The Days Before | KOOKMIN

ตอนที่ 6 : The Days Before 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 245
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    3 พ.ย. 63





บอกตัวเองว่าฉันรับได้...คือรับไม่ได้

 



แม้จะอยู่ห้องตรงข้ามกัน แต่เพราะชีวิตประจำวันที่แตกต่างกันทำให้เพื่อนสนิทสมัยมัธยมทั้งสองไม่มีโอกาสได้เจอหน้าหรือพูดคุยกันในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไปด้วย



ในวันธรรมดาก็มีบางวันที่ตารางเรียนเอื้อให้สามารถนัดกินข้าวเที่ยงด้วยกันได้ จดจำได้เป็นอย่างดีว่าหนึ่งวันเหล่านั้นก็คือวันอังคาร ซึ่งก็คือวันนี้ พัค จีมินส่งข้อความไปถามตั้งแต่สิบเอ็ดโมง แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบอะไรซ้ำยังไม่อ่านข้อความเขาจนถึงเวลาพักเที่ยง ซึ่งนับว่าค่อนข้างผิดปกติจนไม่สามารถมองข้ามแล้วไปร้านอาหารด้านนอกกับเพื่อนร่วมสาขาได้ เด็กหนุ่มตัดสินใจแยกกับเพื่อนแล้วมาที่โรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยเพียงลำพัง ด้วยสังหรณ์ใจว่าจะได้พบจอน จองกุกที่นั่น



นานๆ ทีต้องเดินเข้าโรงอาหารคนเดียวก็ทำให้รู้สึกเกร็งๆ อยู่บ้าง พัค จีมินพยายามก้าวเดินอย่างไม่ประหม่ามากนักเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางนักศึกษาจากหลากหลายคณะที่เดินขวักไขว่กันเต็มโรงอาหารเสียงดังจอแจ สายตาพยายามกวาดมองไปรอบๆ เพื่อมองหาคนที่ตนหวังว่าจะได้พบที่นี่ ใช้เวลาไม่นาน แผ่นหลังและด้านหลังศีรษะที่คุ้นเคยก็ปรากฏในระยะไม่ห่างไกลนัก ระบายยิ้มอย่างโล่งอกและภาคภูมิใจในเซนส์ของตนเองก่อนจะก้าวเดินไปหาเพื่อนสนิทสมัยเด็กที่นั่งอยู่โต๊ะเพียงลำพังจากด้านหลัง



เอื้อมมือไปปัดเส้นผมด้านหลังศีรษะกลมสวยนั้นเบาๆ พอให้ปลิวสะบัด เจ้าตัวรีบหันมามองด้านหลังด้วยสีหน้าตื่นๆ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นประหลาดใจมากกว่าเก่าเมื่อเห็นหน้าคนที่กำลังจ้องมองมาด้วยสีหน้าหยอกเอิน



“ทำไมไม่อ่านข้อความ ฉันเกือบไปข้างนอกกับเพื่อนแล้วนะ”



จอน จองกุกมองสำรวจรอบตัวเพื่อนหนุ่มด้วยสายตาฉงน “เรียนอยู่ ไม่ได้จับโทรศัพท์เลย”



พัค จีมินมุ่ยหน้า “อย่ามาโม้น่า นายน่ะเหรอไม่จับโทรศัพท์ตอนเรียน”



“ถ้าฉันไม่อ่านทำไมไม่ไปกับเพื่อนซะเลยล่ะ ถ้ามาแล้วไม่เจอฉันจะทำยังไง” จอน จองกุกถามอย่างสงสัยจริงจัง พัค จีมินเดินไปนั่งลงที่นั่งข้างๆ กันพร้อมกับลอบสังเกตข้าวหน้าหมูทอดหน้าตาน่ากินที่วางอยู่ตรงหน้าจอน จองกุกไปด้วย



“นายต่างหาก ถ้าฉันไม่มาจะทำยังไง อยากลองกินข้าวคนเดียวรึไง”



จอน จองกุกมีสีหน้าลำบากใจชัดเจนขณะจ้องมองเพื่อนหนุ่มเดินมานั่งข้างกาย “ฉันไม่ได้มาคนเดียว นี่ จีมิน...”



น้ำเสียงอ้อมแอ้มนั้นเงียบลงเมื่อทั้งสองสังเกตเห็นใครอีกคนที่เดินมาพร้อมกับถาดอาหารในมือ พัค จีมินเบิกตากว้างเล็กน้อยพร้อมกับหัวใจที่หล่นหายไปชั่วขณะ สบดวงตาเบิกกว้างอย่างแปลกใจของเด็กหนุ่มร่างเล็กอีกคนที่วันนี้สวมใส่เสื้อเชิ้ตคู่กับกางเกงสามส่วนดูสุภาพน่ารัก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใสขณะทักทายอย่างเป็นมิตร



“นายคือจีมินจากคณะเศรษฐศาสตร์สินะ”



คิม แจบอมวางถาดอาหารลงบนโต๊ะตรงข้ามกับจอน จองกุก พัค จีมินกระพริบตาปริบ เผลอเงียบไปชั่วขณะด้วยหัวใจที่เต้นเร็วขึ้น



เมื่อกี้นี้ไม่ทันสังเกตเลย ว่าตรงเก้าอี้ตรงข้ามกับจอน จองกุกมีกระเป๋าเป้ของใครอีกคนวางเอาไว้อยู่แล้ว



“ชะ ใช่...ฉันเอง” ตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ คิม แจบอมได้ฟังก็เผยยิ้มกว้างอีกครั้ง เป็นคนที่ยิ้มแล้วดวงตายังคงส่องประกายสดใส ไม่ได้ตีบเล็กหายไปเหมือนกับเขา



“มากับใครเหรอ กินข้าวด้วยกันไหม พวกเราก็เพิ่งมา ยังไม่ได้เริ่มกินเลย”



“...” ดวงตากลมเผลอจ้องมองใบหน้าอันเปี่ยมไปด้วยพลังงานนั้นจนไม่รู้ตัวว่าทำสีหน้าแบบไหนออกไป “...ไม่เป็นไร ฉันนัดเพื่อนไว้”



พูดจบก็ส่งยิ้มให้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วค่อยๆ ลุกจากโต๊ะไปโดยไม่หันมองหน้าใครอีกแม้แต่สีหน้าลำบากใจของจอน จองกุก



อย่างนี้นี่เอง...ควรจะเอะใจตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมถึงไม่อ่านข้อความ เป็นเพราะมีนัดอยู่แล้วนี่เอง จอน จองกุก กับคิม แจบอมคนนั้น



ก้าวเดินออกจากโรงอาหารไปโดยทีไม่รู้ว่าควรจะไปไหนต่อ พัค จีมินเลิกคิ้ว ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง อย่างน้อยก็บอกกันบ้างสิว่ามีคนกินข้าวด้วยอยู่แล้ว เขาจะได้ไม่ต้องมานั่งเดาเองแบบนี้ ถ้าบอกกันตั้งแต่แรกก็จะได้ไปกับเพื่อน เรื่องมันก็แค่นี้เอง เจ้าจองกุกงี่เง่า ทำเขาเสียเวลาจนได้



ก็อาจจะเกิดขึ้นได้หากจอน จองกุกอยากจะดูใจกันกับคิม แจบอม และจองกุกก็ไม่จำเป็นต้องมาบอกเขาก่อนด้วย ตามปกติถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมอ่านข้อความตัวเขาก็ควรจะไปกับเพื่อน เพื่อนกันมันก็ต้องเป็นแบบนั้น มันไม่เป็นไรเลยถ้าจอน จองกุกจะสนใจคิม แจบอม ไม่มีอะไรต้องตกใจทั้งนั้น



เขารับได้และยินดีที่เพื่อนสนิทเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง กับอีแค่คำว่า เรา แบ่งให้จอน จองกุกใช้กับคนอื่นบ้างก็ดีเหมือนกัน มันเป็นเรื่องน่ายินดี...เรื่องน่ายินดี

 

 


⧆⧆⧆⧆⧆




พร้อมๆ กับคนอื่นๆ ในคณะ พัค จีมินรับรู้ว่าจอน จองกุกและคิม แจบอมกำลังอยู่ในช่วยพูดคุยสานความสัมพันธ์กัน เพราะทั้งสองแสดงจุดยืนอย่างเปิดเผย ไม่นานจึงเป็นที่รู้กันในทั้งสองคณะและในชมรมเบสบอลเองด้วย ทั้งสองวางตัวดีเวลาอยู่ในที่สาธารณะ ทั้งยังได้ข่าวมาว่าเป็นตัวเต็งปีหนึ่งในชมรมเหมือนกันด้วย เป็นคู่ที่ใครๆ ต่างก็มองว่าช่างเหมาะสมแม้จะเป็นผู้ชายด้วยกันก็ตาม เวลาฝึกซ้อมในสนามต่างก็ทำหน้าที่ของตนเองได้ดีจนรุ่นพี่ในชมรมต่างก็มองข้ามเรื่องความสัมพันธ์นี้ไปโดยสิ้นเชิง



รายละเอียดอื่นๆ พัค จีมินไม่รู้ไปมากกว่านี้ เพราะไม่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกชมรมเบสบอล ซึ่งเด็กหนุ่มก็ขอบคุณตัวเองที่ไม่ได้ทำแบบนั้น ไม่ใช่เพราะไม่อยากเห็นเวลาสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน แต่เพราะได้ยินมาว่าการฝึกของชมรมนั้นโหดมาก หากไม่เล่นเก่งเป็นพื้นฐานอยู่แล้วมีหวังได้เจ็บตัวรายวันแน่นอน



คิดๆ ตาม ก็เป็นคู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ นั่นแหละ มีความถนัดและสนใจในกีฬาเดียวกัน ทั้งยังฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การได้พบกันทุกวันที่สนามซ้อมคงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งเป็นตัวเต็งปีหนึ่งทั้งคู่ด้วยแล้ว ในรายการแข่งต่างๆ ก็คงจะถูกเสนอชื่อลงแข่งในนามมหาวิทยาลัยกับรุ่นพี่ด้วย ได้ไปแข่งที่ต่างๆ ทั้งในและต่างจังหวัดกับชมรมที่มีคนคุยของตัวเองอยู่ด้วย คงไม่ต่างกับได้ไปเที่ยวด้วยกัน ฝึกซ้อมด้วยกัน ผ่านช่วงเวลาทั้งยากลำบากและน่ายินดีไปด้วยกัน เป็นความสัมพันธ์ที่สิ่งแวดล้อมดีจนน่าอิจฉาเลยทีเดียว



เพื่อนกันตั้งแต่เกิดอย่างนั้นเหรอ...แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตัวเขายังคงเป็นเด็กมหาลัยที่ตื่นไปเรียนตอนเช้า เลิกเรียนก็กลับหอ ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ ชีวิตประจำวันแตกต่างกันเกินไป อาจจะถึงเวลาที่จะต้องแยกจากกันจริงๆ แล้วก็ได้



ตอนเย็นวันนี้แม้จะบังเอิญได้พบกันขณะกำลังจะเข้าห้องพัก พัค จีมินก็ไม่รู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้เห็นมาร่วมสองอาทิตย์กว่าๆ แล้ว



สังเกตได้ทันทีว่าจอน จองกุกตัดผมสั้นลง แลดูทะมัดทะแมงกว่าเดิม เขาคงจะเป็นคนเกือบๆ สุดท้ายที่ได้เห็นทรงผมใหม่นี้ ทั้งที่เคยเป็นคนแรกมาเสมอ



“กลับมาแล้วเหรอ”



น้ำเสียงที่ไม่ได้ยินมาหลายวันเอ่ยทักทายเรียบๆ ที่หน้าประตูห้องของตนเอง พัค จีมินทำเพียงพยักหน้าเบาๆ เป็นคำตอบแล้วถามต่อ “วันนี้ไม่เข้าชมรมเหรอ”



เจ้าของใบหน้าดูดีที่ทรงผมใหม่ขับให้ดูเด็กลงเล็กน้อยยักไหล่ “วันอาทิตย์จะคัดตัวแล้ว วันนี้ชมรมเลยงดซ้อม”



พัค จีมินพยักหน้าเบาๆ “พักบ้างก็คงดีเหมือนกัน ซ้อมทุกวันคงจะเหนื่อยน่าดู”



“ใช่แล้วล่ะ”



จอน จองกุกตอบกลับกลั้วหัวเราะ ทำให้พัค จีมินระบายยิ้มตามออกมาด้วย



“กับคิม แจบอมเป็นยังไงบ้าง”



“...” คำถามที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ฟังทำให้จอน จองกุกเงียบไปอย่างตกตะลึงเล็กน้อย เมือ่เห็นสีหน้าตื่นตกใจของร่างสูงกว่า พัค จีมินก็ชกที่ต้นแขนแข็งของอีกฝ่ายเบาๆ อย่างหยอกเอิน



“เล่าให้ฟังบ้างสิ นายไม่พูดเรื่องนี้กับฉันเลยนะ”



“กะ ก็นายไม่ถามนี่นา...” ตอบกลับไปอย่างแกนๆ ก่อนจะพูดต่ออย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก “ก็คุยกันไปเรื่อยๆ ตอนแรกๆ เขาดูเหมือนจะเป็นคนขี้อายมากๆ แต่พอคุยไปคุยมาก็เป็นคนตลกแล้วก็ฉลาดดี ความรู้รอบตัวเยอะ คุยด้วยง่ายด้วย”



พัค จีมินหัวเราะออกมาเบาๆ “ดีเลยไม่ใช่เหรอ เรื่องความรู้รอบตัวฉันไม่ค่อยถนัดเลยนี่นะ”



จอน จองกุกเหลือบสายตามองพลางขมวดคิ้วเบาๆ “...แล้วทำไมต้องเอาไปเทียบกับตัวนายเองด้วยล่ะ”



คนถูกถามแสดงออกราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป คำพูดคำจาอึกอักไปพร้อมกับสีหน้าตื่นๆ “กะ ก็แค่เปรียบเทียบแบบทั่วๆ ไป ไม่ได้มีอะไรพิเศษหรอก”



จอน จองกุกเมื่อได้ฟังก็เลิกคิ้ว ละสายตาจากใบหน้าอ่อนหวานนั้นไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยลงจากเดิม “ดีแล้ว มันเทียบกันไม่ได้หรอก”



“...”



พัค จีมินไม่ได้ตอบอะไรกลับ ทำเพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ พร้อมกับหัวใจที่เริ่มรู้สึกชาหนึบ



“อีกชั่วโมงหนึ่งไปตลาดหน้ามอกันไหม ไปกินข้าวกัน” จอน จองกุกหันมาถามอย่างสบายๆ



มาแล้ว คำถามนี้ไง อย่าเพิ่งพูดออกไปนะ คิดดีๆ ก่อนแล้วค่อยตอบก็ยังไม่สาย อย่างน้อยๆ ให้มองหน้าจอน จองกุกให้ดีก่อน มองตาเขาให้นานกว่านี้ แค่นั้นทำได้ไหมพัค จีมิน



“ไม่เป็นไร นายไปกับแจบอมสิ”



แต่สิ่งที่พูดออกไปแล้วไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจทวงคืนได้ รอยยิ้มในวันนั้น มั่นใจแน่แล้วว่าแนบเนียนมากพอ เพราะจอน จองกุกพอได้ฟังก็ทำแค่พยักหน้าตอบพร้อมรอยยิ้มเหมือนตอนรู้ความจริงว่าข้าวเมนูเดียวกันนี้ยังไม่ใช่ออเดอร์ของตัวเอง



แล้วก็เดินเข้าห้องไปทั้งๆ อย่างนั้น จอน จองกุกจ้องมองบานประตูห้องฝั่งตรงข้ามตนเองด้วยสีหน้าว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ความเงียบทั่วบริเวณทางเดินยิ่งทำให้รู้สึกราวกับหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งชั่วขณะ เพียงเพราะคำตอบและสีหน้าเปื้อนยิ้มนั้นของพัค จีมินที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาที แต่ติดตรึงอยู่ในสายตาและความคิดอยู่นานหลายชั่วขณะ




ฟางเส้นสุดท้ายของเรา...เขาวางมันไว้หน้าประตูสินะ




ถอนหายใจพลางส่ายหน้าอย่างปล่อยวาง หยิบมือถือขึ้นมาต่อสายถึงใครคนหนึ่งที่ไม่ปล่อยให้เขารอสายนานนัก



[หืม? ตลาดเหรอ ไหนบอกว่าวันนี้อาจจะมีธุระไง]



น้ำเสียงสดใสจากปลายสายเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ ก่อนแยกย้ายกันเขาพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้กลับต้องโทรไปหาอีกครั้งเพราะยังไม่อยากกินข้าวคนเดียวในอารมณ์แบบนี้



“ไม่มีแล้วล่ะ...นายกินอะไรหรือยัง”



[เกือบสั่งรามยอนแล้ว โทรมาได้จังหวะพอดีเลย...]



จอน จองกุกก้มหน้า เผยยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงสดใสนั้น คิม แจบอมทำให้เขายิ้มได้เสมอ ความรู้สึกกดทับเมื่อครู่นี้ก็เริ่มจางหางไปเรื่อยๆ ขณะได้พูดคุยกันแม้จะเป็นเพียงการนัดหมายเวลาก็ตาม



การยอมรับความจริงให้ได้ก็เป็นเป้าหมายใหม่ที่ควรค่าแก่การพิชิตเช่นกัน






⧆⧆⧆⧆⧆⧆⧆

#กุกมินวันก่อน









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #53 Lajeemolala_rr (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 10:00
    ปวดใจอ่ะ นี่ถ้าตอนจบไม่กลับมาหากันจะตุยขนาดไหน
    #53
    0
  2. #33 ทีน (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 / 02:01

    โอยยยย ใจจะขาดแล้ว

    #33
    0
  3. #29 wariyas (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 07:16
    เศร้าอ่าาาาาา 😭😭😭
    #29
    0
  4. #28  KP. (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 06:14
    มันหนึบไปหมดดด ;-;
    #28
    0
  5. #27 deepestnavyblue (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 01:25
    ฮือ จีมิน ไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย จะเป็นยังไงกันต่อหปหล่ะทีนี้ ㅜㅡㅜ
    #27
    0
  6. #26 parksukie (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 / 00:48
    โอ้ยยย เจ็บปวดหัวใจมากกกก ดูยังไงๆก็รักกันอยู่ชัดๆ งื้ออออ
    #26
    0