Revenge of Dike การแก้แค้นของไดค์

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 4 : ขบวนคาราวานถูกโจมตี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 29
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ม.ค. 61

หากนับจากวันที่ผมฟื้นขึ้นมาในหมู่บ้านอาเธอัส เวลาได้ล่วงเลยมาแล้ว 6 วัน หากอ้างอิงตามที่เซนบอก ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ขบวนคาราวานที่จะเดินทางไปเอเธนก็น่าจะผ่านมาในอีกไม่ช้า

ระหว่างที่อาศัยเป็นกาฝากของเซน เวลาส่วนใหญ่ของผมหมดไปกับการช่วยงานเฝ้ายามของเขา ซึ่ง เอาตรงๆเลยคือว่างสุดๆ เพราะนอกจากวันที่ผมปรากฏตัวออกมาจากป่านิลกาฬแล้ว ไม่มีบุคคลภายนอกแบบผมหรือตัวอะไรก็ตามโผล่มาให้เห็นแม้แต่เงา

แปลว่าช่วงเวลาที่ต้องเฝ้ายาม 12 ชั่วโมงต่อวันนั้น ผมว่างสุดๆ

จะออกไปนอกหมู่บ้านก็ไม่กล้า กลัวจะไปเจอตัวอะไรเข้าอีก ให้ไปช่วยร้านนู้นร้านนี้ก็ไม่อยากทำ จะให้ไปช่วยทำเหมืองก็ขี้เกียจ หาปลา เลี้ยงสัตว์ยิ่งแล้วใหญ่ สุดท้ายเวลาแต่ละวันจึงหมดไปกับการนั่งๆ ยืนๆ คุยนู่นนี่นั่นกับเซนและโพบัสเพื่อนของเขา

ทั้ง 2 คนเคยเสนอให้ฝึกซ้อมเบาๆอยู่หรอกซึ่งผมเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไร แต่พอได้จับดาบมาลองฟาดฟันแล้ว... ความรู้สึกหลายๆอย่างก็ผุดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ อย่างความกลัว ความกังวล ความปอดแหก บลาๆๆ

หนำซ้ำดาบพวกนี้ยังหนักเกินไปด้วย หรือต้องบอกว่าผมอ่อนแอเองมากกว่า เพราะขนาดดาบที่เบาที่สุด ผมยังลองฟันแล้วข้อมือเคล็ดได้ ยังนึกสมเพชตัวเองเลยว่าอ่อนแอเหลือเกิน

ก็อย่างที่ว่ามาคือทำอะไรไม่ได้นอกจากเป็นเพื่อนคุยให้กับเซนและโพบัส แต่ก็อีกนั่นแหละ ความจำผมเสื่อม ส่วนมากแล้วจึงเป็นฝ่ายนั่งฟังเซนกับโพบัสเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง อาจเพราะปฏิกิริยาในการรับฟังของผมถูกใจพวกเขาแบบ... นี่นายไม่รู้อะไรเลยงั้นเหรอ งั้นฉันจะเล่าให้ฟังก็ได้! ทั้งคู่เลยรู้สึกสนุกสนานพอควรเวลามีผู้ฟังแบบผมอยู่ใกล้ๆ

เรื่องที่ฟังมีอยู่หลายเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ไม่สามารถมองข้ามไปได้อย่างเด็ดขาด

อันดับแรก พื้นที่ที่ผมอยู่ตอนนี้เรียกว่าทวีปอากอส มีเมืองและหมู่บ้านตั้งอยู่หลายแห่งแบบปกครองตัวเอง โดยมีเอเธนเป็นเมืองศูนย์กลางของทวีป เพราะนอกจากจะใหญ่ที่สุดแล้วยังอยู่ใต้ภูเขาโอลิมปัสพอดี หรือจะพูดอีกอย่างว่ามามาสร้างเมืองอยู่ใต้ภูเขาโอลิมปัสเพื่อให้ขึ้นไปข้างบนได้มากกว่า

การขึ้นไปยังเขาโอลิมปัสเองก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องมี บรรณาการ สักการะแด่เทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในสภาโอลิมเปี้ยนทั้ง 12 องค์นั้น หากเทพเจ้าพอใจในของสักการะก็จะถูกส่งขึ้นไปด้วยวิธีใดเองก็ไม่ทราบได้

ทวีปอากอสนั้นมีขนาดใหญ่โตมาก น่าเสียดายที่ไม่มีแผนที่ของทวีปนี้ในเมือง แต่แค่กวาดตามองไปรอบๆซึ่งทิศเหนือมีเอเธนที่อยู่ไกลลิบ ทางตะวันออกเป็นภูเขาเหมืองแร่ ทิศใต้มีป่าใหญ่ส่วนตะวันตกเป็นทุ่งกว้างแล้ว... ก็จินตนาการความใหญ่โตได้ไม่ยากนัก

ส่วนเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นความรับผิดชอบของผม... หรือต้องบอกว่าสำหรับสาวกเทพเจ้านั้น (ถ้าผมเป็นสาวกจริงน่ะนะ) คือภารกิจ 12 ประการ ที่เทพเจ้าแต่ละองค์ในสภาโอลิมเปี้ยนสั่งให้ทำ... น่าเสียดายที่เซนเองก็ไม่รู้รายละเอียดเหล่านั้นมากนัก เพราะได้ฟังแค่นานๆครั้งจากสาวกที่แวะพักในร้านเหล้าของหมู่บ้าน... ซึ่งอันที่จริงหมู่บ้านนี้เองก็เข้าร่วมหนึ่งในภารกิจที่ว่านั้นอยู่หนึ่งอย่าง

“...ซึ่งก็คือภารกิจของเทพเฮเฟตัส เทพผู้คุ้มครองหมู่บ้านแห่งนี้ไงล่ะไดค์” เซนพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ลองทายซิภารกิจที่ว่าคืออะไร?

“เอ่อ... ไม่รู้สิ”

“นายนี่หัดคิดสักหน่อยสิ” เซนบ่น แต่ไม่ได้มีน้ำเสียงไม่พอใจ “เฉลยเลยก็แล้วกัน ภารกิจที่ว่าคือการรวบรวมโลหะต่างๆให้เป็นบรรณาการแด่เทพเจ้าไง!

“...รวบรวมโลหะเนี่ยนะ? ภารกิจง่ายๆเองนี่ เทพเฮเฟตัสนี่ก็ใจกว้างดีเนอะ”

“เดี๋ยวก็ถูกเทพลงโทษหรอกนาย” โพบัสว่าพลางจิบเหล้า

“เอาน่ะ ก็ช่วยไม่ได้หรอก ฟังนะไดค์ ภารกิจรวบรวมโลหะ ฟังดูเหมือนง่ายก็จริง แต่ปริมาณกับแร่ลางชนิดที่แม้แต่ฉันยังไม่รู้จักนี่... มันไม่ใช่น้อยๆเลย”

“งะ งั้นเหรอ” น้ำเสียงของเซนทำให้ผมรู้สึกฝ่อนิดๆ

“ก็ใช่สิ อย่างแร่ทั่วไปอย่างเหล็กกับทองแดงเนี่ย...”

ปริมาณที่เซนบอกทำให้ผมขมวดคิ้วมุ่น

“...แล้วมันเยอะสักแค่ไหน?

“ก็... เซนกวาดสายตาไปมา ถ้าเหล็กอย่างเดียวก็น่าจะประมาณ... ภูเขาลูกนั้นมั้ง”

“เฮ้ย...”

“ก็แค่กะๆเอา” เซนยักไหล่ “แต่อาจจะไม่ถึงก็ได้... มั้ง?

ภูเขาลูกที่เซนชี้ไปนั้นไม่ได้ทำให้เทพเฮเฟตัสใจกว้างเลยแม้แต่นิดเดียว

ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างที่ฟังมา ทำให้ผมพอให้ข้อสรุปกับตัวเองอย่างคร่าวๆว่า... ภารกิจ 12 ประการจากเทพเจ้านี่ แต่ละอย่างคงอยู่ในระดับเทพเจ้าตามไปด้วยเช่นกัน

 

เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนตะวันใกล้ตกดิน เซนยังคงเล่านู่นนี่นั่นให้ผมฟัง ส่วนโพบัสยังคงจับตามองไปที่ป่านิลกาฬ แต่จู่ๆโพบัสก็ลุกพรวดขึ้น ทำเอาผมกับเซนตกใจ

“ขบวนคาราวานสินะ? เดี๋ยว... มีอะไรไล่ตามหลังมารึเปล่า?

ผมกับเซนลุกขึ้นยืนแล้วมองไปตามทิศทางที่โพบัสกำลังจับจ้อง แต่เนื่องจากพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว ความมืดจึงทำให้มองเห็นไม่ชัดนักนอกจากเงาลางๆและแสงจากคบเพลิงของรถม้าที่อยู่หัวขบวน แต่ถึงจะมองเห็นไม่ชัดก็ยังสามารถแน่ใจได้ว่า ตัวอะไรสักอย่างที่มีขนาดใหญ่และมีจำนวนมากกำลังไล่กวดขบวนคาราวานนั้นมาจากด้านหลัง

“เอ่อ เราจะไม่ทำอะไรหน่อยเหรอ?

ผมถามเซนอย่างหวาดๆ

“ทำอะไร? ไม่ต้องหรอก” เซนโบกมือไปมา “ถ้าเข้าเขตคุ้มครองของเทพเฮเฟตัสเมื่อไหร่ พวกตัวอะไรที่ไล่ตามมาเดี๋ยวก็หนีไปเอง”

คำอธิบายของเซนทำให้ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก หลังรั้วหมู่บ้านเริ่มมีคนออกมามุงดูด้วยความสงสัยจากเสียงเอะอะที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

“ผ่านโขดหินตรงนั้นก็เข้าเขตหมู่บ้านแล้ว”

เซนพูดแล้วชี้ไปที่หินก้อนใหญ่

ไม่นานนักขบวนคาราวานก็ห้อตะบึงมาถึงโขดหินก้อนนั้นและเข้ามาสู่แสงสว่างจากหมู่บ้าน ทุกคนเกือบจะถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้ว แต่ทันใดนั้นเองสัตว์อสูร? หรือวัวกระทิงร่างกายใหญ่โตที่มีสรีระเหมือนคนมากกว่าวัวก็กระโจนขึ้นสูงแล้วกระโดดลงมาบนขบวนรถคันหนึ่ง ทำให้ขบวนรถคันนั้นสันสะเทือนอย่างรุนแรงและล้มลง ส่งผลให้ขบวนรถที่อยู่ด้านหน้าล้มตามเป็นทอดๆ ม้าล้มกระแทกพื้นอย่างรุนแรงจนแน่นิ่ง สารถีถูกกระแทกจนกระเด็นออกนอกรถ

อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงเฉื่อยที่ยังหลงเหลือ ขบวนรถส่วนหน้าได้ผ่านอาณาเขตของหมู่บ้านเข้ามาส่วนหนึ่ง ส่วนปีศาจวัวที่ทำขบวนรถพลิกคว่ำนั้นก็ลอยผ่านตำแหน่งโขดหินนั้นมาด้วย มันไม่ได้ลงพื้นด้วยขาแต่ล้มกระแทกทั้งตัวแล้วเริ่มต้นดิ้นทุรนทุราย ดวงตาสีขาวเบิกกว้างและเหลือกไปด้านบน น้ำลายฟูมปากราวกับอยู่ๆก็เกิดอยากเป็นโรควัวบ้าขึ้นมา

ยังไม่ทันได้ถามเซนว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆปีศาจวัวก็เริ่มปะทุ เปลวเพลิงพวยพุ่งออกมาจากปาก รูจมูก หูจากนั้นก็ดวงตา ปีศาจวัวเริ่มเรืองแสงจากภายในจากนั้นก็ไฟก็ลุกพรึ่บทั้งตัว ส่งกลิ่มหอมของเนื้อย่างฟุ้งไปทั่ว แต่ไม่ทันไรกลิ่นก็เปลี่ยนเป็นกลิ่นเหม็นไหม้ ปีศาจวัวติดไฟด้วยตัวเองและลุกไหม้จนเป็นเถ้าถ่านในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

“นั่นคือ...”

“อาณาเขตเทพเจ้า” เซนตอบ “สำหรับเทพเฮเฟตัส ผู้บุกรุกจะถูกไฟแผดเผาเป็นจุณ”

“เฮ้ พวกนาย นี่ใช่เวลามาใจเย็นเรอะ! รีบไปช่วยขบวนคาราวานก่อน เซน นายไปตามพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมา ส่วนนายไดค์... หยิบดาบนั่นแล้วตามฉันมา”

“เอ๊ะ เอ๊ะ!? ผมเหรอ!

“เร็วเข้าน่า!

“คะ ครับ ครับ!

ผมรู้สึกเหมือนโพบัสแบ่งงานให้ผิดคนเพราะความลนลาน แต่อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยรู้จักใครในหมู่บ้านก็ได้

จะอย่างไรก็ตาม ขบวนคาราวานได้พลิกคว่ำตรงจุดรอยต่ออาณาเขตเทพเจ้าพอดี ผู้โดยสารที่อยู่ด้านหน้าๆต่างวิ่งออกมาหลบหลังอาณาเขตกันได้แล้ว แต่ดูเหมือนจะมีการต่อสู้อยู่ด้านหลังที่อยู่นอกอาณาเขตนั่น อาจเพราะยังมีคนติดอยู่ข้างในตัวรถ ผู้คุ้มกันจึงจำต้องออกมาต่อสู้รับมือ

การต่อสู้เป็นไปอย่างเสียเปรียบเพราะจำนวนคนที่ต่อสู้ได้มีน้อยกว่า แถมปีศาจวัวที่ไล่ตามมาก็มีมากกว่า 1 ตัว แถมยังมีปีศาจหมาและหมีอยู่อีก น่าแปลกที่พวกมันร่วมมือกันแทนที่จะกินกันเอง ไม่ก็พวกมันอาจนับเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันก็ได้

กระนั้น ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับผม

“ไม่ๆๆๆๆ โพบัส จะให้ฉันไปสู้กับไอ้พวกนั้นเนี่ยนะ!? ไม่มีทาง! ไม่ไหวหรอก! ไม่เอาเด็ดขาด!

“ฮึ่ย น่ารำคาญจริง” โพบัสแผดเสียง “ถ้าสู้ไม่ได้ก็ไปช่วยคนอื่นซะ ย้ากก!

เพราะเหตุใดไม่ทราบ ทันทีที่วิ่งมาถึงขบวนคาราวานโพบัสก็พุ่งเข้าไปฟันใส่ปีศาจวัวตนหนึ่งที่กำลังงัดกำลังกับคนคุ้มกันคนหนึ่งพอดี

ปีศาจวัวพวกนี้มีความสูงราว 2 เมตร ซึ่งสูงกว่ามนุษย์ทั่วไปไม่เท่าไหร่ แต่พละกำลังกับความดุร้ายของพวกมันนี่ร้ายใช่ย่อย แทนที่จะเป็นสัตว์กินพืชแต่ดูเหมือนพวกนี้จ้องจะกินเนื้อมากกว่า

เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ... แม้ฟังดูน่าสมเพชแต่ผมก็ไม่กล้าไปเลยอาราเขตเทพเจ้าและได้กวาดตามองสถานการณ์แวบหนึ่ง ผู้โดยสารส่วนใหญ่วิ่งตรงไปที่หมูบ้านแล้ว แต่เหตุที่คนคุ้มกันอยู่รั้งต่อสู้ดูเหมือนจะเป็นไปตามที่ผมคิดไว้คือ ยังมีคนติดอยู่ใต้ซากขบวนรถที่ล้มลงและยังออกมาไม่ได้ คนคุ้มกันจำเป็นต้องออกไปต่อสู้เพื่อถ่วงเวลาให้ผู้โดยสารหนี

จำนวนคนคุ้มกันรวมโพบัสมีอยู่ทั้งหมด 6 คน ส่วนศัตรูมีปีศาจวัว 2 ปีศาจหมา 1 และหมีอีก 1 เป็น 6 ต่อ 4

โพบัสกับนักดาบตัวโตกำลังรุมปีศาจวัวตัวหนึ่งด้วยความงุ่มง่ามแบบไม่ได้เข้าขากันเลย ปีศาจวัวอีกตัวมีนักดาบคอยต่อสู้คุมเชิงและมีนักธนูหญิงอีกคนคอยสนับสนุน ทางด้านปีศาจหมาก็มีคนใช้หอกคอยกดดันทิ้งระยะอยู่ และสุดท้ายปีศาจหมีก็มีคนใช้ขวานคอยกวัดแกว่งขวานอย่างสะเปะสะปะด้วยความหวาดกลัว

“นี่! นายคนนั้นน่ะ ถ้าว่างมาช่วยทางนี้ทีค่ะ!” จังหวะที่ผมทำอะไรไม่ถูกนั้นเอง นักธนูสาวที่ยืนอยู่บนขบวนคาราวานที่ล้มกลิ้งอยู่ก็ตะโกนเรียกผม ผมจึงรีบวิ่งไปทางเธอ “ข้างในนี่มีคนเจ็บอยู่ 3 คน ช่วยพาออกไปทีค่ะ ให้ไวด้วยค่ะ!

ผมพยักหน้ารับคำสั่งของเธออย่างรวดเร็ว เธอพยักหน้าตอบแล้วหันหลับไปช่วยยิงสนับสนุนคนคุ้มกันคนอื่นต่อ... รู้สึกเหมือนเคยเจอเธอคนนี้ที่ไหนมาก่อน

ผมสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วรีบปีนขึ้นไปบนขบวนรถที่พลิกคว่ำ เมื่อก้มมองผ่านช่องหน้าต่างที่ไม่กว้างมากนักก็เจอคน 3 คนติดอยู่ข้างใน ดูเหมือนจะเป็นพ่อ แม่และลูกสาว น่าเสียดายที่ประตูอยู่ฝั่งที่ติดพื้น ไหนจะมีสัมภาระจำนวนมากกระจายเกะกะเต็มไปหมด คนพ่อกับลูกเองก็ดูเหมือนจะบาดเจ็บจึงไม่สามารถช่วยตัวเองได้

“ทะ ทำไงดีเนี่ย...” ผมรำพึงเบาๆกับตัวเองแล้วมองไปรอบๆอีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี กลุ่มที่สู้กับปีศาจวัวยังพอไหว แต่คนที่สู้กับปีศาจหมาและหมีเริ่มเสียท่าแล้ว

“แฮ่!

เจ้าปีศาจหมาที่บนตัวมีรอยแผลจากหอกอยู่หลายจุดส่งเขียงขู่คำรามอย่างโกรธเกรี้ยวที่ไม่สามารถร่นระยะได้ ทว่าคนคุ้มกันที่ใช้หอกดูเหมือนเริ่มจะหมดแรงแล้ว ส่วนทางด้านคนที่กวัดแก่วงขวานอย่างมั่วซั่วตอนนี้แค่ถือขวานก็ยังดูเหมือนจะไม่ไหวด้วยซ้ำ... อืมนี่ไง เจอทางออกแล้ว!

แผนคือไปช่วยคนใช้ขวานสู้กับหมีแล้วเอาขวานมาจามหลังคารถที่ตอนนี้อยู่ด้านข้างเพื่อช่วยครอบครัวที่ติดอยู่ข้างใน แผนเยี่ยมไปเลยนี่นา!

เมื่อตัดสินใจได้ผมก็โดดลงจากขบวนรถ นักธนูสาวร้อง “เดี๋ยวค่ะ!” ไล่หลังผม แต่ผมวิ่งตรงปรี่ไปที่ปีศาจหมีพร้อมกับอิมเมจพระเอกแบบโพบัส

“ตายซะ!

ผมตะโกนแล้วเงื้อดาบขึ้นสูง หัวใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น

แล้วปีศาจหมีก็หันมาทางผม มันอ้าปากเผยเขี้ยวที่แหลมคมแล้วส่งเสียงคำราม แค่นั้นยังไม่พอมันยังยืน 2 ขาอีก ทำให้ระดับความสูงเปลี่ยนไปในพริบตา

ผมซึ่งไม่มีประสบการณ์การต่อสู้มาก่อนแตกตื่นอย่างช่วยไม่ได้ จังหวะที่จะฟันดาบเสียไป เท้าที่วิ่งมาเต็มกำลังหยุดรั้งอย่างไร้การควบคุม กลายเป็นว่าผมวิ่งไปหยุดต่อหน้าปีศาจหมี

แล้วอุ้งมือที่มีเล็บคมกริบก็ตะปบลงมา ตาย

“ทำบ้าอะไรของนายยยย!

“โอ้วววว!?

ตอนที่คิดว่าตายแน่แล้วเผลอรับตารอรับความตาย คนใช้ขวานก็ตะโกนด่าแล้วพุ่งเข้าชนผม ไม่สิ... เข้ามารับการโจมตีแทน ผมถูกกระแทกล้มลงบนพื้นทำให้เบิกตาออกกว้าง ภาพที่เห็นทำเอาผมหยุดหายใจ

เลือดสาดกระเซ็น ขวานที่เต็มไปด้วยคราบเลือดตกลงบนพื้น... พร้อมกับนิ้วมือของเขาด้วย

“อึก กรอด...”

“ฮูม!

“มะ ไม่นะ!

เขาใช้ขวานออกมารับกาโจมตีทัน ทว่ากรงเล็บของปีศาจหมีกลับเฉือนใส่นิ้วมือของเขาจนขาด และตอนนี้คนใช้ขวานก็อยู่ในสภาพไร้การป้องกันตัว

ผมแข้งขาอ่อน อย่าว่าแต่จะเข้าไปช่วยเลย ลุกขึ้นยืนก็ยังทำไม่ได้ ความฮึกเหิมไม่คิดหน้าคิดหลังก่อนหน้ากลับแทนที่ด้วยความกลัว แล้วปีศาจหมีก็ตะปบใส่เขาอีกครั้ง เลือดสาดกระจายไปทั่วพื้นและบนตัวปีศาจหมี ผู้ใช้ขวานล้มหงายท้อง ปีศาจหมีไม่แม้แต่จะสนใจผม มันก้มลงกัดกินเครื่องในของผู้ใช้ขวานทันที

“อุ๊บ อ๊อก”

ภาพตรงหน้าทำให้ผมอาเจียนออกมาอย่างรุนแรง ปีศาจหมีเหลือบสายตามาทางผม แต่ปากยังคงกินเนื้อไม่หยุด ผมไม่กล้าขยับตัว

ขณะที่คนอื่นยังคงสู้ติดพันและไม่ได้หันมามองทางนี้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือนั่งตัวสั่นมองปีศาจหมีกินเนื้อของคนที่เมื่อกี้พยายามช่วยชีวิตผมแลกมาด้วยชีวิตของเขา

อะไรกัน ความรู้สึกสมเพชตัวเองอย่างรุนแรงนี่ ผมไม่ผิดเสียหน่อย คนที่ผิดก็ไม่ใช่คนใช้ขวาน... ใช่ มันเป็นความผิดของปีศาจหมีนั่น หากไม่มีมัน หากไม่มีพวกมันขบวนคาราวานก็คงมาถึงหมู่บ้านอาเธอัสอย่างปลอดภัย ผมอาจได้พูดคุยกับคนพวกนี้ ทำความรู้จักและเดินทางด้วยกันไปจนถึงเอเธน มันควรจะเป็นแบบนั้นหากสัตว์ปีศาจพวกนี้ไม่โผล่ออกมา

ทั้งๆที่รู้สึกหวาดกลัวจนน้ำตาไหลพราก ถึงขนาดอ้วกแตกด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกแค้นเคืองอย่างรุนแรงก็เอ่อขึ้นมาในอก ผมมองดาบในมือตัวเอง เหลือบไปมองขวานที่ตกอยู่ข้างศพของผู้มีพระคุณ

ผมลุกขึ้นยืน ขายังคงสั่น มือกำดาบแน่นจนรู้สึกเจ็บ ใบหน้าแข็งเกร็งตาจ้องเขม็งไปที่ปีศาจหมี ฟันถูกขบกันแน่นจนแทบหัก

ปีศาจหมีเงยหน้าขึ้นจากศพ มันแยกเขี้ยวขู่คำรามเป็นการเตือนว่าอย่าไปรบกวนการกินอาหาร

แต่ผมไม่สน ผมก้าวเท้าออกไป ปีศาจหมีส่งเสียงคำราม

แล้วผมก็พุ่งตัวสุดแรงเกิด ระยะห่างมีไม่มากนักแต่ก็ไม่ใช่ระยะที่จะฉวยโอกาสได้ ปีศาจหมีขู่คำรามจนน้ำลายและเลือดในปากแตกกระเซ็น มันพุ่งตรงมาทางผม อุ้งมือขวาเงื้อออกหมายตะปบผมให้ร่างกายแหลกเหลวในการโจมตีครั้งเดียว

ผมเหลือบมองขวานที่อยู่บนพื้นแล้วกลับมาจับจ้องปีศาจหมีตรงหน้า มือขวากำด้ามดาบแน่น

“ว๊ากกกกกกกกกก!

ผมตะโกนลั่นอย่างไร้ความหมาย เมื่อระยะห่างเหลือไม่ถึงเมตร ผมก็ขว้างดาบในมือไปสุดแรงเกิดแต่ปีศาจหมีก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วแล้วใช้อุ้งมือขวาของมันตบดาบของผมจนกระเด็น

ช่องว่างเพียงแวบเดียวที่เกิดขึ้นเพราะความตกใจ ผมกระโจนไปคว้าขวานเปื้อนเลือดสุดแรง แม้ขวานจะหนักและลื่นเพราะคราบเลือดแต่ผมก็เค้นแรงสุดแรงเกิดงัดมันขึ้นมา

“โฮกกกกก!

จังหวะที่งัดขวานขึ้น ไม่รู้เป็นเพราะโชคช่วยหรือเปล่าที่หัวของปีศาจหมีมาอยู่ตรงตำแหน่งพอเหมาะพอเจาะ ทีแรกกะจะเอาขวานมาจามหัวมัน แต่ใบขวานก็เจาะเข้าไปใต้หัวของมันทะลุปากและลิ้นอย่างพอดิบพอดี ปีศาจหมีเองก็คงจะตกใจมากเพราะมันสะบัดแขนซ้ายใส่ผมอย่างรวดเร็วจนผมกระเด็นไปกระแทกพื้นบนกองเลือดของผู้ใช้ขวาน

ส่วนปีศาจหมีนั้นมันเอาแต่ยืน 2 ขาแล้วแหงนหน้า แขนทั้ง 2 ข้างพยายามปัดขวานที่เจาะคาปากออกไป ทว่ามันกลับปัดไม่โดนขวานเพราะแขนยาวเกินไป ภาพที่เห็นทำให้ผมรวบรวมความกล้าทั้งหมด ปากแผดเสียงตะโกนไม่คิดชีวิตและความเจ็บปวดรวดร้าวในร่างกาย มันเป็นสัญญาณแสดงถึงความมีชีวิตซึ่งไม่มีในผู้ตาย ผมลุกขึ้นยืน วิ่งสุดแรงเกิดใส่ปีศาจหมี กระโดดพุ่งเข้าไปในอุ้งมือทั้ง 2 ข้างที่ยังปัดป่ายไม่ลดละ ถูกกรงเล็บเฉือนใบหน้าและแขน แต่ผมก็คว้าด้ามขวานได้สำเร็จ ใช้แรงโถมทั้งตัวกดด้ามขวานสุดแรงเกิด

“โฮกกกกกกกกกกกกกก!

ท่ามกลางเสียงร้องสิ้นใจของปีศาจหมี ร่างของมันตั้งแต่ปากจนถึงท้องถูกผมผ่าครึ่งด้วยแรงฮึดสุดแรงเกิด เครื่องในและเลือดไหลทะลักลงบนร่างของผมจากนั้นก็ตามมาด้วยร่างไร้วิญญาณของมัน

ส่วนผม... ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไร แทนที่จะหนีผมกลับหลับตารอรับร่างของปีศาจหมีที่ล้มลงมา... รู้สึกตอนนั้นจะยิ้มด้วย ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่

 

ตอนที่ผมได้สติกลับมาอีกครั้ง ในจมูกของผมเต็มไปด้วยของเหลวเหนียวเหนอะหนะและกลิ่นเลือดฉุนกึก

ดูเหมือนผมจะหมดสติไปตอนที่ศพปีศาจหมีล้มทับ... แต่ไมได้นานสักเท่าไหร่นักเพราะยังได้ยินเสียงตะโกนและเสียงการต่อสู้ดังอยู่เลย

ไม่มีใครมาช่วย ก่อนที่จะจมกองเลือดตาย ผมรีบเอาตัวเองออกมาจากศพหมีที่น่าจะหนักเป็นตัน

“แค่กๆๆ แค่ก...”

ผมเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า สั่งน้ำมูกไล่คราบเลือดในจมูกออก ยังมีเลือดติดอยู่อีกมากแต่ตอนนี้ยังไม่มีเวลามาทำความสะอาด

การต่อสู้ยังไม่จบ ผู้ใช้หอกล้มลงไปแล้ว นักธนูหญิงตอนนี้เปลี่ยนมาใช้ดาบและกำลังยืนขวางกลางระหว่างปีศาจหมาและผู้ใช้หอกที่นอนแน่นิ่ง ทางด้านปีศาจวัวนั้นคงอึดเอาเรื่อง เพราะแม้พวกมันจะผีแผลเต็มตัวแต่ก็ยังไม่ล้ม การต่อสู้กลายเป็น 3 ต่อ 2 คนคุ้มกันร่างใหญ่ดึงปีศาจวัวไว้คนละตัว ส่วนโพบัสคอยวนโจมตีพวกมันจากด้านหลัง

3 คนนั้นน่าจะเอาอยู่

ผมเก็บขวานที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ยืนไว้อาลัยให้คนใช้ขวานที่ไม่รู้กระทั่งชื่อแวบหนึ่งแล้ววิ่งไปหาปีศาจหมา

น่าแปลกที่อาการสั่นกลัวหายไปหมด อาจเพราะความแค้นเคืองมันระเบิดออกก็เป็นได้ ตอนนี้ความกลัวในจิตใจหายไปไหนก็ไม่ทราบ

เมื่อเข้าไปใกล้ปีศาจหมา ผมก็เปลี่ยนจากวิ่งเป็นเดินเงียบๆ ตั้งสติมั่นไม่กระโตกกระตากเดินไปอย่างช้าๆแต่มั่นคงไปด้านหลังของปีศาจหมา

“อะ...!?

นักธนูหญิงเหมือนจะสังเกตเห็นผมที่ค่อยๆย่องไปด้านหลังของมันจนเธอเกือบเสียจังหวะและกรีดร้องกับสภาพเลือดท่วมตัวของผม ทว่าสายตาที่ผมจ้องมองกลับไปก็ทำให้เธอตั้งสติได้ เธอพยักหน้าเล็กๆให้ผมและหันกลับไปดึงความสนใจของปีศาจหมาต่อ

ตาย!

เมื่อเข้าไปถึงระยะไม่กี่เมตร นักธนูหญิงก็ฟันดาบใส่ใบหน้ามันอย่างจงใจจนมันกระโดดถอยหลังซึ่งผมยืนคอยอยู่แล้ว มันไม่เอะใจแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะหันมามอง คงคิดว่าผมเป็นเพื่อนปีศาจหมีของมัน ผมกัดฟันแน่นแล้วจามขวานใส่ลำตัวของมันเต็มแรง

“เอ๋งๆๆๆ!

ปีศาจหมาร้องด้วยความเจ็บปวด ผมถอนขวานกลับมาปีศาจหมาเสียหลักล้มลง ผมจามซ้ำลงไปอีก สองครั้ง สามครั้ง สี่ ห้า หก เจ็ด แปด...

“เดี๋ยว นาย พอได้แล้ว! มันตายแล้วค่ะ!

เสียงตะโกนของนักธนูหญิงช่วยเรียกสติสีแดงฉานของผมให้กลับมา ผมหยุดมือกลางอากาศหันไปมองทางเธอที่จ้องผมตัวสั่น ศพของปีศาจหมาถูกผมจามเละไม่เหลือเค้าเดิม

“...อ๊อก”

แล้วผมก็ล้มหงายท้องดังตึง รู้สึกปรี้ดขึ้นไปบนหัว มารู้สาเหตุเอาตอนจบเรื่องแล้วว่าผมสำลักเลือดปีศาจหมีจนตาเหลือก


2 ความคิดเห็น