c a n d y b e l l - BAEKDO

ตอนที่ 2 : - 01 ลูกกวาดที่คุณให้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    24 ม.ค. 63

 

---------------

c a n d y b e l l

- 01

ลูกกวาดที่คุณให้

---------------


 

“นายน้อยมาจากที่ไหนเหรอ”

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ครั้นที่ยังเป็นเพียงเด็กชายมอมแมมและไร้ตัวตน ไม่มีแม้กระทั่งชื่อให้เรียก ไม่มีแม้กระทั่งที่ซุกหัวนอน เขาเคยได้เอ่ยถามประโยคนี้กับคุณเบล

ภาพคุณเบลตัวน้อยในวัยสิบหกกับแคนดี้ในวัยสิบสามเด่นชัดในห้วงความทรงจำ แม้จะอายุห่างกันเพียงแค่สามปีแต่เราต่างกันราวฟ้ากับเหว เด็กสกปรกสวมเสื้อผ้าขาดๆ กับนายน้อยรูปงามในชุดเครื่องแบบนักเรียนของโรงเรียนชั้นนำที่ไหนซักแห่งที่เขาไม่เคยรู้จักและคงไม่มีโอกาสได้เรียน

เรือนผมสีสว่างนั้นดึงดูดให้สองมือที่กำลังควานหาของกินเพื่อประทังชีวิตตามกองขยะต้องหยุดชะงัก กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าจากตัวอีกฝ่ายก็เช่นกัน ในดินแดนของกลุ่มคนชนชั้นทาสแบบนี้ไม่ใช่ที่ที่คู่ควรให้คนอย่างนายน้อยคนนั้นมาเยี่ยมเยียน เด็กน้อยไร้ชื่อไม่รู้ว่าตัวเองไปรวบรวมความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าเดินเข้าไปใกล้ๆ ผู้ชายคนนั้น แม้สองมือจะเพิ่งผ่านการค้นขยะมาก็ไม่มีแม้แต่ความเจียมตัว

คล้ายกับกลิ่นหอมนั้นเรียกหาให้ต้องเดินเข้าไปใกล้

สองเท้าเปลือยเปล่าก้าวไปตามพื้นหญ้า ด้านข้างมีสายธารเส้นเล็กไหลเอื่อย ผืนน้ำเป็นประกายวิบวับยามที่ต้องแสงและเมื่อเดินลุยน้ำไปก็จะพบกับทุ่งดอกหญ้า มันสวยงามมากแล้วสำหรับชนชั้นต่ำอย่างเรา แต่ในตอนนี้เขาได้ค้นพบสิ่งที่งดงามกว่าวิวทิวทัศน์ที่เคยได้เห็น นายน้อยผมสีบลอนด์นั่งเหม่อมองไปข้างหน้าคล้ายคนล่องลอย ไม่แม้แต่จะขยับตัวจนกระทั่งเขาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ

“นายน้อยมาจากที่ไหนเหรอ” เด็กน้อยร้องถามอีกครั้ง หวังว่าครั้งนี้นายน้อยคนนี้จะยอมหันมาพูดด้วย

ได้ผล เสียงเรียกในครั้งนี้ทำให้นายน้อยยอมหันมามอง และพระเจ้า นัยน์ตาสีเทาเคลือบฟ้านั้นสวยงามจนสองขาคล้ายจะอ่อนยวบ ภายในใจร้องตะโกนต่อว่าตัวเองที่อาจหาญไปเรียกคนชนชั้นสูงอย่างตีสนิท กล้าดีอย่างไรไปเรียกนายน้อย ไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย

“แล้วเธอมายุ่งอะไรด้วย?”

ใบหน้าของเด็กน้อยชาวาบ ไม่มีความโกรธเคืองใดๆ ที่ถูกตอกกลับด้วยถ้อยคำเย็นชา มันสมควรแล้วเสียด้วยซ้ำ ไม่มีเหตุผลอันใดที่นายน้อยคนนี้จะต้องเมตตา

“ขออภัย”

เด็กชายก้มหน้าลงต่ำไม่กล้าสบดวงตางดงามคู่นั้น ร่างผอมซูบค่อยๆ เนรเทศตัวเองออกมาให้ห่างจากนายน้อยไปหลายสิบก้าว ก่อนจะหยุดนั่งอยู่ข้างกองขยะซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากริมธารที่นายน้อยคนนั้นนั่งเล่นอยู่

อากาศในช่วงนี้หนาวเย็นจนผิวกายสกปรกคลุกฝุ่นยังต้องสั่นระริก เวลายิ่งผ่านพ้นสู่ช่วงค่ำยิ่งเย็นยะเยือก เดิมทีเด็กชายไม่ได้นอนในบริเวณนี้ เพราะตรงนี้มันเย็นเกินไปและเสื้อผ้าบนกายก็ไม่อาจทำให้อบอุ่นได้ แต่เพราะนายน้อยคนนั้นยังนั่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน เขายังอยากอยู่เพื่อชมสิ่งงดงามที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ขอเพียงมองจากที่ไกลๆ ก็มากเกินพอ

ใบหน้าของเด็กน้อยขึ้นสีแดงจัด ลมหายใจที่พ่นออกมาก็กลายเป็นควันขาว เนื้อตัวเย็นเฉียบและเริ่มสั่น ต่างจากนายน้อยที่ยังคงนั่งนิ่งอย่างสบายอารมณ์เพราะบนกายมีเสื้อผ้าราคาแพงคอยปกป้องผิวจากอากาศหนาวนี้ไว้ ไหนจะเสื้อสเวตเตอร์ตัวหนาที่สวมทับอีกชั้นนั่นอีก ช่างแตกต่างจากเขาเสียเหลือเกิน

เด็กน้อยเหม่อมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยแววตาเศร้าสร้อย นายน้อยคนนี้คงมีชีวิตที่สุขสบาย มีมื้ออาหารให้กินอิ่มสำราญทุกวัน แต่ในขณะเดียวกันเขากลับต้องอดมื้อกินมื้อ หากินจากในกองขยะราวกับสัตว์สี่ขา ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำ เด็กชายตัดสินใจหลุบตาต่ำมองปลายเท้าเปื้อนดินของตัวเอง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีแม้แต่เศษอาหารตกถึงท้อง คงได้เวลาที่ต้องเลิกสนใจสิ่งเพ้อฝันเพื่อปากท้องเสียที

ร่างผอมลุกขึ้นจากกองขยะแล้วเดินคอตกออกมาจากริมธาร ปล่อยให้นายน้อยคนนั้นนั่งชมวิวคนเดียว สองเท้าเล็กๆ ก้าวไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดที่ตรงนั้นทีตรงนี้ทีเพื่อหาเศษอาหาร แต่ก็ไม่พบเจอของที่สามารถกินได้แม้แต่อย่างเดียว

“...”

ความหนาวปลิวว่อนไปรอบกาย พาลให้มือเล็กแข็งจนชา เด็กน้อยนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้ากองขยะ ค่ำนี้คงต้องอดไปอีกวัน คิดได้ดังนั้นก็ตั้งท่าจะเดินกลับไปนั่งที่ริมธารเหมือนเก่า --แต่คิดแล้วก็อย่าไปเลยจะดีกว่า ที่ตรงนั้นช่างหนาวเย็นยิ่งกว่าตรงนี้ ทุ่งดอกหญ้าที่สวยงามที่สุดเท่าที่เคยได้เห็นมีนายน้อยนั่งมองมันไปแล้ว นั่นเหมาะสมที่สุดและคงไม่เหมาะกับคนแบบเขา

อยู่ดีๆ ก็รู้สึกคอตกและเจ็บปวดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ กระบอกตาเองก็พลันร้อนวูบ โลกนี้ช่างไร้ความยุติธรรม ไม่มีแม้แต่ความเท่าเทียมใดๆ ขอเพียงแค่ได้มองภาพสวยงามก็ยังไปได้ไกลสุดแค่ทุ่งดอกหญ้า ไม่เคยได้พบเจอดอกไม้ หรือสิ่งอื่นที่มากกว่านี้ สองตาคู่นี้พบเจอแต่ขยะเหม็นเน่า สิ่งของที่ถูกทิ้งเอาไว้ จมูกนี้ก็ไม่เคยได้ดอมดมกลิ่นหอมหวาน สองมือไม่เคยได้จับสิ่งงดงามหรือเลอค่า สองเท้าไม่เคยได้รับการปกป้อง ทั้งสกปรกและเต็มไปด้วยรอยแผล

โลกนี้ไม่เคยยุติธรรม แม้แต่ตอนตายก็ไม่เหมือนกัน ใครกันที่บอกว่าท้ายที่สุดเราก็ตายเหมือนกัน มันเหมือนกันอย่างไรระหว่างอิ่มตายกับอดตาย

“ฮึก..ฮือ”

เด็กน้อยปล่อยให้ความหนาวโอบกอดร่างเอาไว้ กลีบปากอิ่มบีบเข้าหากันแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น อยากที่จะได้เติบโตอย่างสวยงามเหมือนนายน้อยคนนั้น อยากได้รับความรักที่มากล้น พระเจ้าจะเมตตามอบให้หรือเปล่า เด็กชายร้องถามในใจ

และแล้วพระเจ้าก็ได้ตอบรับคำขอในวินาทีต่อมา

วินาทีที่ซองลูกกวาดตกลงข้างๆ กาย และเงาสีดำเคลื่อนมาทาบทับตัว ดวงตากลมโตเปิดออกเพื่อมองซองขนมที่ไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน แพขนตาชุ่มน้ำเหือดแห้งไม่เหมือนเก่า ความหนาวที่เคยมีกำลังเลือนหายไปยามที่เงาของใครคนนั้นบดบังร่างกายตัวเองเอาไว้

“กินนี่สิ”

เสียงทุ้มนุ่มนวลดังขึ้นเหนือหัว เด็กชายค่อยๆ แหงนใบหน้าขึ้นมามองด้วยความตื่นตระหนก นายน้อยคนนั้นยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าและท่าทางยังคงเหมือนเดิมแต่ไม่ได้ดูน่ากลัวเท่าคราแรก และเพราะมัวแต่เหม่อลอยนายน้อยคนนั้นถึงต้องก้มตัวลงมาหยิบซองลูกกวาดบนพื้นขึ้นมาปัดฝุ่นพร้อมฉีกมันออกโดยมีเด็กน้อยคอยมองด้วยความสงสัย

อยากถามเหลือเกินว่ามันคืออะไร สิ่งใดกันถึงได้กลมกลึงและมีสีสันสวยงามแบบนั้น

“มันกินได้เหรอ” เขาร้องถามเสียงอ่อนด้วยความไร้เดียงสา

อีกฝ่ายไม่ตอบแต่เอื้อมมือเข้ามาใกล้ใบหน้าก่อนใช้ก้านนิ้วดันให้ปลายคางของเด็กชายเชิดขึ้น มือเรียวอีกข้างถือลูกสีสวยเอาไว้แล้วจับป้อนเข้าไปในรอยแยกของกลีบปากอิ่ม

ทันทีที่ลูกกลมๆ นั้นแตะโดนลิ้นความหวานก็แทรกซึมไปทั่วทุกพื้นที่ของร่างกาย เป็นครั้งแรกที่ได้กินของอร่อยขนาดนี้ เด็กตัวน้อยอมมันไว้ในปากขณะที่สองตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา มันช่างหวานเสียจนลืมความขมขื่นในใจ

“อร่อยไหม”

นายน้อยคนนั้นถาม และเขารีบพยักหน้าตอบ

ไม่รู้ว่าต้องขอบคุณอย่างไร จึงทำได้แค่เพียงก้มหน้าลงพลางเลื่อนสองมือเข้าไปใกล้ๆ รองเท้าหนังวาววับ ใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ เพื่อขอบคุณ ทว่านายน้อยกลับก้มตัวลงมาแล้วโอบประคองสองมือสกปรกเอาไว้อย่างนุ่มนวล

“เธอชื่ออะไร”

“มะ..ไม่มี ไม่มีชื่อ”

ช่างน่าเสียดาย คนสูงศักดิ์เช่นนี้ต้องการรู้จักคนชนชั้นต่ำแบบเขา แต่เด็กชายไม่มีแม้แต่ชื่อให้เรียก

“แคนดี้”

“...?”

เด็กน้อยแหงนหน้ามองด้วยความสงสัย ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอะไรคือแคนดี้ และนายน้อยพูดถึงมันทำไม

“ชื่อของเธอคือแคนดี้ ขนมที่เธอกินไปเมื่อกี้”

“นะ..นายน้อย”

“เรียกว่าคุณเบล ฉันชื่อเบล”

ลูกกวาดหอมหวานยังคงฟุ้งกระจายไปทั่วโพรงปาก แต่ก็สุขไม่เท่าความอบอุ่นในหัวใจ ในตอนที่ได้มีชื่อไว้ให้เรียก และในตอนที่คุณเบลก้าวเข้ามาหา

“ครับ คุณเบล”

แคนดี้เป็นของคุณเบล นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป


 

---------------


 

ช่วงชีวิตในวัยสิบสามที่เคยต้องลำบากได้เปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น คุณเบลไม่เคยทอดทิ้งแคนดี้ ในทุกเย็นของวันหยุดนายน้อยรูปงามจะกลับมาหาที่ริมธารพร้อมอาหารและเครื่องนุ่งห่ม แคนดี้ถูกดูแลเป็นอย่างดีจนกระทั่งนานวันเข้าเหล่าชนชั้นทาสเริ่มแปลกใจ พวกเขาพากันสอดส่องเด็กชายที่เคยผอมโซด้วยความอิจฉา และเมื่อปราศจากสายตาคุณเบล แคนดี้ถูกทำร้ายโดยคนชั้นต่ำ สิ่งของสวยงามที่คุณเบลมอบให้ถูกขโมยจนหมดสิ้น มันเริ่มกลายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เดือนที่สิบจนย่างเข้าเดือนที่สิบเอ็ด และคุณเบลได้รู้ในที่สุดช่วงกลางเดือนที่สิบสอง

“ใครเป็นคนทำ”

ยังจำได้ดี ภาพของคุณเบลในชุดตัวยาวสีเข้มท่ามกลางพื้นหิมะขาวโพลน สีหน้าที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนและน้ำเสียงเรียบนิ่งยามที่เห็นว่าตามร่างกายของเด็กน้อยเต็มไปด้วยรอยแผล

แคนดี้หนาวสั่นจนสติเลือนลาง ฝีปากแห้งเหือดสั่นเป็นเจ้าเข้าไม่มีแม้แต่แรงจะตอบคำถาม คุณเบลกรอกตาขึ้นฟ้าอย่างหัวเสียก่อนจะถอดเสื้อโค้ทตัวหนาออกแล้วใช้มันห่มไหล่แคบของเขาก่อนจะกลับมายืนตัวตรง เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์เหลือบมองซากท่อนเหล็กที่ตั้งกองระเกะระกะราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง นั่นเป็นจังหวะเดียวกับที่แคนดี้แหงนหน้าขึ้นมามองเด็กหนุ่มตรงหน้า แก้วตาใสเคลือบน้ำตาจดจ้องนายน้อยสูงศักดิ์อย่างน่าสงสาร --เสียใจเหลือเกินที่ไม่สามารถดูแลสิ่งของที่คุณเบลมอบให้ได้

“จำได้ไหมว่าใคร”

“แคนดี้จำไม่ค่อยได้ โดนต่อยจนเจ็บ มองไม่ทันเลย”

“รออยู่นี่”

ร่างสันทัดกล่าวด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยพลางก้มตัวลงหยิบท่อนเหล็กเก่าๆ ขึ้นมาถือไว้ พร้อมส่งมือข้างที่ว่างมากระชับเสื้อโค้ทบนตัวของแคนดี้ให้คลุมกระชับมากขึ้น เด็กน้อยมองตามฝ่ามือขาวสะอาดที่เริ่มขึ้นสีแดงเพราะอากาศหนาวจัด ได้แต่รู้สึกผิด แม้ตอนนี้บนตัวของคุณเบลจะยังมีเสื้อคอเต่าแขนยาวตัวหนาทับไว้อยู่ก็ตาม สองมือเล็กจับขอบเสื้อโค้ทแล้วใช้มันห่อตัวอย่างว่าง่ายเมื่อเห็นว่านายน้อยพยายามใช้มันคลุมตัวเขาให้เรียบร้อย ปากอิ่มกำลังจะเอ่ยปากถามว่าเหตุใดจึงต้องถือท่อนเหล็กนั้นขึ้นมาแต่ก็ไม่ทันฝีเท้าของคุณเบลที่เดินหายลับไปเสียแล้ว

“คุณเบล..? คุณเบล!”

เสียงร้องเรียกดังก้องกังวานสะท้อนเป็นระลอกก่อนจะหายวับไป แคนดี้มองตามคุณเบลจนสุดสายตาด้วยความกังวล สองเท้าค่อยๆ เหยียบพื้นและดันส่งตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแม้จะถูกสั่งให้อยู่ที่นี่ก็ตาม

แคนดี้ไม่เคยขัดคำสั่งคุณเบล และนั่นคือครั้งแรก

เด็กน้อยภายใต้เสื้อโค้ทตัวหลวมเดินไปตามทางที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ แม้จะมีรองเท้าที่คุณเบลซื้อให้คอยปกป้องเท้าน้อยๆ เอาไว้ก็ยังเย็นเฉียบ เขาเฝ้ามองหานายน้อยของตัวเองจนเหนื่อย คลาดกันเพียงแค่ไม่กี่วินาทีแต่คุณเบลเดินเร็วเหลือเกิน

ตึง!

“...!”

เสียงดังสนั่นลอยมาจากทางซอกตึกเก่าๆ พาลให้ร่างเล็กกระตุกเกร็ง เพียงไม่นานความเงียบก็โรยตัวอีกครั้ง แต่สองตากลับจับจ้องไปยังทิศทางของเสียงด้วยหัวใจที่สั่นไหว

--เกิดอะไรขึ้น แคนดี้เกิดข้อสงสัยขึ้นภายในใจ สองเท้าขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง และเมื่อย่ำเท้าลงไปเป็นก้าวที่สิบ เสียงคล้ายท่อนเหล็กตกกระทบกับของแข็งก็ดังตามมาติดๆ ขอบตาของแคนดี้เริ่มร้อนผ่าว เมื่อครู่คุณเบลถือท่อนเหล็กเดินออกมา กลัวจับใจว่าจะเกิดอันตรายกับผู้มีพระคุณ

“ได้..โ..รด..กลั..แล้ว”

ยิ่งก้าวเท้าเข้าไปใกล้ยิ่งได้ยินเสียงของชายชราเอ่ยร้องขออะไรบางอย่าง แคนดี้กำเสื้อโค้ทเสียแน่นด้วยความกลัว เด็กชายหยุดเดินและกลั้นลมหายใจเอาเสียดื้อๆ คล้ายกับเกรงกลัวว่าจะมีสิ่งใดบังเอิญได้ยินเสียงของตัวเอง เนิ่นนานกว่าจะยอมเดินต่อ ในก้าวที่สิบสี่ทุกอย่างเป็นปกติ ในก้าวที่สิบเจ็ดเขาพบกองหิมะสีแดงฉานเปรอะเปื้อนอยู่บางที่ และสองเท้าหยุดนิ่งอยู่ในก้าวที่ยี่สิบสอง

หยุดอยู่ตรงหน้าท่อนเหล็กเปื้อนคราบเลือด

ตากลมเบิกโพลงด้วยอารามตกใจจนมือสั่น จดจ้องลงไปที่ท่อนเหล็กเปื้อนน้ำคาวสีแดงเข้มแน่นิ่งและไม่สามารถเลื่อนสายตาขึ้นมามองภาพตรงหน้าได้ --จำได้ จำเหล็กท่อนนี้ได้ ท่อนที่คุณเบลถือ

“แคนดี้”

เพียงแค่เสียงเรียกก็ทำเอาขนอ่อนบนกายลุกชัน เขาเห็นรองเท้าหนังของคุณเบลขยับเข้ามาอยู่ในระยะสายตาพร้อมเงาสีดำที่พาดทับร่างกายของตัวเองจนมิด --กลัว แคนดี้กลัว แต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร ได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองเงียบๆ และปล่อยให้คนตรงหน้ายืนมองตัวเองต่อไป

และในที่สุดเขาก็กล้าเงยหน้าขึ้นมามองนายน้อย ทันทีที่ดวงตาสองคู่ประสานกันความกลัวในใจของแคนดี้ได้มลายสูญสิ้นไปจนหมด คุณเบลยังคงเหมือนเดิม ยังมีใบหน้าที่งดงามและดวงตาสีสวย ริมฝีปากบางสีอ่อนและจุดตำหนิเล็กๆ ที่แสนน่ารัก ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม --ยกเว้นคราบเลือดที่โหนกแก้ม

“คะ..คุณเบลเจ็บเหรอ” แคนดี้ถามเสียงสั่น มือเล็กโผล่พ้นออกมาจากเสื้อโค้ทและบรรจงใช้ปลายนิ้วปาดรอยเลือดบนแก้มออกให้

“ไม่ใช่เลือดคุณเบล”

“แล้วเลือดของใคร”

“แมลง”

คุณเขาว่าเช่นนั้น และแคนดี้ไม่ถามต่อ บางทีแมลงที่คุณเบลเจออาจจะตัวใหญ่มาก มากพอที่จะมีเลือดเยอะแยะขนาดนี้ ไหนจะที่แก้ม --และที่มือของคุณเบล แคนดี้จำได้ว่าคุณเบลเกลียดแมลงมาก แถวนี้อาจจะมีสิ่งที่น่ารังเกียจพวกนั้นอาศัยอยู่

--หลอกหลวง หลอกหลวงทั้งที่ภาพตรงหน้ามันชัดเจนว่าคุณเบลใช้เหล็กท่อนนั้นฟาดคนชนชั้นทาสจนปางตาย

“ของพวกนั้นเธอยกให้พวกมันไปเถอะ”

“ของ..? ของที่คุณเบลให้แคนดี้เหรอ”

“ใช่ ยกให้มันไปเถอะ สกปรกแล้ว”

คำว่าสกปรกเหตุใดถึงได้น่าหวาดกลัวขนาดนี้กันนะ

“ครับ แคนดี้ยกให้”

สิ้นคำที่แสนว่าง่ายคุณเบลก็คลี่ยิ้มออกมา รอยยิ้มน้อยๆ ที่ประดับอยู่บนใบหน้าช่างสวยงามราวพระอาทิตย์ แต่ก็ยังไม่อบอุ่นเท่าประโยคถัดไป

“งั้นกลับกันเถอะ ไปอยู่ที่บ้านคุณเบลกัน


 


 


 

ในปีที่สิบสี่แคนดี้ได้เป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลบาร์รอน และได้รับรู้ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคุณเบลมากขึ้น ครอบครัวคุณเบลแปลกประหลาด ตัวคุณเบลมีพี่สาวชื่อบียอนด์เนส ชื่อจริงของนายน้อยคนนี้คือเบลเฟกอร์และเจ้าตัวมีพี่น้องต่างแม่อีกหลายคน ตระกูลบาร์รอนแบ่งเป็นบ้านน้อยบ้านใหญ่ขยายอยู่เกือบทั่วทั้งเมือง หนึ่งในนั้นคือคุณเบลและคุณบียอนด์เนสที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้เพียงแค่สองคน

คุณพี่สาวนั้นแสนใจดีและงดงามไม่ต่างจากคุณเบล แม้เจ้าหล่อนจะไม่ค่อยอยู่ในคฤหาสน์บ่อยนักแต่ก็ดูสนิทสนมกับคุณเบลมาก แคนดี้เคยได้ฟังเรื่องเล่าจากเหล่าแม่บ้านว่าทั้งคุณเบลและคุณบียอนด์เนสมีโฉมหน้าที่เหมือนคุณบีวินซ์ คุณแม่ของคุณเบลราวกับคนคนเดียวกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณบาร์รอนคุณพ่อของคุณเบลถึงได้เมตตาทั้งสองมากจนยกคฤหาสน์หลังใหญ่โตขนาดนี้ให้ ทั้งยังไม่ดุด่าที่คุณเบลพาเด็กชนชั้นทาสมาอาศัยอยู่ด้วย

แต่น่าแปลก คุณเบลกลับชิงชังคุณบาร์รอน

ทั้งคราที่ได้พูดถึงคุณบีวินซ์ มารดาสุดที่รักซึ่งจากไปแล้ว สีหน้าของคุณเบลเปี่ยมไปด้วยไออุ่นและรอยยิ้ม แต่เมื่อใดที่เกี่ยวข้องกับคุณบาร์รอน สีหน้าของคุณเขาแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง

แคนดี้ไม่ได้นึกสงสัยอะไร มีบางครั้งที่คุณบาร์รอนแวะมาเยี่ยมเยียนแต่คุณเบลก็ไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืนหรือรังเกียจออกมา --เขาเพียงแค่นิ่ง และเงียบผิดปกติ ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่คุณบาร์รอนเสนอให้แคนดี้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนผู้ดีแห่งหนึ่ง คุณเบลก็ไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ นอกเหนือจากความเฉยชา

ย่างเข้าปีที่แคนดี้อายุได้สิบห้า เด็กหนุ่มโตขึ้นอีกหน่อยและได้เข้าเรียนในสถาบันฝึกสอนมารยาทและวิชาการต่างๆ ในวันแรกของการเปิดโลกใหม่ คุณเบลเป็นคนแต่งตัวให้กับแคนดี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า เด็กหนุ่มสวมเสื้อแขนยาวคอเต่าสีขาวสะอาดสวมทับด้วยเสื้อสูทสีเนื้อกับกางเกงทรงกระบอกสีเดียวกับชุดสูท

แคนดี้อมยิ้มจนสองแก้มดันขึ้นเป็นก้อนกลมขณะมองคุณเบลเดินไปหยิบเข็มกลัดประจำตระกูลบาร์รอน เจ้าของเรือนผมสีสว่างช้อนตาเรียวรี่ขึ้นมามองเด็กหนุ่มเป็นระยะพลางกลัดเข็มให้ตรงองศาบริเวณแผ่นอกบาง

เขาชอบมองคุณเบลเวลาที่กำลังสนใจกับอะไรซักอย่าง เพราะแววตาสีสวยคู่นั้นจะส่องประกายยิ่งกว่าในตอนปกติ

“เธอไปได้แล้ว และถ้ามีใครถามชื่อ ให้บอกว่าชื่อแคนดี้ บาร์รอน”

“ครับ”

“จะคบใครเป็นเพื่อนก็ได้ แต่อย่าคบพวกพิศดาร

“เอ๊ะ..?”

“ไปเถอะ ช้าแล้ว”

คุณเบลไม่พูดต่อให้มากความ เขาใช้ฝ่ามือกว้างตบเบาๆ ที่ไหล่แคบเป็นเชิงส่งก่อนจะเดินหายเข้าไปในคฤหาสน์ ทิ้งให้เด็กน้อยของตัวเองทำหน้าสงสัยอยู่คนเดียว


 


 


 

ช่างน่าอัศจรรย์

สถาบันฝึกสอนของพวกผู้ดีสวยจนสองตากลมวาววับเป็นประกาย หลังจากที่คนขับรถพามาส่งถึงที่เขาก็เดินชมอาคารรูปทรงสวยงามอย่างเพลิดเพลิน แคนดี้คอยมองสังเกตเหล่านักเรียนในชุดเครื่องแบบเช่นเดียวกับตัวเองและพบว่าเข็มกลัดบนอกของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บางคนสวมใส่ปลอกคอเอาไว้แต่ไม่มีเข็มกลัด นั่นทำให้แคนดี้สงสัยจนเผลอมองตามอยู่หลายรอบ --รอบนี้เองก็เช่นกัน

“มองอะไรน่ะ”

“...!”

ซุ่มเสียงจากด้านหลังที่ไม่ทราบที่มาทำเอาใจดวงน้อยลอยหายไปไกล แคนดี้ตกใจจนเข่าอ่อน ดวงหน้าหวานรีบหันไปมองต้นเสียงก่อนจะต้องตกใจหนักกว่าเก่า

เหตุใดนักเรียนตรงหน้าถึงได้ใส่ชุดแปลกประหลาดกว่าคนอื่นๆ แคนดี้นึกสงสัยในใจแต่ก็ยังคอยมองสำรวจ รูปแบบของยูนิฟอร์มเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยนแต่ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งตรงหน้ากลับใส่ชุดสีดำล้วนทั้งตัว และถ้ามองไม่ผิด เสื้อคอเต่าข้างในไม่ใช่ผ้าเนื้อหนา --แต่เป็นผ้าซีทรูเนื้อบางราวขนนก บนอกเสื้อติดเข็มกลัดเป็นเม็ดอัญมณีสีอำพัน ดูแค่นี้ก็รู้ว่าต้องเป็นผู้ดีชั้นสูงแน่นอน

“เธอเอาแต่สำรวจชุดฉัน ไหนสำรวจหน้าฉันบ้างสิ”

เห็นอีกฝ่ายว่าดังนั้นเด็กน้อยก็เงยหน้ามองตามสั่ง --พระเจ้า ใบหน้าของผู้ชายคนนี้ดูดีมาก เขาดูสวยราวผู้หญิงเพราะมีดวงตาที่กลมโตแม้หางตาจะเฉี่ยวขึ้น แต่มองอีกมุมก็ดูหล่ออย่างร้ายกาจ อีกจุดที่ทำให้แคนดี้ปลื้มเป็นพิเศษก็คงจะเป็นเส้นผมสีสว่างคล้ายกับคุณเบล สีบลอนด์งดงามที่ดูดีที่สุดสำหรับแคนดี้

“คุณดูดีมาก” แคนดี้กล่าวชมอย่างจริงใจ

“แน่นอนสิ”

เด็กหนุ่มตรงหน้าไม่มีแม้แต่คำปฏิเสธ แถมยังยกยิ้มร้ายคล้ายกับถูกอกถูกใจ หากเป็นคนทั่วไปคงได้มีอารมณ์หมั่นไส้กันบ้างแต่แคนดี้คิดว่าผู้ชายคนนี้คิดถูกแล้วเรื่องที่ตนเองนั้นดูดีจึงไม่ได้เถียงหรือแสดงอาการหงุดหงิดใดๆ

“ผมแคนดี้ บาร์รอน” แคนดี้ว่าพร้อมกับยื่นมือเข้าไปหาเพื่อทำการผูกมิตร

“บาร์รอน? อ่อ..บาร์รอน” คุณคนนี้ว่าเสียงยานคางพลางเหลือบมองมือของเขาอย่างเปิดเผย นานเป็นนาทีกว่าอีกฝ่ายจะยอมส่งมือเข้ามาจับ

แชมเปญ ฉันแชมเปญ ควินน์”

แคนดี้คลี่ยิ้มกว้างขณะที่คิดในใจว่าจะเอาเรื่องนี้ไปอวดคุณเบล เขามีเพื่อนแล้ว และเพื่อนของเขามีเรือนผมที่สวยงามคล้ายกับคุณเบล เพียงแค่นึกถึงรอยยิ้มและกลิ่นหอมดอกไม้ของคุณเบลแคนดี้ก็มีความสุข

แต่ลืมไปเสียแล้วว่าคุณเบลสั่งห้ามไม่ให้คบกับพวกพิศดาร


 

tbc.


 

talk

sds


 

มาแล้วค่ะ! คุณแชมเปญเพื่อนซี้แสนแสบของแคนดี้ออกมาแล้ววว

tag

#candybellBD


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

  1. #1 KaBo_MILD (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2563 / 20:22

    ชอบคำว่าห้ามคบพวกพิศดาร55555 น้องเอ้ยเอ็นดูไม่ไหว

    #1
    0