Adensia of Magician พรแห่งเวทย์ทั้ง 7 ภาค ผู้มาเยือนจากซานน์ดีน

ตอนที่ 8 : Chapter 7 : ถึงหนังสือจะน่าสนใจแค่ไหน จะมีประโยชน์อะไรถ้าอ่านไม่ออก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 758
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    16 ต.ค. 59


Chapter 7 : ถึงหนังสือจะน่าสนใจแค่ไหน จะมีประโยชน์อะไรถ้าอ่านไม่ออก...

น่าเสียดายที่ถึงผมจะเป็นคอหนังสือสวนก็ยังไม่สามารถอธิบายกลไกของประตูลับได้ แต่ก็ดีแล้วที่มันเปิดออกได้ล่ะนะ

ผมยืนจ้องประตูจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้น จึงหันหลังเดินกลับไปทิ้งตัวนั่งลงที่เตียงโดยมีเมธานนอนขดอยู่ข้างๆ หนังสือนิทานตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

"เจ้าหมานี่..." ผมยื่นมือไปขยี้ขนหนาของเมธานด้วยความหมั่นเขี้ยวปนหมั่นไส้เจ้าคนกินแรง แต่ผมไม่กล้าโทษเขามากหรอกเพราะเมธานก็เพิ่งสู้เพื่อผมมา เขาคงเหนื่อยน่าดู

"เฮ้อ..." ผมปล่อยตัวให้นอนแผ่ลงบนเตียงอย่างโล่งอก จะว่าไปความซวยซ้ำซวยซ้อนของผมครั้งนี้ดูจะไม่แผลงฤทธิ์ เพราะผมเจอประตูง่ายๆ จนน่าแปลกใจ คงได้แต่หวังว่าหลังประตูจะง่ายดายแบบนี้ต่อไปล่ะนะ

ผมลุกขึ้นนั่งอีกครั้งแล้วมองสำรวจห้อง จริงๆ แล้วมันก็เป็นอย่างที่เมธานพูด ห้องนี้ไม่มีที่ไหนให้ซ่อนเลยจริงๆ แต่ที่ผมให้เมธานหาดูก็เพื่อความชัวร์

ดูสิ ขนาดสร้างห้องกว้างขวางแบบนี้พวกเธอยังทำได้ กับอีแค่ซ่อนในที่ๆ เราคิดไม่ถึงมันทำไมจะเป็นไปไม่ได้ จริงมั้ย?

ผมลุกขึ้นเดินสำรวจเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไม่พบอะไรแม้แต่น้อย ความสนใจทั้งหมดจึงถูกหันเหไปที่หนังสือในห้องแทน ผมกะจะเลือกสักเล่มมาอ่านฆ่าเวลารอเมธานตื่น

ผมไม่อยากปลุกเขาหรือไม่ก็เปิดประตูไปห้องถัดไปเลย เหตุผลง่ายๆ เพราะเมธานน่ะปลุกยาก และถ้าผมไปก่อนไม่แน่ว่ามีอะไรรออยู่ตรงหน้า ถ้าผมปกป้องเจ้าหมานี่ไม่ได้จะทำยังไง

"เยอะชะมัด..." ผมยืนมองหนังสือที่ถูกวางเรียงอย่างสวยงามในชั้น แล้วจึงไปสะดุดเข้าที่ชั้นหนังสือที่อยู่ขวาสุดของห้อง ผมเดินตรงเข้าไปหาหนังสือเล่มสีดำกรอบทองเล่มหนึ่ง มันแทบจะดึงดูดความสนใจทั้งหมดของผมไปหมดสิ้น รู้แค่ว่าต้องหยิบมันมาอ่านให้ได้เท่านั้น

ผมดึงหนังสือเล่มนั้นออกมาจากชั้นก่อนเดินกลับไปที่เตียงแล้วนั่งลงที่เดิม ไล่นิ้วไปตามกรอบหน้าปกอย่างสนใจ หน้าปกสีดำว่างเปล่ามีเพียงตัวอักษรวาดตวัดอย่างงดงาม ...แต่ผมกลับอ่านมันไม่ออกแม้แต่ตัวเดียว

ผมมองอย่างแปลกใจ ไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวาหรือแม้แต่อ่านกลับหัวก็ยังอ่านไม่ออก ตั้งแต่มาที่นี่ผมก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องภาษาเลยเพราะภาษาของที่นี่ไม่ได้ต่างไปจากโลกเดิมนัก ถ้าจะให้เดา มันคงเป็นภาษาโบราณอะไรเทือกนั้น

สุดท้ายผมก็ถอนใจมองข้ามหน้าปกไปอย่างเสียดาย แต่เมื่อเปิดผ่านปกรองแล้วก็ยิ่งแปลกใจหนักกว่าเดิม ตั้งแต่หน้าปกรองไปไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ คำนำ หรือองค์ประกอบที่ควรจะมีทั้งหมด ถ้าหากเปิดผ่านปกรองก็จะเข้าสู่ส่วนเนื้อหาทันที

ผมมองหน้าเนื้อหาแล้วยิ่งจนปัญญามากกว่าเดิม เพราะผมอ่านตัวหนังสือพวกนี้ไม่ออกเลยสักนิดเดียว ที่พอจะมองออกว่าหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอะไรก็คือ

"…วงเวทย์?" ผมสำรวจวงเวทย์ที่ถูกเขียนอย่างละเอียด มันมีรูปร่างเป็นวงกลมซ้อนวงกลม แล้วมีรูปเลขาคณิตมากมายวาดทับกันข้างใน ผมพบว่ามันต่างจากที่เคยเห็นจากการต่อสู้ระหว่างเมธานและตัวก็อปปี้ คือ ไม่ใช่เพียงแค่วงกลมวงเดียว แต่กลับมีวงกลมที่เล็กกว่าถูกทับอยู่ด้านนอก

ถึงจะอธิบายอะไรมากกว่านี้ผมว่าจะยิ่งงงมากกว่าเดิม เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร เหอะๆ เพราะอย่างนั้นผมจึงเลิกสนใจมันในที่สุด

ผมลองเปิดหน้าต่อๆ ไปเผื่อจะเจออะไรบ้าง แต่เนื้อหากลับเป็นภาษาโบราณทั้งหมด แม้อยากรู้แค่ไหนก็ไม่สามารถรู้ได้ นั่นทำใหเผมปิดหนังสือแล้ววางลงข้างตัวอย่างสิ้นหวัง

จะว่าไปตอนนี้เวลาเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ แปลกที่ผมไม่รู้สึกหิวเลย...

"หาว..." เสียงหาวจากเจ้าหมาข้างตัวทำให้ผมหันไปมอง

"ว่าไงหลับสบายมั้ย" ผมถามเมธานที่กำลังงัวเงียอยู่

"ก็ดีครับ คุณหาประตูเจอแล้วหรือ" เมธานยังคงนอนหลับตาพริ้ม แต่เสียงของเขาในหัวผมทำให้รู้ว่าเขาตื่นดีแล้ว แต่แค่ไม่อยากลุกขึ้นเท่านั้น

"เจอแล้วสิ" ผมพูดอย่างหน่ายๆ พร้อมกับยื่นมือไปดีดหน้าผากเมธานเบาๆ รู้สึกหน่ายใจกับอาการนอนไม่เลือกที่ของเจ้าหมาตัวนี้เหลือเกิน “ฉันรู้ว่านานตื่นแล้วเพราะงั้นลุกขึ้นเถอะ”

"ก็ได้ครับ..." เมธานครางรับเสียงเบา ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เมธานมองผมไม่วายใช้จมูกดุนนิทานเล่มหนามาให้ผมอย่างแสนจะมีความหวัง "แล้วคุณจะอ่านมั้ย"

"นายอยากอ่านตอนนี้จริงๆ เหรอ" ผมยั้งเชิงถาม เอาจริงๆ สำหรับผมแล้วมันจะเป็นอะไรที่ผ่อนคลายสบายอารมณ์กว่านี้ถ้าได้นั่งอ่านในสวนหรือที่เงียบๆ ข้างนอกมายาของเด็กหญิงสองคนนี้ ไม่ใช่มานั่งอ่านระหว่างเกมซ่อนหามรณะนี่ "จะว่าไปทำไมนายไม่อ่านเองเลยล่ะ"

"ผมอยากฟังตอนต่อ และผมอ่านเองไม่ได้" เมธานบอกเสียงสั่นเหมือนจะร้องไห้ หางหูลู่ตกอย่างน่าสงสาร พลันปลุกต่อมอยากรู้ของผมขึ้นมานิดๆ

"อย่าบอกนะว่า..." เป็นคำสาปอะไรแบบนั้น? เมธานชีวิตนายจะน่าสงสารเกินไปแล้ว...

"ผมอ่านไม่ออกครับ..."

“ห๊ะ!? ...เอ่อ อะแฮ่ม” ผมแทบทรุดลงไปกับพื้น จะว่าไปแล้วถ้าเมธานอยากรู้ตอนต่อเขาคงไปหามาอ่านจนได้ แต่กลับปล่อยให้ตัวเองไม่รู้มาเสียนาน คงไม่พ้นอ่านไม่ออกหรอกจริงมั้ย

บางทีพอผมมาอยู่ที่นี่มากเข้าคงพาลจะลืมเหตุผลธรรมดาๆ พวกนี้ไปเสียหมดเข้าสักวัน เหอะๆ

"นายอ่านอะไรไม่ออกเลยหรือ" ผมสงบสติของตัวเองแล้วลองเปิดหน้าแรกของนิทานส่งให้เจ้าหมาเพื่อทดสอบ "หน้านี่อ่านออกมั้ย"

เมธานส่ายหน้า นั่นทำให้ผมยิ่งรู้สึกตกใจหนักเข้าไปอีก ...มันมีแบบนี้ด้วยเหรอ เจ้าหมานี่ชอบหนังสือแต่ดันอ่านไม่ออกเนี่ยนะ!?

"แต่ถ้าเป็นเล่มนั้นผมอ่านออกนะ" เมธานเสมองไปด้านข้างตัวผม ดูเหมือนเจ้าหมาจะกลัวถูกผมมองว่าไร้ความรู้กระมัง

"เล่มนี้..." ผมมองตามแล้วก็พบว่ามันเป็นหนังสือวงเวทย์ที่ผมอ่านไม่ออกนั่นเอง ผมถามออกมาอย่างดีใจ "นายอ่านเจ้านี่ออกด้วยเหรอ!?"

"ครับ มันเป็นภาษาโบราณของทางทวีปเหนือ เผ่าพันธุ์ของผมส่วนมากจะอ่านออก" เมธานจ้องหนังสือพร้อมอธิบาย ในขณะที่เขายังนอนหมอบอยู่ที่เดิม "แต่ส่วนใหญ่แล้วหนังสือที่ใช้ภาษาพวกนี้แทบจะหาไม่ได้แล้วล่ะครับ"

"ทำไม..." ผมนั่งฟังอย่างตั้งใจ

"ก็ส่วนใหญ่เป็นตำราเวทมนต์ที่ถึงจะศึกษาแต่ก็ใช้ไม่ได้อย่างไรล่ะครับ ผมเคยได้ยินว่าพวกมนุษย์พยายามศึกษาภาษาพวกนี้เหมือนกัน" เมธานพูดก่อนจะหันกลับมาสนใจนิทานเล่มโปรด หูลู่ตกราวกับกำลังเสียดายที่ตัวเองอ่านไม่ออก “พวกเขาพยายามใช้เวทย์พวกนี้แต่ก็ใช้ไม่ได้”

"ใช่ไม่ได้แล้วจะเขียนขึ้นมาทำไมล่ะนั่น" ผมพึมพำก่อนจะหยิบหนังสือเล่มสีดำขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง ผมสงสัยมันตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เหมือนมันกำลังดึงดูดผม และต้องการให้ผมหยิบมาขึ้นมาให้ได้

ถึงจะรู้ว่ามันใช้ไม่ได้ผมก็อยากอ่านอยู่ดี!

"เมธาน" ผมเรียกเจ้าหมาที่มองตัวหนังสือในหน้าแรกของนิทานอย่างตั้งใจแล้วเกิดอยากหัวเราะออกมาแปลกๆ ทั้งผมทั้งเขาต่างก็ประสบปัญหาทางภาษาด้วยกันทั้งคู่ แถมเล่มที่เราอยากอ่านอีกฝ่ายดันอ่านออกแต่ตัวเองอ่านไม่ออกเสียอย่างนั้น เหอะๆ "นายสนใจมาทำข้อตกลงกับฉันมั้ย"

"ข้อตกลง?" เจ้าหมาเงยหน้าขึ้นมามอง

"ใช่ ฉันจะอ่านนิทานให้นายฟัง เพราะฉะนั้นนายต้องอ่านเล่มนี้ให้ฉันฟัง" ผมชูหนังสือเล่มสีดำขึ้นแล้วยิ้มเผล่ แบบนี้เรียกการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมไง หึๆ "ตกลงมั้ย"

"จริงได้! ได้สิผมจะอ่านให้- อ่ะ! ผมมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นนะ" เมธานบอกแล้วหัวเราะอย่างดีใจ ผมยิ้มตามเสียงหัวเราะกังวานใสของเมธาน "คุณสนใจมั้ยครับ"

"ว่ามาสิ" ผมพูดต่ออย่างเอ็นดู ตลอดเวลาที่ผ่านมาทำให้ผมรู้ว่าถึงแม้เมธานจะตัวโตแต่เขาก็ยังมีส่วนที่เป็นเด็กอยู่ แค่ฟังเสียงเด็กชายที่พร่ำพูดในหัวผมก็รู้แล้วว่าเจ้าหมานี่ยังไม่โตเต็มที่

"ผมรู้จักเวทย์อย่างหนึ่ง คุณกับผมสามารถแชร์บางอย่างร่วมกันได้" เมธานบอก เจ้าหมาค่อยๆ ลุกขึ้นเดินเข้ามาใกล้ผม "แต่มันจำกัดเวลานี่สิครับ"

"หมายความว่านายจะแชร์ความสามารถทางภาษากับฉันเหรอ แล้วจำกัดเวลาเท่าไรล่ะ" ผมมองลงไปยังเมธานที่เดินมานอนบนตักผมอย่างสบายอกสบายใจ ผมอดไม่ได้ที่จะไม่ยื่นมือไปลูบขนหนาบนตัวอีกฝ่าย

"หนึ่งชั่วโมงต่อวันเท่านั้นครับ"

"เอาสิ" ผมตอบแทบจะทันที บอกตรงๆ ผมตื่นเต้นนิดหน่อยล่ะนะ

"จริงเหรอครับ!" เมธานมองขึ้นมาอย่างตื่นเต้น

"แล้วทำไมฉันต้องปฏิเสธนายล่ะ" ผมวางมือบนหัวเมธานแล้วลูบเบาๆ "แต่ว่าคงต้องจบเกมนี้ให้ได้ก่อน โอเคมั้ย"

"อื้อ!" เมธานพยักหน้า ส่วนผมก็รวบตัวเจ้าหมาที่นอนอยู่บนตักขึ้นแล้วเตรียมไปห้องถัดไปโดยไม่ลืมที่จะหยิบตำราวงเวทย์มาด้วย

"เมธาน ฉันไม่เอานิทานไปด้วยนะ" ผมบอกเจ้าตัวขนในอ้อมแขน เมธานมองผมอย่างไม่เข้าใจ

"ทำไมล่ะครับ" น้ำเสียงเจ้าหมาหมองลง

"นายบอกว่าเป็นนิทานที่เด็กๆ ทุกคนรู้จักใช่มั้ยล่ะ เพราะงั้นเราไปหาเอาจากข้างนอกดีกว่าจะหอบไปให้หนักนะ" ผมอธิบายก่อนจะเดินไปที่หน้าประตู

"เดลสัญญานะว่าจะหามาให้ผมอ่าน..." ผมจับลูกบิดประตู

"ฉันสัญญา" แล้วเปิดออกสู่ห้องถัดไป


ห้องต่อมา... เอ่อ ผมไม่รู้ว่าควรจะเรียกห้องได้หรือเปล่า เพราะทันทีที่ผมเหยียบเข้ามาในห้องนี้ผมก็เจอกับความเวิ้งว้างของทุ่งหิมะในฤดูหนาว ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆครึ้มไม่มีแดดส่องลงมา มองไปทางไหนก็มีแต่สีขาวโพลนเต็มไปหมด ต้นไม้ที่พอยืนต้นอยู่ได้เหลือเพียงกิ่งก้าน มองดูแล้วชวนให้รู้สึกโดดเดี่ยว

ผมมองเห็นทะเลสาบอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนักจับตัวเป็นน้ำแข็งหนา

การก้าวเท้าครั้งต่อมาทำให้ผมพบปัญหาอย่างแท้จริง เท้าของผมจมลึกลงไปในหิมะสีขาว ปลายเท้าส่งความเจ็บปวดจากความเย็นมาเป็นระยะ อุณหภูมิติดลบเริ่มประดังเข้ามาสัมผัสผิวของผมอย่างโหดร้าย

อากาศเย็นเยือกทำให้คนที่ใส่แค่เสื้อบางๆ ตัวเดียวอย่างผมสั่นสะท้านในทันที ผมหันหลังกลับไปมองประตูแล้วยื่นมือไปหมายจะเปิดกลับไปห้องสมุดเมื่อครู่ แต่น้ำแข็งกลับเกาะตัวประตูไว้ทำให้มันถูกผนึกโดยสมบูรณ์

ตายแน่!

เมธานคงรับรู้ได้ถึงอาการตัวสั่นของผม เขากระโดดลงจากอ้อมแขนผมแล้วเปลี่ยนร่างกลับเป็นเจ้าหมายักษ์ตัวเดิม เขาเดินมาใกล้ตัวผมที่ทรุดลงนั่งกลับพื้นหิมาเย็นเหยียบแล้วใช้ขนยาวๆ ของตัวเองห่อร่างผมไว้

"ผมคิดว่าคงทำให้คุณอุ่นได้นิดหน่อย" เมธานกระซิบเสียงเบา

"นะ... นายไม่มีเวทย์ปรับอุณภูมิ ระ...หรืออะไรแบบนั้นเหรอ" ผมถามอย่างติดขัด แม้ขนหนาๆ จะช่วยให้อุ่นขึ้นได้มากแต่จะให้ขดอยู่แบบนี้มันก็ไม่ได้ ผมมองเห็นประตูอีกบานอยู่ลิบๆ ต้องวิ่งอ้อมทะเลสาบที่โคตรกว้างไปแล้วต้องวิ่งต่ออีกหลายร้อยเมตรจึงจะถึง

ห้องนี้ผมก็ขอตัดใจจะตามหาวิน่าและริน่าไปโดยไม่ต้องหยุดคิด เพราะแค่จะแก้ปัญหาที่จะไปถึงประตูก็ยากเย็นพอแล้ว

"ขอโทษครับ ผมไม่รู้เวทย์ทางนี้เลย" เมธานบอกอย่างรู้สึกผิด เขากระชับหางฟูๆ ของตัวเองให้โอบรอบตัวผมยิ่งกว่าเดิม นั้นทำให้ผมอุ่นขึ้นมากทีเดียว

"แย่ล่ะสิ ทำยังไงดีล่ะทีนี้" ผมพูดอย่างสิ้นหวัง ตอนนี้ทั้งตัวผมจมอยู่ในขนหนาๆ ของเมธานโดยสมบูรณ์

ขณะที่ผมกำลังจะยกมือทั้งสองขึ้นมาถูกันให้หายชา ก็รู้สึกได้ว่าในมือข้างขวาไม่ได้ว่างเปล่า

จริงสิ! บางทีอาจมีเวทย์ที่ใช้ได้!

"เมธาน!" ผมตะโกนเรียกเสียงดัง ตอนนี้รู้สึกพอจะมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว

"ครับ!?" เจ้าหมาสะดุ้งอย่างตกใจ บางทีผมอาจตะโกนเสียงดังเกินไปหน่อย

"ใช้เวทย์นั่น" ผมควบคุมน้ำเสียงให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วอธิบาย "ฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนี้"

ผมชูหนังสือขึ้นให้พ้นขนหนาสีขาวของเมธานก่อนจะรีบดึงมือกลับเข้ามาด้วยความหนาว  ผมคิดว่าผมคงจะพอใช้เวทย์อะไรได้บ้างล่ะ อย่างที่เลนินอธิบาย ผมคงเชื่อมโยงกับโลกนี้แล้ว และรับพรของพวกเขาได้

...จะว่าไปผมได้พรของใครไหนล่ะเนี่ย?

ผมแทบอยากเขกหัวตัวเองสักร้อยรอบ นี่ผมลืมถามเรื่องสำคัญอีกแล้ว...

"ผมต้องใช้เวลาร่ายเวทย์สักครู่ เดลช่วยบอกชื่อหลังจากที่ผมพูดจบด้วยนะครับ" เมธานอธิบายขัดความคิด ผมกะจะถามเขาทีหลังว่าเขาพอจะรู้มั้ยว่าผมได้พรจากใคร

เสียงเมธานพึมพำในใจยาวเหยียดซึ่งผมฟังไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว จนถึงท่อนสุดท้ายที่น่าจะเป็นชื่อของเมธาน "...ข้า เมธานิเปียร์ เอ็น ดีฟรอนเลนิลา ขอรับพันธสัญญานี้"

ชื่อยาวโคตร...

ผมอึ้งอยู่ในใจ ก่อนจะตอบกลับไป "เดลลิน ฟรีเวนท์"

"พันธสัญญาเสร็จสมบูรณ์" เมธานตะบึงเสียงเล็กๆ ของตัวเอง ทันใดนั้นผมก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่มารวมกันที่ข้อมือ ผมยกมือซ้ายขึ้นมองก่อนจะพบว่ามวลแสงสีทองกำลังรวมตัวเป็นรูปร่างคล้ายกำไลข้อมือ

ทันทีที่แสงทั้งหมดรวมตัวกันแล้วค่อยๆ เสียความสว่างไป มันปรากฏรูปร่างของกำไลสีทองที่เป็นโซ่ร้อยต่อกันและมีจี้เป็นรู้นาฬิกาทรายเล็กๆ ห้อยลงมา

ทรายสีทองสว่างไหลไปอีกด้านอย่างไม่สนใจแรงโน้มถ่วง ผมมีเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นสำหรับการใช้ประโยชน์จากเวทย์นี้

ผมขอให้เมธานใช้เวทย์ช่วยให้ผมมองเห็นในความมืด เพราะทั้งตัวผมอยู่ในกองขนของเมธาน ไม่มีส่วนไหนแตะพื้นเย็นๆ เลยสักนิด และแน่นอนว่ามันมืด ผมจึงไม่สามารถยกหนังสือขึ้นมาอ่านได้

เมธานร่ายเวทย์ให้ผมตามคำขอ เขากำชับกลับมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย "เดล... ผมต้องใช้เวลาพักสักครู่นะครับ เวทย์แบ่งปันความสามารถกินพลังเยอะมาก"

"ได้สิ ขอโทษนะ ต้องพึ่งนายตลอดเลย" ผมตอบกลับไปอย่างรู้สึกผิด จะว่าไปแล้วเมธานใช้พลังไปตั้งเยอะในวันนี้เพื่อผม ผมมีอะไรที่จะทำให้เขาได้บ้างมั้ยนะ...

ผมได้แต่เก็บความคิดพวกนั้นไว้ แล้วหันกลับมาสนใจหนังสือในมือ ตอนนี้เวลาเหลือราว 50 นาที หวังว่าจะมีเวทย์อะไรที่ใช้ได้บ้าง

ตอนที่มองหน้าปกหนังสือ ผมรู้สึกอัศจรรย์ใจ ผมรู้ว่าตัวอักษรบนหน้าปกอ่านว่าอะไรอย่างน่าประหลาด ทั้งองค์ประกอบของประโยค ทั้งลักษณะของแต่ละตัว ทั้งความหมาย เวทย์มนต์ยังไงก็ยังคงมหัศจรรย์

"ทฤษฎีการผสานรวมพรทั้ง 7...เหรอ" ผมมองหน้าปกอย่างสนอกสนใจก่อนจะเปิดเข้าไปด้านใน

เนื้อหาในหน้าแรกบอกเกี่ยวกับทฤษฎีแปลกๆ ที่ว่าด้วยการดึงพรแต่ละธาตุออกมาใช้ผสานรวมกัน วงเวทย์จากเดิมที่มีเพียงวงกลมเดียว เมื่อเสริมเวทย์ธาตุสนับสนุนกันเข้าไปจึงได้วงเวทย์ที่มีการซ้อนทับกัน จากที่ผมเห็นในตอนแรก คือวงเวทย์ใหญ่มีวงเวทย์เล็กสองถึงสามวงถูกทับอยู่รอบนอก ตัวอย่างของหน้านี้ถูกเขียนเป็นเวทย์ไฟเป็นวงหลัก ส่วนรอบนอกประกอบด้วยวงเวทย์เล็กธาตุลมและธาตุแสง

ผมไม่รู้เรื่องวงเวทย์สักนิดเดียว พอเปิดไปหน้าต่อไป วงเวทย์ธาตุไฟที่ถูกยกมาเป็นตัวอย่างกลับไม่เหมือนหน้าแรก ด้านในวงกลมมีรูปเรขาคณิต ตามขอบด้านในของวงกลมมีอักษรโบราณอยู่ มันถูกเขียนตัวเล็กมากจนเกือบมองไม่เห็น

ผมแทบจะโยนหนังสือทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดเพราะรู้สึกว่าอ่านไปก็ไม่รู้เรื่อง คิดดูสิแม้แต่เรื่องเวทย์พื้นฐานๆ ผมยังไม่รู้ การจะมาเข้าใจการผสานที่ดูเหมือนทฤษฎีขั้นสูงแบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเข้าใจ

ผมตัดสินใจเปิดกลับไปหน้าแรก มองวงเวทย์ไฟแล้วพึมพำเวทย์ตามที่หนังสือเขียนกำกับไว้

----------------------

ตัดฉับ!

ในที่สุดหนูเดลก็จะได้ลองใช้เวทย์สักที//ซับน้ำตา มาค่อยๆ เรียนรู้เวทย์ของที่นี่ไปพร้อมๆ กับเดลกันเถอะค่ะ!

อนึ่ง เมื่อมีโอกาสได้มาที่เอเดเซียอย่าใช้เวทย์มั่วซั่วแบบเดลนะ เพราะอาจตายได้ ฮ่าๆ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

450 ความคิดเห็น

  1. #54 Azlyss (@Azlyss) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2559 / 21:30
    เดลจะใช้เวทย์เหรอ จะสำเร็จมั้ยนะ555555555
    #54
    1
    • #54-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 8)
      15 ตุลาคม 2559 / 21:43
      เชิญอ่านตอนต่อไปค่ะ ฮ่าาา
      #54-1
  2. #49 1993058 (@1993058) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 19:31
    อยากรู้แล้วสิครับว่าเดลได้พรจากใคร
    #49
    1
    • #49-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 8)
      14 ตุลาคม 2559 / 13:47
      หุๆ ได้รู้แน่นอนค่ะ
      #49-1
  3. #48 คิสึกิ (@gam20122541) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 / 18:12
    สนุกค้าาา รอนะๆ
    #48
    1
    • #48-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 8)
      13 ตุลาคม 2559 / 18:53
      โอเคจ้าาา
      #48-1
  4. #47 Kronos-Hades (@Kronos-Hades) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2559 / 18:59
    เป็นกำลังใจให้ค่ะ สนุกมวากกกกกกก
    #47
    1
    • #47-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 8)
      12 ตุลาคม 2559 / 19:06
      ขอบคุณค่ะ ถ้าสนุกก็ติดตามกันไปนานๆ นะคะ ฮ่าๆ
      #47-1
  5. #45 Azlyss (@Azlyss) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 20:14
    มารอส่วนที่เหลือน้า
    จริงๆก็น่านั่งอ่านหน่อยนะเดล
    ดูท่าจะมีหนังสือน่าสนใจหลายเล่มเลย
    แค่เล่มนั้นที่เป็นภาษาโบราณนี่สิ...
    มันต้องสำคัญแน่ๆเลยอ่ะ
    จริงๆแล้วเราก็อยากเห็นเดลแสดงพลังเหมือนกันนะ
    #45
    1
    • #45-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 8)
      11 ตุลาคม 2559 / 20:20
      ไม่นานเกินรอแน่ค่ะ ฮ่าๆ
      #45-1
  6. #38 คิสึกิ (@gam20122541) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 19:04
    มาต่อเร็วๆนะคะ
    #38
    1
    • #38-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 8)
      11 ตุลาคม 2559 / 19:52
      โอเครครับ!
      #38-1