[SHINee] All of Shot Fiction! [By B.D]

ตอนที่ 7 : [SF] SUN & AIR #1...PAST

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 677
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 เม.ย. 54

SHINEE SHOT FICTION
Title: SUN & AIR
Author: BUTTERFLY DESTIN [B.D]
Couple: TRUEMIN [MINHO x TAEMIN]
Rate: PG

 

 

 

 


 

‘SUN & AIR’
MINHO & TAEMIN




PAST





       
ชเว มินโฮ ผู้ชายคนนั้นคือดวงอาทิตย์

                รอยยิ้มสดใสกับบุคลิกที่เป็นกันเองนั้นทำให้หลายคนสนิทกับเขา ใบหน้าหล่อคมรับกันดีกับส่วนสูงร้อยแปดสิบกว่าและผิวสีเข้มเป็นที่หมายปองของสาว ๆ ทั่วมหาวิทยาลัย อุปนิสัยเปิดเผย ชอบเอาชนะและมีความพยายามมากกว่าใครทำให้เขาโดดเด่นและเป็นที่รักใคร่ของรุ่นพี่ทุกคน ในชมรมเหมารวมไปถึงในคณะนิเทศศาสตร์ เป็นทั้งเดือนและดาว เป็นผู้ชายที่มีทุกอย่างที่ทุกคนต้องการ


          
แสงสว่างที่ อี แทมิน ไม่อาจแตะต้อง


                เพราะเป็นแค่เศษอากาศที่ล่องลอยอยู่ในคณะ อี แทมินเด็กหนุ่มร่างผอมบางที่เกือบจะเรียกได้ว่าผอมเกินไปอยู่บ้าง ผิวพรรณหรือหน้าตาจะว่าดีก็ดีอยู่เพียงแค่เจ้าตัวไม่ค่อยสนใจจะดูแลมันสักเท่าไหร่ อีกทั้งผมยาวรุงรังระต้นคอนั้นก็ดูจะสร้างปัญหาให้เขาไม่น้อยเลย ทว่าก็กลับไม่ได้หั่นมันทิ้งไปจริง ๆ จัง ๆ เสียที

                จริง ๆ ไอเรื่องรูปลักษณ์นั้นดูจะไม่เป็นปัญหากับชีวิตเขามากเท่าไหร่นักหรอก ไอตัวปัญหาชีวิตมันอยู่ที่นิสัยของเขาโดยตรงต่างหาก

         
แทมินผู้มีโลกส่วนตัวมากเกินไปทำให้ใครต่อใครไม่กล้าเข้าใกล้ แทมินที่มักวางตัวเหมือนเป็นอากาศอยู่ตลอดเวลา เลี่ยงการสนทนาหรือผูกมิตรกับคนอื่นเกินความจำเป็น หรือจะนิสัยพูดน้อยราวกับกลัวดอกพิกุลจะร่วงออกนั่นอีก


         
ต้องโทษที่ตัวเขาเองนั่นแหละที่ทำให้โลกของตัวเองหงอยเหงา



                การมีตัวตนของ ชเว มินโฮ ทำให้เขารู้สึกได้ถึงโลกที่แตกต่าง ไม่รู้เมื่อไหร่ที่สายตาของเขามักมองไปทางผู้ชายตัวสูงที่ชอบแจกยิ้มให้ใครต่อใครไม่เลือกหน้าเสมอคนนั้น เขาไม่ได้ยิ้มตามหรือมองไปด้วยความเสน่หาเหมือนผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่น ๆ ที่หลงใหล ชเว มินโฮ หรอก


       
เขาอิจฉาต่างหาก


                ผู้ชายที่มีทุกอย่างที่เขาไม่มี มีทุกอย่างที่เขาอยากได้ ผู้ชายที่ส่งยิ้มง่ายดายและหัวเราะได้กับทุกเรื่อง ผู้ชายที่มีเพื่อนดี ๆ มากมาย ผู้ชายที่มีอนาคตสดใสสว่างจ้า




            คิดแล้วก็เวทนาตัวเองเหลือเกิน



                นิเทศศาสตร์ที่ตัดสินใจเข้ามาเรียนมีแต่นักเรียนเอกการแสดงที่โด่งดังมากมาย คณะที่ขึ้นชื่อว่ามีแต่คนหน้าตาดีกลบเอาคนที่ทำงานเบื้องหลังอย่างเขาไปเสียหมด เรียนคณะเดียวกันแต่โทรศัพท์มือถือยังเป็นซัมซุงฝาพับรุ่นเก๋ากึกหน้ากากลอก แบบชนิดที่ไม่น่าจะใช้งานได้แน่ ๆ ถ้าดูตามปกติ ในขณะที่แทบทั้งเอกการแสดงมีแบล็กเบอรี่และไอโฟนของค่ายดังใช้กันคนละเครื่องสองเครื่อง

                จุดนี้แทมินยังคิดว่าเขายังฉลาดกว่าคนพวกนั้นมากกว่าสักหน่อย ก็ใครมันจะไปชอบแบกมือถือเครื่องคิดเลขกับจอทีวีเคลื่อนที่ไปมากันล่ะ? เสียชื่อโทรศัพท์มือถือชะมัด

                คิดไปมันก็แค่ข้อแก้ตัวของคนที่อิจฉา พวกอยากมีก็ได้มี แทมินยอมรับเลยว่าด้วยฐานะทางการเงินของที่บ้านมีปัญหามากอยู่พอสมควร ตัวเขานอกจากต้องวิ่งรอกทำงานพิเศษหาเงินค่าเทอมประทังชีวิตการศึกษาอยู่ทุกวันแล้ว ของใช้พวกนั้นถึงอยากได้มากขนาดไหนเขาก็ไม่มีปัญญาซื้อมาใช้หรอก



         
เฮอ...
                นึกแล้วก็ถอนหายใจกับตัวเอง



         
วันนี้ก็เหมือนทุกวันที่เขามาเรียน นักเรียนปีหนึ่งแผนกกำกับการแสดงนั่งคุดคูอยู่ในซอกหลืบข้างห้อง        ล้างฟิลม์อย่างเบื่อหน่าย ร่างบางค่อย ๆ ปลดบรรดาของพะรุงพะรังมากมายที่แบกมาหาที่นั่งทำความสะอาดเพียงลำพังคนเดียว ทั้งขาตั้งกล้อง กล้องวีดีโอ กล้องดีเอสเอลอาร์คู่ใจ รวมไปถึงกล่องเก็บเลนส์ที่ต้องรักษายิ่งชีวิต (เพราะเป็นของมหาลัย) โต๊ะเล็ก ๆ ที่อยู่ติดกับประตูห้องล้างฟิลม์โดนจับจองทันทีเพื่อวางสัมภาระทั้งหลาย เสร็จ เลนส์ต่างขนาดถูกนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะพร้อมผ้าเช็ดและเซททำความสะอาดขนาดพกพา มือเรียวจัดแจงมัดผมยาวแสนรุงรังของตนอย่างลวก ๆ เพื่อไม่ให้มันตกระลงมาให้น่ารำคาญมากไปกว่านี้ แว่นสายตากรอบหนาแต่ก็ไม่ได้ดูตกยุคอะไรถูกทอดออกเพราะไม่มีความจำเป็นต้องใส่ในตอนนี้ แทมินลงมือเช็ดถูเจ้าเลนส์กล้องราคาแพงระยับอย่างทะนุถนอม เพื่อรอให้ทีมงานคนอื่น ๆ เข้ามาจัดเตรียมความพร้อมในงานเทสต์ถ่ายแบบในวันนี้



         
วันที่เขาเวียนรอบมาเป็นตากล้องอีกครั้ง...ซึ่งที่จริงมันก็แค่ครั้งที่สามนั่นแหละ



                คณะนิเทศศาสตร์จะมีระบบการทำงานของเอกร่วมกัน ทุกเอกจึงสนิทกันมากเพราะมักได้ทำงานและเรียนร่วมกันเสมอ ๆ กับเอกกำกับการแสดงเองก็ต้องเรียนถ่ายภาพและกำกับงาน จึงเป็นเรื่องปกติเลยที่ต้องร่วมมือกับเอกการแสดงตลอด จะเรียกได้ว่าเอกครอบครัวเลยก็ว่าได้

         
ในทุก ๆ อาทิตย์นักศึกษาที่เรียนวิชาถ่ายภาพขั้นสูงซึ่งเป็นวิชาเลือกพิเศษจะต้องมาลองถ่ายภาพนักศึกษาเอกการแสดงเพื่อทำเป็นแฟ้มผลงานพัฒนาการของตนเองเก็บไว้ พวกเขาเวียนกันเป็นตากล้องเช่นนี้เรื่อยไปเหมือนกับพวกนายแบบนางแบบ

                แทมินจำได้ขึ้นใจว่านายแบบคนแรกของเขาคือ ชิน ดงฮี รุ่นพี่หุ่นยักษ์ปีสี่ที่มากความสามารถรอบด้าน การถ่ายทำเป็นไปอย่างสนุกสนานเพราะพี่ชายตัวโตทำตัวสบาย ๆ และเป็นมืออาชีพมากเสียจนเขาอดจะเกร็งเองไม่ได้ และการถ่ายภาพก็ผ่านไปแสนง่ายดายเพราะคนอายุมากกว่าใช้ความสามารถของตนช่วยเขาไว้ได้

         
ครั้งที่สองก็ค่อนข้างจะเรียบง่ายกับการถ่ายนางแบบอาชีพอย่าง ชเว จินรี ผู้หญิงที่มักจะมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ และชอบเรียกร้องความสนใจจากตากล้องคนอื่น ๆ เสมอ (ซึ่งแทมินเองก็ไม่รู้ว่าทำไม?)



         
แล้วครั้งนี้จะเป็นใครกันล่ะ?




         
ครืด!

         
เสียงประตูห้องล้างฟิลม์ถูกเลื่อนออกพร้อมร่างสูงสมส่วนที่เดินออกมาพร้อมตะกร้าใส่ฟิลม์ ใบหน้าหล่อเหลาที่ อี แทมิน จำได้ขึ้นใจ ตาสองคู่สบกันอย่างที่ไม่ได้ตั้งใจเพราะต่างตกใจที่เห็นอีกฝ่าย ยิ้มอ่อนโยนถูกส่งให้จากฝ่ายร่างสูงที่ยืนอยู่ ทว่ายิ้มนั้นกลับต้องกลายเป็นยิ้มเก้อไปเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ สนใจสิ่งใด ร่างบางทำซะเหมือนเขาเป็นแค่แมลงสักตัวที่เพิ่งบินผ่านไป



         
อา...ตากล้องวันนี้เหรอครับ?”

                คนอัธยาศัยดีไม่ละความพยายาม มินโฮเดินเข้ามาประชิดโต๊ะก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แต่อีกฝ่ายก็ยังนิ่งใส่ มือบางเช็ดถูผ้าขาวกับเลนส์ทีละชิ้นอย่างตั้งใจ จนดูเหมือนจะสนใจเกินกว่าเหตุอยู่เบา ๆ


         
ไม่เป็นมิตรเลย...คุยกันหน่อยสิ~”

                อี แทมินอยากเงยหน้าขึ้นไปตะโกนถากถางผู้ชายหน้าตาดีคนนี้เสียจริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องหรอก เขาไม่ควรทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากโดยการไปมีเรื่องกับดาวเด่นของคณะอย่าง ชเว มินโฮ


         
นิ่งเฉยไว้เดี๋ยวเขาก็เลิกตอแยไปเอง


         
และก็จริงอย่างที่แทมินว่า มินโฮพยายามจด ๆ จ้อง ๆ เขาอยู่นานพอควรก่อนจะละจากไปเพราะเห็นว่าความพยายามตีสนิทของตนเองไม่เป็นผล อีกครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นทีมงานทั้งหมดก็มากันครบ แทมินจัดแจงแจกใบหน้าที่และแยกย้ายไปเตรียมงานของตนเงียบ ๆ


         
กล้องดีเอสเอลอาร์ตัวเก่งถูกสวมเลนส์แสนแพงเข้าไปอย่างชำนิชำนาญ คนตัวเล็กคล้องสายกล้องไว้พลางยกลำขึ้นหมุนหาโฟกัสและมุมที่เหมาะสม ปรับนู่นนี่อยู่นาน ก่อนจะตกใจสุดขีดเมื่อถูกนายแบบตัวดีที่ต้องถ่ายให้ในวันนี้เดินมาส่องเลนส์ของเขาด้วยตาคู่โตนั้น


         
เฮ้ย!

         
เสียงอุทานยอมมีแน่ ๆ ถึงแม้จะไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเท่าไหร่ก็ตาม ร่างบางขยับถอยหลังไปตามสัญชาติญาณทำให้กล้องตัวเก่งหลุดมือ แต่ก็ได้มือใหญ่ช่วยพยุงไว้พร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ จากอีกฝ่าย


         
ชเว มินโฮในตอนนี้เปลี่ยนมาใส่ชุดลำลองสบาย ๆ ที่เหมาะกับบรรยากาศช่วงหน้าร้อน เสื้อเชิ้ตสีเข้มเปลือยกระดุมสามเม็ดนั้นทำให้เห็นผิวสีน้ำผึ้งเนียนอยู่วับ ๆ แวม ๆ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับกางเกงขาสั้นสีขาวและรองเท้าสนิกเกอร์ลุย ๆ ที่เสริมความเป็นสปอร์ตแมนให้ตัวเองมากยิ่งขึ้น เครื่องหน้าหล่อจัดถูกแต่งรองพื้นบ้างเล็กน้อย ช่วงเวลาที่จด ๆ จ้อง ๆ กันอยู่นานนั้นทำให้แทมินสังเกตเห็นได้ถึงความแตกต่างนี้ เขาก้มลงมอบสภาพชุดนักศึกษาของตนเองครู่หนึ่งก่อนจะดึงลำกล้องจากมือนายแบบ ตรงหน้าแล้วเดินกลับเข้าไปที่กองถ่าย



         
เฮ้! คุณตากล้อง อย่าเย็นชาสิครับ!
 

          ขายาวก้าวไว ๆ มาเทียบเคียงเขาอย่างง่ายดาย จนแทมินนึกอยากบริภาษส่วนสูงตัวเองอยู่ในใจ

          พี่ซองรยู ตอนนี้นายแบบพร้อมแล้ว ผมจะเริ่มถ่ายเลยนะครับ

         
โดยไม่สนใจคนที่มาวนเวียนอยู่ข้าง ๆ แทมินตะโกนบอกรุ่นพี่ที่ช่วยจัดฉากให้เป็นสัญญาณว่าตนจะเริ่มงานแล้ว ทีมงานหลายคนเข้าประจำที่อย่างมืออาชีพในทันที ทว่าตัวนายแบบกลับทำหน้ายุ่งแล้วรำพึงใส่ตากล้องอย่างขัดใจ



         
ถามผมสักคำรึยังว่าพร้อมมั้ย? ใจร้ายจังน้าตากล้องวันนี้

 

          เกือบสติขาดผึง อี แทมิน หมุนตัวขึ้นไปถามเสียงต่ำ


         
งั้นคุณพร้อมรึยัง? ถ้ายังผมจะได้ให้คนอื่นมาเป็นแบบให้แทน ถ้าคุณมีปัญหา

                ตาดุถูกส่งไปเชือดเฉือนเป็นอารมณ์ให้รู้ว่าคนตัวเล็กก็เริ่มหงุดหงิดมากแล้วเช่นกัน นายแบบหนุ่มยิ้มแหยใส่เหมือนสำนึกผิดอยู่บ้างก่อนจะผละจากตากล้องตัวบางไป ทักทายทีมงานคนอื่นแทน

 

          งั้นเริ่มงานเลยแล้วกัน โอเค! เทสต์


                บรรยากาศมืออาชีพกลับมาบีบหัวใจของเขาให้หดเกร็งอีกครั้ง ฉากที่มีเก้าอี้สีขาวสองสามตัวกับกีตาร์และของตกแต่งอีกนิดหน่อยดูดีขึ้นทันทีที่สิ่งมีชีวิตนาม ชเว มินโฮ เข้าไปมีส่วนร่วม นายแบบตรงหน้าไม่ใช่แค่เก่งธรรมดาแต่มีทักษะเกินตัวจนน่ากลัว แววตาที่จ้องมาราวกับจะส่องทะลุเลนส์ให้มาถึงตัวเขานั้นดูดุดัน สดใส และเจ้าเล่ห์ในพร้อม ๆ กันได้ แทมินไม่อยากพูดสั่งอะไรกับอีกฝ่ายมากนัก เพียงประโยคเดียวที่เขาพูดก่อนเริ่มถ่ายคือ ทำตัวสบาย ๆและนายแบบตัวสูงคนนั้นก็ทำได้ดีเยี่ยมจนไม่มีคำติเตียนหรือคำสั่งใดหลุดออก มาจากปากตากล้องอย่างเขาอีกเลย



         
รูปสุดท้ายแล้วครับ


         
เหมือนหลายสิ่งหล่อหลอมให้แทมินลืมอารมณ์บูดบึ้งของตนไปครู่หนึ่ง เขาเอ่ยประโยคประจำที่มักพูดเสมอกับทุกคนอย่างเป็นปกติ กดนิ้วลงที่ปุ่มชัตเตอร์ แล้วคนตัวเล็กก็เงยหน้าขึ้นจากกล้องตัวเก่งของตนเองพลางยิ้มกริ่ม


         
พอร์ตวันนี้คงเป็นพอร์ตที่สบาย ๆ ไปอีกหนึ่งอาทิตย์


         

          โอเคมั้ยครับ?”

         

          เหมือนลืมสนิทว่านายแบบที่ถ่ายเป็นพ่อดวงอาทิตย์ที่ตนริษยาหนักหนา ชเว มินโฮที่เพิ่งเดินเขามาใกล้ถึงได้เห็นยิ้มภูมิใจที่น้อยครั้งนักจะได้พบจาก ใบหน้าหวานของ อี แทมิน


         
ครับ ขอบคุณมาก

         
พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นคู่สนทนา ยิ้มหวานก็หุบไปเหมือนติดตั้งระบบอัตโนมัติ จะเรียกคืนประโยคเมื่อครู่กลับมาก็ไม่ทันเสียแล้ว แทมินจึงเดินเลี่ยงมินโฮออกไปเพื่อเก็บอุปกรณ์ของตนเตรียมไปทำกิจกรรมชมรม ที่วันนี้โดนบังคับเข้าเป็นวันแรก



         
อีกแล้วล่ะพี่...คุณตากล้องน่ะ.....


                ยิ่งได้ยินเสียงนินทาระยะเผาขนยิ่งชวนให้หลุดสบถในลำคออีกหลายคำรบ อุปกรณ์มากมายถูกเก็บใส่กระเป๋าสัมภาระอย่างรวดเร็วก่อนร่างบางจะหามทุกสิ่งอย่างทุลักทุเลออกจากห้องไปอย่างไม่ใส่ใจใคร



         
แน่นอนว่าแม้จะมีงานยุ่งเรียนเยอะธุระหนักมากแค่ไหนกิจกรรมชมรมก็เป็นหนึ่งในหลักสูตรของที่มหาวิทยาลัย สำหรับ อี แทมินเองมันเป็นหลักสูตรที่เขาเกลียดมากที่สุด อาจเป็นเพราะมันคือการบังคับเข้าสังคมดี ๆ นี่เองด้วยกระมัง ชมรมมีเป็นร้อยให้เลือกเขาถึงได้จิ้มมาเจอชมรมดนตรีที่ใกล้คณะที่สุดแบบนี้



         
รีบเข้ารีบออก...สะดวกที่สุด

         

          เมื่อคิดได้ดังนั้น มือเล็กจึงตัดสินใจเลื่อนประตูที่ติดป้ายของชมรมดนตรีไว้ข้างหน้าออก



         
เฮ้!!!!!!

         
เสียงเฮลั่นดังขึ้นทันที่ที่เงยหน้า ทั้งสายรุ้งหลากสีและสเปรย์งานเลี้ยงมากมายถูกฉีดพ่น นักศึกษากว่าสิบคนอยู่ในชุดนิสิตที่หลุดลุ่ยและไร้ระเบียบ ห้องสีเหลี่ยมพื้นผ้าขนาดกว้างมีแกรนด์เปียโนหลังใหญ่กองอยู่กลางห้อง ข้าง ๆ ถูกแบ่งเป็นห้องกระจกเล็กๆ น้อย ๆ เพื่อแยกซ้อม แต่ตอนนี้ทุกห้องกลับเต็มไปด้วยโต๊ะเครื่องดื่มและอาหารงานปาร์ตี้ ผนังว่าง ๆ กลางห้องถูกแขวนป้าย ยินดีต้อนรับน้องใหม่ชมรมดนตรีเด่นหราเสียจนทำให้เข้าใจแจ่มแจ้งถึงความแปลกประหลาดของชมรมที่ควรจะสงบสุขอย่างชมรมนี้


         

          มินโฮมาแล้ว! ไงมินโฮ!!!

 

          แขนข้างหนึ่งของคนด้านในลอดผ่านสีข้างแทมินไปเพื่อจับเอาแขนของใครอีกคนที่อยู่ด้านหลังให้เข้ามาในห้อง แรงออกดึงทำให้ร่างบางพยุงตัวไม่ได้และล้มลงไปกองในที่สุด สภาพน่าสมเพชนี่เกิดขึ้นโดยที่ใครต่อใครไม่ได้สนใจอะไรมากมาย ผู้กระทำขอโทษเขาส่ง ๆ ไปก่อนจะพาผู้ชายตัวสูงที่มายืนข้างหลังเขาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เข้าไปสนุกด้าน ใน



                มินโฮหันมายิ้มขอโทษแทมินเพียงครู่เดียวก่อนจะบอกไว ๆ ให้เข้ามา



         
จริง ๆ จะเขียนว่ายินดีต้อนรับ ชเว มินโฮ แต่ปีนี้มีคนเข้ามาอีกคนนึง คงจะเป็นเด็กคนนั้นสินะ
         
ผู้ชายติดจะสวยคนหนึ่งเอ่ยกับ ชเว มินโฮ ก่อนจะพยักเพยิดมองมาที่แทมิน



                วินาทีนี้แทมินอยากจะวิ่งออกไปจากชมรมห่วยแตกนี้เสียเหลือเกิน มือเล็กประคองกระเป๋ากล้องอย่างทะนุถนอมก่อนลุกขึ้นปัดกางเกงแล้วเดินเข้าไป อย่างไม่สนใจใคร สายตาเฉยชามองหากระดาษเช็คชื่อ ก่อนจะหันไปถามผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ



         
ขอโทษนะครับรุ่นพี่...กระดาษเช็คชื่ออยู่ที่ไหนเหรอครับ?”
         
เสียงไม่ได้ดังเท่าไหร่ แต่กลายเป็นจุดสนใจได้เพราะประโยคที่เอ่ยมานั้น เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนดังสนั่น



         
ฮะฮะ ฮา ฮะ! นาย...อยู่มัธยมเหรอ? รูปร่างก็ดูให้อยู่หรอกนะ เป็นเด็กนิเทศฯ จริงรึเปล่า?”


          ผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนข้าง ๆ เอ่ยถาม ถึงจะรู้สึกไม่พอใจและหงุดหงิดมากแค่ไหน คนอย่างเขาไม่เสี่ยงจะหาเรื่องใส่ตัวอยู่ดี น้ำเสียงสุภาพจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการตอบกลับรุ่นพี่ไป


         
พอดีผมเพิ่งเข้าใหม่ รู้ว่ากิจกรรมชมรมต้องมีการลงเวลาเลยจะมาลงเวลาแล้วรีบไปทำธุระต่อน่ะครับ

         
เสียงฮือฮาตามมาหลังประโยคนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาปลดกระเป๋าขาตั้งกล้องและเลนส์ไปจากตัวเขาอย่างไม่ทันได้ป้องกัน แทมินร้องเฮ้ยอย่างตกใจพลางรีบจับกระเป๋าเจ้าดีเอสเอลอาร์ให้มั่น


         
ลงเวลาวันนี้คือการอยู่ปาร์ตี้กับพวกพี่ที่นี่ไงล่ะ ถ้าไม่อยู่จะถือว่าขาดน้า~”
         
ผู้ชายใส่แว่นที่นักอยู่ที่เก้าอี้ข้างแกรนด์เปียโนเอ่ย ก่อนที่คนสุดท้ายจะปิดตายทางหนีของเขาเสียสนิท


         
ผมก็น้องใหม่เหมือนกัน ถ้าคุณไม่อยู่งานคงกร่อยแย่ เพราะงั้นอยู่เถอะนะครับ
         
แค่ ชเว มินโฮ เอ่ยปาก รุ่นพี่ก็ไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ ๆ อยู่แล้ว


                อยาก จะหัวเราะให้ตายกับประโยคสุดท้ายของคนตัวสูงเสียจริง ๆ ตอนนี้พื้นที่เล็ก ๆ ของมุมห้องกระจกที่คาดว่าน่าจะเป็นที่ซ้อมไวโอลินถูกจับจองโดยร่างบางอย่าง อี แทมิน เป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่จัดวางของของตนแล้วหยิบอาหารกับเครื่องดื่มมาพอประมาณ แทมินก็จัดการยัดหูฟังเอ็มพีสามใส่หูพร้อมเร่งเสียงให้ดังขึ้นพอกลบจังหวะ หนัก ๆ ของเพลงที่ตีกันมั่วในงานปาร์ตี้ เขาหยิบกล้องคู่ใจมาคัดรูปที่เพิ่งถ่ายไปเล่น ๆ ฆ่าเวลาพลางหันไปมองบรรยากาศกลางห้องที่ตอนนี้จะมีหรือไม่มีเขาก็ไม่สำคัญอะไร เพราะ ชเว มินโฮ ผู้เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์คนนั้นก็สร้างความสนุกสนานให้กับงานเลี้ยงจนเต็มสิบไปแล้ว อากาศธาตุอย่างเขาจึงต้องเลี่ยงมานั่งปลีกวิเวกแบบนี้เพื่อรอให้งานจบ


         
เสียเวลาจริง ๆ

         
พึมพำกับตัวเองได้ไม่นานเท่าไหร่ รุ่นพี่ใส่แว่นคนเดิมก็เข้ามาทักทาย ถึงจะนึกรำคาญแค่ไหน การมีมารยาทก็สำคัญ


         
ไง...อี แทมินใช่มั้ย?”
         
เขายิ้มบาง ๆ ดูไปดูมาก็เป็นคนที่หน้าตาโดดเด่นมาคนหนึ่ง


         
ครับ...รุ่นพี่?”

         
ชอง ยุนโฮ

         
แนะนำตัวเองเสร็จสรรพแล้วก็หย่อนตัวลงนั่งใกล้ ๆ แทมินขยับเว้นช่องว่างอย่างเคยชินเป็นนิสัย เพราะตัวเขาไม่ได้มีรสนิยมสกินชิพเหมือนผู้ชายทั่วไปสักเท่าไหร่


         
นายเกิดปีเดียวกับมินโฮรึเปล่า 1991 น่ะ?”

         
ไม่ครับผมเกิด 92” (โกงอายุหน่อยละกันนะ )


         
แปลกใจนิดหน่อยที่คำถามเรื่องปีเกิดจะเป็นประเด็นที่ถูกยกขึ้นมา แถมเอาไปเปรียบเทียบกับไอนายแบบบ้านั่นอีก นี่จะทำให้เขาหงุดหงิดทุกวินาทีเลยสินะ



          จริงดิ? มินโฮ!! นายไม่ใช่มักเน่นะ แทมินอายุน้อยกว่านายเว้ย!!!

         
รุ่นพี่ข้างตัวยิ้มยียวน ก่อนจะชะโงกหน้าตะโกนออกไปให้กลางห้องได้ยินกันถ้วนหน้า แทมินขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่พอใจทันที


          ‘...
จะเกิดก่อนหรือหลังมันจะต้องมาถามกันไปทำไม?...’


                เหมือนพยายามจะหันหน้าหนีทว่าพอหันไปก็ดันไปสบตากับใครบางคนที่เพิ่งถูกยกมาเปรียบเทียบเมื่อครู่เข้า มบหน้ายิ้มดีใจเหมือนเด็ก ๆ ของ ชเว มินโฮ ทำให้แทมินยิ่งประสาทเสียมากขึ้นไปอีก



          เขาอยากออกไปจากงานเลี้ยงบ้า ๆ นี้เต็มทนแล้ว!



         
นายต้องดูแลน้องดี ๆ นะมินโฮ เหมือนที่พวกพี่ดูแลนายไง เอ้าไปชวนแทมินมานิ่สิ

 

                รุ่นพี่หน้าตาเจ้าเล่ห์ที่ชื่อ โจว คยูฮยอน เอ่ยบอกน้องชายตัวสูง ก่อนมินโฮจะเดินเข้าไปสวนพอดีกับยุนโฮที่เดินออกมา



            ต้องเผชิญหน้าแบบที่เลี่ยงไม่ได้อีกแล้วสิ




         
ไงแทมิน...อ่า..น้องชายสินะ

         
ไม่ต้องเรียกว่าน้องชาย ผมไม่ชอบ


         
เสียงห้วนทันทีที่เห็นหน้าคู่สนทนา สายตาและความตั้งใจเลื่อนกลับไปหากล้องของตัวเองเหมือนเดิมราวกับอีกคนไม่มีตัวตน


         
รูปผมรึเปล่า? ดูด้วยละกันนะ


                สัมผัสอุ่นที่มือทั้งสองข้างชวนให้ขนตั้งชันเบา ๆ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน วินาทีที่มือของมินโฮทาบทับมือของเขาประคองกล้องของตนอยู่นั้นทำให้แทมินตกใจ เขาไม่ชอบให้ใครมาถูกตัว แม้จะเป็นสกินชิพจากผู้ชายด้วยกันก็ตาม แต่เหมือนแม้พยายามสะบัดมือนั้นออกไปเท่าไหร่อุ้งมือใหญ่ของ ชเว มินโฮ ก็ยิ่งกระชับแน่นขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เจ้าตัวทำหน้าตาไม่รู้สึกรู้สาอะไรสักนิด ใบหน้าที่ห่างจากแก้มนิ่มของเขาไปไม่กี่เซ็นต์นั้นเรียกความร้อนให้มารวมตัวกันอย่างห้ามไมได้ หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน


         
จะเอาไปดูก็หยิบไปเลย

         
ร่างกายเงอะงะทำอะไรไม่ถูกยัดเยียดกล้องตัวโปรดที่ปกติจะไม่ให้ใครมาถือให้ร่างสูงไปอย่างง่ายดาย นิ้วเรียวดันแว่นที่ตกลู่อย่างพยายามเรียกความมั่นใจให้ตนเอง ก่อนสูดหายใจลึก พยายามนั่งให้สงบนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้


         
อายเหมือนกันนะเนี่ย ต้องมานั่งดูรูปตัวเองแบบนี้
                อีกฝ่ายที่เหมือนจะไม่คิดอะไรก็นั่งบ่นไปดูรูปไปอย่างไม่ได้สังเกตเจ้าของกล้องนัก


         
บรรยากาศระหว่างคนสองคนเงียบลงไปพักหนึ่ง ก่อนที่แน่นอนว่าจะต้องมินโฮที่ทำลายบรรยากาศนั้นลง



         
แทมิน...เป็นเพื่อนกันไม่ได้เหรอ?”

                ประโยคอ้อนวอนนั้นถูกเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง แทมินที่หันหลังให้มินโฮเสียววูบ


 

          ทำไมถึงอยากมาเป็นเพื่อนกับเขากัน รอบตัวผู้ชายคนนั้นก็มีเพื่อนมากมายอยู่แล้วนี่หน่า จะเพิ่มคนนิสัยเสียอย่างนี้เข้าไปเป็นเพื่อนเพราะเป็นของแปลกรึไง?


         
นี่...ผมอยากเป็นเพื่อนกับแทมินนะ
         
คิดว่าอ้อนเหมือนหมาเหมือนแมวแล้วเขาจะยอมเหรอ? บ้าไปแล้ว


         
เศษอากาศกับดวงอาทิตย์เป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอก ดวงอาทิตย์มันยิ่งใหญ่ไป สว่างไป เจิดจ้าไป



         
จริง ๆ แล้ว อี แทมิน แค่กลัวความเจ็บปวดรึเปล่านะ?’

         
ที่เขาอยู่คนเดียวมันเพียงเพื่อจะสร้างเกราะกำบังความเจ็บปวดที่จะก้าวเข้ามาในชีวิตรึเปล่า? การรับใครสักคนเข้ามานั้นง่ายเหลือเกินในความเป็นจริง แต่แทมินเลือกจะปัดทิ้ง จริง ๆ แล้วอาจเป็นเพราะเขากลัวที่จะต้องเสียไปใช่มั้ย?


         
ความขี้ขลาดทำให้เขาต้องอยู่คนเดียว ซึ่งนั่นเป็นทางเลือกที่เขายอมเพียงเพื่อไม่ให้หัวใจตนเองต้องเจ็บ



         
บอกรุ่นพี่ด้วยว่าฉันจะกลับแล้ว ต้องรีบไปทำธุระจริง ๆ อ้อนเขาเหมือนที่นายอ้อนฉันเมื่อกี้น่ะ คงทำได้ใช่มั้ย? ขอบใจมาก

         
พูดรัวเร็วเท่าเสียงหัวใจที่สั่นในอก แทมินชิงกล้องของตนจากอีกฝ่ายมาใส่กระเป๋าอย่างลวก ๆ ก่อนจัดการสะพายสัมภาระทั้งหมดแล้วเดินดุ่ม ๆ ออกไปอย่างไม่สนใจใคร เลื่อนประตูแล้วออกวิ่งราวกับต้องการหนีจากความจริงบางอย่าง


         
เดี๋ยวก่อนแทมิน!



         
ความจริงที่เขาหวั่นไหว ความจริงที่หัวใจเขาปรารถนาที่จะถูกพระอาทิตย์นั้นดึงดูด



         
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่าง อี แทมิน และ ชเว มินโฮ

 

TBC





TALK: เรื่องนี้ได้ลงจบไปเเล้วในทรูมินอินโซลกับชายนี่ไทยเเลนด์นะคะ เอาตอนเเรกมาลงดูฟีทเเบคก่อน ฮิ้ว~ ส่วนอีกสองตอนที่เหลือจะทยอยเอามาลงตามลำดับพร้อมสเปอีกหนึ่งตอน มีหลายเรื่องจ่อลงรอในห้องนี้เลย ยังไงก็ช่วยอุดหนุนกับด้วยน้า~ เม้นบ้างอะไรบ้างก็ดี เราเหงา ก๊ากกกกกกกกกกกก!! ฝากไว้ด้วยจ้า~



79 ความคิดเห็น

  1. #43 ไมโลโอวันติน (@MilD_MobilE) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 เมษายน 2554 / 16:09
    โห้ย แทมปิดกันตัวเองแบบนี้ 
    แล้วโฮจะทำไงล่ะ??
    แล้วเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร !!!
    #43
    0
  2. #42 ★ B. B i s C u i t ★ (@lovechiii) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 เมษายน 2554 / 20:23
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดด

    เเทมน่ารัก (?)   >_____________<
    ไม่คุยกะคนอื่นไม่เป็นเเต่ต้องคุยกะเรานะ 555
    มาต่อไวๆนะค๊าา
    #42
    0
  3. #41 keekie (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 เมษายน 2554 / 11:16
    แทมไมไม่คุยกะชาวบ้านเขาล่ะลูก
    #41
    0