ตะวันไร้ดาว - ตะวันไร้ดาว นิยาย ตะวันไร้ดาว : Dek-D.com - Writer

    ตะวันไร้ดาว

    ตามกฎธรรมชาติ ตะวันและดาวไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกัน มีตะวันก็ไม่มีดาวมีดาวก็ไม่มีตะวัน....วันนี้ผมได้รู้แล้วว่าที่เพื่อนผมมันพูดเป็นความจริง และผมจะไม่มีวันลืมเธอ ผมจะเก็บความทรงจำดีไว้ในใจผมตลอดกาล

    ผู้เข้าชมรวม

    378

    ผู้เข้าชมเดือนนี้

    3

    ผู้เข้าชมรวม


    378

    ความคิดเห็น


    4

    คนติดตาม


    0
    หมวด :  ซึ้งกินใจ
    เรื่องสั้น
    อัปเดตล่าสุด :  31 มี.ค. 50 / 10:03 น.


    ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
    ตั้งค่าการอ่าน

    ค่าเริ่มต้น

    • เลื่อนอัตโนมัติ
      "เราจะไม่ลืมกันใช่มั๊ย" คำๆนี้ยังก้องอยู่ใจผมเสมอมาถึงเวลาจะผ่านไปนานแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกกับเธอเหมือนเดิม ไม่เคยเลยสักครั้งที่ผมจะไม่คิดถึงเธอ เพราะคำๆนี้ทำให้ผมต้องหวนกลับไปที่เดิมอีกครั้ง ถึงตอนนี้ผมจะไม่ได้อยู่แถวนี้แล้ว แต่ทำไมผมยังกลับมาที่นี่ทุกวัน สภาพทุกอย่างยังเหมือนเดิม ชิงช้าก็แกว่งช้าๆตามแรงเฉื่อยของมันพร้อมเสียง แอ๊ด ๆ อี้ แอด  เด็กๆก็ยังมาเล่นกันเหมือนเช่นเคย แต่มีบางอย่างที่มันไม่เหมือนเดิมคือผมไม่มีเธอ
      ผมได้เจอเธอครั้งแรกตอนผมจะเข้าชั้น ป.1 เย็นวันนึง ผมเห็นเธอกำลังนั่งแกว่งชิงช้า อยู่ในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน แถวดอนเมือง ผมได้เจอเธอเป็นครั้งแรกทั้งๆที่ผมก็ปั่นจักรยานมาที่นี่ทุกวัน  เธอน่ารักมาก ซึ่งในสายตาเด็ก 6 ขวบอย่างผมคงไม่มีใครน่ารักกว่าเธอแล้ว ผมจอดจักรยานไว้แล้วเดินไปนั่งชิงช้าใกล้เธอ ด้วยความอายผมก็ไม่ปริปากพูดอะไร สักพักเธอหันมายิ้มให้ผม  แววตาของเธอเป็นประกายประดุจดั่งนางฟ้า  ผมได้โอกาสพอดี เลยถามเธอไปว่า
      \" เธอชื่ออะไรเหรอ”
      “เราชื่อ เด็กหญิง ดาราทิพย์  ศิริวรุณวัฒนา ชื่อเล่นว่า  น้องดาว”
      เธอบอกมาเต็มยศเลย เหมือนมีใครหัดให้เธอพูดเอาไว้  “ดาว”  ชื่อน่ารักจังผมพลางคิดในใจ
       "เธอชื่ออะไรเหรอ บอกเราบ้างสิ”
      “เราชื่อ ตะวัน”
      เธอก็ถามผมกลับทันที ดูเธอเป็นเด็กที่ช่างพูดแถมยังยิ้มเก่งอีกด้วย
      น้องดาว น้องดาว อยู่ที่ไหนคุณแม่มารับแล้ว”
      ผมรู้ว่ากำลังจะมีคนมาพรากเธอไปจากผม  ผมเลยหันไปพูดกับเธอว่า
      “เราเป็นเพื่อนกันได้มั๊ย”
      “ได้สิเรามาเป็นเพื่อนกันนะ” เธอพูดพร้อมยื่นนิ้วก้อยมาสัญญากัน
      “ลูกดาว อยู่นี่เองหรอลูกแม่ตามหาซะให้แย่ กลับบ้านกันเถอะนะ”
      “บ๊าย บาย เราไปก่อนนะ”
      “บาย” ผมก็ลาเธอเช่นกัน
      เธอบอกลาผมพร้อมเดินไปขึ้นรถ คันหรูกับคุณแม่ของเธอ
      หลังจากเธอกลับไปสักพักหนึ่ง ผมก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน
      เย็นวันรุ่งขึ้นผมเป็นฝ่ายมารอเธอที่เดิม ผมรออยู่ประมาณ 30 นาที พรางคิดในใจว่าเธอคงไม่มาแล้ว ผมก็ปั่นจักรยาน กลับบ้าน แต่เมื่อพอเข้าบ้านผมเห็นรถ เบ็นซ์คันหรูจอดอยู่ ผมพรางคิดว่าเป็นรถของใคร แถมเหมือนเคยเห็นที่ไหนผมรีบวิ่งเข้าบ้าน พร้อมกับตะโกนถามคุณพ่อ
      “ป๊าครับ...ป๊าซื้อรถใหม่เหรอครับ แล้วเมื่อไหร่จะซื้อรถบังคับให้ผม”
      “เบาๆสิลูก ป๊าคุยกับคุณอาอยู่”
      ผมโดนพ่อดุและเดินก้มหน้าเพื่อจะไปอาบน้ำ แต่ผมได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงหัวเราะขึ้นมาผมก็หันไปดูปรากฏว่า กลายเป็นดาว  ดาวจริงๆด้วยเธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง  ผมสงสัยมากคิดว่าจะเอาไว้ถามพ่อคืนนี้  ผมก็ไปอาบน้ำ พออาบน้ำเสร็จเขาก็กลับไปแล้วผมถามพ่อว่าคุณอาคนนั้นเขาเป็นใคร พ่อบอกผมมาว่าเขาเป็นเพื่อนที่ทำงานของพ่อ เป็นหัวหน้า คลังอะไรสักอย่างผมก็จำไม่ได้เขามาบอกว่าเขาจะย้ายไปทำงานทางภาคใต้ไม่รู้จะกลับมาที่นี่เมื่อไหร่ ผมลืมบอกไปว่าพ่อผมเป็นทหาร ทำงานอยู่ค่ายแถวๆดอนเมือง พอผมรู้ว่าเธอจะไปผมก็รู้สึกไม่ดี ไม่อยากให้เธอไปแต่ผมเป็นเด็กอายุแค่ 6 ขวบ คงห้ามอะไรไม่ได้
                      จนกระทั่งผมเข้า ป.1 ที่โรงเรียนนานาชาติแถวดอนเมือง ผมต้องตื่นแต่เช้าเพราะจะมีรถมารับมาส่งหน้าบ้านทุกวัน ผมเป็นเด็กเรียนเก่งมากสอบได้ที่ 1 ทุกเทอม ทุกๆเย็นผมจะที่สนามเด็กเล่นนั้น ไปนั่งคอยเผื่อดาวจะกลับมา ถ้าวันไหนผมไปถึงแล้วเห็นใครนั่งชิงช้าตัวที่ดาวเคยนั่งผมก็จะแย่งกลับมา ผมทำนิสัยแย่ๆแบบนี้หลายครั้ง จนพ่อแม่เด็กคนอื่นคิดว่าผมเป็นเด็กเกเร แต่ความจริงผมใช่คนอย่างนั้นเลย เป็นเพราะความฝังใจในวัยเด็กของผมที่ผมต้องทำอย่างนั้น  
                      ระหว่างช่วงที่ผมเรียนชั้นประถมผมไม่เคยที่จะจีบสาวเลย ผมตั้งใจเรียนอย่างเดียว เพราะผมคิดว่าผมต้องไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมแถวบางกะปิให้ได้ แต่อีกความรู้สึกหนึ่งผมอยากลงไปเรียนที่ใต้ เพราะบางที่ผมอาจจะได้เจอเธอก็ได้ เหลืออีก 3 วันแล้วผมก็จะจบ ป. 6 ที่โรงเรียนนานาชาติแหล่งนี้ ผมจะได้ไปเรียนอย่างที่ผมใฝ่ฝันสักที วันนี้เป็นวันรับใบเกรดคุณแม่มากับผมที่โรงเรียน ผมได้ 4..00 ทุกวิชา คุณแม่ดีใจมากและอยากให้ผมเรียนที่เดิม เพราะกลัวว่าถ้าผมไปเรียนที่อื่นแล้วเกรดผมจะตก กลัวจะน้อยหน้าลูกคุณหญิงคุณนายคนอื่นๆ  ผมบอกคุณแม่ไปว่าไม่ ยังไงผมก็ไม่เรียนที่นี่ พอกลับถึงบ้านผมไปขอให้คุณพ่อช่วยพูดกับคุณแม่ให้  ผลก็ออกมาว่า ถ้าผมสอบเข้าได้ก็จะให้เรียน แต้ถ้าสอบไม่ได้ก็จะให้ผมกลับมาเรียนที่เดิม ผมเริ่มยิ้มออกมาบ้าง
                      วันนี้ผมมาสอบเพื่อจะเข้าเรียน ม. 1 ในโรงเรียนที่ผมปรารถนา เด็กมาสอบตั้ง สามพันกว่าคน แต่เขารับแค่เพียงหกร้อยคนเท่านั้น ผมไม่กลัวเลยว่าผมจะสอบไม่ได้ ข้อสอบหมูมากโดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษ อาจเป็นเพราะผมเรียนนานาชาติมาก็เป็นได้  วันประกาศผลมาถึง ผมชวนพ่อมาตั้งแต่เช้าแต่แม่ไม่ยอมเลยขอตามมาด้วย มาถึงก็เจอผู้คนมากมายทั่วสารทิศมาเพื่อจุดประสงค์เดียวกันเพื่อจะมาหาชื่อลูกตัวเองบนบอร์ด ผมบอกพ่อว่าผมจะเข้าไปดูเอง พ่อก็ตกลง ผมเบียดเสียดผู้คนเข้าไปเพราะผมตัวเล็กกว่าเลยเข้าไปได้ง่าย ผมมาเริ่มหาตั้งแต่แผ่นสุดท้าย โดยผมไม่สนใจชื่อใครทั้งนั้น ไม่สนใจว่าจะมีคนที่ผมรู้จักหรือเปล่า ผู้คนก็เริ่มเบียดเสียดมากขึ้นจนผมอ่านชื่อไม่ถนัด เลยเปลี่ยนมาดูจากชื่อโรงเรียนแทน ผมเริ่มดูจากอันดับที่ 600 ขึ้นไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่ อันดับ 355 ผลเห็นชื่อโรงเรียนนานาชาติ ก็ดีใจ เลยไปดูชื่อ แต่กลายเป็น เด็กชายประพันธ์ แทน ผมกลับมาดูชื่อโรงเรียนใหม่ กลายเป็นโรงเรียนนานาชาติเชียงใหม่ ผมเริ่มหาต่อไป จนกระทั่งเหลือแผ่นสุดท้ายผมเริ่มใจเสียขึ้นมาทุกที ผมมองขึ้นไปเรื่อยชื่อผมอยู่อันดับที่หนึ่ง ผมดีใจมาก แทรกออกมาจากผู้คนมาบอกพ่อและแม่  พ่อผมตะโกนลั่นเลย
      “ลูกผมสอบได้ที่ หนึ่ง”
       
      “ ป๊า เบาๆ ผมอายคนเค้านะครับ”
      ผมต้องลากมือพ่อมาที่รถเพื่อกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นคุณแม่จัดงานเลี้ยงให้ผมเชิญแขกมามากมาย แต่ผมกลับนอนอยู่บนห้อง พลางคิดว่าพรุ่งนี้ถ้าไปโรงเรียนผมจะเจอใครบ้าง ผมรู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังรอผมอยู่ ผมรีบนอนและตอนเช้าจะได้ไปโรงเรียนเพราะผมต้องตื่นแต่เช้าเพื่อจะต้องนั่งรถเมล์ไปโรงเรียน
       
      ก้าวแรกที่ผมเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ก็รับรู้ถึงบรรยากาศที่สงบ เด็กนักเรียนมีมารยาท ผมเดินผ่านที่ประตูเข้าโรงเรียนมี อาจารย์ยืนอยู่เพื่อต้อนรับนักเรียน ผมก็เดินเข้าไป
      “Good Morning”
      ด้วยความเคยชินผมลืมตัวพูดออกไป อาจารย์ยิ้มแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
      หลังจากที่เคารพธงชาติแล้วทุกคนก็เข้าชั้นเรียนในห้องผมไม่รู้จักใครเลย สักพักอาจารย์ประจำชั้นก็เข้ามา ผมเห็นว่าเป็นอาจารย์คนที่ยืนรับเด็กที่ประตูผมก็อาย ได้แต่นั่งก้มหน้าแต่ดูเหมือนว่าสายตาแกจะจ้องมองมาที่ผมและพูดขึ้นว่า
      “ ตะวัน เธอบอกชั้น และทำหน้าที่หัวหน้าชั่วคราว ไปก่อนที่จะมีการเลือกใหม่นะ”
      ผมยืนขึ้นและตอบไปว่า
      “ครับ”
      “นักเรียนออกมาแนะนำตัวหน้าห้องทีละคนนะเริ่มจากเลขที่ 1”
      “สวัสดีครับผมชื่อ ตะวัน อนันตไพศาล ชื่อเล่น ตะวัน ครับ”
      ผมเป็นคนแรกที่ออกไปแนะนำตัวจากนั้นก็กลับมานั้นที่โต๊ะเหมือนเดิม  พอเพื่อนทุกคนแนะนำตัวเสร็จ ก็ได้มีเสียงๆหนึ่งดังมาจากทางประตู
      “ขออนุญาตเข้าห้องค่ะ”
      “ทำไมมาสาย” อาจารย์ถามเธอคนนั้น
      “บ้านหนูอยู่ดอนเมือง แล้วรถก็ติดค่ะ”
      ผมคิดในใจบ้านผมก็อยู่ดอนเมืองแล้วทำไมผมยังมาเร็วได้เลย หน้าตาก็ถือว่าสวยแต่ความสายต้องยกให้เธอเลย ผมแอบยิ้ม
      “อ้าว.. ถ้างั้นมาแนะนำตัว”
      “สวัสดีค่ะ เราชื่อ ดาราทิพย์ ศิริวรุณวัฒนา ชื่อเล่นว่า ดาวค่ะ”
      ผมได้ฟังถึงกับอึ้ง  ดาวจริงๆหรอ เธอกลับมาแล้ว ผมยิ้มหน้าบานเลยก็ว่าได้  โห! ไม่ได้เจอกันตั้ง 6 ปี สวย ขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ  ความน่ารักก็ไม่เปลี่ยนแปลงตายังโตกลมใสเป็นประกายเหมือนเดิม ขนตาก็งอน ปากแดงอมชมพูน่ารักมาก  ทำไม่ช่างน่ารักเช่นนี้ ผมบ่นพึมพำ และจับสายตาจ้องมองเธอ ตาไม่กระพริบเลย เธอมานั่งข้างหน้าผมพอดี ทำให้ผมได้ใกล้ชิดเธอมากขึ้น แต่ผมยังไม่ปริปากพูดกับเธอสักคำ ช่วงเช้าผมไม่ได้ตั้งใจเรียนอย่างที่เคยเป็น ผมจ้องมองแต่เธอ ถึงจะไม่ได้เห็นหน้าผมก็มีความสุขมาก จนหมดเวลาคาบเรียนตอนเช้า ทุกคนก็แยกยายออกจากห้อง เพื่อไปรับประทานอาหาร ดูเหมือนว่าดาว จะเข้ากับคนอื่นๆได้ดี เธอกำลังจะเดินไปโรงอาหาร ผมก็รีบวิ่งตามไปเพื่อจะได้ไปพูดกับเธอ  และแล้วเวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง
      “ ดาว  ดาว  หยุดก่อน  รอผมด้วย”
      ผมรีบตะโกนไปหาเธอก่อนที่เธอจะไปเข้าแถวซื้ออาหาร
      “ ดาว ดาว จำผมได้มั๊ย”
      “จำได้สิก็คนที่นั่งข้างหลังดาว และจ้องมองดาวตลอดเวลา”
      “ดาวจำผมไม่ได้จริงๆเหรอ”
      ดูท่าทางเธอจะคิดหนักจนผมต้องบอกเธอไปว่า
      “ผม ตะวันไง จำได้แล้วยัง”
      “นายคือ เด็กคนนั้นเมื่อ 6 ปีก่อนจริงๆเหรอ ดูเปลี่ยนไปเยอะนะ”
      “ครับ ผมตะวัน เด็กผู้ชายคนนั้นไง”
      ในที่สุดเธอก็จำผมได้  เราไม่ได้ไปทานข้าวในโรงอาหาร แต่ไปซื้อผลไม้และขนมกินเล่นมานั่งทานที่ซุ้มใต้ต้นจามจุรี ผมถามเธอว่ามาเรียนที่นี่ได้ยังไงไหนบอกว่าอยู่แถวทางใต้ไม่ใช่หรอ เธอเล่าว่าคุณพ่อของเธอมารับตำแหน่งใหม่ในหน่วยกองบิน  28 ที่ดอนเมือง มันก็คือค่ายเดียวที่พ่อผมทำอยู่และต้องย้ายครอบครอบครัวมาด้วย เธอก็เลยต้องมาเรียนที่นี่
      “แล้วบ้านดาวอยู่ซอยไหนล่ะครับ”
      “ดาวอยู่ซอย 32 หลังที่ 10”
      “เหรอ ครับ ซอยเดียวกับผมเลย บ้านผมหลังที่ 7 ห่างกันแค่ 3 หลังเอง”
      ผมยิ้มยิ่งกว่าคนถู ล๊อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 ซะอีกในที่สุดผมก็ได้เจอคนที่ผมรอคอยซะที วันนี้ผมไม่รู้จักใครเลยในห้อง นอกจากดาว ผมคุยกับเธอทั้งวัน นั่งมองแต่เธอ อาจารย์ให้แบ่งกลุ่ม 4 คน ผมก็อยู่กับเธอ 2 คน ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากเข้าร่วมกับคนอื่นแต่ผมอยากอยู่กับเธอให้นานที่สุด ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ผมเดินออกจากโรงเรียนพร้อมเธอ เธอบอกผมว่าอยากได้โบว์ผูกผมเส้นใหม่ ผมพาเธอนั่งแท็ซซี่ไปตะวันนาเพื่อจะไปซื้อ โบว์ผูกผมให้เธอ จ่ายค่ารถ 83 บาท เธอได้โบว์ผูกผม  1 โหล และกิ๊บ 2 ตัวเป็นรูป ดาว และพระอาทิตย์ เธอบอกว่า เธอจะติดมันทุกวันถึงมันจะเป็นคนละรูปก็ตาม เธอก็จะไม่อาย  ผมได้ยินเธอพูดผมก็รู้แล้วว่าเธอคิดกับผมยังไง
      “ดาว กลับบ้านกันเถอะใกล้จะค่ำแล้ว”
      “ค่ะ ตะวัน”
      ผมนั่งรถไปกับเธอและเดินไปส่งเธอที่บ้านก่อนเธอจะเข้าบ้านเธอบ๊าย บ่าย ผม
      “ฝันดีนะค่ะตะวัน”
       ผมถึงบ้านเวลา  ทุ่ม กว่า  อาบน้ำและเข้านอนในที่สุด ตอนเช้าผมตื่นตั้งแต่ตี 4 ลุกขึ้นมาทำกับข้าวเพื่อจะนำข้าวห่อไปโรงเรียน ที่ผมทำอย่างนี้เพราะดาวเธอบอกผมว่า เธอไม่ชอบทานข้าวในโรงอาหาร ผมจึงทำไปเผื่อเธอ ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินไปรับดาวที่บ้าน แต่ปรากฏว่าดาวยังไม่ตื่น ผมก็นั่งรอจนกว่าดาวจะตื่น อาบน้ำและลงมาเพื่อไปโรงเรียน กว่าดาวจะเสร็จเรียบร้อยทุกอย่างก็ปาเข้าไปเกือบ 7 โมงเช้าแล้ว ผมต้องรีบไปเรียกแท็ซซี่เพื่อจะไปโรงเรียน ระหว่างทางดาวก็ยังหลับบนรถ ขนาดเธอหลับก็ยังน่ารักมาก บางครั้งก็เอน มาซบไหล่ผม จนมาถึงหน้าโรงเรียนผมต้องปลุกดาว วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเข้าโรงเรียนสายพร้อมกับดาว เข้าห้องอาจารย์ก็สอนแล้ว ผมและดาวรีบแยกย้ายไปนั่งที่ของตนตลอดเวลาผมสังเกตว่าท่าทางดาวคงจะไม่เข้าใจที่อาจารย์สอน แต่ผมก็ไม่สามารถสอนเธอระหว่างที่เรียนได้เพราผมไม่ไดนั่งใกล้เธอ  ตอนพักกลางวันผมก็กินข้าวในห้องเรียน 2 คนกับดาว ดาวชมว่ากับข้าวที่ผมทำอร่อยมากทั้งๆมันก็เป็นแค่ไข่เจียว  ผมถามเธอว่าไม่เข้าใจเหรอเรียนวันนี้  
      “ ถ้าตะวันอยากให้ดาวเข้าใจ  ดาวก็จะเข้าใจก็ได้”
      ผมรู้ว่าเธอไม่เข้าใจ “เดี๋ยวตอนเย็น ตะวันจะสอนให้นะ”
      หลังเลิกเรียนผมก็พาเธอกลับบ้าน แต่ผมยังไม่ได้ไปบ้านทีเดียว ผมพาเธอไปที่สนามเด็กเล่นครั้งเมื่อที่เราเคยเจอกัน
      “ดาว....ดาวจำที่นี่ได้ไหม”
      “จำได้สิค่ะ....มันสวยมากเลย  ตั้งแต่ดาวจากที่นี่ไปดาวก็ไม่เคยมาอีกเลยมันยังสวยเหมือนเดิม”
      “ครับ..มานั่งที่สิครับ เดี๋ยวผมสอนการบ้านให้”
      นับตั้งแต่วันนี้ผมก็กลายเป็นติวเตอร์ของดาวไปโดยปริยาย
      “กลับบ้านกันเถอะ ดาว มันใกล้จะค่ำแล้ว”
      ผมก็เดินไปส่งดาวที่บ้านเหมือนเช่นเคย
      “พรุ่งนี้อย่าตื่นสายล่ะ เดี๋ยวผมมารับ”
      ผมตะโกนบอกเธอจากนั้นก็เข้าบ้านและรีบนอน ตอนเช้าผมก็รีบตื่นขึ้นมาเตรียมอาหาร เดินไปรับดาวเพื่อจะไปขึ้นรถอย่างนี้ทุกวัน ผมมีความสุขมากที่ได้ใกล้ชิดกับเธอผมไม่มีเบื่อเลยที่ทำเช่นนี้
      ในที่สุด เราทั้งสองก็ ขึ้น ม.2 โดยที่ดาวก็เรียนดีขึ้น ส่วนผมก็ได้ที่ 1 เหมือนเดิม และทุกๆวันผมยังทานข้าวในห้องกันสองคน ไปติวหนังสือที่สนามเด็กเล่นทุกวัน และเดินไปส่งดาวที่บ้านทุกวันโดยที่ผมไม่เบื่อเลย แต่ที่พิเศษขึ้นปีนี้ผมได้เลื่อนมานั่งใกล้ดาว อย่างที่ผมรอคอยสักที
       วันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ผมตื่นเช้ากว่าทุกวัน และรีบปั่นจักรยานไปร้านดอกไม้ที่หน้าหมู่บ้าน ซื้อดอกไม้ 1 ช่อ และผมก็กลับบ้าน เตรียมอาหาร และไปรับดาวเหมือนเดิม  พอไปถึงโรงเรียน ก็มีคนมาให้ดอกกุหลาบดาวอย่างไม่ขาดสาย ผมก็ยินดีกับเธอที่มีคนรักเธอมากขนาดนี้ ดอกกุกลาบเยอะมากจนเธอต้องมาฝากไว้ใต้โต๊ะผมด้วย แต่ดูเธอไม่สดใสเหมือนทุกวัน เหมือนเธอกำลังรออะไรอยู่สักอย่าง ผมก็ไม่กล้ามอบดอกไม้ให้เธอสักที ผมกลัวเธอไม่รับดอกไม้ที่ผมให้ หลังเลิกเรียนผมก็พาเธอไปติวหนังสือที่สนามเด็กเล่นเหมือนเช่นเคย แต่วันนี้เธอบอกว่าจะนั่งชิ้งช้า และอยากให้ผมไกวให้ผมก็ทำตามที่เธอปรารถนา ดูหน้าตาเธอสดใสขึ้นกว่าเดิม  ผมได้รวบรวมกลังใจทั้งหมดที่มีเพื่อจะมอบดอกไม้ให้เธอ ผมเปิดกระเป๋าและหยิบดอกไม้ออกมา
      “ อ๊ะ.......ตะวันให้ดาวนะ”
      เธอทิ้งดอกกุหลาบทั้งหมดที่มีมารับดอกทานตะวันจากผม และกอดไว้แน่นเลย
      “รู้ได้ไงว่าดาวชอบดอกทานตะวัน ดาวอยากมีทุ่งดอกทานตะวันจังเลยค่ะ”
      “ ผมว่ามันสดใสดีเลยซื้อให้อ่ะครับ”
      แต่ความจริงผมอยากให้มันเป็นสื่อทนความรักที่ผมมีให้เธอมากกว่า เพียงแต่ผมไม่กล้าบอกมันเอง
      “เรากลับบ้านกันดีกว่า นี่ก็ค่ำแล้ว”
      วันนี่เธอเป็นคนชวนผมกลับบ้านเองทั่งๆที่ผมอยากอยู่กับเธออย่างนี้นานๆ
      เวลาชั่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายของชั้น ม.3 ผมทำข้อสอบเสร็จก่อนเธอและมานั่งรอเธอหน้าห้อง นั่งมองเธอทำข้อสอบอย่างมีความสุข
      ตอนเย็นเราไปที่สนามเด็กเล่นเหมือนเช่นเคยเธอบอกผมว่าเธอชอบที่นี่มาก บรรยากาศดี สงบ ร่มรื่น  แถมยังมีน้ำแข็งใสให้กินอีกด้วย เธอเป็นคนชอบน้ำแข็งใสมาก เวลามาที่นี่เธอจะให้ผมไปซื้อให้ทุกวันเลย ผมถามเธอว่าเธอจะต่อ ม.4 ที่ไหนเธอบอกว่าจะเรียนที่เดิม แต่แม่ของผมจะให้ผมไปเรียนโรงเรียนสาธิต ถึงเป็นตายร้ายดียังไงผมก็จะเรียนที่นี่กับเธอ และแล้วผมก็รบเร้าคุณแม่ได้สำเร็จ
      วันนี้เป็นวันสอบแยกสายทางการเรียน ความฝันของผม  ผมอยากเป็นวิศวกร ถ้าผมจะเลือกความฝันยังไงผมต้องสอบเข้าสายวิทย์ให้ได้  แต่ดาวเธอคงจะสอบสายวิทย์ไม่ได้แน่ๆไม่ใช่ผมดูถูกเธอ แต่ยังเธอก็คงเลือกสายศิลป์อยู่แล้ว
      ผมเลยต้องตัดสินใจเลือกสิ่งที่ผมรักคือดาวผมอยากอยู่ใกล้ชิดเธอ ผมทำข้อสอบเลือกคำตอบข้อที่ผิดมากกว่าข้อที่ถูก เพื่อที่ผมจะได้ไปอยู่สายศิลป์กับดาว และแล้ววันประกาศผลสอบก็มาถึง ผมได้อยู่ห้องเดียวกับดาวจริงๆด้วย อีก 3 ปีใช่ไหมที่ผมได้ใกล้ชิดเธอ ช่วงชีวิตชั้น ม.ปลาย ผมและดาวก็ยังเหมือนเดิม ดาวก็ไม่สนใจใครที่มาจีบดาวผมก็ไม่สนใจผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น แต่มีบางอย่างที่ผมรู้สึกแปลกๆคือ ดาวมักจะเข้าไปพิมพ์อะไรก็ไม่รู้ ในไดอารี่บล็อกทุกวัน ผมก็พยายามเข้าไปดูแต่ไม่มีพาสเวิดที่จะเข้าไปผมพยายามอยู่หลายเดือนแต่ไม่สำเร็จ จนวันนึงเธอเปิดโน๊ตบุ๊คลืมเอาไว้ผมแอบอ่านได้นิดนึงเธอก็มาพอดีเธอบอกผมว่า  “ถ้ามันเสร็จแล้วดาวจะให้ตะวันดูนะ”
      ผมคิดว่าไดอารี่มันจะเขียนเสร็จไดอย่างไร แต่ช่างมันเถอะสักวันดาวคงให้ผมดู ชีวิต ม.ปลายมันช่างรวดเร็วเสียจริงๆ ในที่สุดเราก็จบ ม.6
      และแล้วถึงเวลาที่ต้องเตรียมตัวสอบ Entrance ผมคงต้องทิ้งความฝันที่จะเป็นวิศวกร ดาวมาชวนให้ผมไปสอบคณะอักษรศาสตร์กับเธอ เธอบอกว่าอยากเป็นนักเขียน และถ้าเธอ Ent ไม้ได้คงไปเรียนมหาลัยเอกชน ถ้าเป็นเช่นนั่นจริงๆผมก็คงจะตามเธอไป และแล้วผม ก็ตัดสินใจเลือกคณะอักษรศาสตร์ ดูเหมือนว่าข้อสอบจะง่ายมากสำหรับผม แต่สำหรับดาวจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้
      วันประกาศผล สอบ Ent ก็มาถึง ผมรีบมาดูแต่เช้าผมเห็นชื่อผมอยู่ในอันดับที่ 1 แต่ชื่อดาวผมยังหาไม่เจอเลย แผ่นแรกก็แล้วแผ่น สองก็แล้ว ก็ยังไม่มี จนกระทั่งแผ่นสุดท้าย ก็ยังไม่เจอ ปรากฏว่าดาวติดอันดับสำรองคนที่หนึ่ง ผมภาวนาให้ใครสักคนสละสิทธิ์เพื่อจะให้ดาวได้เข้ามาเรียน และแล้วก็มีคนสละสิทธิ์จนได้ ผมดีใจมากที่จะได้ใกล้ชิดดาวอีก 4 ปี
      วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรก ผมรีบมาที่มหาลัย โดยที่ไม่ได้ไปรับดาวเพราว่าเธอไปเที่ยวเชียงใหม่กับครอบครัวยังไม่กลับมา มาถึงผมก็รีบไปหาคณะอักษรศาสตร์ทันที แต่มาถึงผมก็เห็นดาวยืนอยู่แล้ว ดาวผมยาวขึ้นมาก สวยขึ้นจนผมแทบจำไม่ได้ พอผมเดินมาถึงเธอก็ต่อว่าผม ว่าทำไม่ไม่ไปรับเธอเหมือนเช่นเคย
      “ผมก็นึกว่าดาวยังไม่กลับนิครับ” ผมขอโทษนะ
      และแล้วเธอก็หายโกรธผม มาถึงการรับน้องที่คณะดาวก็ได้เป็นดาวที่คณะสมชื่อ มีหนุ่มมากมายต่างเข้ามาจีบเธอ แต่ดูเธอก็ไม่สนใจใครจนกระทั่ง “เมฆา” หนุ่มหล่อคณะวิศวะ แถมรวยอีกด้วยเข้ามาจีบเธอ แต่เธอก็ไม่มีท่าทีทีจะสนใจ เมฆาตามตื้อดาวทุกวิถีทางแต่ดาวยังไม่สนใจอยู่ดี บางครั้งผมก็คิดว่าเข้าทั้งสองคนเหมาะสมกันดีทั้ง ฐานะและหน้าตาจนบางครั้งผมก็เปิดโอกาสให้
      วันนี้ดาวชวนผมไปที่สนามเด็กเล่นไปนั่งเล่นชิงช้ากัน ผมก็ไปซื้อน้ำแข็งใส และมาไกวชิงช้าให้ดาวเหมือนทุกครั้ง ถึงวันนี้ในใจของผมอาจจะสับสนมาก อยากจะให้ดาวได้พบเธอกับคนที่ดีกว่าผม  แต่ผมก็ไม่สามารถทำได้ได้แต่คิดไว้ในใจอย่างนี้
      “ ตะวัน ดูดาวดวงนั้นสิ สวยนะ”
      ผมไม่เคยนั่งเล่นที่นี่จนดึกขนาดนี้ และไม่เคยมานั่งมองดาวอย่างนี้สักครั้ง
      “ครับ..ผมไม่เคยเห็นดาวที่สวยเท่าคืนนี้เลย”
      คำที่ผมพูดออกไปถึงจะมีความหมายกำกวม แต่ผมว่าดาวคงเข้าใจว่าผมหมายถึงเธอ
      “ดาวไม่เคยมาที่นี่กับผู้ชายคนไหนนอกจากตะวันเลยรู้มั๊ย”
      “ทำไมตะวันถึงดีกับดาวทุกอย่าง ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำกับข้าวให้ดาวกิน  ตะวันจำกิ๊บคู่นี้ได้มั๊ย ดาวยังเก็บมันไว้ตลอด มันสำคัญมากเลยนะ”
      ผมไม่ได้ตอบสิ่งที่เธอถามสักข้อ
      “ ดาว ...กลับบ้ากันเถอะครับ”
      “ค่ะ....ดาวหวังว่าสักวันดาวคงได้ฟังนะค่ะว่าทำไม ? ”
      และแล้ววันนี้ก็ถึงวันรับปริญญาของเรา ดาวดูสวยมากเลยในชุดคลุย ผมเดินไปบอกเธอว่า
      “คืนนี้มาหาผมที่สนามเด็กเล่นนะ ผมมีอะไรจะบอก”
      “ดาวก็มีอะไรจะบอกตะวันเช่นเดียวกัน”
      หลังจากงานรับปริญญาเสร็จผมรีบไปเอา แหวนที่ผมสั่งทำเป็นพิเศษ ตัวแหวนเป็นดาวเรียงร้อยกันเป็นวง ที่หัวแหวนเป็นพระอาทิตย์และใต้แหวนสลักคำว่า ตะวันดาว  แหวนวงนี้มันคงไม่ค่าอะไรเมื่อเทียบกับเพชรเม็ดงาม  ผมรีบเก็บแหวนใส่กระเป๋าและรีบขี่มอเตอร์ไซด์เพื่อจะไปหาดาวดูเหมือนว่าจะเป็นโชคร้ายของผม ผมโดนรถเก๋งคันหรูปาดหน้าเข้าให้  ผมลอยขึ้นไปในอากาศ กล่องใส่แหวนร่วงลงกับพื้นตามแรงโน้มถ่วง ผมประครองร่างที่เต็มไปด้วยเลือดเกือบทั้งตัวเพื่อจะไปเก็บกล่องแหวนที่ตกอยู่ริมถนน ผู้คนแถวนั่นจะพาผมไปส่งโรงพยาบาลแต่ผมขอร้องเข้าให้พาผมไปส่งที่สนามเด็กเล่น ผมอ้อนวอนอยู่ตั่งนานเข้าจึงยอมไป  พอไปถึงผมก็เห็นรถเก๋งคันหรูคล้ายคันที่ปาดหน้าและขับแซงผมกำลังจะมาถึงดาวก่อนผม ผมเลยให้อาที่พาผมมาขับให้เร็วขึ้นอีก แต่ดูเหมือนผมจะช้าไปจริงๆ ผมช้ากว่าเมฆา เพียงแต่ 10 วินาที เอง   เมฆาเดินลงมาจากรถ พร้อมดอกกุหลาบช่อโต และกำลังจะเอาแหวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ มันเป็นแหวนเพชรเม็ดโตมา ซึ่งแหวนของผมก็เปรียบเทียบไม่ได้เลย ผมมองเธออยู่ในรถโดยไม่ได้ลงไป แผลที่ร่างกายผมตอนนี้ มันคงไม่เจ็บเท่าแผลที่ใจ  ดาวยังไม่ได้รับแหวนจากเมฆา ดูเหมือนว่าดาวกำลังรอผมอยู่ ดาวรออยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ดาวจึงตัดสินใจรับแหวน นั่นหมายความว่าผมคงไม่มีโอกาสได้ดูแลเธออีกแล้ว ผมคงต้องยกหน้าที่นี้ให้เมฆาดูแลเธอแทนผม  ผมช้ากว่าเมฆา เพียงแต่ 10 วินาทีเอง  แต่นั่นมันหมายความว่าผมช้าไปชั่วชีวิต  หากวันใดเขาดูแลเธอไม่ดีผมคนนี้จะกลับมาดูแลเธอเอง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่หน้าที่ผมแล้ว ผมต้องไปจากเธอ...........ดาว    และผมก็สลบไป
      อาคนนั้นพาผมไปส่งโรงพยาบาล ผมสลบอยู่ 2 วัน อาการผมดีขึ้นมาก วันนี้คุณหมออนุญาตให้ผมออกจากโรงพยาบาล ซึ่งวันพรุ่งนี้ก็ตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี  ผมไปซื้อดอกทานตะวันที่ร้านเดิม จัดช่อ 11 ดอกนั่นหมายความว่าวันนี้ก็ 11 ปี แล้วที่ผมรู้จักเธอ  ผมเอาช่อดอกทานตะวันไปให้เธอที่บ้าน ซึ่งเธอย้ายไปอยู่สมุทรปราการกับเมฆา  ผมตั้งไว้บนรั้ว หน้าบ้านและคอยแอบดูเธออยู่ที่ฝั่งตรงข้ามผมเห็นเธอวิ่งหาเจ้าของดอกไม้แต่ก็หาไม่เจอ  จากนั้นผมกลับมาที่สนามเด็กเล่น และนำเงินเก็บที่มีอยู่ที่ซื้อที่ใกล้ๆกัน  เพื่อจะมาปลูกเป็นทุ่งทานตะวัน ผมเริ่มปลูกทีละนิดจนตอนนี้ขยายไปกว้างมาก
      เดือนหน้าจะมีการสอบทุนบุตรทหารอากาศพ่ออยากให้ผมไปสอบ ถ้าผมสอบได้ผมคงไม่มีเวลามาดูแลทุ่งแห่งนี้ และแล้วปรากฏว่าผมก็สอบได้จริงๆ ผมเข้ารับราชการเป็นทหารผมเลือกที่เข้ารับราชการทหารเรือ  และผมขอย้ายมาอยู่ฐานทัพเรือสัตหีบ และทุกๆเดือนผมจะกลับมาตกแต่งทุ่งทานตะวันที่สนามเด็กเล่น  ทุกครั้งที่ผมกลับมาที่นี่ทำให้ผมหวนคิดถึงดาว ไม่รู้ว่าตอนนี้ดาวจะเป็นยังไงบ้าง ทุกๆวันวาเลนไทน์ผมจะเอาดอกทานตะวันที่ผมปลูกไปให้เธอที่สมุทรปราการทุกปี และปีนี้ก็ ปีที่ 4 แล้วที่ดาวแต่งงานอยู่กินกับเมฆา หน้าที่การงานผมเจริญก้าวหน้ามากจนฐานทัพเรือทางอเมริกาส่งหนังสือขอตัวผมไปช่วยงานที่นั่น ผมยังไม่ตอบตกลงเพราะยังเป็นห่วงดาว
      วันนี้ผมกลับมายังกรุงเทพฯ และไปที่ทุ่งดอกทางตะวันผมเอาชื่อป้าย มาติดผมตั้งชื่อให้มันว่า
      “SUNSTAR”
      ผมนำโฉนดและแหวนที่ผมทำไว้ให้ดาวใส่ไว้ในตู้เซฟ และเขียนบันทึกถึงเธอและนำไปเก็บไว้ในกระท่อม ณ ทุ่งแห่งนี้
      ผมเดินออกมาจาสนามเด็กเล่น เพื่อจะไปสนามบิน แต่มีแท็ซซี่มาจอดหน้าหลังผม
      “ ตะวัน...........คุณจริงๆด้วย คุณหายไปไหนมาดาวตามหาคุณทั่วเลยรู้มั๊ย  ทำไม่คืนนั้นคุณไม่มา คุณไม่เคยรักดาวใช่ไหม ถ้าดาวไม่มาที่นี่ดาวคงไม่เจอคุณ สินะ”
      เธอวิ่งเข้ามากอดผม ใบหน้าเต็มใบด้วยน้ำตา ร้องให้ฟูมฟาย
      “คุณไม่เคยรักดาวใช่มั๊ย......”
      “คุณตอบดาวมาสิ”
      “ ดาว คุณต้องดูแลตัวเองดีๆนะ”
      “ตะวัน คุณจะไปไหน”
      “ผมต้องไปทำงานที่อเมริกาและโอนสัญชาติเป็นคนที่โน่นจะไม่กลับมาที่นี่อีก ทุ่งทานตะวันแห่งนี้ผมยกให้คุณ”
      เธอทรุดตัวลงกับพื้นร้องไห้ไม่หยุดน้ำตาของเธอไหลนองเต็มหน้าจนผมต้องเช็ดน้ำตาให้เธอ เป็นครั้งสุดท้าย
      “ดาว.....ผมไปแล้วนะ”
      “ตะวัน.....ดาวให้คุณค่ะ ถึงจะให้ดาวเขียนยังไงมันก็คงไม่จบแล้วล่ะ”
      สิ่งที่เธอให้ผมคือ พาสเวิด ไดอารี่ของเธอ ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอเขียนอะไร
      “ดาวผมก็มีอะไรจะให้คุณเช่นกันมันอยู่ในเซฟ คุณลองใส่รหัส น ะ คุณคงรู้ว่ารหัสมันคืออะไร”
      “ ลาก่อนนะ ดาวดวงที่สวยที่สุดของผม”
      ผมได้ยินเสียงเธอสะอื้นมาจากทางด้านหลัง
      “ ดาว รัก....ตะวัน นะค่ะ” นี่คือประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินจากปากเธอ
      ตอนนี้ผมอยู่บนเครื่องที่จะบินไปอเมริกา ผมเอาพาสเวิดที่ดาวให้มาเปิดเข้าไปอ่านไดอารี่  ซึ่งพาสเวิดก็คือคำว่า LOVE ซึ่งเหมือนกับรหัสตู้เซฟของผม น้ำตาลูกผู้ชายอย่างผมไหลออกมาโดยที่ผมไม่อายใคร ในไดอารี่เธอเขียนไว้ว่าตั่งแต่เธอจำความ ได้เด็กผู้ชายที่เข้าในชีวิตก็คือเด็กที่เจอที่สนามเด็กเล่น ได้มาอยู่ห้องเดียวกับเขาตอน ม. 1/9 มีคนคอยมารับมาส่งที่บ้านทุกวัน  เขาเป็นผู้ชายที่ดีมาก ทำอาหารให้กิน คอยช่วยเหลือดาวในทุกๆเรื่อง คอยเอาดอกไม้ที่ดาวชอบมาให้ทุกๆวันวาเลนไทน์ แต่ทำไม่ เขาคนนั้นไม่เคนบอกรักดาวเลย  “ เมื่อไหร่ น๊า........ตะวันจะบอกรักดาวสักที ” ประโยคนี้ทำให้ผมอึ้ง ผมไม่คิดว่าแค่คำๆเดียวมันทำให้สิ่งที่ผมรักที่สุดหายไป ผมมองข้ามจุดๆนี้ไปโดยสิ้นเชิง ในที่สุดผมก็รู้แล้วว่าทำไม่ไดอารี่ของดาวจึงเขียนไม่เสร็จเพราะขาดคำว่ารักที่ออกจากปากผมนี่เอง อีกไม่กี่ชั่วโมง เครื่องก็จะถึงอเมริกาแล้ว ผมคงมีความสุขกับการทำงานอยู่ที่นี่ ผมจะต่อเรือสักลำ และให้มันชื่อว่า Sun Star ชีวิตผมก็จะมีแต่ ตะวัน และดวงดาวเท่านั่น ถึงแม้เพื่อนผมมันจะเคยบอกว่าตามกฎธรรมชาติ ตะวันและดาวไม่มีทางที่จะอยู่ด้วยกัน มีตะวันก็ไม่มีดาวมีดาวก็ไม่มีตะวัน....วันนี้ผมได้รู้แล้วว่าที่เพื่อนผมมันพูดเป็นความจริง และผมจะไม่มีวันลืมเธอ ผมจะเก็บความทรงจำดีไว้ในใจผมตลอดกาล
      ดีใจนะที่ได้อยู่ใกล้ใกล้  เต็มใจนะความห่วงใยที่มีให้เสมอ
      ภูมิใจนะที่ได้ทำอะไรให้เธอ  รักดาวเสมอ...ถึงไม่ได้เจอ..ก็จะมีเพียงเธอตลอดไป

      ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ ดูทั้งหมด

      loading
      กำลังโหลด...

      ความคิดเห็น

      ×