Adensia of Magician พรแห่งเวทย์ทั้ง 7 ภาค ผู้มาเยือนจากซานน์ดีน

ตอนที่ 9 : Chapter 8 : อย่าได้คิดลองใช้เวทย์สุ่มสี่สุ่มห้า ไม่เช่นนั้นความพินาศจะมาเยือนคุณ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    17 ต.ค. 59


Chapter 8 : อย่าได้คิดลองใช้เวทย์สุ่มสี่สุ่มห้า ไม่เช่นนั้นความพินาจจะมาเยือนคุณ


"สุรเสียงแห่งเทพเพลิงผู้กริ้วโกรธ

ขอทรงผาญเผาเหล่าผู้เป็นศัตรูให้สิ้น

ด้วยพรหนึ่งประการนี้ของท่าน

ข้า เดลลิน ฟรีเวนท์ ขอวอนต่อกริฟิก!"

ผมเปล่งเสียงตามตัวหนังสือทุกตัวอย่างคล่องแคล่ว แล้วยื่นหน้าออกจากขนหนาของเมธาน วงเวทย์สีแดงขนาดใหญ่เรืองแสงอยู่ใต้เท้าผมและเมธานกินพื้นที่โดยประมาณกว่าห้าสิบเมตร จุดที่เราอยู่คือศูนย์กลาง

ใหญ่โคตรคือคำนิยามเดียวในหัวของผมตอนนี้

ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ตั้งแต่ที่มาถึงเอเดนเซียผมพยายามอย่างมากที่จะยอมรับเรื่องพวกนี้ และคิดว่ายอมรับมันได้แล้ว แต่พอมาได้สัมผัส ได้ใช้มันด้วยตัวเอง ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นเป็นเด็กๆ ไปเสียอย่างนั้น

"...และขอเรนิสและเลนินช่วยส่งเสริมเปลวเพลิงนี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าครั้งใด..."

ผมอ่านท่อนสุดท้ายของเวทย์บทนี้ สิ้นเสียงวงเวทย์สีทองและสีขาวก็วาดตัวเองขึ้นอย่างช้าๆ อยู่กรอบด้านนอก แต่เพราะถูกวงเวทย์ไฟทับเลยทำให้มันแหว่งไปเกือบครึ่ง

ผมมองการเปลี่ยนแปลงของวงเวทย์อย่างตื่นตะลึง เพราะเมื่อวงเวทย์เล็กๆ ทั้งสองวาดตัวสมบูรณ์ เปลวเพลิงอันร้อนระอุก็ปัดเอาความหนาวเหน็บให้หายไปในพริบตา

...แต่ถ้ามันเป็นแค่นั้นผมคงไม่ตกใจเท่าไหร่...

ที่มันน่าตกใจเพราะไฟเริ่มก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็กลายเป็นพายุสีแดงส้มของไฟนี่สิ!

ผมกับเมธานอยู่ในตาพายุจึงไม่เป็นไรแต่ไอ้พายุกว้างกว่าห้าสิบเมตรนี่ดันเริ่มรุนแรงและขยายตัวออกไปเรื่อยๆ เสียอย่างนั้น ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้างนอกเป็นยังไงบ้าง

น้ำแข็งที่พื้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมธารเองก็ลุกขึ้นยืนมองสภาพรอบตัวอย่างตกใจ

"เดลนี่คุณใช้เวทย์มหาภัยพิบัติเหรอครับ!?" เมธานตะโกนในหัวผมอย่างตกใจปนวิตกกังวล

"หา!?" ผมตะโกนกลับไปอย่างยากลำบาก เพราะเสียงกรีดร้องของลมหวีดโหยหวนอย่างแสบแก้วหู

"...แล้วทำไมถึงเป็นพายุเพลิงล่ะ" เมธานพึมพำเสียงเบา เขาตกใจจนไม่ฟังผมเสียแล้ว

"นายหมายความว่ายังไง!?" ผมตะโกนถามกลับไปอีกครั้งพร้อมดึงขนของเมธานเพื่อดึงสติอีกฝ่าย

"คุณต้องสลายเวทมนต์... เดี๋ยวนี้เลยครับ!!" เมธานหันกลับมาตะคอกใส่ผมอยากตระหนก ผมเชื่อเขา ถึงแม้ว่าเมธานจะเหมือนเด็กในหลายๆ ส่วนแต่เขารู้ว่าจะทำยังไงถึงจะถูก เรื่องเวทมนต์เมธานก็รู้มากกว่าผมหลายเท่า จะเชื่อฟังเขาก็ไม่เสียหาย แต่...

"ปัญหามันอยู่ตรงที่ฉันสลายไม่เป็น!" ผมตะโกนตอบกลับอย่างสิ้นหวังแล้ววิ่งไปคว้าแผงคอฟูๆ ของอีกฝ่าย

"ในหนังสือ! เดล! มีเวทย์เริ่มก็ต้องมีเวทย์จบ เร็วเข้า! เวทย์รุนแรงแบบนี้จะทำให้มิติแตกร้าวได้ ความเสียหายจะส่งผลไปสู่โลกภายนอกได้!" เมธานอธิบายอย่างเร่งร้อน ผมเปิดหนังสือแล้วไล่ตามหาส่วนที่ต้องการทันที แต่กลับไม่เจออะไรนอกจากนี้

ผมไม่ยอมแพ้แล้วไล่อ่านตั้งแต่บรรทัดแรกใหม่อีกรอบ มือไม้สั่นเล็กน้อยด้วยความลนลาน สุดท้ายก็เจอสิ่งที่หวัง มันเป็นหมายเหตุเล็กๆ ที่อยู่ในบรรทัดสุดท้ายของหัวข้อนี้

ผมผงะเล็กน้อย ไม่รู้จะขำหรือด่าไอ้บ้าที่เขียนหนังสือเล่มนี้ดี

"...สลายเวทย์..." ผมกระซิบเสียงเบากับตัวเอง มุมปากยกยิ้มขำในที่สุด

เวทย์สุดจะรุนแรงขนาดนี้กลับสลายง่ายๆ ด้วยประโยคเดียวเนี่ยนะ! เหอะๆ

ผมทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นหลังจากเอ่ยจบ เฝ้ามองมวลเปลวเพลิงพิโรธที่ มอดดับลงช้าๆ หลงเหลือเพียงแสงสีแดงที่ค่อยๆ หายไป

เมื่อทุกอย่างสงบผมพบว่ารอบตัวไม่ใช่ทุ่งหิมะและไม่ใช่ที่ไหนเลย ความมืดโอบล้อมตัวเราทั้งคู่ไว้

หวังว่าเมื่อกี้คงไม่ทำให้ด้านนอกเป็นอะไรหรอกนะ...

"ดูเหมือนมิติของสองคนนั้นจะถูกคุณพังแล้วล่ะครับ..." เมธานพูดเสียงเบา เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนทรุดตัวหมอบลงข้างๆ ผม

"คงอย่างนั้นมั้ง..." ผมตอบกลับไปก่อนจะทิ้งตัวไปพิงเจ้าหมายักษ์ด้วยความรู้สึกมากมายยังตกค้างอยู่ในใจ

แต่ที่เด่นชัดที่สุดคือหัวใจที่เต้นระรัวในอก...ผมตื่นเต้นได้ขนาดนี้เชียวหรือ?

แปะๆๆๆ!

"ว้าว! ยอดไปเลย ทำได้ยังไงเนี่ย คิกๆ" เสียงใสของเด็กหญิงสองคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมืออย่างชอบอกชอบใจ ผมและเมธานที่นอนแอ้งแม้งแทบจะไม่ต้องหันไปมองเลยด้วยซ้ำว่าเจ้าของเสียงหัวเราะนั้นคือใคร

"วิน่า...ริน่า" ผมพูดชื่อทั้งสองอย่างเอื่อยๆ แล้วเสมองพวกเธอด้วยอิริยาบทที่แทบไม่ขยับตัว บอกตามตรงตอนนี้ผมรู้สึกเหนื่อยสุดๆ จะว่าก็ว่าเถอะ หัวใจผมยังเต้นรัวไม่หยุดเลย "ฉันหาพวกเธอเจอแล้วนะ"

เด็กหญิงทั้งสองที่ลอยเข้ามาอย่างช้าๆ ชะงักไปชั่ววินาที นั่นทำให้ผมเหยียดยิ้มออกมาอย่างมีชัย "เจ้าแผนการกว่าที่คิดไว้เสียอีกนะเจ้าคะ"

"เรียกว่าพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสต่างหากล่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้หรอก" ผมอธิบายพร้อมถอนหายใจออกมา ใครจะไปนึกล่ะว่ากับอีแค่มนต์ที่ถูกยกมาเป็นตัวอย่างในหน้าแรกของหนังสือจะเป็นเวทมนต์ที่สร้างความเสียหายขนาดนี้

"หวา~ ไม่นึกว่าจะแพ้แบบนี้เลยเนอะ" วิน่าหันไปเสวนากับริน่าอย่างอารมณ์ดี

"เนอะ~" ริน่าตอบกลับ

พวกเธอลอยมาจนถึงจุดที่ผมกับเมธานนอนอยู่ บินวนไปมาเหนือเราก่อนจะลงมายืนตรงหน้าผมในท่าจับมือกัน

"สรุปว่าฉันชนะแล้วนะ" ผมยิ้มกวนๆ ส่งให้

"ถูกต้องเจ้าค่ะท่านชนะแล้ว" เด็กหญิงทั้งสองตอบพร้อมกัน ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างที่ผมไม่นึกว่าจะได้เห็นเมื่อพวกเธอแพ้

แต่ก็ดีแล้วล่ะนะ ถ้าพวกเธออารมณ์เสียผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

"ว่าแต่ว่าท่านทำได้ไงน่ะ เวทมนต์นั่นน่ะ" ริน่ากับวิน่าเอียงคอถามอย่างน่าเอ็นดู แต่ผมก็รู้หรอกว่าท่าทางของพวกเธอล้วนแต่แฝงไปด้วยพิษร้าย ผมไม่ติดกับเป็นครั้งที่สองแน่

ผมชูหนังสือเจ้าปัญหาขึ้นให้ทั้งสองเห็นขณะที่นอนพิงเมธานอย่างสบายอกสบายใจ ผมเห็นริน่ากับวิน่าเบิกตากว้าง คิดว่าพวกเธอคงรู้อะไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้บ้างไม่มากก็น้อยล่ะนะ

...บางทีถ้าเธอรู้ชื่อคนเขียนจะดีมาก หึๆ

"พวกเธอพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้หรือเปล่า" ผมโบกหนังสือไปมา มองท่าทีของทั้งสองอย่างใจเย็น ริน่าและวิน่ามองหน้ากันอยู่ชั่วขณะพวกเธอเหมือนกำลังปรึกษาอะไรสักอย่างกันอยู่ในใจ

ในที่สุดพวกเธอก็ยอมพูดออกมา "พวกข้าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ หนังสือเล่มนั้นมาจากห้องสมุดของท่านพ่อ พวกข้าก็แค่สร้างมายาขึ้นมาเท่านั้นเองเจ้าค่ะ"

"ท่านพ่อ?" ผมถาม ผู้เฝ้าประตูมีการสืบทอดตำแหน่งรุ่นสู่รุ่นอะไรแบบนั้นด้วยเหรอ

"ท่านไม่รู้หรอกเหรอว่าพวกข้าเป็นภูตธาตุมืด" ผมฟังพวกเธอแล้วอยากจะบอกกลับไปเหลือเกินว่าขนาดพวกเธอเป็นภูตผมยังไม่รู้เลย แล้วจะรู้จักพ่อพวกเธอได้อย่างไรล่ะ... "พ่อของพวกเราก็คือ 'ท่านซิลเลียน' อย่างไรล่ะ"

"อ่อ..." ผมยกมือขึ้นเกาหัว เผ่าพันธุ์ธาตุมืดทั้งหมดซิลเลียนเป็นคนให้กำเนิดนี่นะ เทพตั้ง 7 องค์ใครจะไปจำหมดในวันเดียว แน่นอนว่าผมจำไม่ไหว เหอะๆ

"ถ้าท่านอยากรู้ท่านก็ไปถามท่านพ่อเอาเองก็แล้วกันนะเจ้าคะ" ทั้งสองบอกก่อนจะลอยขึ้นจากพื้น ปากเล็กเอ่ยเรียกบางอย่างเสียงเบาจนผมไม่ได้ยิน ทันใดนั้นควันสีม่วงอมดำก็พวยพุ่งขึ้นรวมตัวกันจนเผยให้เห็นประตูบานใหญ่บานเดิมที่ผมเห็นครั้งแรก เด็กหญิงทั้งสองหันมายิ้มกว้างให้ผมหลังจากนั้น "แล้วแวะมาเล่นกันอีกนะเจ้าคะ!"

"ถ้ามีอะไรก็มาหาพวกข้าได้นะเจ้าคะ" ริน่าทิ้งท้าย ทันใดนั้นประตูบานใหญ่ก็ค่อยๆ แง้มออกช้าๆ

"ฉันจะมาหาอีก แต่ไม่เอาเกมเดิมพันสูงแบบนี้แล้วนะ" ผมยิ้มให้พวกเธอแล้วปีนขึ้นหลังเมธานที่เตรียมตัวรอไว้แล้ว

"คิกๆ เกมแบบนี้สำหรับคนที่ต้องการผ่านทางเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ" วิน่าอธิบาย ตุ๊กตาน้อยทั้งสองลอยมาวนรอบๆ ก่อนจะพูดทิ้งท้ายในที่สุด "หนังสือเล่มนั้นพวกข้าให้เจ้าค่ะ"

"ขอบใจนะ ถ้ามีโอกาสจะมาใหม่" ผมโบกมือลาริน่ากับวิน่าก่อนที่เมธานจะก้าวเข้าไปในประตู

"บ๊ายบาย!" เสียงเล็กๆ ดังไล่หลังผมและเมธาน

ก้าวแรกที่เข้ามาในประตูคือความมืดเช่นเดิมแต่เราเห็นประตูไม้บานคู่อยู่ไม่ไกลนักข้างหน้า เมธานเดินมุ่งหน้าไปทางประตูทันที

เมื่อมาถึงผมกระโดดลงจากหลังเจ้าหมายักษ์ มองบานประตูสูงราวสองเมตร กะดูแล้วเมธานร่างนี้คงเข้าไปไม่ได้อีกนั่นแหละ เจ้าหมามองประตูแล้วถอนใจ ใช้เวทย์เปลี่ยนร่างตัวเองให้อยู่ในร่างเล็ก

"ตัวใหญ่ก็ปัญหาเยอะเหมือนกันสินะ ฮ่าๆๆ" ผมหัวเราะแล้วก้มตัวไปอุ้มเมธานขึ้นมาในอ้อมแขน เจ้าหมาไม่ได้อิดออดอะไรแต่กลับขดตัวมุดเข้าอ้อมแขนผมอย่างออดอ้อน "ไปกันเถอะ"

"อื้อ" เมธานพยักหน้าตอบ

ผมยื่นมือไปผลักบานประตูด้านซ้ายออกด้วยมือเดียว แสงสว่างสาดส่องเข้ามาด้านในทันที ตัวผมที่ยังปรับสายตาไม่ได้ต้องยกมือขึ้นบังแล้วก้าวออกไป

เมื่อผมก้าวออกจากประตู โถงกว้างใหญ่ก็ปรากฏสู่สายตา เพดานสูงราวๆ สามถึงสี่ชั้นได้ เสาหินสไตล์กรีกเรียงตัวเป็นแนวไปตามผนังที่ถูกทาด้วยสีขาวนวลตา อาคารมีรูปร่างเป็นรูปแปดเหลี่ยม ในแต่ละด้านทั้งแปดมีประตูกระจกสีแตกต่างกัน

ไล่จากทางด้านซ้ายที่อยู่ใกล้ประตูของผมที่สุด ทอง, ม่วง, แดง, ฟ้า, เขียว, น้ำตาล, ขาวและเงิน

ด้านบนของประตูคือหน้าต่างบานเกร็ดที่มีขนาดไม่ใหญ่นักเปิดรับลมระบายอากาศ มีผ้าม่านพริ้วรับแรงลม

ประตูที่ผมออกมาอยู่ข้างๆ ประตูสีเงินที่เชื่อมต่อไปสู่เวทีที่ยกสูงซึ่งเยื่องอยู่ข้างหน้านี้ไม่ไกลนัก เวทีไม่ได้ตกแต่งอะไรมีเพียงเก้าอี้ที่ดูหรูมาก 7 ตัวเท่านั้น

ผมมองไปทางด้านซ้ายของประตูก็เห็นบันไดหินทอดตัวขึ้นสู่ระเบียงทั้งสองชั้นที่อยู่ด้านบน ระเบียงกว้าพอที่จะวางเก้าอี้ซ้อนกันถึง 2 แถว แต่ระเบียงชั้นสามแคบกว่าจึงวางได้แถวเดียว

ผมก้าวจากหน้าประตูอ้อมเวทีไปสู่พรมที่ถูกปูเรียงสีตามสีบานประตูให้ล้อมรอบเวที พอออกมาจากตรงนั้นผมถึงได้เห็นว่าระเบียงชั้นสองเหนือหัวของผมเป็นส่วนที่ยื่นออกมาเยอะกว่าตรงอื่น มีชุดโซฟาสีดำอยู่หน้าโต๊ะเล็กๆ

ฮือฮา!

"มีคนมาครับ" เสียงเมธานดังขึ้นในหัว เสียงคนพวกนั้นผมก็ได้ยินเหมือนกัน

"เสียงเหมือนมีคนเยอะมาก" ผมเสริม ดูเหมือนตอนนี้เราจะออกมาข้างนอกได้แล้ว ภารกิจต่อไปคือหา "เขา" ที่เลนินพูดถึง "หลบกันก่อนดีมั้ย"

ผมก้มลงถามเมธานที่ตอนนี้หูตั้งเงยหน้าไปทางนู้นทีทางนี้ที

"หลบกันก่อนเถอะครับ" เมธานตอบ เมื่อได้ยินดังนั้นผมก็หันซ้ายหันขวาหาที่ซ่อน แต่ดันไม่มีตรงไหนเข้าท่าเลยสักที่

ผมนี่คงไม่มีดวงกับเกมเล่นซ่อนหาเสียแล้ว

"ไม่มีที่ซ่อนดีๆ เลยแฮะ ที่นี่โล่งเกินไป" ผมเดินไปเดินมาในโถง เริ่มรู้สึกค่อยๆ ลนขึ้นมาเพราะเสียงฮือฮาค่อยๆ ใกล้เข้ามา

จะว่าไปหูผมได้ยินเสียงชัดเจนมาก ตอนแรกผมนึกว่าเสียงฮือฮานั่นอยู่ใกล้ๆ นี่ แต่กลับไม่มีใครเข้ามาเสียทีและยังได้ยินเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก แปลกชะมัด...

สุดท้ายจนแล้วจนรอดผมกับเมธานก็กลับมายืนอยู่หน้าประตูที่เราเพิ่งออกมา แต่พอจะเปิดเข้าไปประตูกลับไม่ขยับเสียอย่างนั้น

"ทำไมเปิดไม่ได้อีกล่ะเนี่ย!" ผมพึมพำอย่างเริ่มหัวเสีย แต่ไม่ว่าจะผลักจะดึงประตูเจ้ากรรมก็เล่นตัวไม่ยอมเปิดออก

"เดล! เสียงใกล้เข้ามาแล้ว" เมธานเร่ง ผมตัดสินใจผละออกจากบานประตูก่อนเดินไปยืนเนียนแบบโง่ๆ อยู่ข้างเสาที่อยู่ใกล้ๆ ประตูบานสีเงิน

เอาน่า... ตรงนี้ค่อนข้างทึบเพราะระเบียงด้านบนบังแสงไปเยอะ เนียนๆ อยู่ไปก่อน... ที่เหลือก็รอดูสถานการณ์ก่อนแล้วกัน เหอะๆ

"รู้สึกจะจนปัญญาแล้วสินะครับ" เมธานล้อเสียงยี้ยวนก่อนจะวางหน้าลงบนแขนผมอย่างปลงๆ

"ไม่ต้องมาล้อฉันเลย ก็มันมีที่ให้ซ่อนซะที่ไหนล่ะ" ผมใช่หนังสือในมือเคาะหัวเจ้าหมาเบาๆ ก่อนจะหัวเราะเยาะตัวเองออกมาไม่ดังนัก

ผมยืนนิ่งรอให้มีคนเข้ามาในโถง บอกตามตรงผมไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีคนไม่เห็นเรา เพราะนอกจากสีผมของผมแล้วตั้งแต่หัวจรดเท้าเราแทบเป็นสีขาวไปหมด เมธานคงไม่ต้องพูดถึงเพราะเจ้าหมานี่ขาวทั้งตัว ดังนั้นเรื่องที่จะเนียนกลืนไปกลับความมืดน่ะ ฝันไปเถอะ!

แกร๊ก!

เสียงเปิดประตูดังมาจากด้านซ้าย ผมเห็นบานประตูสีทองถูกผลักออกทั้งสองด้านแนบผนัง ขายาวๆ ก้าวเข้ามาด้านในพร้อมเสียงฮัมเพลง

ผมมองตามชายผ้าคลุมสีเงินไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนเห็นลวดลายคุ้นตาบนผ้าคลุม ทั้งยังผมสีน้ำเงินยาวจนถึงใบหน้าคมสวยได้รูปที่แม้เห็นครั้งเดียวก็ยังคงติดตา

"เวเจนิส...?" ผมพลั้งปากออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ชายคนนั้นชะงัก เสียงฮัมเพลงเงียบลงไปทันที

เวเจนิสหันมามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาขมวดคิ้ว แต่ยังไม่ทันพูดอะไรเสียงชายหลายคนก็ดังตามมาด้านหลังอีกฝ่าย

"เฮ้! ท่านประธานหยุดเดินทำไมน่ะ" เสียงกวนๆ ดังขึ้นพร้อมกับชายร่างสูงผมสีแดงระต้นคอ หน้าตากวนๆ ที่เดินเข้ามาใช้แขนพาดคอเวเจนิส "หรือไปสะดุดรักอะไรอี--..."

"พวกแกจะหยุดยืนทำบ้าอะไรฟะ เดี๋ยวอีกไม่กี่นาทีพวกเด็กใหม่จะมากันแล้วนะเฟ้ย!" ตามมาด้วยเสียงตะคอกอย่างหัวเสียของชายอีกคนซึ่งเดินเข้ามาสมทบ เขามีผมสีดำออกไปทางม่วงเข้ม ใบหน้าที่สาวๆ ต้องกรี๊ดถ้าไม่ใช่ว่ากำลังขมวดคิ้วอยู่น่ะนะ เขามาหยุดยืนมองผมอีกคน แถมยังคิ้วขมวดยิ่งกว่าเดิมอีกต่างหาก "หมอนี่ใคร?"

ชายผมแดงมองหน้าเวเจนิสสลับกับผมไปมาแล้วหันไปมองหน้าชายผมดำก่อนจะตอบ "ไม่รู้สิ"

"คุณคือเดลลิน ฟรีเวนท์?" เวเจนิสพูดชื่อผม ใบหน้านิ่งเรียบในคราแรกเริ่มส่อประกายเจ้าเล่ห์คุ้นตา

เมื่อกี้หมอนี่จำผมไม่ได้เหรอ!?

"ใช่ ส่วนนายก็คือ เวเจนิส โพเลนซ์ ฉันพูดถูกมั้ย" ผมตอกกลับไปแล้วกระชับตัวเมธานในอ้อมแขน

"คุณมาทำอะไรอยู่ที่นี่ครับเนี่ย!" ในที่สุดเวเจนิสก็เหมือนจะจำผมได้ เขาปัดแขนชายผมแดงออกอย่างไม่ใยดีแล้วเดินเข้ามาหาผม ริมฝีปากยกยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เช่นเดิม

"ถามพระเจ้าดูสิ" ผมตอบกลับไปแบบกวนๆ พร้อมยิ้มแฉ่งใส่อีกฝ่าย

ผมไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จักหนึ่งเดียวที่นี่ นิสัยคนรู้จักคนนี้ทำให้ผมไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดีล่ะนะ พอเจอยิ้มเจ้าเล่ห์ของหมอนี่ทีไรผมก็อดรู้สึกเหมือนสัตว์ตัวเล็กที่กำลังจะถูกล่าไม่ได้ทุกที

แกร๊ก! แกร๊ก!

เรายังไม่ทันได้คุยกันต่อเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นเป็นระยะๆ ต่อกันไม่ขาดสาย บานประตูสีต่างๆ ถูกผลักเปิดก่อนที่กลุ่มคนจำนวนราวห้าถึงเจ็ดคนจะก้าวเข้ามาในห้องโถง ผมมองเลยไปด้านหลังเวเจนิสก็พบว่ามีคนเดินเข้ามาทางประตูสีทองเพิ่มขึ้นอีก 2 คน พวกเขามองมาที่ผมพร้อมคุยอะไรสักอย่างกันเสียงเบา

"ประธานครับ เราต้องเตรียมตัวแล้วนะ" ชายผมแดงเรียก เขาเกาศีรษะแกรกๆ ให้เดาเจ้าตัวคงโดนส่งตัวเป็นหน่วยกล้าตายให้มาเรียกท่านประธานคนนี้

เวเจนิสยิ้มให้ผมก่อนจะหันไปด้านหลัง "พวกนายไปก่อน เดี๋ยวผมจะตามไปทีหลัง"

"ครับ คร้าบ~" ชายผมแดงตอบรับเสียงยานแล้วเดินนำคนอื่นๆ เข้าไปในห้องโถงแต่โดยดี

"ดูเหมือนพระเจ้าจะเล่นตลกให้เรามาเจอกันอีกสินะครับ" ชายหนุ่มผมน้ำเงินพูดอย่างหยอกล้อ เขาเรียกเสื้อคลุมสีเงินตัวหนึ่งออกมาจากอากาศแล้วส่งให้ผม "แต่... ผมแทบจำคุณไม่ได้เลยนะครับเนี่ย"

"แย่หน่อยนะ ฉันจำนายได้ดีเชียวล่ะ" ผมรับเสื้อคลุมมาอย่างเต็มใจ เพราะกับแค่เสื้อตัวเดียวนี่ทำให้ผมเป็นจุดสนใจไม่น้อย เหอะๆ

ผมวางเมธานลงกันพื้นให้เจ้าหมานั่งอยู่ใกล้แล้วจึงสวมเสื้อคลุมขณะฟังเวเจนิสไปด้วย

"ผมหมายถึงคุณหล่อขึ้นน่ะครับ" เวเจนิสพูดขณะแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ประดับใบหน้าตลอดเวลา

เออ... ใช่สิ ผมลืมเรื่องหน้าตาตัวเองอีกแล้ว

"ลืมไปเลยแฮะ" ผมทำท่าจะอุ้มเมธานขึ้นมาอีกรอบแต่เจ้าหมากลับยืนตั้งท่าขู่ใส่เวเจนิสเสียอย่างนั้น “ไม่เป็นไรน่าเมธาน ฉันรู้จักเขา”

ผมพูดปลอบเจ้าหมาก่อนจะตะปบเข้ารวบตัวเขาขึ้นมาในอ้อมแขน เมธานเงยหน้ามองผมก่อนจะพูดเสียงเหมือนเด็กเสียขวัญ “เขาจะไม่ทำร้ายคุณใช่มั้ย”

พอเจอมนุษย์คนอื่นแล้วเจ้าหมาเหมือนจะยังหวั่นใจไม่ใช่น้อยเลย...

“ไม่หรอกนะ...คิดว่า” ผมตอบกลับไปพร้อมยิ้มแหยให้เจ้าหมาขี้หวงและขี้ห่วง พอเงยหน้ามาก็เห็นเวเจนิสยืนมองอยู่ เขาเดินเข้ามาใกล้ผมแล้วก้มหน้ามองเมธาน ผมคิดว่าเขาจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา

“ไปเถอะครับ ตามผมมาก่อนแล้วกัน ส่วนหลังจากนั้นค่อยว่ากันทีหลัง” เวเจนิสชี้นิ้วไปด้านหลังแล้วเดินนำหน้าไป ส่วนผมก็ได้แต่ยักไหล่ก้าวเท้าตามไป

------------------------

อ่า... จบไปอีกตอน ในที่สุดก็ได้เนื้อเรื่องที่ตรงกับชื่อภาค =w=a

ไหนๆ ใครลืมพ่อลูกชายสุดที่รักเราไปแล้วบ้าง หนูเวเจนไงจะใครล่ะ แล้วยังตัวละครใหม่อีกเป็นขบวน... เอาล่ะเจอกันตอนหน้าพน.นะจ้ะ <3

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

450 ความคิดเห็น

  1. #79 agonizingpain (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 19:15
    ธาตุไฟเหรอเนี่ย พลังน่าดูเลย 5555 ในที่สุดเวเจนิสก็ออกโรง
    #79
    1
    • #79-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      21 ตุลาคม 2559 / 19:54
      ฮี่ๆ น่าดูเชียวล่ะค่ะ
      #79-1
  2. #58 tatarpeerapat (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2559 / 14:28
    แวะมาอ่านหลังอัพของตัวเองเสร็จ55555
    เราเริ่มจะจิ้นเวเจนิสกับเดลแล้วสิ >..<
    ปล.ความพินาจ น่าจะเขียนแบบนี้รึเปล่า --> ความพินาศ
    ปล.เดี๋ยวแวะมาใหม่เด้อออ
    #58
    1
    • #58-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      17 ตุลาคม 2559 / 17:40
      แหม มีคนลงเรือลำนี้อีกคนล ;v;
      อุ้ย! ขอบคุณค่ะ จะแก้ให้ค่ะ แฮะๆ
      ปล.แวะมาบ่อยน้อออ
      #58-1
  3. #57 Azlyss (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 21:47
    กรี๊ดดด เวเจนิสสสสสส
    รู้สึกได้ว่าผมแดงและดำต้องหล่ออร่าราศีจับมากๆ -...-
    อมกกก คุ้มค่าจริงๆค่ะ //ปาดน้ำลาย...
    เราต้องโฟกัสเวเจนิสก่อนสิ!!!
    พ่อคุณ รอมานานหลายตอน
    เจอกันอีกทีดั่งพบรักแท้ ฮืออออออ
    ชอบสายตาเจ้าเล่ห์ที่มองเดล
    เราจะจิ้นไม่เกรงใจใครนะคะ ต่อให้ไรท์บอกว่ามันไม่วายก็เถอะ ฟินมากกกกกก
    #57
    1
    • #57-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      16 ตุลาคม 2559 / 22:14
      พรมลิขิตบรรดาลชักพา~ #แอ้ก!
      สองหนุ่มนี่แน่นอนค่ะ แก๊งเดียวกัน
      ฟ่าปลงละค่ะ แต่งยังไงก็จิ้น เราจะไม่ห้ามทุกคนค่ะ ฮ่าๆๆ
      เรื่องนี้มีหญิงอยู่นะคะ แต่ยังไม่ถึงคิวกัน ;----;
      #57-1
  4. #56 gam20122541 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2559 / 20:37
    มาต่อเร็วๆน้าาาา
    #56
    1
    • #56-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      16 ตุลาคม 2559 / 20:53
      จ้าาา เป็นกำลังใจให้เสมอเลย ฮึ่บๆ! จะพยายามค่ะ!
      ขอบคุณค่ะ <3
      #56-1
  5. #55 Azlyss (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 21:34
    เราตลก55555555555555
    ว่าแล้วเชียว เดลนะเดลลลลลล
    แต่ก็ดีนะ เพราะไปทำลายมิติสองสาวพอดี
    ไม่ต้องเดินตามหาให้เมื่อยใจ
    เราอ่านเองยังลุ้นอยู่เลยว่าจะหาเจอมั้ย
    อืมมม แล้วประตูนั่นข้างในจะเป็นอะไรนะ
    #55
    1
    • #55-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      15 ตุลาคม 2559 / 21:53
      ควรเรียกว่า "ข้างนอก" ได้แล้วนะค--
      เดล:แม่จะสปอยทำไม!//เอามืออุดปาก
      #55-1
  6. #52 gam20122541 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 18:18
    รออ่านอยู่นะ
    #52
    1
    • #52-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      15 ตุลาคม 2559 / 18:19
      โอเคน้อ owo
      #52-1
  7. #51 tip123654 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2559 / 20:08
    ไรต์//คือว่าน่ะ........   เราค้างอ่ะ!!!  ¶∆¶มาต่อเร็วๆเลยจ๊ะ
    (สนุกมากเลยจ้า)
    #51
    1
    • #51-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      14 ตุลาคม 2559 / 21:07
      โอเคค่ะ ;∆; เจอกันพน. ตอนราวๆ 5-6 โมงเย็นน้ออ
      #51-1
  8. #50 gam20122541 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2559 / 18:19
    อันตรายจริงๆเลยแฮะ
    มาต่อเร็วๆนะคะ
    #50
    1
    • #50-1 kidochigi(จากตอนที่ 9)
      14 ตุลาคม 2559 / 18:34
      อันตรายจริงๆ ค่ะ ;w;
      #50-1