Revenge of Dike การแก้แค้นของไดค์

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 6 : การแก้แค้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    1 ก.พ. 61

ภายหลังจากที่ผมฟื้นจากเหตุการณ์ขบวนคาราวานถูกโจมตี เวลาก็ได้ผ่านไปแล้ว 3 วัน

ผมยังคงวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านอาเธอัสกับเซนที่บ้านของเขา ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติราวกับเหตุการณ์ก่อนหน้าไม่เคยเกิดขึ้น ผมใช้ชีวิตตามเรื่องตามราวไม่ต่างไปจากก่อนหน้านี้เท่าไหร่

เพียงแต่ช่วงนี้มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับผมแทบจะตลอดเวลา ทำเอาผมหัวเสียไม่น้อย

เจ้าจะปล่อยให้ข้ารออีกนานแค่ไหน!?

เที่ยงนี้กินอะไรดีนะ...

บังอาจมาก ไม่เคยมีใครทำอย่างนี้กับข้ามาก่อน เจ้าจะต้องมาหาข้าและขอขมาเดี๋ยวนี้!

“จะว่าไปเริ่มปวดเมื่อยตัวน้อยลงแล้วล่ะเซน”

“หายปวดก็บอกแล้วกัน จะช่วยฝึกให้ แต่ก็แค่พื้นฐานล่ะนะ”

“อืม”

อย่างน้อยก็เลิกเมินข้าเถอะ ขะ ขอร้องล่ะ นี่... ฟังกันบ้างสิ!

อย่างที่เห็นว่า ผมมีเสียงใครก็ไม่รู้ดังอยู่ในหัวตลอด แรกๆก็รู้สึกสงสัยระคนรำคาญอยู่หรอก ไม่รู้ต้องการอะไรกันแน่บอกให้เข้าป่าอยู่ได้ ใครมันจะเข้าไปในป่าที่มีสัตว์ประหลาดเดินป้อนเปี้ยนเต็มไปหมดฟระ! ร่างกายเองก็ยังไม่หายดีจากอาการกล้ามเนื้อฉีกขาด ความสามารถในการป้องกันตัวเองเป็นศูนย์ แล้วยังจะให้เข้าไปในสภาพนี้อีกเรอะ หัดมีหัวคิดซะบ้างสิไอ้เสียงปริศนานี่!

ยะ อย่างนั้นเองเหรอ คือ ขอโทษที...

นี่แค่นี้ก็คิดไม่ได้เร้อ!? เอ็งเป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย!?

สะ เสียมารยาท! เห็นอย่างนี้ข้ามีอำนาจสูงส่งพอตัวนะ เจ้าอย่าบังอาจดูถูกข้าให้มากนัก

อ้อเหรอ กับใครก็ไม่รู้ที่ขนาดชื่อยังบอกไม่ได้เนี่ย น่าเชื่อตายล่ะ

....ข้าบอกเจ้าตั้งหลายครั้งแล้วว่าข้าไม่อาจเอ่ยนามตัวเองได้ ยกเว้นว่าเจ้าอยากได้ปัญหาเพิ่มสำหรับพวกเราทั้งคู่

ขอบอกตรงๆเลยว่าถึงผมจะหายดีแล้วแต่เพราะแบบนั้นแหละทำให้ผมไม่ค่อยรู้สึกอยากไปเจอคุณเลยสักนิด

ฮึ่ม เจ้าคนหัวแข็ง... แล้วข้าจะมาใหม่

พูดจบเสียงนั้นก็เงียบไป ผมจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

“อย่าซึมไปเลยเพื่อน” เซนเห็นผมนั่งเหม่อถอนใจหายก็ช่วยปลอบใจให้ “คนเราถ้าฝึกยังไงมันก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นบ้างล่ะ ไม่มากก็น้อยล่ะนะ ฮะๆๆๆ”

ดูเหมือนเขาจะคิดว่าผมกังวลเรื่องพลังกายตัวเองอยู่

นั่นเองก็เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน เพราะผมมาโผล่ที่โลกนี้ในสภาพไร้ความทรงจำ แค่นั้นยังไม่พอยังมีร่างกายที่อ่อนแออีกต่างหาก ทำให้มันยากมากที่จะเอาชีวิตรอดในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด อสุรกายพวกนี้ ยิ่งผมมีตำแหน่งสาวกเทพเจ้าอะไรนั่นค้ำคออีก ทำให้ผมมีลางสังหรณ์ว่าหากไม่ทำตัวเองให้เข้มแข็งไว้ ไม่ช้าก็เร็วเดี๋ยวปัญหาก็ตามมาแล้วถ้าถึงเวลานั้นยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้... รับรองได้ตายศพไม่สวยแน่

แม้จะอยากหรือไม่อยากเกี่ยวข้องกับเรื่องเทพเจ้ากับเรื่องสาวก ภารกิจบ้าบอคอแตกแค่ไหน ผมถึงกับมีความคิดที่จะตั้งรกรากอยู่ในหมู่บ้านนี้เลยด้วยซ้ำ อาจไปทำงานในร้านเหล้าแบบกินอยู่ไม่ก็ไปทำงานเหมืองแร่.... แต่จะแบบไหนก็ตาม ตัวเลือกนั้นหายไปตั้งแต่ได้ยินเสียงแปลกๆในหัว ผมว่านั่นแหละคือสัญญาณว่าปัญหากำลังเดินทางผมหาผม

แม้จะบอกเสียงนั่นไปว่าไม่สนใจจะรับฟัง แต่ผมก็รู้ตัวเองดีว่าคงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ การอ้างว่ารอให้กล้ามเนื้อหายดีแล้วฝึกฝนตัวเองมากกว่านี้หน่อยก็ไม่ใช่ข้ออ้างลอยๆแต่เป็นเรื่องที่ผมตั้งในทำจริงๆ เจ้าของเสียงนั่นได้ยินเสียงใจในของผมที่ต้องการสื่อออกไป แต่กลับไม่สามารถรู้สิ่งที่ผมคิดจริงๆได้นับว่าน่าตกใจอยู่แต่ก็น่าจะเป็นเรื่องดีแหละมั้ง

เพราะหากรู้ทุกอย่างที่ผมคิด ผมคงระแวงจนไม่อยากเข้าใกล้

ก็อย่างที่ว่ามา ผมจึงตัดสินใจอยู่ในหมู่บ้านนี้นานอีกหน่อย

 

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่ออาการของผมดีขึ้น ทั้งเซนและโพบัสต่างไม่รอช้า สั่งให้ผมจับดาบขึ้นมาฝึกซ้อมทันที

ผมทำตามอย่างว่าง่าย แม้ดาบจะหนักจนผมปวดแขนไปหมด แต่มันก็เป็นหนึ่งในการฝึกฝน เซนสั่งให้ผมฟันลมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เสร็จแล้วก็วิ่ง ออกกำลังช่วงแขนกับท้อง ผมทำตามจนอ้วกแตกไปหลายต่อหลายรอบแต่เซนกับโพบัสไม่ยั้งมือเลยแม้ผมจะบ่นโอดครวญก็ตาม

“มันจะยากแค่ช่วงแรกๆเท่านั้น” เซนว่า “ฝึกต่อๆ เอ้าลุกแล้ววิ่งตามฉันมา”

เซนให้กำลังใจแล้ววิ่งเหยาะๆออกไป ใช่... การฝึกทั้งหมดเซนก็ร่วมทำด้วย คงเพื่อกระตุ้นไม่ให้ผมยอมแพ้กลางคันซึ่งมันได้ผลดีมากซะด้วย

ผมกัดฟันแน่น เช็ดใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่นลุกขึ้นอย่างโงนเงน อดทนต่อเสียงประท้วงของทั่วร่างกายแล้วก้าวเท้าติดตามเซนไป

การฝึกวันแรกผมทำได้ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายที่เซนตั้งไว้ ผมสลบเหมือนจนถึงกลางคืน

“มาๆ ฝึกต่อๆ”

“กะ กลางคืนเนี่ยนะ?

“แหงสิ ในโลกที่ไม่รู้ว่าต้องเจอกับอะไรเมื่อไหร่ กลางคืนเนี่ยแหละตัวดี หากไม่เตรียมตัวให้พร้อมอย่างนายแค่เดินออกไปนอกเขตแดนก็ตายแล้วมั้ง”

“แบบนั้นก็เว่อไป...”

แม้จะพูดแบบนั้นแต่ผมก็เข้าใจดีว่าที่เซนพูดนั้นมีเหตุผล ผมจึงยอมรับการฝึกต่อไป

“ไม่ต้องห่วง กลางดึกแบบนี้ฉันไม่ฝึกกำลังหนักอะไรมากนักหรอก นั่นสินะฝึกประสาทสัมผัสตอนกลางคืนก่อนแล้วกัน อืม... ไปตรงโน้นกัน”

“เดี๋ยวๆๆ ทางนั้นมันป่าไม่ใช่เหรอ!?

“ไม่ต้องห่วงน่า แค่ชายป่า ถ้าตัวอะไรโผล่มาก็รีบเผ่นเลย”

“ชักรู้สึกกังวลแล้วสิ...”

แต่เซนก็เดินนำไปแล้ว ผมจึงได้แต่ถอนใจหายเดินลากขาที่อ่อนยวบยาบตามไปโดยมีโพบัสมองส่งตามหลัง

ด้วยการฝึกซ้อมของเซนแบบ 2 วันพัก 1 วัน กำลังความสามารถขั้นพื้นฐานของผมก็สูงขึ้นเล็กน้อย ผมเริ่มวิ่งตามเซนได้นานขึ้น ประสาทสัมผัสเวลากลางคืนตื่นตัวมากขึ้น รับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้มากขึ้น ที่สำคัญแขนไม่ล้าในการเหวี่ยงดาบแล้ว... อย่างน้อยก็ใน 10 ครั้งแรก

กระทั่งเหลืออีก 2 วันขบวนคาราวานรอบต่อไปก็น่าจะเดินทางมาถึงหมู่บ้านนี้

วันนี้ไม่มีซ้อมช่วงกลางวัน ผมได้บอกเซนกับโพบัสว่าวันนี้คงไม่ได้อยู่เฝ้ายามด้วยซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ได้ว่าอะไร

ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบ ผมไม่อยากให้ทั้งคู่รู้ว่าผมเข้าป่าตามลำพัง ผมจึงตัดสินใจใช้ทางอ้อมโดยการเดินตัดไปทางทุ่งหญ้าแล้วเข้าป่าจากอีกด้าน

ในที่สุดเจ้าก็มาได้สักที ปล่อยให้ข้ารอขนาดนี้เจ้าจะชดใช้ยังไง?

ทันทีที่เดินเข้ามาในเขตป่านิลกาฬ เสียงปริศนาก็ดังขึ้นในหัวทันที

จริงเหตุผลก็น่าจะรู้อยู่ แล้วไง? ตกลงต้องการอะไรกันแน่?

ช่างไร้มารยาทจริง เอาเถอะข้าจะให้อภัยเพราะเจ้ายังไม่รู้ว่าข้าคือใคร แต่หากรู้แล้วยังเสียมารยาทกับข้าอีกคงต้องมีการลงโทษกันบ้าง

โอ้ย น่ารำคาญจริง

เดินตรงเข้ามาในป่าเรื่อยๆเจ้าจะเห็นสนต้นใหญ่จากนั้นให้เลาะมาตามพุ่มไม้จะเจอกับลำธาร ข้าจะรอเจ้าอยู่ใต้เงาไม้

“เข้าป่าเรอะ...”

ผมมีประสบการณ์ไม่ดีนักจากในป่านี้ แค่คิดถึงก็ตัวสั่นแล้ว

แต่ผมก็ยังติดสินใจก้าวเท้าเดินเข้าไป เนื่องจากเวลาเริ่มกระชั้นเข้ามามากแล้วก็ทำใจได้ในระดับหนึ่งแล้วด้วยว่าต้องเข้าลึกไปในป่า

ความจริงจะอยู่ในหมู่บ้านอาเธอัสต่อไปเรื่อยๆก็ได้ แต่เซนกลับยื่นคำขาดว่าผมควรจะไปเอเธนได้แล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สาวกอย่างผมควรจะต้องสักกัดเทพเจ้าสักองค์ เซนบอกว่าผมจะทำให้หมู่บ้านอันตรายไปด้วยหากจะอยู่อย่างไร้สังกัดต่อไปแบบนี้

ตัวตนอย่างสาวกเทพเจ้านั้นต่างจากคนทั่วไป อย่างแรกแค่จุดกำเนิดก็แตกต่างกับคนปกติแล้ว

ในขณะที่คนปกติจะเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ เหล่าสาวกนั้นจะจุติมาจากความว่างเปล่า ถ้าเป็นปกติก็จะไปโผล่ที่โอลิมปัส เข้ารับใช้เทพเจ้าและทำตามสิ่งที่พวกเขาต้องการดั่งแขนขา แม้จะดูเหมือนขาดอิสรภาพในการดำเนินชีวิต แต่จริงๆก็ไม่ได้เคร่งครัดแบบนั้นเสมอไป อย่างขบวนคาราวานคราวก่อน เซนยังบอกผมเลยว่ามีสาวกเทพเจ้าโดยสารมาด้วยตั้ง 4 คน แล้วทั้ง 4 ก็ไม่ได้ออกเดินทางเพื่อทำภารกิจของเทพเจ้าด้วย

แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ฟังมาอีกที ความจริงจะเป็นเช่นไรนั้น... คงต้องสัมผัสด้วยตัวเอง

“เอาล่ะ... เจอต้นไม้แล้ว เดินต่อไปทางนั้นสินะ”

ผมเดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆ มือซ้ายก็กำฝักดาบที่ห้อยอยู่ข้างเอวแน่นด้วยความประหม่า พร้อมจะชักดาบออกมาทันทีหากสัตว์ปีศาจโผล่ออกมา ที่ตอนนี้ยังไม่ชักออกมาเพราะคำสอนของเซนที่ว่าพวกสัตว์ปีศาจนั้นจมูกไวต่อสิ่งแปลกปลอม มนุษย์ยังไม่เท่าไหร่แต่พวกมันจะไวมากต่อกลิ่นโลหะ ดังนั้นจึงต้องเก็บดาบเหล้กไว้ในฝักไม้ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มความสามารถในการพรางตัว

ผมเดินต่อไปเรื่อยๆ จมูกเริ่มได้กลิ่นความชื้น หูได้ยินเสียงน้ำไหล

ผมแหวกตัวผ่านพุ่มไม้ โผล่ตรงนี้ออกไปก็น่าจะเจอกับ... ปีศาจหมา 2 ตัว

หรือที่มีชื่อว่าไนท์เชดด็อก

พวกมันกำลังนอนอยู่ในพุ่มไม้ข้างลำธาร ไม่รู้ว่าใช่ตัวเดียวกันกับที่ผมเจอตอนแรกไหม แต่แค่เห็นพวกมันก็ทำเอาผมตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม และผมยังได้ทำพลาดอย่างมหันต์ด้วยการเผลอชักดาบออกมา

ใบดาบที่เสียดสีกับปลอกไม้ ไมได้ส่งเสียงดังอะไรมากมายนัก แต่พวกมันได้กลิ่นโลหะทันที ไนท์เชดด็อก 2 ตัวตื่นแล้วชะโงกหัวมองไปรอบๆ จมูกสูดกลิ่นแปลกปลอมที่มารบกวนโพรงจมูก

แล้วพวกมันก็หันมาทางผม

ต่างจากคราวก่อนที่พวกมันมองสำรวจผมก่อน คราวนี้พวกมันแยกเขี้ยว ขู่คำรามแล้วตั้งท่าพร้อมจุ่โจมทันที

ดูเหมือนนอกจากจะเกลียดกลิ่นโลหะแล้วยังมองเห็นผมเป็นภัยคุกคามด้วย

“โฮ่ง!

ไนท์เชดด็อกทั่งคู่วิ่งตรงมาทางผมพร้อมกัน ผมพยายามจับดาบให้มั่นแต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตาม

“วะ ว้ากกกกกกกกกก!

ผมแหกปากร้องแล้วกวัดแกว่งดาบเปะปะ ไนท์เชดด็อกหยุดวิ่งทิ้งระยะห่างอยู่นอกดาบแต่ยังคงแยกเขี้ยวเฝ้ารอจังหวะอย่างใจเย็น

ตรงข้ามกับผมที่ถูกความกลัวเข้าครอบงำ ลืมการฝึกฝนก่อนหน้ามาหมดสิ้น กวัดแกว่งดาบในมืออย่างซุ่มซ่าม

“อะ อ๊า...”

แถมยังก้าวเท้าพลาด ขาพันกันเองจนสะดุดล้มดาบหลุดจากมือ

“โฮ่งๆๆ!

เมื่อเห็นผมล้ม ไนท์เฉดด็อกทั้งคู่ก็กระโจนเข้ามาพร้อมกัน ตัวหนึ่งกัดขา อีกตัวจะกัดใบหน้าแต่ผมยกแขนมากันไว้ทัน มันเลยขย้ำแขนของผมแทน

โดนซ้ำรอยเหมือนเดิม กลัวมาก กลังขนาดเรียกว่าขี้ขึ้นหัวเลยก็ได้

ความกลัวไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป มันเป็นสิ่งติดตัวทุกสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตั้งแต่กำเนิด แต่... มนุษย์นั้นต่างออกไป มนุษย์นั้นเต็มไปด้วยอารมณืความรู้สึก ความรู้สึกรักชอบยังเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังได้ ความกลัวเล่าจะเป็นเป็นพลังไม่ได้หรือไร

เสียงปริศนาดังขึ้นในหัวผมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันช่วยดึงสติผมกลับมาให้เผชิญหน้ากับไนท์เชดด็อกที่ขย้ำแขนผมไม่ยอมปล่อย

จงเปลี่ยนความกลัวให้เป็นความโกรธ เปลี่ยนความโกรธเป็นความแค้น ความแค้นจะเพิ่มพลังให้เจ้าสามารถพลิกสถานการณ์อันเลวร้ายได้ นึกให้ออกสิ สิ่งที่สัตว์ปีศาจพวกนี้ทำกับเจ้าในคราวก่อน สิ่งที่มันกำลังทำกับเจ้าในเวลานี้ เจ้าไม่รู้สึกโกรธรู้สึกแค้นบ้างเลยหรือไร

อา ใช่ นึกออกสิ ถึงได้กลัวจนตัวสั่นแบบนี้ไง

เช่นนั้นเจ้า...

“แล้วคุณก็พูดถูกอีกเรื่อง... ผมรู้แล้วว่าคุณเป็นใคร ใช่ คุณพูดถูก หมาพวกนี้จะเหิมเกริมเกินไปแล้ว ย้ากกกกกกก!!

ผมเกร็งกำลังแขนที่ถูกกัดทำให้ไนท์เชดด็อกชะงักไปเสี้ยววินาที จังหวะนั้นผมใช้มืออีกข้างที่ว่างคว้าดาบที่ตกอยู่กับพื้น แต่ระยะใกล้ขนาดนี้หากจับที่ด้ามดาบคงทำได้แค่เอาปลายด้ามกระทุ้งมัน

ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านราวกับถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก ผมคว้าดาบที่ใบดาบขึ้น ฝ่ามือและนิ้วถูกกรีดจนเลือดไหลแต่ผมไม่สนใจความเจ็บปวด จับใบดาบในสภาพนั้นแล้วหันปลายแหลมไปที่ดาวตาของไนท์เชดด็อก

“เอ๋ง!?

ปลายดาบทะลวงเบ้าตาจนมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด มันปล่อยเขี้ยวที่กัดผมจนแขนเป็นอิสระ ไนท์เชดด็อกอีกตัวที่กัดขาผมคลายเขี้ยวลงเล็กน้อยด้วยความตกใจ ผมใช้จังหวะนั้นใช้ขาอีกข้างที่ว่างถีบใส่มันเต็มหน้า

ถ้าเป็นผมตามปกติขยับแค่นี้คงเต็มกลืน แต่เพราะฝึกมากำลังกายและความเร็วจึงมากขึ้นเล็กน้อย หากจิตใจมั่นคงขึ้นจนควบคุมร่างกายได้เป็นปกติ ก็ใช่ว่าจะไม่สามารถรู้ศัตรูพวกนี้ได้

ผมลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ

ดาบที่ปักดวงตาไนท์เชดด็อกหลุดร่วงลงพื้นไปแล้ว มันกำลังก้มหน้าครางใส่พื้นหญ้าด้วยความเจ็บปวด ไนท์เชดด็อกอีกตัวที่ถูกผมถีบปลิวกำลังตะกายพื้นลุกขึ้นยืน

ผมพุ่งตัวไปคว้าดาบที่พื้นด้วยมือที่ถูกกรีดจนเลือดไหลซิบ จากนั้นก็ตวัดปลายดาบขึ้น คมดาบเฉือนลำคอของไนท์เชดด็อกจนเลือดสาดกระเซ็น มันพยายามส่งเสียงร้องแต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่นานนักมันก็ล้มลงสิ้นใจ

ไนท์เชดด็อกอีกตัวเมื่อเห็นเพื่อนของมันสิ้นใจก็ส่งเสียงคำรามใส่ผมด้วยความแค้น ดวงตาของมันเปล่งประกายสีแดงก่ำตอนกลางวันแสกๆ ขนสีดำลุกตั้งชัน เขี้ยวยาวขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ

นั่นคือรูปลักษณ์ของมันที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากเป็นตอนกลางคืน แต่ตอนนี้เป็นตอนกลางวัน ปัจจัยที่ทำให้มันเป็นแบบนี้นึกได้เพียงอย่างเดียว

นั่นคือความโกรธแค้น

พลังแบบเดียวที่พลุ่งพล่านในตัวผมขณะนี้

ผมจับดาบตั้งท่ามั่น สายตาจ้องมองศัตรูตรงหน้าไม่กระพริบ ไนท์เชดด็อกย่อตัวลงต่ำแยกเขี้ยวพร้อมกระโจน

........

ทั้งผมและมันต่างกระโจนเข้าหากันพร้อมกันราวกับนัดแนะไว้ คมเขี้ยวพุ่งใส่ใบหน้าผม ส่วนใบดาบของผมพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของมัน

“ย้ากกกกกกกกกกกกกกกก”

“กรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร”

ดาบที่พุ่งไปที่กลางใบหน้าของไนท์เชดด็อกเหมือนการันตีชัยชนะของผมแล้ว แต่ฉับพลันนั้นเอง มันก็อ้าปากแล้วงับใบดาบของผมเต็มแรง เขี้ยวของมันเจาะไม่ทะลุโลหะก็จริงแต่มันก็กัดแน่นเสียจนดาบไม่สามารถฟันใส่ใบหน้าของมันได้

เมื่อการโจมตีแรกเสมอกัน สิ่งที่ตามมาคือแรงปะทะของเราทั้งคู่ การพุ่งตัวของผมมีกำลังน้อยกว่าอีกฝ่ายผมจึงถูกเป็นฝ่ายแพ้แรงกดดันอย่างช่วยไม่ได้

ไนท์เชดด็อกกดผมล้มลงในสภาพที่ฟันของมันยังกัดดาบของผมแน่น สายตาของมันกับผมต่างจ้องไปในดวงตาของอีกฝ่าย สายตาของมันมีแรงกดดันราวกับจะกลืนกินผมเข้าไป

แต่ฝ่ายผมเองก็พกความแค้นกับโชคชะตาที่ไม่สมเหตุสมผล ด้วยแรงผลักดันนั้น ผมใช้ฝ่ามือดันไปที่ใบดาบอีกด้าน มือหนึ่งจับด้ามดาบ อีกมือยันใบดาบจนฝ่ามือทั้ง 2 ข้างเลือดไหลซิบๆ

แต่เพราะแบบนั้นเอง ทำให้แขนผมมีกำลังมากพอจะดันใบดาบให้ถอยห่างจากใบหน้าไปได้หน่อย และเมื่อมีช่องว่างมากขึ้น ผมก็จัดการใช้หัวเข่ากระทุ้งไปที่ท้องของมัน

การโจมตีที่มองไม่เห็นทำให้แรงกัดคลายลง ผมจึงทุ่มกำลังสุดตัวกระแทกดาบจนหลุดออกมาจากเขี้ยวของมันได้สำเร็จ

“ตายยยยยยยยยยยยยยย!

ผมเปลี่ยนมุมดาบในชั่วอึดใจจากแนวขวางเป็นแนวตั้ง ปลายดาบจ่ออยู่ใต้คางของมันพอดิบพอดี

สุดท้ายก็ออกแรงดันพร้อมเสียงตะโกนลั่นลำคอ ปลายดาบแทงทะลุคอของไนท์เชดด็อก มันส่งเสียงร้องลั่นพักหนึ่งก่อนจะสิ้นใจไปในที่สุด

ทำได้ดีกว่าที่คิดนี่นาเจ้า

เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง ความตึกเครียดของผมก็ลดลงตาม ผมหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ความเจ็บปวดค่อยๆคืบคลานมาตามบาดแผลอย่างช้าๆ

“ถ้าที่เป็นการลงโทษที่ผมไม่ยอมมาหาคุณสักทีล่ะก็ ผมไม่ยกโทษให้คุณแน่... เนเมซิส”

สิ้นคำพูดของผม สายลมเย็นเฉียบก็พัดเข้าปกคลุมบริเวณ บาดแผลของผมเริ่มถูกแช่แข็งจนเลือดเริ่มหยุดไหล

น่าประทับใจ ในสภาพที่สูญเสียความทรงจำ เจ้ายังนึกชื่อข้าออก

พร้อมๆกับเสียงในหัว สายลมก็พัดเกล็ดน้ำแข็งให้มาประกอบกันตรงหน้าผม มวลน้ำแข็งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆและแตกออกกลายเป็นสตีนางหนึ่ง... เทพีองค์หนึ่งผู้ซึ่งไม่ได้มีบัลลังก์อยู่ในโอลิมปัสหรือสภาโอลิมเปี้ยน

เทพีแห่งการล้างแค้น ความยุติธรรม ความเสมอภาค เทพีเนเมซิส

“คุณตอนแรกคุณบอกว่าพูดชื่อไม่ได้ไง”

“ข้าก็ไม่ได้เอ่ยนามของข้าเอง” เธอตอบเป็นคำพูด “การเอ่ยนามของตนเองนั้นต่างออกไปจากการที่ผู้อื่นเอ่ย มันจะทำให้พวกเขารู้สึกถึงตัวตนของข้า”

“......”

“เจ้าคงมีคำถามแก่ข้ามากมาย” นางว่าแล้วเริ่มเดินวนดูซากศพและตัวผมไปรอบๆ “แต่เราไม่มีเวลามากนัก การที่ข้าปรากฏตัวในร่างนี้มีความเสี่ยงที่จะถูกพบเจอได้ ซึ่งน่าเสียดายนักที่ข้ามายังโลกนี้โดยมิชอบ ไม่อย่างนั้นข้าคงสามารถกระทำสิ่งใดได้มากกว่านี้”

“คุณหมายความว่าไง”

“พ่อหนุ่ม น่าเสียดายที่เจ้าสูญเสียความทรงจำ แต่โชคดีที่เจ้าถูกส่งมาอย่างไม่เป็นธรรม นั่นทำให้ข้าสามารถแทรกแซงเจ้าได้นิดหน่อย” ผมจ้องมองเธอด้วยสายคาเคลือบแคลง เธอยิ้มให้แล้วพูดต่อ “ไม่นานนักเจ้าจะเริ่มนึกออกถึงความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าและเพื่อนๆของเจ้าในฟอร์วาร์ด แต่จนกว่าจะถึงเวลานั้นจงฟังคำเตือนของข้า จงอย่าไว้ใจเทพเหล่านั้นและจงจำใส่ใจไว้เสมอ ความแค้นอยู่ฝั่งเดียวกับเจ้า ข้า... อยู่ฝั่งเดียวกับเจ้า”

“ดะ เดี๋ยว...”

พูดจบนางก็สลายร่างเป็นเกล็ดน้ำแข้งแล้วหายไป รวมถึงมวลน้ำแข็งรอบตัวและ... ที่บาดแผลของผมด้วย บาดแผลหายไปแล้ว ทิ้งไว้แต่แผลเป็นที่คงติดตัวไปตลอดชีวิต

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

2 ความคิดเห็น