-THAT SMILE- #ยิ้มหวานของหมอ

ตอนที่ 13 : CHAPTER 13 : special 'THIS MOMENT'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 31,381
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 685 ครั้ง
    25 ส.ค. 58

- 13 - 
THIS MOMENT 




ย้ำอีกครั้ง -- สถาปัตย์ไม่ใช่เรื่องตลก

เราตื่นนอนตอน 11 โมงเช้า และพบว่าตัวเองนั่งฟุบอยู่ตรงโต๊ะญี่ปุ่นตัวเตี้ยท่ามกลางกองงานหน้าทีวี สิ่งแรกที่รับรู้ได้คือความปวดเมื่อยที่เล่นงานเราไปทั้งตัว 

นาทีนี้เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจแล้วว่าจะมีชีวิตรอดไปใช้ชีวิตวันหยุดรึเปล่า
คือเรากับเพื่อนมีแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกันตอนปิดเทอม จองตั๋วล่วงหน้ากันนานมาก นานจนเราลืมไปแล้วถ้าไม่มีคนสรุปแพลนสถานที่ที่จะไปมาในไลน์กรุ๊ป
พอคิดเรื่องเที่ยวขึ้นมาก็อยากหยุดเวลาไว้สักสองสามวันแล้วก็หนีไปเที่ยว ก่อนจะกลับมาลุยงานต่อจริงๆ 

หลังจากนั่งนิ่งๆเพื่อกู้สติคืนมาได้ประมาณนึงเราก็ลุกขึ้นและเดินตรงไปยังห้องครัวโดยที่ในสมองสั่งการแค่ หิว หิว และ หิว

เปิดตู้เย็นปุ๊บ สิ่งแรกที่เราเห็นคือ M150 สามขวดวางเรียงกัน ภาพที่เห็นทำเอาเราลอบถอนหายใจ 
และแล้วก็มาถึงจุดนี้กันจนได้ จุดที่ต้องดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อจะนั่งปั่นงานข้ามวันข้ามคืนได้แบบที่ไม่น็อคไปซะก่อน

โอเค!
เราตัดสินใจจะไม่ยุ่งกับเครื่องดื่มบ้าพลังตั้งแต่เช้า แล้วเอื้อมมือไปหยิบอาหารแช่แข็งที่วางซ้อนกันอยู่ในช่องฟรีซมาอุ่นด้วยไม่โครเวฟ ปล่อยให้ระบบอันโนมัติทำงานตามที่ตั้งเวลาไว้ ส่วนคนก็แยกตัวไปอาบน้ำ 

เรียกความสดชื่นของตัวเองกลับมาเรียบร้อย เราก็ถือข้าวผัดกุ้งร้อนๆมานั่งลงตรงหน้าแม๊คบุ๊คลูกรัก ฝั่งขวาเป็นแมคบุ๊คโปร ส่วนฝั่งซ้ายเป็นแม๊คบุ๊คแอร์

เจ้าเครื่องใหญ่เราใช้จะทำงานออกแบบโดยเฉพาะ ส่วนเครื่องเล็กที่เรารับต่อมาจากพี่สาวจะเอาไว้ใช้ดูหนังฟังเพลงทั่วไปกับหิ้วออกไปข้างนอกเพราะมันเบากว่า 

เราดึงสายตามองสลับไปสลับมาและหายใจเข้าลึกๆเหมือนให้กำลังใจตัวเอง ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบผิวสัมผัสสีเงินด้านๆของเจ้าเครื่องมืออัจฉริยะตรงหน้า แล้วพูดออกมาเหมือนกันว่ามันมีชีวิต ตอนที่เปิดหน้าจอแม็คบุ๊คโปรที่พับอยู่ขึ้น

“สู้เค้านะลูกพ่อ...”

มื้อเช้าของเราถูกจัดการไปพร้อมๆกับการที่จดจ่อสายตาอยู่กับหน้าจอสว่างๆ พอเจอส่วนไหนที่คิดว่าน่าจะต้องแก้ไขเราก็วางช้อนแล้วทำงาน แล้วจะกลับมากินข้าวได้ก็ต่อเมื่อพบว่าผลงานตรงหน้าเป็นที่น่าพอใจแล้วเท่านั้น 

ไม่ทันไรเสียงเตือนจากโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็บังคับให้เราต้องละสายตาอย่างช่วยไม่ได้ ที่หน้าจอทัชสกรีนแจ้งเตือนว่ามีคนไลน์เข้ามา เห็นอย่างนั้นเรากดรหัสปลดล็อค และเข้าไปอ่านข้อความ

*ตื่นยังครับคุณ

ตัวหนังสือตรงหน้าทำเอาเราต้องแอบขมวดคิ้ว กับคำถามในใจ 
ถ้ายังไม่ตื่นแล้วจะมานั่งอ่านไลน์อยู่นี่ได้ไงวะคุณหมอ?

*ยังไม่ตื่นมั้ง 
*นี่ยิ้มหวานตัวปลอมพิมพ์

*- _ - 
*งั้นคุยกับยิ้มหวานตัวปลอมก็ได้
*ยิ้มหวานตัวจริงสบายดีมั้ย 
*เมื่อคืนได้นอนเปล่า


*ตัวจริงได้นอนตอนเกือบเช้าละ

*อืม พักผ่อนด้วย
*เราไม่กวนละ
*ฝากบอกตัวจริงอีกอย่าง
*อย่าน่ารักเกินไปได้ปะ?


อ่านข้อความที่อีกฝ่ายส่งมาแล้วเราก็แอบทำสีหน้าไม่ถูกอยู่เหมือนกัน
ว่าแต่....ควรตอบไปยังไงดี?

*ตัวจริงกลับมาแล้ว
* ^ ^

*- _ -
*หวัดดี
*โอเคมั้ย
*ทำไรอยู่


*กินข้าว นั่งเช็คงานด้วย

*เมื่อกี้ตัวปลอมบอกยังไม่ตื่น

*เพราะยิ้มหวานตัวปลอมเป็นจอมโกหกยังไงล่ะ
*555 

*- _ -
*ทำไมกินข้าวไปพลางทำงานไปพลาง?


*ก็ทำอย่างเดียวมันเสียเวลาอ่ะ


เราพิมพ์ตอบไปอย่างที่คิด ทั้งๆที่รู้ว่าอีกฝ่ายอ่านแล้วจะต้องเปิดโหมดนศพ.มาบ่นเราแน่ๆ 

*ว่างคุยใช่มั้ย
*ง่วงว่ะ ตาลายโคตร ขี้เกียจพิมพ์
*แป้บนึง เดี๋ยวโทรไป


อ่านเสร็จเราก็ได้แต่ทำหน้างง แล้ววางมือถือเอาไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าแป้บนึงของอีกคนนี่กี่นาทีกันแน่ ก่อนจะเตรียมตัวดึงความสนใจกลับไปยังงานที่ทำอยู่อีกครั้ง

แต่ไม่ทันได้ทำอะไร เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นก็ทำเอาเราต้องละสายตา หน้าจอโทรศัพท์ซึ่งถูกวางอยู่ไม่ไกลมือปรากฎตัวหนังสือสั้นๆ บอกชื่อของคนที่โทรเข้ามา 

- เจ้าของชีท -

เห็นแล้วก็ต้องแอบขำ เราเคยคิดนะว่าจะเปลี่ยนชื่อที่บันทึกเอาไว้เป็นชื่ออื่น แต่ก็ยังนึกไม่ออก 
จะใช้ชื่อของเจ้าตัวเลยก็ดูจะธรรมดาไป ทีฝ่ายโน้นเค้ายังไม่เซฟด้วยชื่อเราเลย

สุดท้ายชื่อ 'เจ้าของชีท' นี่ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนสักที

เราปล่อยให้โทรศัพท์ดังอยู่สักพักโดยไม่รับสายเพราะกำลังกดเซฟงานในโปรแกรม 
แน่ใจว่าส่วนที่เราเพิ่งแก้ไขไปก่อนหน้านี่ถูกบันทึกการเปลี่ยนแปลงเอาไว้เรียบร้อยแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มาแล้วรับสาย

“ว่าไงคุณหมอ โทรมามีธุระอะไร?”

“โทรมาคุยดิ จะให้เราโทรมาแล้วเงียบเหรอ?"
ฝ่ายนั้นตอบแล้วหลุดขำหึๆ

“กวนตีนนะครับ!”

ฝ่ายที่โดนเราว่าหัวเราะรับ ก่อนจะถามกลับมาอีก
“แล้วนี่กินข้าวเสร็จยัง?”

“ยังอ่ะ กินไปพลางทำงานไปพลางอยู่เนี่ย ตอนนี้คุยโทรศัพท์เพิ่มอีกอย่าง"

“กินให้เสร็จก่อนเลย ทำทีละอย่างดิ"

“ก็มันช้าอ่ะ" 

“เชื่อดิ! กินให้เสร็จแล้วค่อยมาทำงานมันเร็วกว่าจริงๆ กินไปด้วยทำงานไปด้วยแบบนี้มันไม่ดีต่อสุขภาพ เดี๋ยวปวดท้อง"

ว่าแล้วว่าต้องโทรมาบ่นเรื่องนี้ ...
ถึงจะชอบทำตัวเถื่อนๆ แบดบอย เจาะหูเยอะแยะ แต่จริงๆแล้วหมอเป็นคนมีระเบียบขัดกับลุคสุดๆ 

รู้จักกันมาสักพักเราถึงได้รู้ว่าหมอจะทบทวนบทเรียนที่เรียนมาทุกวัน วันไหนโดด หลับ หรือแอบเล่นไลน์ พอกลับบ้านไปปุ๊บหมอจะอ่านทวนเนื้อหาที่เรียนในคาบนั้นทันทีแบบไม่ทิ้งเอาไว้ข้ามวัน รู้แรกๆเราก็อึ้งไปเหมือนกัน กับโหมดเด็กเรียนของเขา 

ตอนที่เห็นเราทำหน้าอึ้งเพราะรู้เรื่องนี้ หมอบอกว่ามันไม่ได้น่าตกใจอะไรขนาดนั้น เขาก็แค่แบ่งเวลา 2-3 ชั่วโมงต่อวันเพื่อใช้ทบทวนบทเรียน ส่วนเวลาที่เหลือจะเล่นจะเที่ยวยังไงก็ทำได้เท่าที่ใจอยากไปเลย
ฟังดูง่าย แต่เรารู้ว่ามันทำได้ยากกว่าที่คิดอยู่แล้วในชีวิตจริง
แหละนี่คือโหมดเนิร์ดของนศพ.

เราฟังเสียงทุ้มๆที่กดน้ำเสียงลงต่ำเหมือนจะดุเราอยู่นิดหน่อยแล้วผ่อนลงในช่วงท้าย แล้วยอมตกลงทำตามที่เขาบอกไปง่ายๆ พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ 

แต่ถึงอย่างเราก็ยังอยากเถียงเขาอยู่ ถึงได้ตอบกลับไป

“ครับคุณหมอ ขนาดเรียนยังไม่จบยังดุขนาดนี้ ถ้าเป็นหมอขึ้นมาจริงๆจะดุขนาดไหนเนี่ย”

"อยากรู้ก็อยู่ด้วยกันจนถึงตอนนั้นแล้วรอดูดิ"

ไอ้หมอบ้านี่!

“ไม่ต้องมาจีบเลย เราวางสายแล้วนะ จะกินข้าว!"

พูดจบเราก็เป็นฝ่ายกดตัดสายก่อน แล้วลุกขึ้นจากเบาะที่นั่งอยู่ เพื่อที่จะเดินไปนั่งกินข้าวดีๆบนโต๊ะ และสรุปได้ว่าการนั่งกินข้าวแบบตั้งหน้าตั้งตากินโดยไม่ทำอย่างอื่นเลยก็ไม่ได้ใช้เวลานานอย่างที่คิด ดีไม่ดีอาจจะเร็วกว่ากินไปทำงานไปด้วยซ้ำ

น้ำผลไม้แบบกล่องในตู้เย็นถูกหยิบติดมือไปกับแก้วน้ำ ก่อนที่เราจะเดินกลับไปลงตรงมุมเดิมกับความรู้สึกพร้อมลุยงานต่อที่มากยิ่งขึ้น

เรานั่งวุ่นอยู่กับการตัดกระกาษเพื่อมาต่อเป็นโมเดลตามสัดส่วนไปได้สักพัก ก่อนที่เสียงเตือนจากไลน์จะดังขึ้นมาอีกครั้ง เรากดเปิดดู แล้วก็เห็นรูปร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เจ้าโปรดของเราถูกส่งมาพร้อมคำถาม

*อยากกินมั้ย?

ดูรูปแล้วเดาไม่ยากว่าอีกหมอกับเพื่อนๆน่าจะพากันไปกินข้าวที่โรงอาหารคณะเราอีกแล้วล่ะมั้ง 

*มากโคตร

*งั้นเดี๋ยวลงมารับด้วย


ห๊ะ?
อ่านข้อความจากหน้าจอจบแล้วเราก็ได้แต่ขมวดคิ้วเหมือนมีเจ้าตัวมาอยู่ตรงหน้า 
ก่อนจะนึกในใจ  ....เนียนอีกละ

*ถ้าเราไม่ลงไปอ่ะ?

*ปีน -_- 
*ล้อเล่น
*ลงมาเอาของกินเฉยๆก็ได้
*ถึงแล้วเดี๋ยวบอก


*จะไม่ร้องเพลงอีกใช่ปะ?
*มองไปก็มีแต่ฝนโปรยปราย~~


พิมพ์เสร็จเราก็ส่งสติ๊กเกอร์หมีบราวน์หลบฝนใต้ใบไม้ไปให้ รู้สึกสนุกขึ้นมาเพราะได้ล้ออีกคน

*อย่าล้อดิ
*ขับรถก่อน


*ok


เวลาผ่านไปสักพัก ก่อนที่เราจะรู้ว่ามีคนส่งข้อความมาทางไลน์
... ไม่ต้องเปิดดูก็รู้เลยว่าใคร

เราหยิบโทรศัพท์มาถือไว้แล้วลุกขึ้นไปหยิบคีย์การ์ดกับกระเป๋าตังค์ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปพลางเช็คมือถือไปพลาง แล้วก็เห็นข้อความบอกกันว่าอีกฝ่ายมาถึงแล้วแบบที่เดาเอาไว้ไม่มีผิด

พอลงไปถึงชั้น 1 ก็ได้เห็นว่าวันนี้คุณหมอเค้าเอาเมอร์ซิเดสคันเก่งมาซะด้วย

ปกติหมอไม่ขับรถนะ บอกว่าขี้เกียจ แถมนั่งบีทีเอสสะดวกกว่า ถ้าวันไหนขับรถคันหรูที่เจ้าตัวบอกว่าที่จริงแล้วเป็นรถของคุณแม่ มาอย่างวันนี้ แสดงว่าเจ้าตัวต้องเหนื่อยมากจนไม่อยากเบียดกับใคร ไม่ก็รู้ตัวว่าจะกลับดึก

เรามองคนที่อยู่ตรงหน้าจากมุมไกลๆแล้วก็รู้สึกขัดใจปนอิจฉา
ทำไมขายาวจังวะ?

เขายืนพิงรถ ขาข้างนึงเหยียดตรงส่วนอีกข้างงอเข่าหน่อยๆ ท่าทางไม่ต่างอะไรจากพระเอกการ์ตูนเท่ๆ

พอเราเดินเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นมาทักทาย ฝ่ามือของเขาไม่ใหญ่มากแต่นิ้วเรียวยาว ปลายนิ้วนางกับนิ้วก้อยจะงอๆนิดหน่อยแบบไม่ตั้งใจตอนที่โบกมือมาทางนี้

หมั่นไส้อ่ะ! เก็กไปป่ะ!

ขนาดเราเป็นผู้ชายด้วยกันเรายังรู้สึกเลยว่าคนตรงหน้าเท่แถมยังขี้เก็กเอามากๆ
เขาตัวสูงอยู่แล้ว พอมาบวกกับบุคลิกท่าทางนิ่งๆเฉื่อยๆดูไม่ค่อยแคร์โลกก็ยิ่งดูคูลเข้าไปใหญ่

แต่คิดๆดูแล้วท่าทางเวลามาดหลุดนิดๆตอนเขินนั่นก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน...

เราเดินไปหยุดตรงหน้าเขา มองหน้าแบบไม่ทักไม่ทายอะไร ก่อนจะยื่นมือไปหาแล้วถามถึงสิ่งที่รออยู่

“ไหนอ่ะก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เรา"

ได้ยินอย่างนั้นอีกฝ่ายก็มองกลับมา ยิ้มมุมปากนิดๆแล้วตอบ

“ก๋วยเตี๋ยวอะไร คุยกับตัวปลอมเปล่า?”

กวนตีนชะมัด!

เห็นท่าทางกวนโอ๊ยของหมอแล้วเราทนไม่ไหว จนต้องยกขาขึ้น เอารองเท้าแตะเตะลงไปตรงปลายรองเท้าหนังตรงหน้าเต็มๆ

โดนเราเตะปุ๊บอีกฝ่ายก็ยอมขยับออกมาจากรถที่พิงอยู่แล้วยืนตัวตรง หันไปเปิดเมอร์ซิเดสสีดำ ก่อนจะมุดเข้าไปในรถเพื่อจะหยิบถุงก็อบแก็บที่วางอยู่บนที่นั่งข้างคนขับมาให้

“อ่ะ กินซะจะได้โตไวๆ"

คำพูดที่ได้ยินทำเอาเราอดไม่ได้ที่จะตีหน้ายุ่ง แต่ก็ยังยื่นมือไปรับสิ่งที่เขายื่นมาให้ แล้วตอบกลับไปกับรอยยิ้ม

“ขอบคุณครับ"

“อืม...”

หมอรับคำแล้วก็ยืนมองหน้าเรานิ่งๆอยู่อย่างนั้น ท่าทางเหมือนกำลังคิดวางแผนอะไรอยู่ จนเราอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นแล้วมองสบตากลับไป

หลังจากนั้นก็มีสถานการณ์เหมือนว่าเรากับหมอกำลังยืนยิงพลังทางสายตาใส่กันอยู่ตรงหน้าคอนโด
พอฝ่ายนั้นขยับปากเหมือนจะพูดอะไรออกมา เราก็รีบขัดพร้อมยกมือขึ้นไปชี้

“ห้ามร้องเพลงนะ!”

เขาฟังเราแล้วชะงักไป หมอหลุดขำพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยตัวเองแล้ววางมือพักเอาไว้ตรงนั้นก่อนจะตอบกลับมา

“ง่วงนอนว่ะ เราจอดรถทิ้งไว้ตรงนี้แล้วขอเข้าไปนอนในรถแป้บนึงได้มั้ย ยามจะไล่ปะ? เดี๋ยวทุ่มนึงต้องไปอ่านหนังสือกับพวกนั้นต่ออีก"

“น่าสงสารเนอะ"

เราตอบกลับไปแบบนั้น
ทั้งๆที่ความรู้สึกตอนนี้คืออยากเอาก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ฟาดคนชะมัด!

พอเราไม่ยอมพูดอะไรต่อ อีกฝ่ายก็ยกมือขึ้นทั้ง 2 ข้างแล้วพูดออกมาอย่างยอมแพ้

“โอเคๆ หมดมุกแล้ว อยากขึ้นไปบนห้องอ่ะ"

“ก็แค่เนี้ย!...”

เราพูดออกมาพร้อมกับกลั้นขำไปด้วย ก่อนจะเดินอ้อมไปยังประตูที่นั่งข้างคนขับ แล้วส่งสายตาบอกให้อีกฝ่ายปลดล็อคประตูให้หน่อย

"ที่จอดรถของห้องเราอยู่ชั้น 5 จะขึ้นอาคารจอดรถต้องขับอ้อมไปด้านหลัง"

คนฟังยิ้มถูกใจก่อนจะกดรีโมทปลดล็อคประตูรถให้กันทันที

เราไม่รู้ว่าถ้าเป็นคนอื่นจะคิดยังไงกับเรื่องนี้...
แต่สำหรับเรา การที่เรายอมให้เขาขึ้นไปบนห้องเราง่ายๆมันเป็นผลจากความดีที่เจ้าตัวสะสมมาตลอด

หมอทำอะไรโดยนึกถึงความรู้สึกของเราก่อนเสมอ และไม่เคยทำตัวไม่น่าไว้ใจ
นั่นทำให้ระดับกำแพงของเราที่มีต่อคนตรงหน้าลดลงเรื่อยๆ 
ส่วนจะลดลงไปได้ถึงไหน และความรู้สึกนี้จะพัฒนาไปเป็นอะไรนั้น
...ตอนนี้เราก็ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

รู้ก็แต่...ถ้ามันมีวันนึงที่เรากับเขาไม่ได้คุยเล่นกันแบบตอนนี้
ถ้าความสนิทสนมที่มีอยู่นี้มันหายไป ก็คงไม่ได้มีแต่เขาหรอก...ที่จะรู้สึกเสียใจ


,




ถึงแม้จะออกจากห้องไปคนเดียว แต่เราก็กลับเข้ามาโดยมีอีกคนมาเป็นเพื่อน

เข้ามาปุ๊บเราก็เอาก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ที่เย็นชืดเพราะแอร์รถมาเทใส่จาน แล้วใส่เข้าไมโครเวฟไปอุ่น หันมาอีกทีแขกของห้องเค้าก็หาที่อยู่ให้ตัวเองได้เรียบร้อย

หมอทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่กลางห้อง ยกขาข้างนึงมา พาดข้อเท้าไว้บนขาอีกข้าง 
เท่าที่เราสังเกตดูนะ เขานั่งท่านี้บ่อยมาก

พอรู้ว่าเรามองไป ฝ่ายนั้นก็มองกลับมาแล้วชวนเราคุย

“ก็อยากเดินเข้าไปช่วยนะ แต่รู้ว่าทำอะไรไม่ได้แน่ๆ เลยนั่งรอตรงนี้ดีกว่า"

ได้ยินอย่างนั้นเราก็พยักหน้ารับ พร้อมคำตอบ
“ดีแล้ว เป็นแขกก็นั่งรอไปนั่นแหละ"

หมอก็เป็นอย่างนี้แหละ...
นอกจากนิสัยเสียที่ชอบเล่นมุกน่าขายหน้าแล้ว เขาก็เป็นคนตรงๆ
ถึงจะตามจีบเราอยู่แต่ก็ไม่เคยทำเป็นเอาใจเราจนเกินพอดี แล้วก็ไม่เคยทำเหมือนเราเป็นผู้หญิงด้วย

รออยู่ไม่นานก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ที่อุ่นไว้ก็เสร็จ เราหยิบช้อนส้อม 2 คู่พร้อมกับถือจานอุ่นๆมานั่งลงบนเบาะหน้าโต๊ะตัวเดิม ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกคนที่นั่งเช็คมือถืออยู่บนโซฟา เขาทำหน้างงนิดหน่อย ตอนได้ยินที่เราพูด

“มานี่ดิ มีอะไรจะบอก"

คนฟังยกมือขึ้นขี้หน้าตัวเอง จนเรานึกสงสัย
... นั่งกันอยู่ 2 คน จะให้เรียกใครวะ?

พอเห็นว่าเราพยักหน้ารับ อีกคนก็เดินมานั่งลงข้างๆกัน ก่อนที่เราจะดันจานให้ขยับไปใกล้เขามากขึ้น

“กินด้วยกัน"

"เฮ้ย ไม่เอา"

ได้ยินปุ๊บเขาก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ
เราเหลือบมอง พอเห็นว่าอีกคนหูแดงจัดก็ได้แต่กลั้นขำ ก่อนจะพูดต่อ 

“เรากินข้าวแล้วนะ กินหมดนี่ไม่ไหวหรอก"
พอเห็นว่าคนที่ควรจะตอบยังคงส่ายหน้ามาให้กันลูกเดียว เราก็ยกส้อมในมือขึ้นชี้หน้าขู่แล้วพูดซ้ำ

"กินเดี๋ยวนี้เลย ถ้าไม่ช่วยกินวันหลังก็ไม่ต้องซื้อมาให้เราเลยนะ"

"ขู่นี่หว่า"

"ขู่อะไร เราพูดจริง!"

"น่ากลัวมาก โอเคๆ กินก็กิน"

คนฟังยิ้มมุมปากตอบรับคำพูดของเรา พร้อมกับส่ายหน้าเหนื่อยใจ แล้วหันไปจิ้มเส้นใหญ่เข้าปาก กินหมดไปคำนึงเขาก็ถามเราสั้นๆ

“พอใจยัง"

“เก่งมาก หมอแสนรู้แสนเชื่อฟัง พันธุ์อะไรครับ”

เราตอบกลับไปอย่างนั้น ก่อนจะโดนอีกฝ่ายเอาข้อนิ้วเขกหัวเข้าให้ตอนที่ตักก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ขึ้นมากินบ้าง

หลังจากนั้นไม่นาน จานตรงหน้าก็ว่างเปล่า 
คนข้างๆอาสาลุกขึ้นเอาจานไปล้างให้ ก่อนจะส่งเสียงมาจากในครัวถามเราว่าแก้วน้ำอยู่ไหน
สักพักเขาก็เดินกลับออกมานั่งลงข้างๆเรา เหมือนจะตั้งใจมาดูงานที่เราทำอยู่ 

“แม็คบุ๊ค 2 เครื่องเลยเหรอ ขโมยได้ปะ”

เราหันไปมองสบตา ก่อนจะยักคิ้วให้ ก่อนจะรู้สึกตัวว่าช่วงนี้เราชอบทำท่าทางแบบนี้บ่อยๆ เวลาตั้งใจจะกวนใครสักคน -- ติดคนตรงหน้ามาแน่ๆ

“ขโมยดิ! เราจับหมอทุ่มออกไปทางระเบียงแน่"

เขาเลิกคิ้วรับคำพูดของเรา ก่อนจะตอบกลับมาแค่ 
"เหรอ~”

“ล้อเล่นน่า เครื่องใหญ่ของเรา ส่วนเครื่องเล็กก็อันเดียวกับที่เราชอบหิ้วไปร้านกาแฟไง มรดกจากพี่สาวแหละ"

คนฟังรับคำในลำคอเหมือนไม่ค่อยสนใจ เพราะสายตากำลังจดจ่ออยู่กับโมเดลงานของเราที่กองอยู่ท่ามกลางเศษกระดาษเกลื่อนกลาด กับอุปกรณ์พวกกาวและคัตเตอร์ ก่อนจะพูดออกมา

"งานใหญ่นะเนี่ย เหลืออีกเยอะปะ"

"ตอนนี้มันก็เหมือนจะไม่เยอะอ่ะ แต่เราว่าสักพักมันต้องเยอะ แบบไม่เสร็จง่ายๆ"

หมอพยักหน้ารับคำพูดของเรา นั่งมองโมเดลที่ยังไม่เสร็จดีอยู่สักพัก ก่อนจะหันมาถาม

"ขี้เกียจอ่านหนังสือว่ะ มีอะไรให้ช่วยมั้ย?"

พูดจริงๆ เราโคตรไม่ไว้ใจหมอเลย
หน้าตาท่าทางไม่เหมือนคนที่จะทำอะไรละเอียดๆได้เลยสักนิด เพื่อความมั่นใจเราเลยถามอีกครั้ง

"หมอ... ตอนเรียนศิลปะได้เกรดอะไร?"

"A ดิ"
ฝ่ายนั้นตอบแล้วยิ้มมุมปากมาให้เหมือนจะอวดกัน เราเกือบเชื่อแล้ว ถ้าเขาไม่พูดต่อ

"จ้างเพื่อนทำการบ้านทุกชิ้นเลย"

"ว่าแล้วเชียว!” 

พูดจบทั้งเราและหมอก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ก่อนที่เราจะพูดต่อ 

"ขอบใจที่อยากช่วย แต่หมอไปอ่านหนังสือเหอะ สอบติดๆกันเลยนี่"

"อืมม" 

เขารับคำ ยักไหล่เหมือนชิวเต็มที่ ทั้งๆที่หน้าตาดูอ่อนเพลียสุดๆ 

"ไปละ! โซฟานอนได้ปะ?" 

พอเราหันไปพยักหน้าให้ หมอก็ลุกขึ้น เดินกลับไปนั่งบนโซฟา เปิดกระเป๋าสะพายข้างสีดำซึ่งใบใหญ่กว่าที่เขาใช้ในวันปกติ ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มหนาออกมา แล้วเอนตัวลงนอนบนโซฟาอย่างที่ถามเอาไว้ พร้อมกับยกหนังสือขึ้นอ่าน 

พูดจริงๆ แค่เห็นความหนาของหนังสือเราก็กลัวแล้ว
สถาปัตย์ไม่ใช่เรื่องตลกก็จริง
...แต่แพทย์ก็คงขำไม่ออกพอๆกัน

“ถ้าหลับจะให้เราปลุกมั้ย?”

ที่เราถามออกไปอย่างนั้นเพราะเห็นท่าทางง่วงจัดของเจ้าตัว
เดาเอาว่าไม่เกินครึ่งชั่วโมงนศพ.ต้องหลับคาที่แน่นอน

“ไม่ต้องอ่ะ ถ้าเราหลับก็ปล่อยให้นอนไปเลย"

เรารับคำเบาๆ ระหว่างนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก
จนกระทั่งเวลาผ่านไปสักพัก เราก็รับรู้ได้ว่าห้องเงียบลง 
...เดาไม่ยากว่าอีกคนน่าจะหลับไปเรียบร้อยแล้ว

ได้หันไปสนใจเขาอีกทีก็ตอนที่เราลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว แล้วกลับออกมาพร้อมน้ำดื่มขวดใหญ่ในมือ
แต่แทนที่จะกลับไปนั่งลงบนเบาะเหมือนเดิม เรากลับไปแวะดูคนที่กำลังนอนหมดสภาพโดยมีหนังสือทั้งเล่มวางทับอยู่บนใบหน้า...เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้

ถ้าเกิดฝันขึ้นมา จะฝันว่ากำลังอ่านหนังสือไหมเนี่ย?

โซฟาตัวใหญ่ในห้องเราเป็นแบบสามที่นั่ง แต่คนที่หลับสนิทอยู่ก็ตัวยาวจนเท้าเลยเบาะออกมา 
หมอนอนกอดอกนิ่งๆไม่ขยับตัว เราเห็นท่าทางเก็กๆของคนที่ยังคงไม่หลุดมาด ถึงแม้ว่าจะมีหนังสือทั้งเล่มทับหน้าอยู่ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหมั่นไส้

หันซ้ายหันขวาไปเห็นไอโฟนหมอวางอยู่ไม่ไกลเลยเอื้อมมือไปหยิบมา

เรากดปลดล็อคหน้าจอด้วยตัวเลข 4 หลัก ก่อนจะเปิดกล้องแล้วแอบถ่ายคนที่นอนหลับอยู่ไปหลายช็อต
ถ่ายเสร็จก็ต้องมานึกว่าจะเอารูปที่ได้ไปทำอะไรดี ก่อนสิ่งที่คิดขึ้นมาได้จะทำให้เราหลุดยิ้ม

เราเปิดไลน์ พึมพำบอกคนที่นอนอยู่ว่า ยืมมือถือหน่อยนะ ด้วยเสียงที่เบาจนแทบจะกระซิบ เป็นอันเข้าใจได้ว่าเราขอยืมแล้ว ก่อนเลื่อนหาไลน์กรุ๊ปหล่อสัดรัสเซียที่หมอเคยให้เราช่วยตอบให้

เจอปุ๊บก็ส่งรูปคนที่นอนหลับไม่รู้เรื่องลงไป แล้วก็ได้แต่แอบขำ รอดูปฏิกริยาอยู่สักพักก็มีคนพิมพ์ตอบกลับมา

*มึงอยู่ไหนเนี่ย
*ห้องไม่คุ้นนะไอ้สัด


งานเข้า!! ลบก็ไม่ได้ด้วยอ่ะ!!
รู้งี้โพสลงไอจีดีกว่า....

พอไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง เราก็ได้แต่กดล็อคหน้าจอ ปล่อยให้ไลน์หมอเด้งเตือนไม่หยุดอยู่อย่างนั้น ก่อนจะวางมือถือไว้ตรงที่เดิมราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น  – แกล้งตายดีกว่า....

เรากลับไปสนใจคนที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่องอีกครั้ง พอเห็นว่าเขานอนกอดอกอยู่แบบนั้นก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าจะหนาวรึเปล่า 

เพราะเวลาพวกเพื่อนๆของเรามานอนที่นี่ ไอ้พวกนั้นชอบล้อว่าห้องเราเย็นเป็นขั้วโลกเหนืออยู่ประจำ

ยืนมองอยู่สักพักเราก็เอาขวดน้ำไปวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเดินเลยไปหยิบผ้าห่มผืนบางออกมาจากในห้องนอน เพราะคอนโดเราเป็นที่รวมตัวของทุกคนอยู่แล้ว แม่เราเลยเอาพวกหมอนกับผ้าห่มมาเตรียมเอาไว้ให้เยอะแยะ

เราถือผ้าห่มอยู่ในมือ มองคนที่ยังคงหลับสนิทแล้วไม่ไว้ใจความเจ้าเล่ห์ของเขาสักนิด 
คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจพูดออกมาคนเดียว

“ถ้าแกล้งหลับอยู่ก็รีบตื่นขึ้นมาเลยนะ"

ไม่รู้ดิ -- ก็เรากลัวโดนแกล้งไง

พูดจบปุ๊บเราก็ยืนหรี่ตาสังเกตท่าทางของคนที่นอนหลับอยู่สักพัก พอเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงนิ่ง ถึงได้คลี่ผ้าห่มออก แล้วห่มลงไปให้บนร่างกายคนที่ยังคงนอนหลับอยู่ ก่อนจะค่อยๆหยิบหนังสือเล่มหนาที่ปิดหน้าเขาอยู่ออกแล้ววางไว้ให้บนกระเป๋า 

พอเอาหนังสือออก ท่าทางการนอนของคนตรงหน้าก็ดูสบายขึ้นทันที 
...ดีนะไม่ตายคาหนังสือไปซะก่อน
เราเดินผละมาจากตรงนั้น ก่อนจะกลับมานั่งทำงานอยู่ตรงมุมเดิม 

กว่าจะได้ละสายตาจากงานตรงหน้าอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมง ตอนที่โทรศัพท์เครื่องเดียวที่เราเคยเอามาเล่นอยู่เมื่อกี้ส่งเสียงร้องเตือนว่ามีคนโทรเข้ามา 

พอหันไปทางโซฟาก็พบว่าคนที่ควรจะตื่นมารับสายยังคงหลับสนิทไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย เราก็เลยลุกขึ้น ปลายเท้าไปหยุดอยู่ใกล้ๆคนที่กำลังนอนหลับลึกสองมือยังคงกอดอกนิ่ง เอียงคอหน่อยๆ 

พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งสนิท เราก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเอานิ้วไปอังปลายจมูก แล้วหลุดขำกับความคิดของตัวเอง
ไม่ใช่ว่าหยุดหายใจไปแล้วนะ!

พอนิ้วมือเราสัมผัสได้ถึงลมหายใจเบาๆ ก็เป็นอันวางใจได้
อืม... ยังอยู่ๆ

ก่อนที่เราจะได้เขย่าตัวเขาแล้วเรียกให้ตื่นเพราะโทรศัพท์ดัง ฝ่ามือของคนที่นอนอยู่ก็ขยับแล้วก็ยกขึ้นมากุมข้อมือเราเอาไว้อย่างรวดเร็ว ดวงตาที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆลืมขึ้นเพียงครึ่งนึง
 มันก็เลยเหมือนกับว่าเราโดนหมอหรี่ตามอง ก่อนที่เขาจะถามออกมาสั้นๆ

“เล่นอะไรอ่ะ?”​

ยอมรับเลยว่าการที่เจ้าตัวยกมือขึ้นมาคว้ากันไว้กะทันหันแบบนี้ทำให้เราตกใจจนต้องรีบดึงข้อมือที่่ถูกจับเอาไว้ออก แล้วตีลงไปบนไหล่คนตรงหน้าแรงๆ

“ตกใจหมดเลย! มีคนโทรมา มันดังจนตัดไปแล้ว!”

ได้ยินแบบนั้นเขาก็ตื่นขึ้นเต็มตา ลุกขึ้นนั่งช้าๆก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากหาว แล้วบ่นงึมงำได้ใจความว่า 

"จริงๆรับไปเลยให้ก็ได้นะ" 

ไว้ใจกันไปปะ? 
เรามองคนที่กำลังเช็คมือถือดูว่าใครโทรมา พอเห็นว่าเป็นเพื่อนในกลุ่มหมอก็เข้าไลน์ไปพิมพ์ถามว่ามีอะไร พร้อมคุยกับเราไปด้วย

“คิดว่าเราตายรึไง"

เราไม่ตอบ แต่พออีกฝ่ายมองมาเห็นสีหน้าเราก็คงสรุปเอาเองได้ว่าเราก็แค่เล่นสนุก

“เด็กน้อย~ กี่ขวบแล้วเนี่ยฮึ?”

“21 ขวบ เท่าหมอแหละ!"
เราตอบ ยักคิ้วไปให้คนตรงหน้า 2 ที 

“หมอยัง 20 อยู่เลยครับ"
ทำไมต้องพูดแล้วทำหน้าภูมิใจด้วยเนี่ย? 

“อายุน้อยกว่าเราก็เรียกพี่เลย!” 

คนตรงหน้าเลิกคิ้วมองหน้าเราแบบที่เดาความหมายไม่ได้ ก่อนที่จะตอบกลับมา

“เรียกแล้วมีรางวัลให้ป่ะ? ไม่มีไม่เรียกนะ" 

ได้ยินอย่างนั้นเราหันไปแยกเขี้ยวใส่คนที่ยังคงนั่งหน้าง่วงอยู่ที่เดิม ก่อนจะเดินผละมาทำงานต่อ ปลายสายตาของเราเห็นว่าเขาลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำแล้วออกมากับหน้าเปียกๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟาเต็มแรง

“ในตู้เย็นมี M150 นะ กินมั้ย?”

เราถามล้อๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะส่ายหน้าแทนคำตอบ

“ยัง... นี่ยังวันแรกอยู่ยังไม่ถึงขั้นนั้นหรอก"​

“เออใช่เราลืมบอกเลย สอบเสร็จเราไปญี่ปุ่นอาทิตย์นึงนะ อยากได้อะไรป่ะ?”
 
“ไม่อ่ะ"

“นึกก่อนก็ได้ ถ้านึกออกบอกนะ” 

“อยากให้ตัวปลอมไปแทน ไม่ได้เจอกันอาทิตย์นึงเลยดิ คิดถึงชัวร์"

“เวอร์ละ!” 

เราคุยไปด้วยทำงานไปด้วยแบบที่ไม่ทันได้สังเกตว่าอีกฝ่ายทำอะไรอยู่ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่มีคนนั่งลงข้างๆ พอเราหันไปก็เห็นว่าหมอกำลังยกโทรศัพท์ขึ้นมาจอหน้าเราแล้วกดถ่ายรูปซะงั้น 

เรายกมือขึ้นไปบังเลนส์กล้องมือถือ แต่ก็รู้อยู่หรอกว่าไม่ทันแล้ว 

“อะไรอ่ะ?” 

“ไอ้พวกนั้นมันถามว่าอยู่ที่ไหน เราบอกไปว่าอยู่คอนโดยิ้มก็ไม่เชื่อ ต้องถ่ายรูปส่งไปเป็นหลักฐาน" 

'ยิ้ม'? – เราชื่อยิ้มตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย? 
คิดแล้วก็งงอยู่พักนึง แสดงว่าหมอก็รู้แล้วอ่ะดิว่าเราส่งรูปตัวเองตอนหลับลงไปในไลน์กรุ๊ป 
คนตรงหน้าไม่โวยวายอะไรออกมาเหมือนเวลาที่พวกเพื่อนๆโดนเราแกล้ง
แต่ยิ่งทำเป็นเฉย เราว่ามันยิ่งดูอันตราย...

หันไปมองอีกที เราก็เห็นนศพ.ยิ้มมุมปากก้มหน้ากดมือถือยิกๆ 
ว่าแต่....เมื่อกี้หมอบอกว่าจะส่งรูปเราไปให้เพื่อนนี่หว่า!!
ซวยแล้ว!! 

คิดได้อย่างนั้นปุ๊บเราก็รีบเอื้อมมือไปพยายามจะคว้าโทรศัพท์ที่อยู่ในมือของคนตรงหน้ามาให้ได้
แต่อีกฝ่ายดันเร็วกว่า ยกมือหลบเราเสร็จก็หันมาทำหน้าเยาะเย้ยกันทันที นาทีนั้นเรารู้ตัวเลยว่าโวยวายอะไรไปก็ไม่ทัน รูปถูกส่งไปแล้วแน่ๆ 

ไม่ทันที่เราจะได้พูดอะไรออกมา คนที่ยังคงยกมือที่ถือโทรศัพท์อยู่ขึ้นสูงสุดแขนก็โน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบบอกเราต่อหน้าอย่างอารมณ์ดี 

“ช่วงสั้นนะเราน่ะ”


ยิ่งได้ยินอย่างนั้นเรายิ่งฉุนขาด! อยากจะจับตัวสูงๆเหวี่ยงออกทางระเบียงห้องให้รู้แล้วรู้รอดอย่างที่เคยขู่เอาไว้ 

เวลาเล่นมุกหยอดกันยังไม่น่าฟาดให้ตายเท่าพูดอ้อมๆว่าเราแขนขาสั้นแบบนี้เลยจริงเหอะๆ!

เราเหลือบสายตาไปมองคนที่นั่งขำกับหน้าบึ้งๆของเราแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมานอกจากถอนหายใจหนักๆ
ทำไมเก่งนักวะ? จะทำอะไรก็ชนะเราไปหมดเลยอ่ะ!

แล้วฝ่ายนั้นก็ลดมือลง ขยับตัวหันหลังให้เราที่ตั้งท่ากลับมาทำงานต่อเรียบร้อยแล้ว 
เนี่ย มัวแต่เล่นเสียเวลาชะมัด!

สักพักเราก็รู้สึกว่ามีคนเอนหลังมาพิงที่ไหล่ พอเอียงคอไปมองแล้วเห็นปกคอเสื้อนักศึกษากับลำคอด้านหลังอยู่ใกล้ปลายจมูกเราแค่นิดเดียวก็ต้องรีบหันกลับมา แล้วบ่นงึมงำ

“หนัก...กลับที่ไปเลยไป" 

คนฟังหัวเราะรับ ก่อนจะยกมือขึ้นวาดแขนยาวๆมาทางนี้แล้ววางมือแหมะลงบนหัวเราเต็มๆ ฝ่ามืออุ่นลูบผมเราเล่นแบบที่ชอบทำอยู่บ่อยๆ 

ก่อนเจ้าตัวจะหันหน้ามาพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ 
หมอกระซิบบอกว่า ไม่งอนนะครับ แล้วเรียกชื่อเราปิดท้ายแถมยังเติมคำว่า 'พี่' นำหน้าให้อีกด้วย

ไอ้บ้า!
เขินเลย...



tbc.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 685 ครั้ง

3,210 ความคิดเห็น

  1. #3205 G_D_G_errard (@G_D_G_errard) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2562 / 13:29
    หมอออออเบาาาาาาาหมอ
    #3205
    0
  2. #3077 PR4EW (@bhkesornkul) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 เมษายน 2562 / 22:02
    ชอบความสัมพันธ์ของทั้งคู่มากๆเลยค่ะ แง้;-; ไม่ต้องมีชื่อก็อ่านลื่นมากๆเลย คุณไรท์เขียนดีมากเลยคับ!
    #3077
    0
  3. #2996 ATENNILE (@ATENNILE) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 23:55
    สรุปว่าเรื่องนี้ละมุนจริงๆไม่ต้องมีชื่อพระนายอะไรก็อ่านเพลินมากน่ารักจริงๆ ยิ้มหวานของหมอ
    #2996
    0
  4. #2949 SMACHA10 (@SBOW10) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กันยายน 2561 / 23:15
    การดำเนินเรื่องคือดีมากค่ะ จนเรามองข้ามชื่อของตัวละครไปเลย เหมือนเป็นชื่อที่ใช่เรียกเขาสองคนไปแล้ว แค่นี้ก็ฟินมากกกกกเลย หมอมี 24 ชม.ก็ จีบยิ้มหวานไปแล้ว 20 ชม. ที่เหลืออ่านหนังสือ กับอยู่กับเพื่อนไปเรียน 5555555 ชอบความค่อยเป็นค่อยไปของความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมากค่ะ ไม่ดูรีบร้อน รู้ว่าจีบกันจริงๆมันเป็นยังไง เลิฟๆๆๆๆๆ
    #2949
    0
  5. #2930 Ampme (@ampmeamppaire) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 กันยายน 2561 / 20:22
    พระ นาย ชื่ออะไรคะ 5555
    #2930
    0
  6. #2876 MManatsawan (@MManatsawan) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2561 / 08:35
    ชื่ออะไรอะ 55555
    #2876
    0
  7. #2812 Jink_chan (@Jink_chan) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2561 / 10:28
    อร้ายยยย.....ละมุนเกินไปแล้ววววว
    #2812
    0
  8. #2768 GBright˙ω˙ (@logooo) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 / 09:45
    อยากรู้ชื่อเหลือเกิน
    #2768
    0
  9. #2759 Deer-Dear (@colona_site) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2561 / 10:20
    อยากรู้ชื่อออออ~
    #2759
    0
  10. #2738 kawjawconan (@kawjawconan) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 19:36
    ไรท์จะทำอย่างนี้ไม่ได้นะคะ ใจนุจะขาดแล้วว่าเค้าชื่ออะไรกัน55555
    #2738
    0
  11. #2718 K_TaE (@gt11536) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 23:35
    นี่ไรท์จะไม่บอกชื่อจริงๆเหรอ555
    #2718
    0
  12. #2711 bugigi (@bugigi) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มีนาคม 2561 / 09:58
    หมอคะมาช่วยเลย ทางนี้คือเขินจะตายแล้วนะคะ
    #2711
    0
  13. #2682 'KUMO❤ (@lukget-b22) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:05
    ฮืออออ เขินหนักมากเว่อร์ อ่านรวดเดียวยาวจ้า

    ยิ้มแม่งทุกตอนเลยว่ะหมอ 55555555555


    ชอบๆ ❤
    #2682
    0
  14. #2678 earlynight (@nopejinsolx) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 20:30
    เขินเลยฮื่อออ หมอน่ารักเกินไปแล้ว!
    #2678
    0
  15. #2610 Carnelian (@Chanisa_Aom) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 07:56
    เขินน น่ารักอ่าาา แกล้งกันไปแกล้งกันมา555
    #2610
    0
  16. #2561 Chiriri (@Chiriri) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2560 / 13:06
    เขิลอะ อ่านไปบิดไปเลยนะ >//<
    #2561
    0
  17. #2545 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 21:35
    ยิ้มหวานหมอเค้าหลับอยู่ยังไปแกล้งเค้าอีกนะ โดนแกล้งกลับเลย
    #2545
    0
  18. #2519 P' P (@pendeavour) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2560 / 05:21
    หมอนี่ชอบทำอะไรให้เขิลอ่ะ
    #2519
    0
  19. #2518 MINANORIGO (@MINANORIGO) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2560 / 21:34
    แล้วพระเอกกับนายเอกชื่อไรละเนี่ย55555555 มีแต่ชื่อแทน555555
    #2518
    0
  20. #2489 -worthwhile- (@-worthwhile-) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 13:27
    หมอออลคิลมากๆ ฮรืออออ TwT
    #2489
    0
  21. #2420 260745 (@260745) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 เมษายน 2560 / 13:40
    หมอนขาดไปหลายใบแล้วว #เขาชื่ออะไร????
    #2420
    0
  22. #2402 Skyzui (@suthammaklangnet) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 16:05
    สรุปปป เค้าชื่ออะไรกันนนนนนนนน แงงง
    #2402
    0
  23. #2359 pare4561 (@pare4561) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 15:21
    งื้อออออ จะน่ารักไปถึงไหนเนี่ยยยยย ใจเต้นแรง ใบหน้าถูกสต๊าฟไว้ด้วยรอยยิ้มชนิดที่เรียกว่าหุบไม่ลง เมื่อยหน้าไปหมดแล้ววววว
    #2359
    0
  24. #2332 PINKLAND (@pinkyariss) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 07:40
    ยิ้มหวานเขินเลย งื้ออ
    #2332
    0
  25. #2263 3874119 (@3874119) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 / 15:09
    น่ารักมากๆๆๆ
    #2263
    0