The Days Before | KOOKMIN

ตอนที่ 5 : The Days Before 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 412
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    30 ก.ย. 63




ทำไมกันนะทำไม...

ฉันทำอะไรก็มักจะช้าไปก้าวหนึ่งเสมอ.

 


การสมัครลงเล่นกีฬาระหว่างคณะทำให้ทั้งสองกลับมาพูดคุยกันได้เหมือนปกติตามที่พัค จีมินคาดหวังไว้ บางวันก็นัดกินข้าวเที่ยงด้วยกันที่โรงอาหารกลางบ้าง ถ้าเลิกเรียนพร้อมกันก็ออกไปหาอะไรกินที่ตลาดหรือร้านรอบๆ มหาวิทยาลัย วันนี้ทั้งสองมีเรียนต่อตอนบ่ายทั้งคู่ ตอนพักเที่ยงจึงปลีกตัวจากกลุ่มเพื่อนของตนเองมานั่งกินข้าวด้วยกันสองคนที่โรงอาหารกลางอีกครั้ง



ระหว่างกินก็พูดคุยสัพเพเหระเรื่องทั่วๆ ไป เงียบบ้างบางจังหวะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใจเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ความเงียบเหล่านี้เป็นตัวพิสูจน์เป็นอย่างดีว่าทั้งสองไม่จำเป็นต้องพยายามคิดหาเรื่องคุยเพื่อให้บรรยากาศไม่อึมครึมอยู่ตลอดเวลา เพราะเคยชินกับตัวตนของอีกฝ่ายที่ไม่ต้องแต่งเติมอะไรให้มากความแล้ว แค่นั่งอยู่ด้วยกันแบบนี้ก็รู้สึกสบายใจกว่านั่งอยู่กับเพื่อนกลุ่มใหญ่คุยกันเสียงดังๆ เสียอีก



จ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง พัค จีมินก็ยื่นตะเกียบออกไปคีบเนื้อไก่ทอดจากจานของจอน จองกุกมากินด้วยท่าทางสบายๆ



“มันจะไม่พอกับข้าวฉันอยู่แล้วนะ” คนถูกแย่งไปพูดบ่นแต่ก็ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังอะไรมาก ยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อปลาจากจานของพัค จีมินมาคืนก็จบเรื่อง



“อร่อยมะ” เจ้าของเนื้อปลาถามเรียบๆ จอน จองกุกพยักหน้าเบาๆ แล้วตอบกลับหลังจากคีบข้าวในถ้วยเข้าปาก



“อร่อยดี ครั้งหน้าสั่งบ้างดีกว่า”



“กินของฉันได้นะ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่” พูดพร้อมกับเลื่อนจานเนื้อปลาของตัวเองไปใกล้จานไก่ทอดของคนตรงหน้า จอน จองกุกเลิกคิ้วเบาๆ ขณะเลื่อนจานกับข้าวของตนเองแลกเปลี่ยนคืนไปให้อย่างไม่มีอิดออด



“ก็ว่าอยู่ นึกว่าเดี๋ยวนี้ชอบปลาแล้ว ไม่ชอบแล้วสั่งมาทำไม”



ก็เอะใจตั้งแต่เห็นอีกคนเดินถือเซตปลาทอดมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะคิดว่าเข้ามหาลัยคงถูกเพื่อนใหม่ชวนกินจนหายเกลียดเนื้อปลา



“อยากลองเฉยๆ มันดูน่าอร่อยดีนี่นา” คนถูกถามตอบกลับแค่นั้น แล้วจึงต่างก้มหน้ากินข้าวของตนเองต่อเพื่อจะได้รีบไปเตรียมตัวเรียนคาบตอนบ่าย



บางทีนี่อาจจะเป็นระยะห่างที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองแล้ว อยู่ด้วยกันแบบสบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนหรือหวือหวาอะไร ไม่จำเป็นต้องปรับตัวหรือทำอะไรที่ไม่เคยทำ เพราะแค่ที่เป็นอยู่ก็ให้ความรู้สึกสบายใจและผ่อนคลายที่สุดแล้ว มีอะไรหรือคิดอะไรอยู่ก็คุยกันได้เสมอ ความสัมพันธ์ที่บางเรื่องไม่อาจพูดออกไปตามตรงได้ คงจะดีแล้วที่ยุติมันไปและลืมๆ มันไปซะ



แต่มันไม่มีอะไรต้องพูดจริงๆ หรือเราแค่เคยชินกับการปิดบังใจจริงของกันและกันไปแล้วกันล่ะ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริงอย่าถามเลยว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ เคยได้ยินคำพูดที่ว่าเรื่องโกหกกลายเป็นเรื่องจริงได้ถ้าเราเชื่ออย่างหนักแน่นว่ามันคือความจริงไหม บางทีเราอาจจะหลอกตัวเองสำเร็จมาตั้งนานแล้ว ว่าเบื้องหลังความสบายใจเหล่านั้นมันไม่ได้มีเด็กม.ปลายสองคนที่พยายามจะหันหน้าคุยกัน บอกความในใจออกไปว่าเสียใจและขอโทษ ต้องการจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะเด็กมหาลัยสองคนเชื่ออย่างสนิทใจไปแล้วว่าเด็กม.ปลายที่ว่านั่นได้ตายจากไปแล้วจริงๆ



เรียกว่าการฆาตกรรมได้หรือเปล่านะ ผู้ใหญ่สองคนร่วมมือกันฆ่าปิดปากเด็กวัยรุ่นสองคน อะไรทำนองนั้น

 





ใช้เวลาฝึกซ้อมประมาณหนึ่งเดือน และทำการแข่งขันอีกห้าวัน กีฬาระหว่างคณะสำหรับเด็กปีหนึ่งก็ดำเนินมาถึงพิธีปิด ในส่วนของกีฬาเบสบอล ปีนี้คณะวิศวะก็ได้ตำแหน่งแชมป์ไปอีกตามเคย หลังจากที่คณะเศรษฐศาสตร์ตกรอบไปเพราะแพ้ให้กับคณะศิลปกรรม พัค จีมินก็ตามไปเชียร์คณะวิศวะในทุกๆ แมตช์ ในรอบชิงชนะเลิศ พอทีมของจอน จองกุกชนะก็ดีใจกระโดดโลดเต้นจนเพื่อนโดนเพื่อนแซวว่าเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ตัวปลอม แสดงความยินดีผ่านตัวอักษรในแชทแล้วก็กลับหอพักไปเพียงเท่านั้น เพราะจอน จองกุกต้องไปกินเลี้ยงที่ร้านบุฟเฟต์กับเพื่อนร่วมทีมและรุ่นพี่ชมรมของคณะตัวเอง พัค จีมินเข้าใจดีว่าจังหวะนี้ควรเฟดตัวออกมาให้อีกฝ่ายได้เฉลิมฉลองกับคนที่ฝ่าฟันกันมาตลอดหนึ่งเดือนก่อน



คงจะทั้งกินทั้งดื่มกันอย่างสนุกสนานเชียว ส่วนทีมเศรษฐศาสตร์ก็ฉลองกันไปตั้งแต่วันที่ตกรอบแล้ว ถึงจะแพ้มาแต่ก็สนุกสุดเหวี่ยงกันพอตัว ตอนเที่ยงคืนก่อนจะเข้านอนจอน จองกุกก็ส่งรูปที่ถ่ายในห้องคาราโอเกะมืดๆ มาให้ดูด้วย หลังกินเสร็จคงจะไปร้องเพลงกันต่อ พัค จีมินพอได้เห็นก็ได้แต่หัวเราะแล้วส่งข้อความกลับไปกำชับให้ดูแลตัวเองดีๆ



จำได้รางๆ ว่าหลังจากหลับไปแล้วก็สะลึมสะลือขึ้นมารับสายจอน จองกุกที่โทรเข้ามาตอนประมาณตีสี่ เจ้าตัวบอกว่ามาถึงห้องแล้ว แต่เมามากๆ ก็เลยโทรหา ทางฝ่ายคนง่วงนอนก็รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยที่ถูกปลุกจากการหลับลึก แต่ก็ยอมคุยด้วยต่อสักพักโดยที่ตัวเองก็จำไม่ได้เช่นกันว่าคุยอะไรคนเมาไปบ้าง



“จีมิน”



[หื้ม...]



ปลายสายส่งเสียงในลำคอตอบกลับมาอย่างคนใกล้จะกลับไปเฝ้าพระอินทร์ต่ออยู่รอมร่อ จอน จองกุกที่นั่งอยู่บนเตียงภายในห้องมืดที่ไม่ได้เปิดไฟแม้สักดวงทิ้งตัวลงนอนราบกับเตียง หลับตาลง ยกมือขึ้นนวดขมับเพราะความมึนเมาจนโลกหมุนเคว้งไปหมด



“จริงเหรอ จะเป็นเพื่อนกันต่อจริงๆ เหรอ”



ถามออกไปด้วยหัวใจที่เต้นรัวเร็วด้วยความประหม่า ร่างกายรู้สึกร้อนวูบวาบจากที่ร้อนเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์อยู่แล้ว หลับตารอฟังคำตอบจากอีกคนที่อยู่ไกลเพียงประตูสองบานและทางเดินกั้น



[อืม ดีแล้วแหละ]





มือไม้อ่อนเปลี้ยจนต้องปล่อยมันทิ้งลงบนเตียง จอน จองกุกยังคงไม่ลืมตา แต่ลมหายใจเริ่มติดขัดเพราะแรงสะอื้นที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ขณะที่คำตอบของพัค จีมินยังคงฉายชัดอยู่ในหัว



น้ำตาหยดแรกไหลลงข้างขมับ ตามด้วยหยดต่อๆ มาพร้อมกับเสียงสะอื้นฮั่กแบบไม่คิดปิดบัง



ในคอตีบตัน สั่นสะอื้นจนพูดอะไรต่อไม่ออก ท่ามกลางความมืดในยามหลับตา จอน จองกุกมองเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของพัค จีมินในชุดเครื่องแบบนักเรียนม.ปลายในตอนที่เดินกลับบ้านหรือตอนไปเดินห้างแถวบ้านด้วยกันตอนเลิกเรียน มือเล็กกว่าที่ไม่ได้นุ่มนวลอะไรมาก แต่ให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยทุกครั้งที่ได้กอบกุม นึกถึงเพียงแค่นั้นกล้ามเนื้อทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าของเด็กหนุ่มก็รู้สึกเย็นเยียบจนสั่นเทาไปหมด



แล้วสายก็ถูกตัดไปเพียงเท่านั้น...พัค จีมินไม่มีวันได้รู้อีกเลย ว่าเสียงร้องไห้ของจอน จองกุกที่ตนคิดว่าเป็นเพียงแค่ความฝันนั้นมันไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝัน เมื่อผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัวข้างแก้มก็แตะปุ่มตัดสาย ไม่ต่างกับตัดขั้วหัวใจของจอน จองกุกให้ขาดสะบั้นภายในดาบเดียว



ร่างสูงขยับตัวนอนคว่ำ ฝังใบหน้าลงในผ้านวมของตนขณะปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาจนเนื้อตัวสั่นระริก เสียงร่ำร้องนั้นอื้ออึงซึมหายไปในเนื้อผ้าไม่ต่างกับน้ำตาของเขาในคืนนั้น

 

 


⧆⧆⧆




หลังวันปิดงานกีฬาประมาณสี่ห้าวัน น้องใหม่กีฬาเบสบอลจากทุกคณะทั้งทีมหญิงและทีมชายก็มีนัดกับรุ่นพี่ที่งานเลี้ยงใหญ่ของกีฬาเบสบอลที่โรงแรมแห่งหนึ่งไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อกระชับมิตรและฉลองให้กับนักกีฬาทุกคนที่ร่วมฝึกซ้อมและเข้าร่วมการแข่งขันด้วยกันมาอย่างตั้งอกตั้งใจและขยันขันแข็ง งานนี้ตามความสมัครใจ ใครอยากจะมาหรือไม่มาก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเด็กปีหนึ่งก็มักจะมาเข้าร่วมกันเกือบจะครบทุกคนเพราะยังเป็นเด็กใหม่ เป็นโอกาสในการผูกมิตรกับเพื่อนใหม่จากต่างคณะ อีกทั้งบุฟเฟต์ฟรีก็ไม่ได้มีจัดเลี้ยงบ่อยๆ เสียด้วย



แม้จะนั่งบัสที่งานด้วยกัน แต่เมื่อเข้าไปในงานพัค จีมินและจอน จองกุกก็แยกย้ายกันไปหากลุ่มเพื่อนคณะของตนเอง ภายในห้องโถงสำหรับจัดงานเลี้ยงงานประชุมของทางโรงแรมมีโต๊ะเลี้ยงอาหารนานชนิดทั้งคาวหวานยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ทานกันอุ่นหนาฝาคั่ง อีกทั้งยังมีพนักงานของโรงแรมคอยบริการและอำนวยความสะดวกให้ด้วย ถามว่านักศึกษาเอาเงินจากไหนมาใช้จัดงานเลี้ยงใหญ่โตแบบนี้ คำตอบก็คือเงินที่เหลือจากงบประมาณสนับสนุนแต่ละกีฬาที่ทุกๆ คณะได้รับเท่าๆ กันมารวมกันนั่นเอง



เมื่อใกล้ถึงช่วงท้ายของงาน เวทีในห้องโถงก็เปิดให้เหล่าปีหนึ่งได้ขึ้นไปพูดแสดงความรู้สึกที่มีต่อกีฬานี้และเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ที่ได้ทำความรู้จักและใช้เวลาไปด้วยกันตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ซึ่งน้องใหม่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีทีเดียว ระหว่างกินของหวานหลังมื้ออาหารอยู่กับเพื่อนๆ พัค จีมินก็ได้หัวเราะไปกับคำพูดตลกๆ ของเพื่อนปีหนึ่งด้วยกันทั้งหญิงและชาย ที่บ้างก็ขึ้นไปบ่นว่าซ้อมเหนื่อย บ้างก็บ่นให้เพื่อนร่วมทีมตัวเอง บางคนก็บ่นรุ่นพี่ที่เข้มงวดเพราะก่อนหน้านี้ยังบ่นไม่ได้ เป็นช่วงที่เรียกเสียงหัวเราะและเสียงโห่ร้องได้ดังไม่แพ้กับช่วงเปิดงานเลยทีเดียว



จากตรงที่พัค จีมินยืนอยู่สามารถมองเห็นจอน จองกุกที่ยืนอยู่อีกฝั่งของห้องโถงผ่านผู้คนภายในงาน หากยังอยู่ในรัศมีสายตาก็มักจะเผลอมองหากันเป็นระยะๆ ด้วยความเคยชิน ในระหว่างที่เพื่อนจากคณะนิติศาสตร์กำลังพูดถึงเหตุการณ์ที่ประทับใจในช่วงฝึกซ้อมก็เผยยิ้มออกมาบางๆ เพราะความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวอย่างไม่ตั้งใจจนไม่ได้ฟังเสียงคนบนเวทีที่พูดออกไมค์



รุ่นพี่บอกว่าสามารถพูดอะไรก็ได้...แล้วถ้าเขาจะขอโทษจองกุกแล้วขอเริ่มต้นกันใหม่ อะไรแบบนั้นถือว่านับไหมนะ



ดึงตัวเองกลับมาฟังคำพูดของคนบนเวทีอีกครั้ง ก่อนจะหัวเราะแล้วส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆ คิดอะไรไร้สาระ ถ้าเกิดมันทำให้งานกร่อยขึ้นมาใครจะรับผิดชอบกัน แถมยังมีรุ่นพี่ปีสูงเข้าร่วมด้วย เรื่องแบบนี้คงไม่มีใครกล้าพูดหรอก



พัค จีมินถอนหายใจเบาๆ เงยหน้าขึ้นไปบนเวทีอีกครั้งก็พบว่าไมโครโฟนถูกส่งต่อให้คนพูดคนถัดไปแล้ว เขาจดจำได้ในทันที เป็นเด็กปีหนึ่งเล่นทีมคณะวิศวะ ทีมเดียวกับจองกุก ตัวเล็กแต่เป็นแบตเตอร์มือดี ได้เป็นไม้สี่ตลอด อีกทั้งยังวิ่งเร็วด้วย บุคคลทราบหน้าไม่ทราบชื่อคนนั้นรับไมค์มาก็ยืนนิ่งราวกับกำลังทำใจอยู่ครู่หนึ่ง สูดหายใจและถอนหายใจอย่างประหม่าจนรดไมค์เกิดเสียงลมตีพั่บ ทำเอาเพื่อนร่วมทีมด้านล่างอดที่จะแซวไม่ได้ ไม่นานจึงค่อยๆ เปิดปากพูดออกมาอย่างเก้อเขิน



“ผะ ผม คิม แจบอม ปีหนึ่งคณะวิศวะ ผะ ผมสนุกมากที่ได้เล่นกีฬากับรุ่นพี่แล้วก็เพื่อนๆ ตลอดหนึ่งเดือนนี้ ตอนอยู่โรงเรียนเก่าผมไม่กล้าเล่นเบสบอลเท่าไหร่เพราะเพื่อนๆ ชอบบอกว่าผมดูตัวเล็กอ่อนแอ เดี๋ยวจะบาดเจ็บเอา”



หลายคนในห้องโถงรวมถีงพัค จีมินต่างยิ้มและหัวเราะออกมากับคำพูดนั้นของคิม แจบอม ทุกคนที่นี่ต่างประจักษ์แก่สายตาในแมตช์ชิงชนะเลิศแล้วว่าเขาไม่ได้เป็นแบบที่เพื่อนเก่าดูเบาเอาไว้เลยแม้แต่น้อย



เมื่อเห็นว่าทุกคนตั้งใจฟังเป็นอย่างดี สีหน้าของคิม แจบอมก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ใบหูทั้งสองข้างก็ยังคงแดงเถือกอยู่ขณะเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเหมือนเดิม



“ในระหว่างการซ้อม มะ มีเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่ง คอยให้กำลังใจผมตลอด แล้วเขาก็เก่งมากๆ จนสามารถชี้จุดบกพร่องของผมได้ ผมได้แก้ไขนิสัยการเล่นที่ไม่ดีของตัวเองจนสามารถช่วยทีมให้ได้รับชัยชนะได้...จะ จอน จองกุก คนคนนั้นคือจอน จองกุกครับ”



กลุ่มทีมชายวิศวะส่งเสียงแซวเพื่อแสดงตัวเจ้าของชื่อนั้น จอน จองกุกที่อยู่กลางวงจ้องมองขึ้นไปบนเวที เผยยิ้มปลาบปลื้มใจที่ตนถูกกล่าวถึงด้วย



คิม แจบอมเม้มปาก มือเริ่มสั่นจนสังเกตได้ ก่อนจะพูดประโยคถัดมาที่ทำให้ทุกคนเบิกตากว้างกันเป็นแถบ



“ฉะ ฉันอยากบอกนายว่าขอบคุณมากๆ สำหรับทุกอย่าง นายเป็นกัปตันทีมที่ดีมาก...และฉันชอบคนใจดี ตอนนี้เลยคิดว่าชอบนายเข้าแล้วล่ะ”



เกิดเสียงกรี๊ดและเสียงโห่ร้องดังลั่นห้องโถง กลุ่มเพื่อนหนุ่มต่างพุ่งเข้าไปเขย่าตัวกัปตันทีมของตนที่กำลังเบิกตากว้าง งุนงงกับสิ่งที่คิม แจบอมเพิ่งพูดออกมา แม้จะถูกขยี้ผมจนหัวฟูไปหมดจอน จองกุกก็ไม่อาจละสายตาจากคนที่ยืนยิ้มกว้างอย่างโล่งใจที่ได้พูดความในใจออกมาบนเวที ทั้งสองสบตากันท่ามกลางความวุ่นวายที่ประดังขึ้นภายในเสี้ยววินาทีที่สิ้นคำของคิม แจบอม โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ



ไม่อยากจะเดาหรอกว่านายรู้สึกยังไงตอนได้ฟังคำสารภาพนั้น แต่ขณะที่ฉันจ้องมองนายจากอีกฝั่งของห้อง นายกลับไม่มองมาทางนี้เลยแม้เพียงหางตา ทั้งแววตา และใบหูของนายที่ค่อยๆ แดงเถือกขึ้นมา เหมือนกับใจของฉันที่ค่อยๆ มีเลือดซึมออกมาเลย แต่ตอนนั้นฉันเองไม่รู้ตัวหรอกว่ามันบาดเจ็บ อาจเป็นเพราะมันกำลังชาอยู่ก็เป็นได้



และตอนที่นายค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย...นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ฉันทนดูไหว ฉันหันหลังเดินออกจากงานไป ถึงเพื่อนจะเรียกเอาไว้ฉันก็ไม่ได้ยินใครทั้งสิ้น ในสมองมันชาดิกไปหมด คิดอะไรไม่ออกเลย



พออกมาจากห้องโถงนั้น บนทางเดินของโรงแรมก็เงียบสงัดราวกับอยู่คนละโลก พัค จีมินก้าวเดินไปที่ลิฟต์ แล้วกดลงไปชั้นหนึ่งโดยไร้ซึ่งความคิดความอ่านใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับร่างกายขยับไปเองโดยอัตโนมัติ เขาแค่ต้องการจะออกไปให้ห่างจากที่นี่ให้เร็วที่สุด อยากกลับไปอาบน้ำและเข้านอน เพื่อจะได้หนีจากความจริงที่ว่าจอน จองกุกเพิ่งจะรู้สึกเขินอายกับคำสารภาพของผู้ชายคนอื่น



ไม่มีอะไรหรอก ตอนถูกบอกว่าชอบ ใครๆ ก็เขินทั้งนั้น วันที่ทะเลาะกันวันนั้นก็เป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชายมันก็ไม่ต่างกัน และคิม แจบอมก็ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดขอคบด้วย เรื่องวันนี้หลังปาร์ตี้จบทุกอย่างก็จะถูกลืมไป วันพรุ่งนี้ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติเหมือนทุกวัน



มีแต่ช่องว่างชวนให้ย้อนคิดตลอด...ทำไมถึงคิดว่ามันไร้สาระล่ะ พัค จีมิน คิดดูสิ ถ้าตัดสินใจไปถือไมค์ก่อนจะถึงตาคิม แจบอม...ถ้าทำแบบนั้นล่ะก็...





⧆⧆⧆⧆⧆⧆⧆

#กุกมินวันก่อน





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #52 Lajeemolala_rr (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 09:45
    หน่วงมากหน่วงทุกทาง
    #52
    0
  2. #25 NAETTY10360 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2563 / 02:02
    //เปียกปอน😭😭😭
    #25
    0
  3. #24 Ploy5221 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2563 / 08:53

    มาต่อเร็วๆนะค่ะ

    #24
    0
  4. #23 ornanong_ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2563 / 00:51
    โอ้ย แล้วแบบนี้จะลงเอยกันเมื่อไหร่เล่าา ต่างคนต่างก็ไม่พูดกันตรงๆแบบนี้ เห้อ เจ็บปวดกะนทั้งคู่
    #23
    0
  5. #22 wariyas (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2563 / 00:19
    เศร้าอ่าาาา ฮืออออ
    #22
    0
  6. #21 Maewsamse03 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 22:17
    ฮือออ น้องงงง อยากกอด
    #21
    0
  7. #20 km13 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 21:40
    เศร้ามากค่ะไรท์ หน่วงไปหมด
    #20
    0
  8. #19 Pleng_JM (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 21:40
    รักกันมากแท้ๆ เฮ้อ หน่วงไปหมดแล้ว
    #19
    0
  9. #18 parksukie (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 21:11
    โอ้ยยยยย หน่วงมากกกกกกกกกกก นี่คิดว่าต่างคนต่างรักกันอ่ะ งื้ออออ ทำไมไม่พูดกันไปตรงๆ แล้วแบบนี้จะได้กลับมารักกันอีกมั้ยยยย
    #18
    0