killer123
ดู Blog ทั้งหมด

ข่าวภาพยนตร์ The day the Earth stood still....

เขียนโดย killer123
The day the Earth stood still

ภาพยนตร์เรื่อง THE DAY THE EARTH STOOD STILL วันพิฆาตสะกดโลก เป็นการนำผลงานไซ-ไฟสุดคลาสสิคฉบับปี 1951 กลับมาตีความให้เข้ายุคล่ำสมัย เรื่องราวของด๊อกเตอร์เฮเลน เบ็นสัน (Dr. Helen Benson รับบทโดยเจนนิเฟอร์ คอลเนลลี่ - Jennifer Connelly) นักวิทยาศาสตร์สาวชื่อดังเผชิญหน้าตัวต่อตัวกับมนุษย์ต่างดาวชื่อคลาทู (Klaatu รับบทโดยคีอานู รีฟ - Keanu Reeves) ที่เดินทางข้ามจักรวาลมาเพื่อเตือนว่า โลกกำลังจะมีภัยมาเยือนในวันพิฆาตสะกดโลก

เมื่อเฮเลนไม่อาจต้านทานกองกำลังที่มุ่งจับตัวมนุษย์ต่างดาวเพื่อไปเค้นหาความจริงได้ อีกทั้งไม่อาจตอบคำถามของเขาที่พยายามเฟ้นหาตัวผู้นำโลกได้ เธอและเจค๊อบ (Jacob รับบทโดยเจเด้น สมิธ - Jaden Smith) บุตรชายที่เข้ากับเธอได้ไม่ค่อยดีนักก็พบว่า คลาทู ที่อ้างว่าเป็น “มิตรต่อโลก” ตนนี้ อาจจะนำมาซึ่งภารกิจพิฆาตโลกด้วย
 
 เฮเลนต้องหาทางชักจูงใจมนุษย์ต่างดาวที่ถูกส่งมาเพื่อทำลายล้างโลกใบนี้ให้ได้ว่า มนุษยชาติมีคุณค่าควรแก่การละเว้นให้ดำรงอยู่ต่อไป – แต่กว่าเธอจะทำสำเร็จ มันอาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้ เพราะกระบวนการพิฆาตโลกเริ่มต้นขึ้นแล้ว

มนุษยชาติสนใจความเป็นไปได้ที่ว่า น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในจักรวาล นอกจากโลกใบนี้มานานแล้ว นิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์ไม่เพียงแต่ให้ความบันเทิงแต่ยังเปิดประเด็นตอกย้ำ คำถาม, ความหวัง, และความกลัวต่อสิ่งมีชีวิตนอกโลกกับเราด้วย การคาดเดาเหล่านั้นตอบสนองจินตนาการที่เราสั่งสมมานานและสร้างแรงบันดาลใจให้มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อสำรวจหาโลกที่ห่างไกลไปในจักรวาล และค้นหาความเป็นไปได้สูงสุดที่ว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาลนี้

 หนึ่งในภาพยนตร์ที่มีแบบฉบับของตัวเองและเป็นนวัตกรรมของผลงานแนวนี้มากที่สุด คือ The Day The Earth Stood Still ภาพยนตร์ไซ-ไฟสุดคลาสสิคเมื่อปี 1951 ซึ่งนับเป็นผลงานที่พลิกวงการและสร้างอิทธิพลต่อผู้ที่สนใจในเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์, นักเขียนและผู้สร้างภาพยนตร์หลาย ๆ รุ่นถัดมา ผลงานการกำกับของ โรเบิร์ต ไวส์ (Robert Wise) ผู้กำกับระดับตำนานบอกเล่าเรื่องราวของ คลาทู (Klaatu) มนุษย์ต่างดาวที่หน้าตาเหมือนมนุษย์โลก ซึ่งยานอวกาศของเขาเดินทางมายังวอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.) ด้วยเจตนาดี มีเป้าหมายที่จะพบกับผู้นำของโลกเพื่อเตือนให้รู้ว่า ความรุนแรงที่มนุษย์โลกกระทำต่อกันนั้นส่งผลกระทบต่อความคงอยู่ของเผ่าพันธุ์อื่นในเอกภพเช่นกัน ด้วยช่วยเหลือของหุ่นยนต์ยักษ์ผู้พิทักษ์ของคลาทูที่ชื่อ กอร์ท (Gort) คลาทูหลบหนีจากการติดตามของเจ้าหน้าที่ซึ่งพยายามจับกุมเขาไปได้ และเข้าไปใช้ชีวิตปะปนกับผู้คนเพื่อจะทำความเข้าใจ เผ่าพันธุ์ที่หมกมุ่นกับการก่อความขัดแย้งและมุ่งทำลายกัน นี้ให้มากขึ้น เขาไปผูกมิตรกับแม่หม้ายและลูกชายบุญธรรม มิตรภาพระหว่างพวกเขาทำให้คลาทูเข้าใจมนุษย์ชาติมากขึ้น และในท้ายที่สุดก็ได้ท้าทายให้มนุษยชาติก้าวกระโดดสู่การเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดีขึ้นมากที่สุดเท่าที่จะพัฒนาได้

 ภาพยนตร์ฉบับดั่งเดิมเคยปฏิวัติวงการ ไม่ใช่เพียงเพราะแนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว, ยานอวกาศและหุ่นยนต์ที่แปลกใหม่สุด ๆ ในช่วงเวลานั้น แต่ยังรวมถึง ความหลากหลายของแนวคิดเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด โดยเฉพาะประเด็นความตึงเครียดของยุคสงครามเย็นที่เริ่มต้น (early Cold War era) และกำลังทวีความรุนแรงเข้มข้นขึ้นในขณะนั้น “นวนิยายวิทยาศาสตร์ดัง ๆ ทั้งหลายในอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 50 มักกระตุ้นความกลัวของชาวตะวันตกที่มีต่อกลุ่มประเทศตะวันออก” เออร์วิน สต๊อฟ (Erwin Stoff) ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์กล่าว “นิยายเหล่านี้จะตีกรอบให้ผู้อ่านกลัว ‘คนอื่น’ ซึ่งก็คือพวกลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นแหละ The Day the Earth Stood Still’ โดดเด่นตรงที่มันกระจายความกลัวให้ทุกคนแบกรับไปเท่า ๆ กัน‘คนอื่น’ ที่เราต้องกลัวกลับเป็นตัวเราเอง กลับเป็นธรรมชาติของเรา และความสามารถในการก่อความรุนแรงที่เราทำกันเองนี่แหละ”

 ความยอดเยี่ยมอีกประการของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการดำเนินเรื่องที่ค่อย ๆ คลายปม “เอกลักษณ์ของเรื่องอยู่ตรงที่เรื่องราวในหนังจะเล่าผ่านสายตาของมนุษย์ต่างดาวไง” สต๊อฟตั้งข้อสังเกต “เราดูหนังมนุษย์ต่างดาวมาหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ค่อยจะได้เห็นตัวเราเองเป็นมนุษย์ต่างดาวในหนังทั้งเรื่องอย่างนี้”

 สต๊อฟฟ์เริ่มมีความคิดที่จะนำ “The Day the Earth Stood Still” กลับมาสร้างใหม่ตั้งแต่เขาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้กับรีฟเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้น Speed เร็วกว่านรก ฮิตสุดและทำรายได้สูงสุดแห่งปี 1994 ในระหว่างการประชุมที่สำนักงานของ Twentieth Century Fox สต๊อฟเห็นโปสเตอร์ของภาพยนตร์สุดคลาสสิคเรื่องนี้ประดับอยู่บนกำแพง “ผมเอ่ยขึ้นว่า ‘ผมว่าเราลืมโครงการที่เราจะประชุมกันก่อน แล้วมาคุยกันว่าจะสร้าง ‘The Day the Earth Stood Still’ แล้วให้คีอานูเล่นเป็นคลาทูกันเถอะ’ เลยนะ” เขาเล่า “มันเป็นไอเดียที่เยี่ยมมากแต่ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งก็ไม่อาจทราบได้ หนังเรื่องที่ว่าก็ไม่ได้สร้าง แต่เหมือนชะตาฟ้าลิขิต ในที่สุดโครงการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ถูกส่งมาที่สำนักงานของผม...ทิ้งห่างกว่า 12 ปีเชียวนะ”

 เดวิด สการ์ปา (David Scarpa) ร่วมกับผู้กำกับ สก๊อต เดอร์ริคสัน (Scott Derrickson) ช่วยกันเรียบเรียงบทภาพยนตร์ครั้งใหม่โดยเจตนาให้ภาพยนตร์เรื่อง THE DAY THE EARTH STOOD STILL วันพิฆาตสะกดโลก ไม่เพียงตอกย้ำความรุนแรงที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น หากยังเพิ่มเติมเรื่องของการทำลายสภาพแวดล้อมของโลกใบนี้ด้วยน้ำมือของมนุษย์ชาติเข้าไว้ด้วย “ผมเป็นแฟนตัวยงของหนังต้นฉบับนะ” เดอร์ริคสันกล่าว “มันน่าสนใจและมีเอกลักษณ์ แล้วในตอนนั้นก็ถือว่าก้าวล้ำยุคสุด ๆ ทั้งเทคนิคภาพ, เรื่องของความตึงเครียดจากสงครามเย็นขณะนั้น และในวิธีการเล่าเรื่องของมนุษย์ชาติผ่านสายตาของมนุษย์ต่างดาว มันเป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมาก แต่ผู้ชมรุ่นใหม่ส่วนใหญ่คงไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ไง ผมรู้สึกว่าพวกเขาน่าจะได้รับรู้เรื่องราวในหนังเรื่องนี้ ซึ่งตอนนี้ผมก็มีโอกาสที่ดีที่จะได้นำมันกลับมาเล่าใหม่โดยนำเสนอประเด็นปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อมนุษยชาติทุกวันนี้”

“ธรรมชาติของมนุษย์ที่พูดไว้ในหนังต้นฉบับยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นที่ผู้ชมรุ่นใหม่ ๆ ก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี” สต๊อฟเชื่อมั่น “การทำลายตนเองของมนุษยชาติในปัจจุบันแตกต่างไปจากเดิมก็แค่วิธีการเท่านั้น หลักฐานที่บ่งชี้ว่าพวกเราทำลายสภาพแวดล้อมชนิดไม่มีทางแก้ไขได้นี่ยิ่งชัดมาก ๆ ปัญหาหนัก ๆ ที่ท้าทายพวกเราทุกวันนี้ก็ไม่ได้น้อยลงไปเลย และหากเราไม่สามารถแก้ไขได้ ผลที่ร้ายแรงของมันต่อชีวิตของพวกเราก็ไม่ได้แตกต่างจากสถานการณ์ที่เราเผชิญก่อนสิ้นยุคสงครามเย็นเลยแม้แต่น้อย”

“ในการสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่เปิดโอกาสให้เราหยิบประเด็นของคนยุคนี้มาสอดแทรก ประเด็นการใช้ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ที่อาจจะทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับหายนะของโลกในที่สุด” รีฟกล่าว “หนังเรื่องนี้สะท้อนให้พวกเราเห็นถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ มันทำให้เรามองเห็นผลกระทบที่มนุษย์ก่อให้ เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ เพื่อที่พวกเราจะได้คิดหาทางรอดให้กับเผ่าพันธุ์มนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตทั้งปวงบนโลก”

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น