Revenge of Dike การแก้แค้นของไดค์

ตอนที่ 9 : ตอนที่ 5 : โรคเหม่อลอย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    28 ม.ค. 61

เช้านี้ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแย่กว่าปกติ เป็นความรู้สึกเหมือนโดนอุดปากอุดจมูก ไม่รู้โดนผีอำรึเปล่า

“บอล จะสายแล้วนะ รีบมากินข้าวเร็ว!

“ครับๆ”

แต่ผมก็ต้องรีบสลัดความง่วงงุนทิ้งแล้วเตรียมตัวเข้าชั้นเรียน วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องเรียนเรื่องวิเคราะห์ปกรณัมกรีก 1

หลังกินข้าวเช้าเสร็จ ผมกับพี่สาวก็ตรงดิ่งไปยังห้องเรียนของตัวเองอย่างรวดเร็ว

“ทันเวลาฉิวเฉียดแฮะ”

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะเปิดประตูห้องเรียนเข้าไป ดูเหมือนอาจารย์เลเวียกำลังจะเริ่มเช็คชื่อพอดี

“บอล ทางนี้ค่ะ”

ขณะที่กำลังมองหาที่นั่งว่างอยู่นั้นเอง เพื่อนใหม่ที่ชื่อวารีรัตน์ก็ส่งเสียงเรียก ผมจึงเดินลงไปนั่งข้างเธอซึ่งอยู่ท้ายสุดของห้องเรียน

“สวัสดีครับน้ำ... แล้วนัทเป็นอะไร?

เมื่อนั่งลงแล้วกล่าวคำทักทาย ผมก็สังเกตเห็นว่าเพื่อนใหม่อีกคนที่ชื่อฐากรณ์ที่ปกติมักร่าเริงอยู่เสมอกลับนั่งเหม่อลอยมองไปที่กระดานอย่างเงียบๆ

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ” วารีรัตน์ถอนหายใจ “เป็นแบบนี้ตั้งแต่เช้าแล้ว นี่ถ้าไมได้รูมเมทของเขาไล่ตะเพิดออกมาก็ไม่รู้จะมาทันหรือเปล่าเหมือนกันค่ะ”

“...อ่าฮะ”

“นี่หายซึมสักทีสินาย โถ่ นี่แพ้บอลรึไงกันคะ”

“แพ้ผม?

“ไม่ใช่บอล เอ่อวิวัฒน์ค่ะ หมายถึงบอลที่เล่นเดิมพันกันค่ะ”

“...อ๋อ”

เล่นพนันกับเค้าด้วยเหรอเนี่ย อาการแบบนี้สงสัยเสียไปเยอะ แต่ปล่อยไว้สักพักเดี๋ยวก็คงหาย

“คุณธุลีธาร วิวัฒน์”

“มาครับ”

“ดีมาก วันนี้ก็มาครบ ถ้างั้นเริ่มเรียนได้ เปิดหนังสือไปหน้าที่ยี่สิบ”

และแล้วการศึกษาเทพปกรณัมกรีกก็เริ่มอีกหนึ่งวัน วันนี้นอกจากจะเรียนเรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเทพเจ้าแต่ละองค์แล้ว อาจารย์เลเวียยังให้เขียนบทความเกี่ยวกับเทพเจ้าแต่ละองค์ในสภาโอลิมเปี้ยนแบบย่อด้วย แต่ถึงจะแบบย่อก็ยังต้องเขียนเกี่ยวกับเทพพวกนี้อย่างน้อย 1,000 คำ ขี้เกียจนับวุ้ย เขียนๆมันไปเถอะ

แต่ก่อนอื่นจดไว้ก่อนว่าเทพแต่ละคนเป็นเทพแห่งอะไรบ้างก็แล้วกัน

อันดับแรก ซุส เทพเจ้าแห่งท้องฟ้าและสายฟ้า เป็นหัวหน้าสภาโอลิมเปี้ยน พูดง่ายๆคือเป็นหัวหน้าใหญ่ของบรรดาเทพกรีก

ต่อมาโพไซดอน เป็นพี่ชายของซุส เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ชอบทำแผ่นดินไหวแถมยังเป็นผู้ที่ให้กำเนิดม้าอีกด้วย

อันดับต่อมาคือฮาเดสซึ่งไม่ได้อยู่ในสภาโอลิมเปี้ยนแต่มีศักดิ์เป็นน้องชายของซุส เป็นเทพเจ้าแห่งความตายและนรกใต้พิภพ เพราะเป็นเทพแห่งความตายนี้เองเลยไมได้ถูกต้อนรับในสภาโอลิมเปี้ยน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีความสำคัญพอๆกับซุสและโพไซดอนเพราะในปกรณัมกรีกถือว่าทั้ง 3 องค์นี้คือมหาเทพ

ต่อด้วยเฮเฟตัส เพทผู้คุ้มครองหมู่บ้านอาเธ.... อัส? อะไรเนี่ย? เอ้ย ช่างมันก่อน เป็นเทพเจ้าแห่งสิ่งประดิษฐ์ งานเหล็ก ช่างฝีมือ ประติมากรรมต่างๆและไฟ

อะพอลโล องค์นี้ถือว่าจับฉ่ายมากเพราะเป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ โรคระบาด การรักษา ธนู คำพยากรณ์แถมพ่วงด้วยดนตรีอีกต่างหาก

เฮอร์มีส องค์นี้ก็เยอะ แต่ส่วนใหญ่ไปในทางเดียวกันต่างจากอะพอลโลที่เป็นเทพจับฉ่าย เฮอร์มีสเป็นเทพเจ้าแห่งการเดินทาง การค้า คนโกหก โจร เรียกว่าสายนักเดินทางเอาตัวรอดต้องคนนี้เลย

แอรีสเทพเจ้าแห่งสงคราม นอกจากเรื่องสงครามเทพองค์ไม่มีอะไรให้พูดถึงอีกเท่าไหร่ แต่ถ้าวีรกรรมฮาๆซึ่งหากมองจากมุมมองที่เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามแล้วนับว่ามีเยอะพอตัว

ตบท้ายด้วยเทพองค์สุดท้ายเพสชายคือ ไดโอนีซุส เทพเจ้าแห่งไวน์พ่วงด้วยความบ้าคลั่ง ก็คนเมานี่นะ

ต่อด้วยเทพหญิง ก่อนอื่นก็เริ่มจากเฮร่า เทพเจ้าแห่งสตรีและการสมรส

อาธีน่า เทพีแห่งสติปัญญา อารยธรรม กฎหมาย การสงครามโดยชอบ ยุทธศาสตร์ ศิลปะ การทอผ้า งานฝีมือ พูดโดยรวมคือเป็นเทพีแห่งสติปัญญาและทักษะความสามารถต่างๆ

ดีมีเทอร์ องค์นี้ไม่ค่อยมีบทบาทมากนักในเรื่องเล่าต่างๆ อาจเพราะเธอเป็นเทพีแห่งธัญพืชและอาหารก็ได้

อาเธมีส เทพีแห่งดวงจันทร์ การล่าสัตว์ สัตว์ป่า หญิงสาว การคลอด และอย่างอื่นอีก จับฉ่ายพอๆกับอะพอลโลเลย... อ้อ ทั้งคู่เป็นฝาแฝดกันนี่นะ

และสุดท้ายคืออะโฟรไดท์ เทพีแห่งความรัก ความงาม กามารมณ์

คร่าวๆก็คงประมาณนี้มั้ง... เอ่าล่ะ ต่อไปก็เอาพวกนี้มาเขียนเป็นบทความ...

เวลาผ่านไปอย่างเงียบๆไร้เสียงพูดคุยยกเว้นเสียงลากปากกา ทุกคนต่างตั้งใจเขียนให้ยาวที่สุดเรื่องถูกผิดเป็นเรื่องรอง เพราะอย่างไรเสียวิชานี้ก็เน้นที่มุมมองของแต่ละคนอยู่แล้ว ไม่มีถูกผิดตายตัวแค่อย่าเขียนมั่วเกินไปนักก็พอ

“เฮเอ เสร็จสักที ปวดนิ้วจะแย่ หืม?

ผมบิดขี้เกียจหลังวางปากกาเสร็จแล้วหันไปข้างๆ วารีรัตน์เขียนบทความได้เรียบร้อยดี แต่ฐากรณ์นี่จะเขียนสั้นไปไหม? เดี๋ยวก็โดนดุหรอก จะว่าไปนี่ยังไม่หายเหม่ออีกรึ? แค่เสียพนันบอลเองไม่ใช่รึไง

“โอเค ครบทุกคนแล้วใช่ไหม งั้นเลิกคลาสวันนี้ได้”

ทันทีที่อาจารย์เลเวียประกาศเลิกคลาส นักศึกษาแต่ละคนก็รีบออกจากห้องกันทันที ยกเว้นผม วารีรัตน์และฐากรณ์ที่ยังนั่งอยู่ในห้อง จริงๆผมเองก็ควรรีบไปกินข้าวแล้วเข้ากะงาน แต่วันนี้คลาสเลิกไวเลยยังพอมีเวลา อีกอย่าง... รู้สึกเป็นห่วงฐากรณ์ด้วย เมื่อวานยังเฮฮาอยู่เลยแท้ๆ

“นี่ นัทพอสักทีได้มั้ยคะ!” วารีรัตน์ดุแล้วเขย่าไหล่ฐากรณ์เป็นการใหญ่ “ดะ เดี๋ยวสิ!

ทว่าเจ้าตัวไม่แม้แต่จะหันมามองแถมยังเก็บของลุกออกจากห้องด้วยอาการเหม่อลอยอีก

“ตานี่ ดะ เดี๋ยวก่อนค่ะ!

“นะ น้ำๆ ใจเย็นๆก่อน”

“แต่!

ผมกับวารีรัตน์ได้แต่มองแผ่นหลังของฐากรณ์ที่เดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

“ผมเริ่มคิดว่าอาการของนัทเริ่มไม่เหมือนคนที่ซึมเพราะแพ้พนันบอลแล้วล่ะ”

“...จะว่าไปก็จริงนะคะ แถมนี่ไม่ใช่ครั้งแรกด้วยที่ตานั่นเสียพนันบอลค่ะ จะซึมยังไงแต่ถึงกับเมินฉันแบบนี้ก็เกินไปแล้วค่ะ!

“ก็นะ... งั้นก็น่าจะเป็นสาเหตุอื่นแล้วล่ะ พอจะนึกออกไหม?

“... ไม่เลยค่ะ ฉันกับนัทอยู่หอพักเดียวกันแต่อยู่คนละห้องค่ะ เมื่อคือเห็นระริกระรี้ว่าจะดูบอลโต้รุ่ง แต่นอกจากเรื่องนี้แล้วฉันก็นึกไม่ออกเลยค่ะว่าอะไรเป็นสาเหตุให้เขาเซื่องซึมได้ขนาดนี้...”

“นั่นสินะ....” ผมว่าพลางถอนหายใจ และในจังหวะนั้นเองผมก็หันไปเห็นใบหน้าของวารีรัตน์ชัดๆเต็มตาเป็นครั้งแรกของวันเพราะที่นั่งมีฐากรณ์คั่นกลางอยู่ ผมขมวดคิ้วมุ่น “เมื่อคืน... เราไม่ได้เจอกัน...... เปล่าๆ ไม่มีอะไร”

“คะ?

“คงต้องรอดูอาการของนัทไปก่อน” ผมว่าแล้วเริ่มเก็บของ “เดี๋ยวผมมีงานพิเศษด้วย ไว้ตอนค่ำๆค่อยเจอกันก็แล้วกัน”

“...ก็ได้ค่ะ”

แล้วผมกับวารีรัตน์ก็เก็บของแล้วออกจากห้องเรียนไปทำธุระส่วนตัวต่อ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าพอเวลาผ่านไปอาการของฐากรณ์ก็น่าจะดีขึ้นเอง... แต่ดูเหมือนผมจะคิดตื้นไปหน่อย... จะว่าไปอาการของเขาคล้ายๆกับรุ่นพี่คนนั้นที่เห็นตอนพิธีปฐมนิเทศอยู่เหมือนกัน จะมีความเกี่ยวข้องกันรึเปล่า? คงไม่ใช่โรคระบาดหรอก... ใช่ไหม?

ทว่า แม้จะหวังให้ฐากรณ์หายเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น

เมื่อผมเลิกงานพิเศษแล้วกำลังเดินไปที่หอพักนั้นเอง ผมก็เห็นฐากรณ์นั่งเหม่ออยู่กับวารีรัตน์อยู่ที่ม้านั่งตัวหนึ่งข้างทางเดิน ผมตรงไปหาทั้งคู่ ฐากรณ์ไม่มีปฏิกิริยาอะไรอย่างสิ้นเชิง ส่วนวารีรัตน์หันมามองผมด้วยสายตากึ่งๆสิ้นหวัง

“ไม่ดีขึ้นเลยเหรอ?

วารีรัตน์ส่ายหหน้าอย่างอ่อนแรง

“พูดด้วยก็แล้ว ปลอบใจก็แล้ว ใช้กำลังก็ด้วย แต่ไม่ได้ผลเลยสักอย่างค่ะ อาการไม่ต่างจากเมื่อเช้าเลยสักนิดค่ะ”

“...พาไปโรงพยาบาลไหม?

“หืม? นายคนนั้น... อยู่คณะปกรณัมศาสตร์ใช่ไหม?

ตอนนั้นเอง จู่ๆก็มีนักศึกษาสาวผมทองคนหนึ่งที่ชุดนักศึกษาดูเหมือนจะเล็กไป 1 ไซส์เดินผ่านมาพอดีแล้วหยุดทักเมื่อเห็นอาการของฐากรณ์กับพวกผมที่กำลังกลุ้มใจ

“เอ่อ ครับพวกเราอยู่คณะปกรณัมศาสตร์”

สาวผมทองพยักหน้า

“นายคนนั้นเป็นแบบนั้นมานานหรือยัง? หรือเพิ่งเป็นวันนี้?

“ระ รู้อะไรงั้นเหรอคะ!?

“เป็นอย่างที่คิดเลยสินะ” สาวผมทองเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด “เพื่อนฉันหลายคนก็มีอาการคล้ายๆกัน บางคนก็เป็นตั้งแต่ปีหนึ่ง ตอนนี้ฉันอยู่ปีสอง ตั้งแต่เริ่มเรียนมา ฉันมีเพื่อนห้าคนแล้วที่มีอาการแบบนี้ ห้าคนเชียวนะ! พวกนายเชื่อไหม!?

“ยะ เยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ?

“ใช่สิ แถมมหาลัยไม่รับผิดชอบอะไรเลยด้วย เคยมีคนร้องเรียนอยู่หรอกว่าเนื้อหาการเรียนมันยากไปจนมีหลายคนเครียดจนสติแตก... แต่คำร้องก็ถูกปัดตกไปเพราะมีอยู่หลายคนที่มีสุขภาพดีและผลการเรียนดี...”

“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมานานหรือยังคะ? ทำไมก่อนเข้ามหาลัยนี้มาฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย ถ้าเรื่องมันใหญ่โตขนาดนี้อย่างน้อยต้องเป็นข่าวบ้างสิคะ”

“แน่นอนว่าทั้งฉันกับเพื่อนๆเคยพยายามกระจายข่าวเรื่องนี้แล้ว แต่... ไมได้ผลเลย”

“หมายความว่าไงครับ ที่ไม่ได้ผล?

“... ไม่มีใครเชื่อเลยน่ะสิ ขนาดเคยพาไปโรงพยาบาลให้หมอเช็คแล้วนะ คำตอบเป็นยังไงรู้ไหม? อาการปกติดี! อย่ามาล้อกันเล่นนะโว้ย!

สาวผมทองตะโกนลั่นจนคนจำนวนมากหันมามองเป็นตาเดียว แต่คุณเธอดูจะไม่สนใจ

“ละ แล้วฉันจะช่วยนัทยังไงดี คนที่เคยมีอาการแบบเขามาก่อนเคยมีใครหายบ้างไหมคะ!?

“...ก็เคยมีอยู่หรอก” สาวผมทองที่ตะโกนจนพอใจแล้วพูดอย่างห่อเหี่ยว “อยู่ดีๆก็เป็นอยู่ดีๆก็หาย... อาจเพราะแบบนี้ด้วยล่ะมั้งถึงไม่เป็นข่าวใหญ่”

“ถะ ถ้างั้นนัทก็...”

“อย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้เยอะนักเลย” สาวผมทองมองวารีรัตน์ด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ “เพื่อนฉันหลายคนเองก็มีอาการแบบนี้” สาวผมทองหันไปมองรอบๆก่อนก้มลงแล้วพูดด้วยเสียงกระซิบ “ตอนนี้ฉันกับเพื่อนผู้เสียหายหลายคนกำลังตั้งกลุ่มผู้เสียหายจากอาการเหม่อลอย เรื่องนี้ทั้งทางมหาลัยและพวกอาจารย์ไม่ทำอะไรเลย พวกเราเลยต้องรวมกลุ่มหาทางแก้ไขกันเอง พวกนายเองก็เป็นเพื่อนของผู้เสียหาย มาเข้ากลุ่มเราสิ เผื่อจะได้ปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนข่าวสาร บางทีอาจคิดหนทางดีๆมาช่วยเหลือ... คนที่เรารักเหล่านี้ได้ก็ได้”

คำเชิญชวนของเธอ สำหรับผมดูน่าสงสัยชอบกลแต่วารีรัตน์กลับยืนขึ้นไปจับมือสาวผมทองทันที

“ยินดีเข้าร่วมเป็นอย่างยิ่งค่ะ!

สายตาของวารีรัตน์ที่มองกดดันลงมาทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“เข้าสิ” ผมว่า “ผมขอให้ความร่วมมือด้วย”

“โอเค” สาวผมทองพยักหน้าอย่างพอใจ “ถ้างั้น อ๊ะ ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ฉันเจสซิก้า สมิธ เรียกเจสก็ได้ บ้านเกิดอยู่อเมริกาแต่อยู่ในไทยมาสิบปีแล้วยินดีที่ได้รู้จักทั้งคู่”

“มิน่าพูดไทยชัดเชียว ผมวิวัฒน์ ธุลีธารครับ ชื่อเล่นบอล”

“วารีรัตน์ เจ็ดย่านน้ำค่ะ ชื่อเล่นน้ำ ส่วนเพื่อนฉันคนนี้ชื่อฐากรณ์ สมุทรสมบัติ ชื่อเล่นนัทค่ะ”

“เอ่อ ธุลีธาร เจ็ดย่านน้ำกับสมุทสมบัติ... ขอนอกเรื่องหน่อยนะ คือประเทศฉันเนี่ยถ้ายังไม่สนิทกันมากจะเรียกกันด้วยชื่อสกุล พอเป็นเพื่อนกันแล้วก็จะเรียกด้วยชื่อต้นแล้วถ้าสนิทกันสุดๆก็จะตั้งชื่อเล่นให้กัน แต่คนไทยไม่เป็นแบบนั้นเลยเนาะ ตอนฉันมาอยู่ใหม่ๆต้องปรับตัวตั้งนาน... ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยชิน”

“เพราะนามสกุลคนไทยยาวมั้งครับ?

“ก็อาจจะ” เจสซิก้าถอนหายใจ “งั้นฉันขออนุญาตเรียกพวกนายด้วยชื่อเล่นเลยนะ โอเคไหม? เอ่อ บอล น้ำ นัท”

“ไม่มีปัญหาครับ”

“ได้ค่ะ”

“โอเค ต่อไปนี่เบอร์โทรของฉันกับที่ที่พวกเรารวมกลุ่มกันช่วงนี้” เจสซิก้าพูดพลางฉีกสมุดขึ้นมาจดให้ “วันนี้ดึกแล้ว ไว้พรุ่งนี้เจอกันนะ ฉันไปก่อนล่ะ บ๊ายบาย”

“ครับ”

ผมตอบกลับเจสซิก้า ส่วนวารีรัตน์กลับไปเหม่อมองฐากรณ์อีกครั้ง เจสซิก้ายิ้มให้อย่างเห็นใจก่อนจะเดินกลับไปหอพักของเธอ

“พวกเราก็... กลับกันเถอะ”

“...ค่ะ”

ผมยืนส่งวารีรัตน์ที่เดินจูงฐากรณ์กลับหอพักอยู่ครู่หนึ่ง แผ่นหลังของทั้งคู่ดูเล็กเหลือเกิน

“เอ๊ะ...?

ภาพแผ่นหลังของฐากรณ์... ดูคุ้นตายังไงชอบกล อย่างกับเพิ่งเห็นเมื่อ... คืน?

“อุ๊...”

อยู่ๆก็รู้สึกปวดหัวแปล๊บ ผมรู้สึกผวาว่าจะจิดหลุดไปอีกคนไหม แต่ก็แค่ปวดหัวแปล๊บเฉยๆ... กลับบ้านอาบน้ำนอนดีกว่า

อยากเล่าเรื่องแปลกๆให้พี่สาวฟังอยู่หรอก แต่พี่สาวลงงานพิเศษ 2 ที่ กว่าจะกลับก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ในหอพักของผมกับพี่สาวก็ไม่มีสิ่งบันเทิงอะไรเลยนอกจากมือถือ แต่จะให้เล่นมือถือก็เปลืองเนตอีก ปกติแล้วผมจึงเข้านอนประมาณ 3 ทุ่มตลอด

วันนี้พี่สาวก็คงกลับดึกเหมือนเดิม

ผมแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่กลายเป็นสีน้ำเงินเข้มแล้วเดินกลับหอพัก

 

เมื่อได้สติลืมตาตื่น ผมก็มองเห็นเพดานห้องที่ดูคุ้นตา

“เหวอ!?

“แว้ก!

“ซะ เซน!? ทำอะไรของนายเจ้าหน้ามาจ่อซะใกล้ หัวใจแทบวาย!

“ทางนี้ต่างหากที่อยากโวย! อุตส่าห์เป็นห่วงสลบไปตั้งสามวัน ตื่นมาก็พูดยังงี้เลยเรอะ นายนี่มันเณรคุณจริงๆ!

“...สามวัน?

ผมถลึงตามองเซนแล้วผุดลุกขึ้นนั่งแล้วต้องส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาทันที ผมตกใจมองสำรวจร่างกายตัวเอง ไม่มีบาดแผล แต่เจ็บปวดไปทั่วทั้งตัว

“ฉะ ฉันเป็นอะไรเนี่ย”

“หมอบอกว่านายกล้ามเนื้อฉีกขาด” เซนยักไหล่ “นายบ้าระห่ำมากเลยรู้มั้ย ถึงจะแค่ไนท์เชดแบร์กับไนท์เชดด็อกก็เถอะ”

“ไนท์เชดอะไรนะ?

“อสุรกายหมีกับหมาที่นายกำจัดไปไง... จำไมได้รึ?

ผมนึกทบทวนความทรงจำ ล่าสุดจำได้ว่ามีคนมาปกป้องผมจากปีศาจหมีจนตัวตาย... จากนั้นก็ดูเหมือนผมจะเลือดขึ้นหน้า ออกอาละวาดแบบไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกัน ผมกำจัดหมีที่น่าจะชื่อไนท์เชดแบร์ได้สำเร็จ แก้แค้นให้ผู้ที่ช่วยชีวิตผมจากนั้นก็กำจัดไนท์เชดด็อกสำเร็จและได้ช่วยเหลือผู้คุมกันขบวนคาราวานหญิงคนนั้นได้สำเร็จ

“จริงสิ ขบวนคาราวานล่ะ?

“ไปตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว” เซนยักไหล่ “นายคงต้องรออีกสองอาทิตย์ล่ะนะ”

ผมพยักหน้ารับอย่างช้าๆ เพิ่งเจอเหตุการณ์เป็นตายมาหมาดๆ ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกเร่งรีบอยากไปเจอพวกเทพเจ้าเท่าไหร่แล้ว

“ขออยู่เป็นกาฝากอีกสักพักได้ไหม”

เซนยิ้มให้ผม

“ไม่เอาน่ะพูดอะไรอย่างนั้น อยู่ได้ตามสบายเลย ฉันจะไม่เรียกนายว่ากาฝากหรอก แต่ให้เวลานายอีกแค่สองสัปดาห์เท่านั้นนะพวก”

“ฮะๆๆ...”

คุยกับจบเซนก็ปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว ผมนอนมองเพดานอยู่ครู่หนึ่งแต่กลับรู้สึกสงบใจไม่ลงจึงตัดสินใจลุกขึ้นออกไปเดินเล่นในหมู่บ้าน อาการกล้ามเนื้อฉีกทำเอาเจ็บใช่เล่น แต่ถ้าไม่ขยับตัวแรงๆก็ไหวอยู่

ผมเดินวนไปรอบหมู่บ้านอย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายก็ไปเดินวนแถวโขดหินที่ขบวนคาราวานถูกโจมตีเมื่อคืน ร่องรอยความเสียหายยังคงอยู่ รวมไปถึงคราบเลือดที่แห้งกรังด้วย

ไม่มีศพของใคร ทั้งคนและพวกนั้น... เซนเรียกพวกมันว่าอสุรกาย ในป่านิลกาฬที่ผมไปโผล่ตอนแรกก็เจอสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดคล้ายๆกันนี้ แม้โดนซ่อมมาหนักแต่ผมก็ยังไม่ตาย...

“ถ้าอยากอยู่รอดให้ได้ในโลกนี้คงต้องเข้มแข็งขึ้นสินะ”

..................

อยู่ในโลกนี้งั้นเหรอ?

ข้าคิดอยู่แล้วว่าตัวตนของเจ้านั้นแตกต่าง

หือ?

มาหาข้าสิ หากเจ้าได้ยินเสียงข้า เราควรมาเจอแล้วคุยกันตรงๆเสียหน่อยสักครั้ง

เหมือนผมได้ยินเสียงผู้หญิงดังก้องในหู ไม่ค่อยรู้สึกตกใจเท่าไหร่ ภูมิต้านทานผมอาจเยอะขึ้น ว่าแต่ใครเนี่ย แล้วจะให้ไปหาที่ไหน?

ข้าจะรอเจ้า ในจุดที่เจ้าถูกซ่อมแต่ไม่ตาย

เข้าใจแจ่มแจ้งเลยครับ

แล้วผมก็เดินกลับหมู่บ้าน

2 ความคิดเห็น