The Days Before | KOOKMIN

ตอนที่ 4 : The Days Before 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    29 ก.ย. 63




ทำเหรียญตกแอ่งน้ำ ควานหาเท่าไรก็ไม่เจอ ร้องไห้ปานใจจะขาด...

โดยลืมไปว่าถ้าไม่กวนน้ำ น้ำก็ไม่ขุ่น.

 


ความรู้สึกตื่นเต้นและสดใสเบิกบานยามเมื่ออยู่กับลี ฮันซองอันตรธานหายไปภายในข้ามคืนจนแม้แต่แต่พัค จีมินก็ยังใจหาย กลายเป็นว่าเมื่อได้มาพบเจอและพูดคุยกันอีกครั้งที่คณะในวันจันทร์ หัวใจของเขาก็นิ่งเฉยฉื่อยชา ซ้ำยังรู้สึกอึดอัดใจในบางครั้งที่รุ่นพี่เข้ามาใกล้จนเกินไป ในตอนแรกคิดว่าคงเป็นเพราะเพิ่งทะเลาะกับจอน จองกุกมา วันต่อมาคงจะดีขึ้น แต่มันกลับสวนทางกับที่คิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง สุดท้ายผ่านไปไม่ถึงห้าวันทั้งสองก็บอกลากันไปเพียงเท่านั้น เพราะลี ฮันซองสัมผัสได้ว่าหนุ่มรุ่นน้องไม่ได้มีความสนใจจะสานสัมพันธ์กับตนเองต่อไปแล้ว และเขาก็ไม่ใช่คนที่ชอบบังคับฝืนใจใคร



เรียกได้ว่าทำเอาเศร้าซึมเป็นหมาป่วยไปเลย พัค จีมินนอกจากจะไม่สนใจว่ารุ่นพี่ฮันซองจะขอเลิกคุยหรือไม่ เวลาอยู่กับเพื่อนในสาขาก็เอาแต่เหม่อลอยคิดอะไรเงียบๆ อยู่คนเดียว ทุกๆ คนต่างคิดว่าเพราะกับรุ่นพี่ฮันซองไปได้ไม่ค่อยสวยนัก จึงไม่ได้เข้าไปเซ้าซี้ถามไถ่อะไรมาก แล้วก็พยายามชวนพัค จีมินไปเที่ยวเล่นเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อให้อารมณ์กลับมาสดใสเหมือนปกติ



จอน จองกุกเองก็ไม่ได้ไปไหนมาไหนกับผู้หญิงคนนั้นแล้ว มีโอกาสบังเอิญพบกันบ้างเวลาเดินอยู่ในเขตมหาวิทยาลัย แต่มักจะเห็นต่างฝ่ายต่างมากับกลุ่มเพื่อนของตนเสมอ ทำให้ไม่ได้ทักทายกันเหมือนที่เคยทำ เดินผ่านกันไปราวกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน



ความจริงนั่นก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้น ก่อนหน้านี้แม้จะมากับกลุ่มเพื่อนก็ยังส่งยิ้มหรือเอ่ยทักทายกันได้ตามปกติ แต่เหตุการณ์ที่หอพักวันนั้นทำให้หัวใจของทั้งคู่ดูจะห่างไกลจากกันมากกว่าเดิมจนต่างก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน



ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะเลยเถิดมาถึงขั้นนี้ เริ่มแรกทุกอย่างเหมือนจะลงตัวและพอดีไปเสียหมด มาวันนี้ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ ทั้งที่เป็นเรื่องของคนแค่สองคนแต่กลับรู้สึกราวกับควบคุมอะไรไม่ได้เลย



“จีมิน นายจะเล่นกีฬาระหว่างคณะไหม”



หนึ่งในเพื่อนในกลุ่มถามขึ้นมาหลังจากมีประกาศจากรุ่นพี่ปีสองว่าเริ่มเข้าฤดูกาลแข่งกีฬาระหว่างคณะสำหรับชั้นปีหนึ่งแล้ว การแข่งขันจะเริ่มขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ต้องไปฝึกซ้อมทุกวันดูท่าทางจะเหนื่อย ทำให้ทุกๆ ปีในแต่ละกีฬาต้องประกาศรับสมัครหรือไปทาบทามเด็กปีหนึ่งมาเล่นให้เสมอๆ จึงจะได้คนครบตามจำนวน



เพื่อนๆ ของเขาต่างก็คุยกันว่าคงจะไม่ลงเล่นเพราะไม่ได้ถนัดมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว พัค จีมินเองก็รู้สึกว่าอยากจะใช้ชีวิตง่ายๆ สบายๆ ไปก่อน แต่เมื่อได้รู้ว่าหนึ่งในกีฬาที่มีการจัดการแข่งขันนั้นมีเบสบอลด้วย เด็กหนุ่มจึงหวนกลับไปพิจารณามันอีกครั้งแล้วก็ได้คำตอบโดยไม่ต้องคิดนาน



ลงชื่อไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปอย่างที่คาดเดาหรือไม่ รู้เพียงแค่ว่าสมัยม.ปลาย จอน จองกุกเป็นนักกีฬาเบสบอลของโรงเรียน มีโอกาสสูงที่จะลงเล่นกีฬานี้ให้กับคณะของตนเอง หากมันจะทำให้โอกาสที่จะได้พบหน้ากันมีเพิ่มมากขึ้น พัค จีมินก็อยากจะลองเสี่ยงทายดู แม้ตัวเขาจะเคยเป็นเพียงผู้ชม ไม่เคยเป็นนักกีฬาเบสบอลมาก่อนเลยก็ตาม เพื่อนๆ ก็สบายใจที่พัค จีมินเริ่มหายเศร้าซึมและหากิจกรรมอะไรทำกับใครเขาบ้างแล้ว ไม่ได้ลงชื่อด้วยแต่ก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไปเชียร์ในวันแข่งอย่างแน่นอน



การฝึกซ้อมจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากชมรมเบสบอลของมหาวิทยาลัย หรือก็คือพวกนักกีฬาของมหาวิทยาลัยนั่นเอง พวกเขาจะเป็นคนจัดสถานที่ อุปกรณ์ และอำนวยความสะดวกทั้งในการฝึกซ้อมและในการแข่งกีฬาระหว่างคณะในทุกๆ ปี ซึ่งในระหว่างนั้นก็จะถือโอกาสมองหาเด็กปีหนึ่งมาเข้าชมรมด้วย หลังจากได้คุยกับรุ่นพี่คณะเดียวกันที่เป็นสมาชิกชมรมและต้องเป็นผู้ฝึกซ้อมน้องๆ ของตนเอง พัค จีมินก็ได้รู้ว่าเบสบอลน้องใหม่คณะเศรษฐศาสตร์ยังไม่เคยเข้ารอบชิงเหรียญรางวัลกับเขาเลยสักปี



สามคณะที่เป็นตัวท็อปในกีฬานี้เห็นว่ามีวิศวะ วิทยาศาสตร์ และนิติศาสตร์ ทุกๆ ปีสลับกันได้เหรียญทองวนอยู่บนยอดปิระมิด น้อยครั้งที่จะมีคณะอื่นหลุดรอดขึ้นไปเป็นท็อปทรี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พัค จีมินอยากจะขอถอนตัวแต่อย่างใด เพราะตัวเขาถูกรุ่นพี่กำหนดให้กลายเป็นนักกีฬาตัวจริงไปแล้ว แม้วันรวมตัวครั้งแรกจะผ่านมาแล้วแต่พวกรุ่นพี่ก็ยังต้องไปโปรโมทหาคนมาลงเพิ่มเพื่อให้ครบหนึ่งทีมอีกประมาณสองสามวัน หากเขาถอนตัวทีมก็ไม่ครบ ทั้งเก้าคนที่มีอยู่ตอนนี้ต้องห้ามป่วยห้ามตายก่อนวันแข่งเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคณะเศรษฐศาสตร์จะแพ้บายเพราะนักกีฬาไม่ครบ



ยิ่งไปกว่านั้น เขาได้ไปเห็นกับตาแล้วว่าจอน จองกุกก็ลงเล่นเบสบอลให้กับคณะตนเองเหมือนกันตามที่คิดเอาไว้ แม้จะไม่มีโอกาสได้คุยกันแต่อย่างน้อยก็มั่นใจได้แล้วว่าต่อจากนี้จะได้เจอหน้าเขาทุกวันเพราะต้องไปฝึกซ้อมที่สนามเดียวกัน



ยังจำสีหน้าของจอน จองกุกจอนที่เห็นเขาอยู่ที่สนามเบสบอลได้อยู่เลย ทั้งตกใจทั้งสับสนเพราะรู้ดีว่าพัค จีมินไม่ใช่พวกชอบเล่นกีฬาโดยเฉพาะกีฬาที่เล่นยากและต้องใช้กำลังกายเยอะอย่างเบสบอล คิ้วงี้ขมวดพันกันยุ่งเหยิง ทำเอาพัค จีมินที่แกล้งทำเป็นเมินต้องแอบหัวเราะคนเดียวอย่างรู้สึกประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง



แต่ก็พอจะเข้าใจว่าทำคุณเขาถึงต้องมองเขม่นถึงขนาดนั้น สมัยม.ปลายปีสอง พัค จีมินเคยขอลองฝึกตีลูกพิทช์ของนักกีฬาในชมรมของโรงเรียนดูครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าหลบลูกพิทช์ที่พิทช์พลาดไม่ทัน โดนลูกกระแทกน่องขาเข้าเต็มๆ เป็นรอยช้ำห้อเลือดรูปตะเข็บลูกบอลนานอยู่หลายอาทิตย์ เพราะรู้ว่ากีฬานี้สามารถเป็นอันตรายถึงขั้นพิการได้หากเล่นไม่ระมัดระวัง จอน จองกุกจึงดูไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนักที่เห็นพัค จีมินปรากฏตัวในการซ้อมแข่งกีฬาระหว่างคณะแบบนี้



เริ่มแรกลงชื่อเพราะอยากเจอเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กบ่อยๆ แต่พอฝึกซ้อมไปได้อาทิตย์หนึ่งพัค จีมินก็เริ่มรู้สึกสนุกและอินกับการแข่งมากขึ้นหน่อยๆ สองสามวันมานี้ก็เริ่มไม่มองหาจอน จองกุกตอนมาถึงสนามแล้ว คนแรกที่เด็กหนุ่มมองหาคือรุ่นพี่ที่ช่วยฝึกซ้อมให้ทุกๆ วัน เพราะรู้ตัวว่าตัวเองคือผู้เล่นที่ค่อนข้างอ่อนที่สุดในทีมจึงต้องขยันและตั้งใจมากกว่าคนอื่นขึ้นมาเล็กน้อย



แม้จะฝึกซ้อมมานาน แต่พัค จีมินก็ยังคงมีปัญหาเรื่องการขว้างและรับลูกอยู่ ยังคงไม่สามารถกะระยะหรือแรงในการขว้างและองศาในการรับลูกได้อย่างถูกต้องและแม่นยำได้ ขว้างลูกผิดท่าก็บ่อยจนปวดเมื่อยไหล่และต้นแขนอยู่เสมอ วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ขอให้รุ่นพี่คณะในชมรมช่วยอยู่ซ้อมนอกรอบให้หลังจากที่เพื่อนๆ คนอื่นๆ แยกย้ายกันกลับหมดแล้ว



หนุ่มรุ่นพี่ก็ไม่ขัดอะไร เพราะถึงอย่างไรพวกนักกีฬาชมรมก็อยู่ฝึกซ้อมหลังจากพวกนักกีฬาน้องใหม่เลิกซ้อมอยู่แล้ว ซ้ำยังดีใจที่เห็นรุ่นน้องคณะของตนมีใจที่จะพัฒนาฝีมือของตนเอง ระหว่างที่กำลังฝึกซ้อมขว้างรับลูกกันอยู่ที่มุมของตนเองในตอนที่ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีส้มใกล้ค่ำแล้ว ก็มีรุ่นพี่ชมรมจากคณะวิทย์คนหนึ่งวิ่งเหยาะๆ มาหา



“ชางมิน เล่นทีมกันไหม” มาชวนไปเล่นแบบทีมด้วยกันนี่เอง



“ใครเล่นบ้างอ่ะ” คู ชางมินถามกลับ



“พวกเด็กปีหนึ่งวิศวะมันมาชวน ทีมละหกคน ไม่เอาเอาท์ฟิลด์ ตอนนี้ขาดสองคน”



สิ้นคำตอบนั้น รุ่นพี่ทั้งสองก็หันมามองพัค จีมินที่ยืนอยู่ไกลๆ



“เล่นไหม จีมิน” คู ชางมินเอ่ยชวนทันที ทางฝ่ายคนถูกถามมีท่าทางลังเลอยู่ไม่นานจึงพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับตอบตกลงอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก



ทั้งสามคนเดินไปที่สนามดินที่ใช้เล่นจริง นักกีฬาชมรมสี่คนกับพวกวิศวะปีหนึ่งนั่งรออยู่ที่เบนช์ด้านนอกกรงที่ล้อมรอบสนามเพื่อทำการคละทีมก่อนจะเริ่มเล่น



สีหน้าของปีหนึ่งวิศวะคนหนึ่งดูจะตกใจเล็กน้อยหลังจากสบตากับพัค จีมินที่เดินตามรุ่นพี่ทั้งสองเข้ามา ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วจางๆ แล้วหันไปพูดกับคู ชางมิน



“รุ่นพี่ เขาขว้างรับดีขึ้นแล้วเหรอ”



หนุ่มรุ่นพี่ที่ถูกถามหัวเราะ “ดีขึ้นมากแล้ว เล่นได้ๆ”



“เคยให้เล่นทีมรึยังครับ”



แม้จะได้รับคำตอบยืนยันแล้วก็ยังคงถามต่อแบบไม่มีเกรงใจเจ้าตัวที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คราวนี้พัค จีมินไม่รอให้รุ่นพี่ชางมินเป็นคนตอบ



“เคยแล้ว ถึงจะไม่เก่งฉันก็เล่นเป็นน่า”



จอน จองกุกหันมามองต้นเสียงก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วยกมือขึ้นวางบนศีรษะกลมแล้วโยกไปมา



“ดูลูกดีๆ รู้ไหม”



พัค จีมินปัดมือใหญ่นั้นออกอย่างเริ่มรู้สึกหัวเสีย “รู้แล้วน่า อย่าดูถูกกันให้มากได้มะ”



“เฮ้ย มานี่เร็ว จะคละทีมกันแล้ว”



บทสนทนาเล็กน้อยนั้นจึงหยุดไปเมื่อถูกรุ่นพี่เรียกให้ไปรวมตัวกัน

 




ผลการคละทีมออกมาปรากฏว่าทั้งสองไม่ได้อยู่ทีมเดียวกัน ทีมของพัค จีมินได้เป็นฝ่ายตีลูกทำคะแนนก่อน นั่นทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นจอน จองกุกเดินไปประจำอยู่ที่ตำแหน่งชอร์ทสต็อปเพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าจอน จองกุกเล่นตำแหน่งนั้นได้ด้วย เก่งไปหมดจนน่าหมั่นไส้เสียจริง



จากจำนวนสมาชิกทีมทั้งหกคน พัค จีมินได้เป็นคนตีลำดับที่ห้า ได้มองดูเพื่อนปีหนึ่งจากวิศวะและรุ่นพี่ในชมรมเล่นก็รู้สึกได้ถึงความคล่องแคล่วและเก่งกาจของแต่ละคน ไม่แปลกใจว่าทำไมวิศวะถึงเป็นหนึ่งในท็อปสามคณะแชมป์ ขนาดปีหนึ่งยังเล่นได้ดีไม่ต่างกับสมาชิกชมรมของมหาวิทยาลัยเลย



โดยฉพาะทีมรับที่เหนียวแน่นและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากทีมของพัค จีมินปล่อยแบตเตอร์(คนตีลูก)ออกไปแล้วสี่คนก็เพิ่งจะทำคะแนนไปได้แค่ 1 รันเท่านั้น สถานการณ์ค่อนข้างขึงตึงเพราะเมื่อถึงไม้ที่ห้าซึ่งเป็นตาของพัค จีมิน ทีมตรงข้ามก็ดันเก็บแบตเตอร์เอาท์ไปได้สองดาวน์แล้ว ซึ่งหมายความว่าถ้าตัวเขาพลาดถูกเก็บเป็นเอาท์ที่สาม ทีมของจอน จองกุกก็จะได้สลับมาเป็นฝ่ายตีทำคะแนนแทน



สิ่งสำคัญคือต้องตีลูกออกไปและวิ่งขึ้นเบสที่หนึ่งให้ได้ก่อน ดูจากสปีดการรับและขว้างลูกของคนพวกนี้แล้วไม่รู้ว่าฝีเท้าของเขาจะไวพอหรือเปล่า เบสบอลมันก็คือการขว้างลูกไปดักทางรันเนอร์ที่จะวิ่งไปขึ้นเบสให้ได้ ขณะตั้งท่ารอลูกพิทช์ของรุ่นพี่ชมรมจากคณะมนุษยศาสตร์ พัค จีมินก็พยายามควบคุมสติไม่ให้กระเจิดกระเจิงเพื่อจ้องมองลูกเบสบอลที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว



ปั่บ!



“สไตรค์!



เสียงลูกบอลลอยเข้าโกลฟของแคชเชอร์ที่นั่งรอรับลูกอยู่หลังโฮมและเสียงกรรมการขานสถานะของลูกที่พิทเชอร์พิทช์มาดังขึ้นข้างหูใกล้ๆ พัค จีมินเอง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ก็ทำให้พอจะจับทิศทางและลักษณะของลูกที่เขาต้องตีได้ พัค จีมินสูดหายเข้าเต็มปอดขยับกายจัดท่ายืนให้ถนัด ครั้งนี้ก็ดูดีๆ เหมือนเดิม ถ้ามาคล้ายลูกเมื่อกี้ก็ให้เหวี่ยงไม้ตีได้เลย



“ดูจองกุกมันดิ ทำไมมันทำหน้าแบบนั้น”



รุ่นพี่ชมรมจากวิศวะที่ไม่ได้ลงเล่นด้วยกระซิบคุยกับเพื่อนร่วมชมรมจากข้างสนามอย่างขบขัน หนุ่มรุ่นน้องตัวเต็งของทีมปีหนึ่งอยู่ๆ ก็ทำหน้าอย่างกับปวดเข้าห้องน้ำกะทันหัน ขณะย่อตัวตั้งท่ารับลูกก็ดูจะลุ้นกับแบตเตอร์ที่กำลังยืนอยู่ที่บ็อกซ์มากๆ จนน่าขัน ทั้งๆ ที่ปกติจะเป็นผู้เล่นที่สุขุมเยือกเย็น ไม่ค่อยแสดงออกว่าเครียดหรือกดดันอะไรแท้ๆ



พิทเชอร์เหวี่ยงขว้างลูกออกจากมืออีกครั้ง รอบนี้ลูกที่ขว้างมาเลี้ยวออกจากตัวพัค จีมินไปจนดูเหมือนจะออกนอกโซน ให้ปล่อยไปเลยได้



ปั่บ!



“สไตรค์!



เกิดเสียงฮือฮาจากทีมของเด็กหนุ่มเองและรุ่นพี่ชมรมคนอื่นๆ ที่ดูเกมส์จากรอบสนาม พัค จีมินได้แต่เบิกตากว้างอย่างุนงง ตอนที่ลูกลอยมาถึงโฮม มันกลับเลี้ยวกลับเข้ามาอยู่ในโซนสไตรค์แล้วลอยเข้ามือแคชเชอร์ราวกับเล่นกล โดนหลอกซะแล้ว!



“ไม่เป็นไร! ดูดีๆ สไตรค์ทูแล้วนะ!



เสียงรุ่นพี่ในทีมดังแว่วมาจากข้างสนาม พัค จีมินขยับเฮลเม็ทที่สวมอยู่บนศีรษะอย่างประหม่า ก่อนจะย่อกายตั้งท่าอีกครั้ง ลูกพิทช์ที่พิทเชอร์ขว้างออกมามีสองสถานะหลักๆ ถ้าลูกที่พิทช์มาถูกกรรมการขานว่า บอล ครบสี่ครั้ง หมายความว่าพิทเชอร์ขว้างไม่แม่น แบตเตอร์จะได้รับสิทธิ์ให้เดินไปที่เบสหนึ่งแบบง่ายๆ แต่ถ้าเป็นลูก สไตรค์ที่ลอยเข้าโซนสไตรค์ แบตเตอร์สามารถตีได้ แต่ไม่ยอมตีหรือตีไม่โดนครบสามครั้ง แบตเตอร์คนนั้นจะถูกขานเอาท์ทันที



ตั้งสติหน่อยสิ จีมิน! ถึงจะมองไม่ทันแต่ถ้ากะจังหวะดีๆ ก็ตีโดนได้ สไตรค์ทู โนบอลแบบนี้ต่อให้ตีแล้วออกเส้นก็ต้องตีให้ได้ก่อน!



ปั่บ!!



เสียงลูกเบสบอลลอยเข้าโกลฟแคชเชอร์ดังสะท้อนไปทั่วสนามอีกครั้ง แต่พัค จีมินยังคงแบกไม้ไว้ท่าเดิมโดยไม่ขยับเลยแม้แต่นิ้วเดียว



“สไตรค์! แบตเตอร์ เอาท์!!



สิ้นคำขานของกรรมการ ทีมฝั่งตรงข้ามต่างก็ส่งเสียงอย่างดีใจแล้วพากันเดินออกจากสนามเพื่อเตรียมตัวเป็นฝ่ายตี ในขณะที่พัค จีมินได้แต่เดินอายม้วนกลับไปหาทีมของตัวเองที่พากันหัวเราะในความเหลาหลาของเขา



“ลูกพิทช์ของรุ่นพี่แทฮยอนมันน่ากลัวอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียใจไปนะ” หนึ่งในรุ่นพี่ชมรมทีอยู่ทีมเดียวกันพูดปลอบใจอย่างไม่จริงจังมากนัก ซึ่งพัค จีมินก็หัวเราะแห้งๆ กลับไปอย่างยอมรับ เขาคงยังต้องพัฒนาฝีมืออีกมาก ลูกพิทช์เร็วปานสายลมแบบนั้นมองไม่ทันจริงๆ



ขณะสวมโกลฟของตัวเองเพื่อเตรียมตัวลงไปเป็นฝ่ายรับ พัค จีมินก็หันไปมองข้างกายที่มีร่างสูงกว่าในชุดเสื้อยืดสีดำเดินมาหาพร้อมสีหน้าเปื้อนยิ้มขบขันต่างจากก่อนหน้านี้ลิบลับ



พัค จีมินรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมากะทันหัน รีบละล่ำละลักพูดดักออกไป “เออ รู้แล้ว จะไปฝึกมาเพิ่ม โอเคไหม”



จอน จองกุกได้ฟังก็หัวเราะออกมาอีก แล้วจึงตอบกลับมาพอให้ได้ยินกันสองคน



“ไม่ได้จะว่าอะไร แบบนี้ดีกว่าบาดเจ็บเยอะ”



“...”



พูดจบก็เดินออกไปรวมตัวกับทีมตัวเองอีกทางหนึ่ง พัค จีมินที่เผลอนิ่งไปชั่วครู่จึงค่อยรีบเดินลงไปที่สนามเพื่อไปวอร์มขว้างรับกับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ ตามตำแหน่งของตัวเอง



เป็นมินิเกมส์เล็กๆ ที่เล่นกันจบภายในสองอินนิ่งเพราะสมาชิกชมรมต้องใช้สนามในการฝึกซ้อม ผลออกมาคือทีมของจอน จองกุกชนะไปอย่างขาดรอย ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ มีทั้งตัวเป้งของชมรมและคณะวิศวะอยู่ด้วยกัน ในขณะที่ทางนี้นอกจากจะไม่มีตัวเต็งจากที่ไหนแล้วยังมีมือใหม่อย่างพัค จีมินอยู่ในทีมอีก ถ้าชนะได้ก็คงจะปาฏิหาริย์ช่วยแล้ว



บรรดาปีหนึ่งที่ไม่ใช่สมาชิกชมรมก็พากันแยกย้ายกลับไปพักผ่อนเมื่อเวลาใกล้จะสองทุ่ม ในวันนั้นทั้งสองได้กลับหอพักด้วยกันอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายมานานเกือบจะเป็นเดือนแล้ว



ระหว่างทางทั้งบนรถบัสและระหว่างเดินในซอย จอน จองกุกตอบคำถามและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเล่นเบสบอลกับพัค จีมินอย่างออกรส เด็กหนุ่มสองคนพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นด้วยกันอย่างเพลิดเพลินและสนุกสนาน รู้สึกราวกับได้กลับไปเรียนชั้นม.ปลายอีกครั้งอย่างไรก็อย่างนั้น



โดยไม่รู้เหตุผล เรื่องพวกนี้จะคุยกับใครก็ได้ทั้งนั้นเพราะเป็นแค่เรื่องทั่วไปไม่ได้มีความหมายพิเศษอะไร แต่พอเอามาคุยกับคนคนนี้ มันกลับดูสนุกและน่าสนใจมากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า รู้สึกเหมือนคุยนานเท่าไรก็จะไม่มีวันเบื่อ ทั้งยังรู้สึกสบายใจที่แสดงความคิดเห็นในมุมมองของตัวเองได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องคิดมากหรือเป็นกังวลอะไรเลยแม้แต่น้อย



อบอุ่นในใจราวกับได้กลับบ้าน น้ำเสียงของเขาและวิธีการพูดของเขา คิดถึงเหลือเกิน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจไปแล้ว แม้ตอนนี้คงจะไม่เหมาะที่จะรื้อฟื้นเรื่องบางเรื่องกลับมา แต่พัค จีมินก็รู้ตัวดีว่าเขายังอยากมีจอน จองกุกอยู่ในชีวิตไม่ว่าก่อนหน้านี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม และเชื่ออย่างสุดใจว่าอีกฝ่ายก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน



“จองกุก” เรียกรั้งเอาไว้ก่อนที่จะแยกย้ายไปเข้าห้องของตัวเองที่อยู่ตรงกันข้ามกัน



เจ้าของชื่อหันมามองหน้าคนตัวเล็กกว่าเป็นการตอบรับ พัค จีมินยกมือขึ้นเกาท้ายทอยอย่างเก้อๆ ก่อนจะพูดสิ่งที่ตั้งใจจะบอกออกไป



“เรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ใช่ไหม”



“...” จอน จองกุกนิ่งไปเมื่อได้ฟังคำถามนั้น



ใช่แล้ว อย่างน้อยขอให้ได้เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ไม่อยากให้ให้เมินเฉยกันไปเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว



จนตอนนี้ก็ยังหยุดตำหนิตัวเองไม่ได้ ที่ไม่ยอมเข้าใจความหมายของความเงียบที่จอน จองกุกเว้นว่างเอาไว้ครู่หนึ่ง แววตาของเขาตอนที่จ้องมองกลับมา ทั้งลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงเพราะลอบกลืนน้ำลาย พัค จีมินนึกถึงสีหน้าเจ็บปวดนั้นทีไรก็ได้แต่นึกเสียดายที่ตอนนั้นตัวเองยังไม่ลึกซึ้งเรื่องความรู้สึกมากพอ



“แน่นอนอยู่แล้ว”



พอได้ฟังคำตอบของจองกุกก็ยิ้มดีใจใหญ่เชียว ยังจะมีหน้ามาโล่งใจอีกต่างหาก ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าวันนั้นตัวเองใจร้ายกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน





⧆⧆⧆⧆⧆⧆⧆

#กุกมินวันก่อน





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

56 ความคิดเห็น

  1. #51 Lajeemolala_rr (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 / 09:25
    ชัดเจนสิจองกุก แบบนี้เค้าไม่รู้หรอก
    #51
    0
  2. #17 ornanong_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 00:30
    เฟรนด์โซนจุกๆเลยแงง จีมินน ตะไมไปพูดแบบน้านนน เง้อ
    #17
    0
  3. #16 parksukie (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 22:08
    คือรักและเป็นห่วงกันอยู่ตลอดอยู่แล้วอะเนอะ หวังว่าจะเติบโตอยู่ไปด้วยกันแบบนี้นะ
    #16
    0
  4. #15 MeiPatcharin (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 21:08
    เห้ออออตอนจบคือแยกกันไปแหงๆๆ
    #15
    0