา มองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น พร้อมกับเอื้อมมือไปกุมมือเขาเอาไว้ แล้วพูดออกมาช้าๆชัดๆ หวังจะให้มันฝังอยู่ในใจคนฟังแบบไม่มีทางที่จะลบออกไปได้ง่ายๆ

"เชื่อใจเราหน่อย..."

คนตรงหน้าผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เหมือนเขาจะอึดอัดที่ทำให้บรรยากาศดีๆหายไป

"ไม่ใช่ว่าเราไม่เชื่อใจหมอนะ แต่อะไรมันก็เกิดขึ้นได้นี่ ถ้าวันนึงหมอรู้สึกว่าการได้อยู่กับเราทุกวันแบบนี้มันไม่สนุกอีกแล้ว ตอนนั้นอาจจะรู้สึกว่าไม่น่าพูดอย่างวันนี้ออกมาเลยก็ได้"

ผมยกมือขึ้น ใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือไล้ลงไปบนผิวแก้มคนที่กำลังรู้สึกไม่มั่นคง แล้วถามออกมา

"เข้าใจ...งั้นเราขอถามเรื่องเมื่อกลางวันเลยได้ไหม ที่พูดออกมานี่ เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่รึเปล่า?"

"เปล่านะ ที่พูดนั่น เราก็แค่พูดไปตามความเป็นไปได้..."

"ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่คุยกับเพื่อนในไลน์ด้วยใช่ไหม?"

ผมไม่ได้ตั้งใจจะเค้นถามเขาขนาดนี้เลยนะ แต่สิ่งที่คิดอยู่ตอนนี้ก็คือถ้าเราจะจัดการเรื่องของความรู้สึกระหว่างคน 2 คน ทุกอย่างมันน่าจะง่ายขึ้น ถ้าเราพูดกันตรงๆ 

เราอาจจะเดาใจกันได้ง่ายๆ ในบางเรื่อง 
แต่มันก็มีอีกหลายเรื่องที่ถ้าเราไม่ถามออกไปให้ชัดเจน เราอาจจะเข้าใจผิดกันไปตลอด

คำพูดของผมทำให้ยิ้มหวานตกใจ ระหว่างที่กำลังลุ้นอยู่ว่าผมจะโดนเขาโกรธที่ทำตัวเสียมารยาทแอบอ่านไลน์รึเปล่า สิ่งที่ควรทำที่สุดน่าจะเป็นการสารภาพผิดออกไปก่อน

"เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งโกรธกันนะ คือเราไม่ได้ตั้งใจจะแอบอ่าน เรื่องมันเป็นอย่างนี้ เราได้ยินเสียงไอโฟนดังเตือนว่าแบตจะหมด เราเลยเอามาเสียบชาร์ตให้ แล้วจอมันเลยสว่างขึ้นมา เราก็เลยเห็นข้อความ แล้วข้อความนั้น มันก็ดันพูดถึงเราไง ก็เลยอยากรู้....อันที่จริงเราก็แอบอ่านจริงๆนั่นแหละ ขอโทษ ขอโทษจริงๆ"

ผมเกลียดความลนลานของตัวเองตอนนี้เป็นบ้า ยิ่งมองไปที่เขาแล้วไม่สามารถเดาความหมายของสีหน้าและแววตาได้ ก็ยิ่งทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่

"ยิ้ม...ไม่ได้กำลังจะทะเลาะกันใช่ไหม?"

ปวดกบาลเลยครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องที่เขาตั้งใจจะมาเที่ยวทะเลทุกปี มันมาจบลงที่ความอึดอัดระดับนี้ได้ยังไง  เฮ้อ...

สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือการที่เขาถอนหายใจ แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆกับพื้น แถมยังมุดหน้าลงกับแขน 
ท่าทางแบบนั้นทำเอาผมนิ่งไป 

เฮ้ย อย่าบอกนะว่าร้องไห้?

พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเงียบอยู่ ผมก็นั่งลงไปบนพื้นทรายตรงหน้าเขา ยื่นมือไปแตะแขนเบาๆ แล้วถามต่อ

"เป็นอะไร บอกกันได้ไหม?"

พูดจบผมก็ไม่ถามเซ้าซี้อีกและปล่อยให้เขาอยู่ในโลกส่วนตัวเงียบๆไปสักพัก ก่อนที่อีกฝ่ายจะก็ค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ให้ผมเห็นแค่ดวงตากลมๆ

"ไอ้หมอบ้านี่"
ด่ากันเฉย...

"โอเคยอม จะด่าจะตีกันก็ได้ ไหนเป็นอะไรบอกเราหน่อย"

"ก็เห็นในไลน์แล้วไม่ใช่เหรอ?"

"เห็นแล้ว แต่ไม่ค่อยเข้าใจ อธิบายให้ฟังหน่อยนะ...นะครับ"

ดวงตาคู่นั้นหรี่ลง มองมาทางผมเหมือนกำลังชั่งใจ โดยที่ใบหน้าครึ่งนึงยังมุดอยู่ที่แขน

"ก็หมอนั่นแหละ ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนะ!" 

ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วพูดเหมือนจะขึ้นเสียงนิดหน่อย ก่อนจะถอนหายใจหนักๆ

"นิสัยเสีย อยู่ดีๆก็มาทำเหมือนจะ...จูบกัน แล้วก็ตกใจ ถอยไปซะอย่างนั้นอ่ะ แล้วหลังจากนั้นก็ทำเหมือนไม่อยากมองหน้าเราอีกเลย"

คนตรงหน้าผมพูดออกมาพร้อมกับค่อยๆเงยหน้าขึ้น แก้มทั้ง 2 ข้างของเขาแดงเรื่อเหมือนเด็กๆ ก่อนที่ริมฝีปากคู่นั้นจะขยับพูดต่อ

"ทำแบบนั้นมันทำลายความมั่นใจในตัวเองของเรานะเว่ย แล้วเราก็เดาไม่ถูกด้วยว่าหมอคิดอะไรอยู่ ตอนมาก็เข้ามาเองทั้งๆที่ปกติแล้วเราไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับเราขนาดนี้ด้วยซ้ำ"

"..."

"แล้ว...บนรถอ่ะ อยู่ๆก็ทำท่าทางเหมือนไม่แน่ใจ เหมือนลังเลที่จะใกล้เราขึ้นมา จะให้เราคิดไงอ่ะ อยู่ๆก็นึกไม่อยากจะยุ่งกับเราขึ้นมาแล้วรึไง? ที่จริงก็แค่รู้สึกว่าเราน่าสนใจดี เลยมาลองทำความรู้จักเล่นๆรึเปล่า"

พูดจบคนตรงหน้าผมก็ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้น แล้วบ่นงึมงำ

"เมื่อยขาแล้วเนี่ย"

ผมมองเขาแล้วได้แต่ยิ้มออกมาบางๆ ใบหน้าน่ารักนั่นงอง้ำเข้า  ในขณะที่สายตาฟ้องกับผมว่าเจ้าตัวกำลังรู้สึกน้อยใจ และไม่ได้โกรธกันจริงๆ

"จะให้กลับกรุงเทพไปแล้วต้องเป็นเพื่อนกูๆมึงๆกับหมอเราไม่เอาด้วยหรอกนะ"

"อืม..."

สิ่งที่ผมตอบกลับไปเป็นแค่การรับคำสั้นๆ กับรอยยิ้มมุมปาก  ก่อนจะยกมือขึ้นมาแนบแก้มของเขาเอาไว้ พร้อมกับใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือไล้ไปมาบนผิวนุ่ม

"สรุปว่า ที่คิดมากนี่เป็นเพราะสิ่งที่เราทำตอนอยู่บนรถใช่มั้ย"

เข้าใจตรงกันนะ ว่า 'ตอนอยู่บนรถ' ก็คือตอนที่เราจะจูบกัน
ดวงตาที่เคยหลุบลงต่ำมองกลับมาที่ผม พร้อมกับคำตอบ

"อืม.."

ทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น ผมก็ยกมือขึ้นมาสัมผัสกับใบหน้าข้างของเขา กลายเป็นว่าตอนนี้ทั้งสองมือของผมประคองใบหน้าได้รูปของอีกคนเอาไว้ บังคับไม่ให้อีกฝ่ายหันหน้าหนีไปที่ไหนอีก ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เขาในระยะที่สามารถมองเห็นขนตายาวๆเรียงตัวเป็นแพได้อีกครั้ง

ยิ้มหวานกระพริบตาช้าๆไม่ต่างจากวันนั้น และภาพเดิมที่กลับมาก็ทำให้หัวใจผมสั่นไหวจนแทบจะกระเด็นออกมากองอยู่บนพื้น ก่อนที่ผมจะต้องรวบรวมสติเข้า และค่อยๆพูดกับเขาในระยะประชิดด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบา

"งั้นก็ลืมมันไปให้หมด..."

ทันทีที่พูดจบ ผมก็ลดระยะห่างระหว่างเรา 2 คนลงมากกว่าเดิม เอียงใบหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแต้มจูบลงไปบนริมฝีปากของเขา ทิ้งสัมผัสไว้ไม่นานแล้วผละออกมา โดยที่ยังไม่ห่างออกจากกัน

เสียงหัวใจที่กำลังบีบตัวอย่างหนักจู่โจมผมจนต้องพยายามควบคุมจังหวะหายใจให้เป็นปกติ แต่ทันทีที่โกยลมหายใจเข้าปอด กลิ่นหอมอ่อนๆของผิวแก้มที่ยังอยู่ใกล้ปลายจมูกก็เล่นงานจนผมไปไม่เป็นอีกรอบนึง

ยิ้มหวานเป็นฝ่ายขยับตัวก่อนเพื่อจะหลุดออกจากความใกล้ชิดนี้ แต่ผมกลับเลื่อนมือไปจับลำคอด้านหลังของเขาเอาไว้ แล้วก้มหน้าลงไปจูบอีกหน บดริมฝีปากย้ำเบาๆก่อนจะผละออกมาแล้วรั้งให้อีกฝ่ายก้มหน้าซุกลงมาบนไหล่ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสเส้นผมนุ่มมือแล้วพูดกับเขา

"เลิกน้อยใจได้แล้ว"

"เราน้อยใจเมื่อไหร่วะ?"

"นั่นดิ ตอนไหนวะ"

"เหอะ~"

ผมหลุดขำกับน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะขัดใจของอีกฝ่าย แล้วขยี้หัวเขาเล่นด้วยความเอ็นดู ก่อนจะก็รู้สึกถึงแรงฟาดหนักๆบนไหล่อีกข้างที่ยังว่าง 

“ปล่อยเลย~” 

พูดจบเขาก็ขยับตัวถอยออกมาจากอ้อมแขนของผม พร้อมกับปัดทรายที่ติดตามเนื้อตัวออก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันมาสั่งกัน

"ลุกขึ้นได้แล้ว"

ผมพยักหน้ารับแล้วทำตาม ส่วนคนที่ลุกขึ้นมาก่อน ตอนนี้กำลังปัดทรายออกจากขาพร้อมกับบ่นไปเรื่อย

"เลอะหมดเลยเนี่ย ต้องอาบน้ำใหม่อีกอ่ะ"

"เบาๆดิ จะตีขาตัวเองทำไม"

ผมพูดพลางจับมือเขาให้หยุด ก่อนจะก้มลงค่อยๆปัดทรายที่ติดอยู่ตามขาคนตรงหน้าออกให้ น่ารักดีที่อีกฝ่ายยืนนิ่งให้ผมดูแลเหมือนเป็นเด็กๆ แต่ก็ยังบ่นงุ้งงิ้ง

"ไหนใครบอกจะดูดาว ไม่เห็นจะสนใจดาวสักดวง"

ได้ยินอย่างนั้นผมก็เงยหน้าขึ้นไปมองคนพูด พอสบตากันฝ่ายนั้นก็เม้มปากเข้าแล้วหันหน้าหลบสายตาผม 
น่าหมั่นเขี้ยวมากจนผมต้องขยับไปยืนตรงหน้าเขา แล้วใช้มือดึงแก้มนิ่มๆทั้ง 2 ข้างให้ยืดออก จนได้ยินเสียงบ่น

“มือสกปรก" 

“พูดมาก...” 

“ปล่อย~” 

“ถ้าบ่นอีกทีเราจะจับมาจูบจนกว่าจะเงียบเลยคอยดู"

ได้ผลครับ...
แค่ผมพูดออกไปแบบนั้นเขาเม้มปากปิดสนิทเหลือแค่ดวงตาโตๆที่พยายามมองขู่กัน
...เลี้ยงง่ายขึ้นเยอะเลย




tbc.



- - - 



: )
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 613 ครั้ง

3,197 ความคิดเห็น

  1. #3174 Aubbbbb (@Aubbbbb) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 16:41
    อั๊ยยยยยยย เขินนนอะะะะ หมอแบบบบบฮืออออฟิน
    #3174
    0
  2. #3162 priyatida_tt (@priyatida_tt) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562 / 10:57

    หมออออออออ
    #3162
    0
  3. #3085 PR4EW (@bhkesornkul) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 เมษายน 2562 / 00:44
    หมอออออ คนบว้าๆๆๆๆ คนผีทัลเลๆๆๆ เขินนะๆๆๆๆๆๆ
    #3085
    0
  4. #3013 P' P (@pendeavour) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มกราคม 2562 / 08:06
    แงงง เขิลจนไปไม่ถูกแล้ง หมอทำอะไรก้ไม่รู้-/////-
    #3013
    0
  5. #2965 Chalie3103 (@Chalie3103) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 16:45
    หมอออออออออออ!!!!!
    #2965
    0
  6. #2936 PNM_มมม (@panimew04) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กันยายน 2561 / 15:53
    หมออ่ะ หมออออออออ ฮรือเกินไปปปป
    #2936
    0
  7. #2904 qupidys (@qupidzaa) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 23:17
    ไม่ไหววว จะล้มแล้วววว
    #2904
    0
  8. #2879 MManatsawan (@MManatsawan) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 19:00
    กรี๊ดดดดด เขาจูบกันล้าววววววว
    #2879
    0
  9. #2860 Kim-kibom (@sarun555) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2561 / 11:38
    จุ๊บๆๆ หายงอนหมอนะจ๊ะยิ้มหวาน
    #2860
    0
  10. #2816 Jink_chan (@Jink_chan) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2561 / 00:31
    ละมุนนนนนนน ยิ่งอ่านยิ่งรักอาาาา
    #2816
    0
  11. #2747 saralewd (@saralewd) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 01:31
    ฮรุกกกกก ตายไปเลย เป็นจูบเบาๆที่เขินแบบตายไปเลยอะ ฉากจูบนี่ส่วนตัวว่าเขียนยากนะ คือเขียนให้เขินยากอะ เพราะมันก็เหมือนๆกันหมด เรื่องนี้คือบรรยายได้ดี มันดูมีอะไร จูบแบบแฝงด้วยความรู้สึก ไปหวานเกินแต่ก็ไปละลาบละล้วง จูบเบาๆ แต่คนอ่านนี่คือ...เขินตายไปเลยอะ
    #2747
    0
  12. #2724 mayigot7 (@mayigot7) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 22:47
    ไรท์ถึงจะจูบแบบลึกซึ้งแต่มันเข้าถึงหัวใจมาอ่ะ ฮรึกฟินแท้ๆ
    ฟินนนนนนนน
    แอร๊ยเขินหลายๆฮืออ
    อิวีสีวเวับกสาส่ด้บงสเเสงล่เหยลกกบบกั
    #2724
    0
  13. #2701 yada_nara (@yada_nara) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มีนาคม 2561 / 02:44
    หม๊อออออ โอ๊ยยยย เขินจะตายแล้ววววว
    #2701
    0
  14. #2614 Carnelian (@Chanisa_Aom) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 09:33
    เค้าจูบกันแล้ววววว ให้จูบขนาดนี้คบกันเรยๆ
    #2614
    0
  15. #2607 Parisky (@Parisky) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 00:41
    ไม่เคยอ่านฉากจูบที่ไหนเขินเท่านี้เลย แบบ คำบรรยาย อ่านแล้วเข้าถึงอารมณ์มากๆค่ะ แบบ แง้ ชอบมาก ไม่รู้จะบอกยังไงดี มันฟุ้งๆเหมือนความฝันเลย ฮื่อ หมอละมุนมากกกกกกกก มือหงิกละเนี่ย แงงงงงงงงงงหหกกดดดฟกมวงง
    #2607
    0
  16. #2583 minixiuminseok (@minixiuminseok) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 กันยายน 2560 / 00:43
    เขาโป๊ะๆกันแล้ววว
    #2583
    0
  17. #2581 itzmeboombim (@itzmeboombim) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 17:01
    ก็คนมันนอยด์ใช่มั้ยยิ้มหวาน
    #2581
    0
  18. #2563 Chiriri (@Chiriri) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2560 / 15:13
    อ๊ายยยยย หมอฟิน จุ๊บไปสองทีเลยนะ
    #2563
    0
  19. #2549 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 00:28
    เค้าจูบกันแล้ว
    #2549
    0
  20. #2498 -worthwhile- (@-worthwhile-) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 17:21
    โอ๊ยยยยยยยย ใจบาง ฮรืออออออ TwT โป๊ะโป๊ะอ่าา
    #2498
    0
  21. #2394 mymindmiew (@Neutrino_Miewz) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 เมษายน 2560 / 15:21
    แหมมมมมมมมม ทะเลหวานไปเลยนะคะ แหมมมมม
    #2394
    0
  22. #2345 MsCarter (@zenbcc164) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 มีนาคม 2560 / 16:17
    โอ้ยยยย น่ารักเกินไปแล้ว
    #2345
    0
  23. #2336 PINKLAND (@pinkyariss) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 17:04
    ฟหกด่าสวไะกงหะดหเน
    #2336
    0
  24. #2265 3874119 (@3874119) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:41
    เขินมากมาย
    #2265
    0
  25. #2224 bbbbbbbys (@bestyespd) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 21:32
    จูบแล้วเนอะ หวดวเส่ส้สไงผงอสิส้สๆงหสเส้ส้ะสไลเสะย้ส
    #2224
    0