Adensia of Magician พรแห่งเวทย์ทั้ง 7 ภาค ผู้มาเยือนจากซานน์ดีน

ตอนที่ 30 : Chapter 28 : ไม่ว่าใครก็มีความลับเป็นของตัวเองทั้งนั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 242
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    24 ธ.ค. 60


Chapter 28 : ไม่ว่าใครก็มีความลับเป็นของตัวเองทั้งนั้น

เรื่องราวเมื่อหลายวันก่อน

ณ เมืองเมฟิว โลกเดิมที่เดลลินเคยอยู่

งานศพของเดลลินถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายโดยมี 'ลาเนส อเลนซ์' เป็นผู้ประสานงาน อเลนซ์พบว่าเดลลินไม่มีญาติพี่น้องสักคนเดียว ทั้งยังอาศัยอยู่ห้องเช่าเก่าๆ ที่ดูไม่ถูกสุขลักษณะเท่าไหร่นัก

เขาไม่นึกว่าเพื่อนจะลำบากขนาดนี้ ทั้งยังมาด่วนจากไป... ถึงพวกเขาจะรู้จักกันมาไม่นานแต่เดลลินก็ไม่ใช่คนไม่ดีอะไร บางครั้งหมอนั่นก็คิดนู่นนี่จนเหม่อไปบ่อยๆ แต่ก็เป็นคนที่ฉลาดคนหนึ่งเหมือนกัน

ทุกคนในที่ทำงานช่วยกันจัดงานนี้ขึ้นแทนที่จะปล่อยให้เดลลินกลายเป็นศพไร้ญาติไปเฉยๆ

หลังจากฝังศพเรียบร้อยทุกคนก็ทยอยกลับ ที่ช่วยกันนี้ก็ต้องขอบคุณ ความเห็นใจและสงสารอบอวลอยู่ในอากาศ ไม่มีใครเศร้านักเพราะไม่ค่อยสนิทกัน แต่ก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครลงทุนขนาดนี้

"นายนี่โชคร้ายจริงๆ นะ" คนผมทองพึมพำอย่างอดไม่ได้ ด้านหน้าคือหลุมศพที่เพิ่งฝังเสร็จไปหมาด พอถึงตอนนี้ก็พาลคิดถึงครั้งแรกที่เขาพบเดลลิน

มันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องระหว่างพวกเขา



วันนั้นเป็นวันแรกที่อเลนซ์เข้าทำงานที่บริษัท อากาศเลวร้ายบิดเบือนคำพูดของคุณนักข่าวช่วงพยากรณ์อากาศไปหมด

'อากาศวันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส เหมาะแก่การออกไปเดินเล่น...'

เขาจำได้ว่าพี่สาวสุดสวยพูดมาอย่างนี้ แต่พายุฝนระดับสร้างอุทกภัยนี่มันมาจากไหนกันน่ะ?

อเลนซ์ไม่ได้พกร่มมาจึงต้องจำใจหลบอยู่ที่ป้ายรถประจำทางแถวนั้น คนที่เดินอยู่ก็เริ่มวิ่งหาที่หลบเหมือนกัน แต่เพราะทางนี้ไม่ใช่ย่านที่คึกคักนักจึงมีคนที่ยืนอบู่แบบอเลนซ์ไม่กี่คน

เมื่อเงยหน้ามองท้องฟ้า เมฆดำและเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังลั่น มองๆ ไปก็เหมือนสวรรค์กำลังจะพังทลาย

ถึงเขาจะไม่ใช่คนที่กลัวเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า แต่ก็อดเสียวสันหลังไม่ได้

"หือ?" เมื่อเบนสายตากลับมาด้านล่างเขาก็ต้องแปลกใจ

ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลแดงในชุดสูทเปียกซกเดินฝ่าสายฝนผ่านหน้าอเลนซ์ไป คนๆ นั้นเห็นเขามองก็กรอกตาคล้ายเบื่อหน่ายชีวิตก่อนจะเดินต่อไป

"นี่นายฝนตกอยู่นะ"  อเลนซ์ตะโกนบอกอย่างอดไม่ได้ นี่มันใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้วนะ ถ้าล้มไปคงไม่ดีแน่

คนถูกเรียกชะงักก่อนจะหันกลับมาเลิกคิ้วให้เขา คนคนนั้นยกแขนทั้งสองขึ้น ในมือซ้ายมีกระเป๋าใบหนึ่งอยู่ด้วย เขาเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม "เปียกขนาดนี้แล้วคงไม่ต้องสนอะไรแล้วล่ะครับ"

"แต่นี่มันจะเข้าฤดูหนาวแล้วนะครับ คุณไม่หนาวหรือไง" อเล็นซ์ยังเถียงต่ออย่างไม่ยอมแพ้

"ก็หนาวครับ แต่ผมต้องไปทำงาน"

"จะไปในสภาพนี้เหรอครับ" อเลนซ์มองคนที่ยืนตากฝนอย่างอึ้งๆ

"..." อีกฝ่ายคล้ายจะนึกขึ้นมาได้ คนผมน้ำตาลแดงมองอเลนซ์นิ่งๆ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่

"ผมว่านายเข้ามาในนี้ก่อนเถอะ" อเลนซ์กวักมือเรียก มีคนบอกว่าเขาเป็นคนดีบ่อยๆ แต่เขาไม่คิดอย่างนั้น เขาทำดีหวังผลนะ ทำเพื่อความสุขของตัวเองน่ะ

นิ่งไปครู่หนึ่ง คนผมน้ำตาลแดงยอมเดินเข้ามาที่ป้ายรถประจำทางในที่สุด

"แล้วนายจะเอายังไงล่ะ สภาพแบบนี้บริษัทจะให้เข้าเหรอ" พออีกฝ่ายเดินมายืนด้านในอเลนซ์ก็ได้เห็นใบหน้าคนผมน้ำตาลแดงเต็มตา ดูแล้วน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน เขาจึงไม่ต้องพูดสุภาพด้วย ใบหน้าของคนข้างๆ นิ่งเรียบราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา

"คงต้องรอให้ฝนหยุดตกก่อนแล้วค่อยกลับไปเปลี่ยนชุด" พูดแล้วก็ถอนหายใจ

อเลนซ์พยักหน้าก็จะหยิบหนังสือการจัดการธุรกิจที่เพิ่งซื้อเมื่อวานออกมาอ่านรอฝนหยุดตก ดูท่าวันนี้เขาคงจะไปเข้างานสาย คงโดนหัวหน้าแผนกตำหนิเป็นแน่ 

รู้สึกตัวอีกทีคนข้างๆ ก็หายไปแล้ว ตอนนั้นฝนยังไม่หยุดตกเลย อเลนซ์ไหวไหล่

แปลกคน

พอฝนหยุดตกเขาก็ไปที่บริษัทที่กำลังทำงานอยู่ อเลนซ์กับคนผมน้ำตาลแดงเจอกันอีกครั้ง เขาได้รู้ว่าคนคนนั้นเป็นพนักงานใหม่ชื่อเดลลิน ฟรีเวนส์ 



จากตอนนั้นก็ผ่านมาสองเดือน อเลนซ์สนิทกับเดลลินไวเหลือเชื่อ แต่มาวันนี้เพื่อนคนนั้นกลับจากไปตลอดกาลเสียแล้ว

เขารู้สึกใจหายอยู่นะ...

ครืดๆ!

อเลนซ์ยืนมองป้ายหลุมศพอยู่เนิ่นนานก็มีสายเข้ามา เขาล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบมือถือออกมา

[สวัสดีค่ะคุณอเลนซ์ ฉันอลิสนะคะ]

"สวัสดีครับ คุณอลิส" อเลนซ์ตอบกลับคนที่อยู่ปลายสาย อลิสคือคนที่เขาขอให้ช่วยดำเนินการเรื่องคดีของเดลลิน 

เพื่อนของเขาไม่ได้ตายเพราะโรคร้ายแต่เป็นการฆาตกรรม แม้ก่อนหน้านั้นหลายวันเดลลินจะเข้าโรงพยาบาลหลับไม่ตื่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ แต่ก็ไม่ได้มีความผิดปกติทางร่างกายอะไร

ทำไมเขาถึงรู้เรื่องนี้เหรอ?

วันนั้นที่เดลลินไม่ได้ไปทำงาน อเล็นซ์ก็เป็นห่วงเพื่อนพอสมควร เขาไม่รู้ที่อยู่อีกฝ่าย เลยใช้เส้นสาย... เขายังไม่ได้บอกใครว่าตัวเองเป็นคุณชายของตระกูลโอลิเวอร์ที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงใช่ไหม แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดจะบอกใครอยู่ดี เรื่องของอเลนซ์ค่อนข้างจะซับซ้อนแต่จะสรุปง่ายๆ คือ

เขาเป็นลูกชายคนเล็ก -> เขาไม่อยากเป็นหมอ -> เขาได้รับอนุญาติให้ออกมาทำงานตามที่ต้องการได้ โดยมีเงื่อนไขคือห้ามใครรู้ว่าเขาเป็นใคร

ก็แค่นั้น กลับมาที่เรื่องของเดลลินดีกว่า

จากนั้นเขาก็พบว่าเพื่อนถูกส่งไปที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง พออเลนซ์ไปถึงก็ได้ความว่ามีตำรวจเห็นอีกฝ่ายล้มไปที่หน้าตรอกย่านวินเบลว์

อเลนซ์เลยดำเนินการย้ายเพื่อนไปอยู่ที่โรงพยาบาลของที่บ้าน ตอนแรกเขาก็สงสัยว่าทำไมถึงง่ายนัก ที่แท้ก็เพราะไม่มีญาติมิตรที่ไหนให้แจ้งเรื่องการย้ายรพ.

สุดท้าย ไม่ลืมกำชับคุณพยาบาลให้ปิดเรื่องของตัวเองไว้

พอไปที่บริษัทในวันถัดไปอเลนซ์ก็รายงานหัวหน้าแผนกทั้งยังใส่สีตีไข่ให้เดลลินไม่ถูกเอาเรื่องและโดนตั้งแง่ แผนนี้รวมทั้งพนักงานคนอื่นในแผนกด้วย

ทำไมเขาถึงทำขนาดนี้อเลนซ์ก็ไม่ทราบ

ใครๆ ก็บอกว่าเขาเป็นคนดีเกินไป รวมทั้งเดลลินด้วย

[ตำรวจดูท่าจะพึ่งไม่ได้แล้วล่ะค่ะ] น้ำเสียงของอลิสเคร่งเครียด

"ทำไมครับ" อเลนซ์ถามกลับ แค่เรื่องที่จะทำให้เพื่อนเป็นครั้งสุดท้ายก็ทำไม่ได้แล้วงั้นเหรอ

[เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลค่ะ] อลิสรายงาน เธอเริ่มเล่ารายละเอียด [ดูเหมือนจะเป็นองค์กรที่ทำธุรกิจด้านมืดที่ชื่อว่า 'โอโรโบรอส' ตั้งแต่ที่รู้ข้อมูลนี้ดิฉันก็รู้เลยว่าตำรวจจะช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว คุณอเลนซ์จะเอายังไงต่อดีคะ]

"โอโรโบรอส... อลิสคุณช่วยดูสถานการณ์ของตำรวจต่อไปด้วยนะครับ ถ้าเรื่องไม่เดินต่อ..." อเลนซ์เว้นช่วง เขาไม่รู้ว่าควรจะทำแบบนี้ดีไหม มันต้องไม่คุ้มแน่แต่... "ผมจะส่งคนของผมเข้าจัดการต่อเองครับ"

เขาไม่สน ยังไงคนดีๆ แบบเขาก็ไม่เคยได้อะไรที่คุ้มค่ากลับมาอยู่แล้ว ต่อให้ตาย เขาก็จะเอาเรื่องคนที่ฆ่าเพื่อนเขาให้ได้!



กลับคำตอนนี้ทันไหม ผมอยากกลับแล้ว...

"ไหวหรือเปล่าครับ ฮ่าๆ" เวเจนิสหัวเราะร่าหลังจากใช้เวทเคลื่อนย้ายเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่ออกมาจากบ้านเด็กกำพร้า จากปากคำตอนนี้ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยด้วยซ้ำ

โอ้พระเจ้า...

"ไหวกับผีสิ!" ใครบอกกันว่าผมใกล้จะชินกับเวทย์นี่แล้ว อะไรนะ? ผมพูดเอง? บางทีตอนนั้นผมอาจเมาอากาศเกินไปก็ได้ ไม่นับได้ไหม?

"ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าผมใช้เวทอีกรอบเราก็จะต้องหาที่พักแล้ว" เวเจนิสพูดพร้อมเรียกผ้าพันคอของตัวเองออกมาพันปิดบังใบหน้า มองๆ แล้วก็ทำเอานึกถึงครั้งแรกที่เราเจอกัน

"หาที่พักตอนนี่ได้ไหม" ผมอิดออด รู้อยู่ว่าคำถามตัวเองตอนนี้ช่างโง่เง่าเป็นที่สุด ทำไมน่ะเหรอ

"ได้สิครับถ้าคุณอยากนอนป่า" เวเจนิสยักไหล่ แล้วมองรอบๆ เหมือนกับว่าจะเตรียมตัวหาที่นอนเสียเดี่ยวนี้

"ไม่เป็นไร แล้วที่ว่าพักเนี่ย เราจะไม่ไปต่อเหรอ ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยนี่" ผมที่นั่งพิงต้นไม้อยู่หันไปถามเวเจนิส ไม่มีใครแฮปปี้กับการนอนกลางป่าที่มีแต่ต้นไม้ใบหญ้าบวกกับเสียงสัตว์ร้องเป็นระยะแบบนี้หรอก

"ไปต่อไม่ได้แล้วครับ" เวเจนิสตอบ ก่อนที่จะได้เอ่ยประโยคต่อมาเมธานก็พูดขึ้นเสียก่อน

"เวทย์เคลื่อนย้ายเป็นเวทย์จำกัดการใช้งานครับ ถ้ามากเกินขีดจำกัดของร่างกายผู้ใช้จะเป็นอันตรายได้" เมธานที่อยู่ในร่างมนุษย์อธิบาย เวเจนิสเห็นว่ามีผู้รู้ที่อธิบายให้ได้ก็พยักหน้าหลังจากเมธานพูดจบ

"แต่ได้ข่าวว่านายพลังเวทย์เยอะไม่ใช่เหรอ" ผมเลิกคิ้ว "หรือว่าเวทย์นี่ใช้พลังเวทย์เยอะ"

"หึๆ คนปกติใช้เวทย์นี้อย่างมากก็แค่วันละครั้งนะครับ ลองนับดูสิครับว่าวันนี้ผมใช้มันไปกี่ครั้งแล้ว" เวเจนิสพูด อืม... เวเจนิส นายมันไม่ใช่มนุษย์แล้วล่ะ คนปกติ 'อย่างมาก'เขาทำได้แต่ครั้งเดียวเองนะ

ครั้งแรกตอนที่มาถึงทางออกซิลเลเลียกับอีกสี่ครั้งตลอดทางที่ผ่านมา ตอนนี้หมอนี่ใช้ไปห้าครั้ง... 

"นายไม่ใช่คนแล้วก็บอกคนมาตรงๆ ก็ได้นะ" ผมพูดพร้อมเหลือบไปมองเวเจนิสที่ยืนพิงต้นไม้ที่มีใบสีแดงอยู่ด้านตรงหน้า

ที่ผมพูดแบบนี้ใครๆ ก็เข้าใจว่าไหม ก็คนที่ไหนอยู่มาเป็นพันปี คนที่ไหนพลังเหนือกว่าคนเก่งๆ เป็นหกเท่า แถมยังดูเหมือนจะมากกว่านั้นอีก!

"ฮ่ะๆๆ ผมไม่เหมือนมนุษย์แล้วก็จริงแต่ก็ยังเป็นนะครับ ว่าแต่คุณเถอะ" เวเจนิสยังคงรอยยิ้มยากคาดเดาและหัวเราะร่า เมธานที่อยู่นั่งข้างๆ ผมเริ่มขยับตัวยุกยิก

บรรยากาศทำไมมันเริ่มพิลึกขึ้นมา ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่มันเป็นไม่ใช่บรรยากาศที่เลวร้าย... ผมรู้สึกเหมือนตอนที่โดนเวเจนิสซักฟอกเอาข้อมูลครั้งแรก

"ฉัน? หมายความว่าไง" ผมถามกลับพร้อมกระชับเสื้อคลุมที่กำลังใส่อยู่

"ไม่มีมนุษย์ที่ไหนทนผลกระทบเวทย์เคลื่อนย้ายได้ขนาดนี้หรอกครับ" เวเจนิสพูด เขาเลิกคิ้วขึ้น แต่ผมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำสีหน้ายังไงกันแน่เพราะผ้าพันคอบังอยู่

"แต่นายเคยบอกนี่ว่าเดี๋ยวก็ชิน" ผมจำได้นะ แต่ที่พูดมานี่หมายความว่ายังไง

ผมเริ่มไม่เหมือนมนุษย์เหมือนหมอนี่แล้วเหรอ? 

"ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ติดต่อกันแบบนี้ครับ" ขายาวๆ ของคนพูดเริ่มสาวเข้ามาใกล้ เวเจนิสหยุดตรงหน้าผมที่นั่งอยู่ก่อนที่จะโน้มตัวลงมา ผมเหมือนกำลังโดนสอบสวนว่าไปขโมยทองที่ธนาคารแห่งชาติมาหรือเปล่า "คุณแน่ใจนะครับว่าเหล่าเทพไม่ได้ทำอะไรร่างกายคุณมากกว่าที่คุณได้ยินมา"

"ฉันจะรู้ได้ยังไงเล่า" ผมยักไหล่ ใครจะไปรู้ กว่าผมจะรู้สึกตัวก็มีร่างให้สิงแล้ว!

"ช่วงนี้ผมก็รู้สึกว่าเดลเปลี่ยนไปนะครับ ยิ่งร่างกายคุณสเถียร ...เดลก็ยิ่งไม่เหมือนมนุษย์ขึ้นทุกที" เมธานที่ขยับมานั่งเบียดผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบเอ่ยขึ้น ผมหันขวับ

หมายความว่าไงไม่เหมือนมนุษย์? นี่มนุษย์ธรรมดาในเอเดนเซียหายากขนาดนี้เลยเหรอ หรือพอเป็นผู้ใหญ่แล้วจะกลายพันธุ์

"จากปากคำของรอนเซอร์ เขานึกว่าคุณเป็นมังกรในตอนแรก คุณยังจำได้ไหมครับ ครั้งแรกที่คุณเจอรอนเซอร์" เวเจนิสกรอกตาขึ้นคล้ายกับกำลังนึกถึงตอนนั้น

ผมนึกบ้าง โอ้แม่เจ้า มังกรขี้เซาตนนั้นพูดว่า 'ทำไมถึงมีมังกรตนอื่นอยู่ที่นี่' อะไรแบบนั้น

"เขาบอกว่า 'ทำไมมีมังกรอยู่ที่นี่ด้วย' ถ้าผมจำไม่ผิด" เมธานกล่าวยืนยันความทรงจำของผม

"ไม่ใช่ว่าซิลเลียนแอบเลี้ยงมังกรไว้ในคฤหาสน์หรือไง" ผมหาข้อแก้ตัว มือไม้เริ่มอยู่ไม่นิ่ง อะไรอีกเนี่ย มังกร? ไม่อยากเชื่อเลย

"เขายุ่งขนาดนั้นคุณคิดว่าเขาจะทำเหรอครับ" เวเจนิสหาข้อแก้ต่างให้มังกรดำได้ไม่ยากนัก

อือ นั่นสิ เทพเงาจะเลี้ยงอะไรโตได้ยังไง

"ไม่มั้ง... ฉันก็ยังไม่รู้สึกว่าต่างจากปกติตรงไหน" เมื่อเห็นว่าอ้างถึงคนอื่นไม่ได้ผมก็เริ่มสังเกตตัวเอง ก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะ ...จริงๆ

"นี่วันที่เท่าไหร่แล้วครับ ที่คุณถูกฆ่า" เวเจนิสถามอีกเรื่องเสียอย่างนั้น

"ฉันจำไม่ได้" ตามตรง ผมไม่รู้ว่าควรจะนับยังไง ตอนที่ติดอยู่ในเกมของวิน่าและริน่าผมแทบไม่รู้วันคืน หรือตอนนั้นอาจจะยังไม่ถึงวันก็ได้ แต่ที่นี่คือเอเดนเซียนะ เชื่ออะไรง่ายๆ แบบนั้นได้ที่ไหน

"เลนินบอกผมว่าร่างกายของคุณจะสเถียรในหนึ่งเดือน ...เธอแอบบอกประมาณให้ผมดูคุณให้ดี ในวันนั้นห้ามคลาดสายตา..." เมธานพูดไปคิดไป เขาเหลือบมองผมแล้วค่อยมองเวเจนิส

เดี๋ยวเถอะ เจ้าหมานายสนิทใจกับเวเจนิสแล้วเหรอฟะ!? เข้าข้างฉันสิ บอกว่าฉันเป็นมนุษย์ธรรมดาที่เทพเจ้าให้พรมาเยอะไปหน่อยอะไรงี้!

...แต่ที่เจ้าหมาพูดก็เรื่องจริงที่เขารู้มา... เมธานก็แค่พูดเรื่องที่เขารู้

"นี่พวกเขาทำอะไรกับร่างนี้บ้างเนี่ย...บ้าไปแล้ว!" ผมทิ้งหัวตัวเองที่ยุ่งเป็นรังนกตั้งแต่อยู่บ้านเด็กกำพร้า

"พวกเขาคงเบื่อน่ะครับ" คนผมน้ำเงินพูดแฝงน้ำเสียงชอบใจ ผมมองค้อนวงโตเข้าให้

"แล้วทำแบบนี้กับร่างฉันได้เรอะ!?" ผมโวยอย่าหงุดหงิด ถ้าเบื่อก็ไปทำอย่างอื่นสิ มาเล่นกับชีวิตคนอื่นทำไม

แต่ผมก็ตายไปแล้วนี่หว่า ที่มีโอกาสมีชีวิตอยู่แบบนี้เพราะพวกเทพเบื่อเนี่ยนะ เหตุผลดีจัง!

แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลจริงๆ หรอก ลึกๆ ผมก็รู้ดี

"ไม่ดีเหรอครับ มังกรเชียวนะ ฮ่าๆๆ" เวเจนิสกลับไปยืนตัวตรงแล้วหัวเราะ เหมือนจิ้งจองเจ้าเล่ห์มากกว่าจิ้งจอกผสมหมาป่าข้างๆ ผมอีก!

"เฮ้อ... นายรู้ไหมความฝันของฉันคือใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา ทำงาน พบคนที่ใช่ มีครอบครัว มีชีวิต" ผมหลับตา ถอนหายใจผ่อนคลายความหงุดหงิด รู้สึกแบบนี่ไปก็เท่านั้น ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ผมจะหาโอกาสทำอะไรที่ตัวเองต้องการก็ได้

...ถ้าไม่ถูกความซวยเล่นงานนะ

"เดล..." เมธานเอ่ยเสียงอ๋อย ผมทำเขาเป็นห่วงอีกแล้ว ใช้ไม่ได้เลย

"..." เวเจนิสเงียบไปก่อนที่จะเอ่ยเสียงเบาราวกับกระซิบกับสายลม "ผมชักอยากรู้แล้วสิครับว่าคุณไปเจออะไรมาถึงได้หวังน้อยขนาดนี้"

"เรื่องของฉันน่า" ผมตอบกลับเสียงเบาไม่แพ้กัน

ให้ตาย ผมไม่ควรพูดเรื่องตัวเองมากไป ถ้าคนตรงข้ามผมอยากรู้ ผมก็คงต้องโดนขุดคุ้ยเพราะความอยากรู้เป็นแน่

หมอนี่อันตราย...



เวทท์เคลื่อนย้ายพาเรามาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เวเจนิสพาผมมาที่บ้านไม้หลังเล็กๆ ซึ่งอยู่ห่างตัวหมู่บ้านไม่ไกลนัก เป็นบ้านไฝที่หมอนี่เอาไว้ใช้พักเวลาเดินทางลงใต้....

"แล้วเราจะพักที่นี่นานแค่ไหน" ผมพูดพร้อมนั่งลงบนเตียงนอนสีขาวสะอาด ยอมรับว่าที่นี่ค่อนข้างสวย ตัวไม้ด้านในขัดเงาวับใช้แทนกระจกได้เลย

"หนึ่งชั่วโมงครับ" เวเจนิสตอบ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้สานสีน้ำตาลอ่อนวางทับด้วยหมอนสีขาวสะอาด

"แค่หนึ่งชั่วโมง!?" นี่เรียกว่าพักได้เหรอ

"เดี๋ยวก็ตายหรอกมนุษย์!" เมธานที่ทำท่าจะนอนแล้วลุกพรวดขึ้นจากที่นอน เขาจ้องเวเจนิสเขม็ง

"ผมห่างไกลความเป็นมนุษย์ตั้งนานแล้วนี่ครับ" เวเจนิสพูดเสียงเครียด "ถ้าพักนานกว่านี้เราจะไปไม่ทัน แล้วผมต้องนัดแนะเตรียมการนิดหน่อย"

"ไหนบอกวันนี้ไปต่อไม่ได้" ผมแย้ง หมอนี่พูดออกมาเองชัดๆ

"ครับ ก็ต้องพักก่อนไง" เวเจนิสตอบเสียงอารมณ์ดี เขาหลอกผมได้อีกแล้ว ให้ตายเถอะ

"ไหวแน่นะฟะ" ผมยังย้ำเพื่อความแน่ใจ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นที่นู้นแล้วหมอนี่ทำอะไรไม่ได้ มีหวังตายกันหมดแน่

แต่มีเมธานอยู่นี่นา ไม่เป็นอะไรมั้ง

"ไหวสิครับ หึๆ" ยังคงตอบกลับอย่างชิวๆ

"ไม่อยากเชื่อ..." เมธานพึมพำพร้อมมองด้วยสายตาเคลือบแคลง ผมเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกันแหละ แต่ช่างเถอะ หมอนี่อยู่มาพันกว่าปีเชียวนะ ไม่ตายง่ายๆ หรอก

"ก่อนอื่น เรื่องที่ผมจะบอกคือเราต้องเอาตัวยาอันเทียมาให้ได้ ส่วนนี่คืออันเทียของปลอมที่ผมได้มาจากตลาดมืดของอาณาจักรอื่น ผมนำมาศึกษาแล้ว รูปร่างภายนอกค่อนข้างเหมือนอันเทีย แต่องค์ประกอบภายในไม่เหมือน แต่ก็คงพอใช้เป็นตัวอย่างได้ สีของอันเทียจะต่างออกไปตามธาตุของพลัง คุณคงพอจะรู้นะครับ" เวเจนิสพูดแล้วโน้มตัวยื่นบางอย่างให้ผม มันเป็นขวดแก้วใสที่มีน้ำสีทองสว่างเรืองแสงอยู่ด้านใน "เดลลินคุณเคยไปงานประมูลไหมครับ"

"เคย" ผมพยักหน้ารับ ไม่อยากจะบอกนักว่าสุงสิงกับสถานที่แบบนั้นบ่อย แต่ไม่ใช่ฐานะผู้เข้าร่วมประมูลก็เท่านั้น

"คุณกับเมธานต้องเข้าไปในงานแล้วประมูลมันมาครับ" 

"แล้วนายล่ะ"

"ผมจะแอบเข้าไปสมทบกับรอนเซอร์ที่ปราสาทขององค์ชายสอง จะพยายามกลับมาให้ทันงานจบครับ" เข็มเล่มหนึ่งถูกเรียกออกมาหลังจากเวเจนิสพูดจบ คนผมน้ำเงินใช้นิ้วลูบคมมัน แค่สกิดเลือดก็ไหลออกเป็นทาง แต่ก็แค่ชั่วคราวก่อนปากแผลจะกลับมาหายสนิท

ผมคงนึกว่าผมตาฝาดไปเอง ถ้าไม่เห็นรอยเลือดที่แห้งกรังอย่างเร็วไม่แพ้กันหลังจากนั้น

นายห่างไกลจากความเป็นมนุษย์มากเกินไปแล้งมั้ง

"แล้วเรื่องเงิน?" ผมมองอันเทียปลอมๆ ต่อเหมือนไม่เห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของเวเจนิส "ได้ยินว่ามันแพงหูฉี่นี่"

"ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องนั้นขอแค่ยื่นนี่ให้พวกนั้นก็พอ" พูดพร้อมค่อยๆ สอดเข็มเก็บไว้ใต้แขนเสื้อ เวเจนิสเรียกของอีกอย่างออกมาจากชายน์โซน เขายื่นมันให้ผมอีกแล้ว ผมรับลูกแก้วขนาดเท้าหัวแม่โป้งมา มันเป็นสีเทาเรืองๆ ที่มี สัญลักษณ์ดวงอาทิตย์ สายลมและเกลียวคลื่นลอยไปมาอยู่ด้านใน เวเจนิสพูดต่อ "มันจะถอนเงินของผมออกไป แต่ก็ดูใบเสร็จให้ดีด้วยนะครับ"

คล้ายๆ บัตรเครดิตสินะ ถึงจะไม่ใช่เสียทีเดียวก็เถอะ

"วงเงินล่ะ" ผมเบิกคิ้วมองคนที่นั่งสบายอกสบายใจอยู่บนเก้าอี้

"ไม่จำกัดครับ" เวเจนิสพูดพร้อมขยิบตาหนึ่งครั้ง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาให้เห็น

"แน่ใจนะว่าจะพอ" จะรวยไปแล้วเฟ้ย ขอเหน็บหน่อยแล้วกัน

"ถ้าไม่พอก็ถล่มที่นั้นเลยก็ได้ครับผมไม่ว่า" โอเค ผมจะภาวนาขอให้มันพอนะ ผมไม่อยากยุ่งยาก



จนแล้วจนรอดเราก็มาถึงจนได้

หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาอย่างราบรื่น เวเจนิจก็ใช้เวทย์เคลื่อนย้ายอีกครั้ง ในที่สุดเราก็ยืนอยู่หน้าย่านการค้าท่าคึกคักแห่งหนึ่ง นี่ขนาดเวลาใกล้จะเที่ยงคืนแล้วผู้คนยังคึกคักภายใต้แสงของดวงไฟเวทมนต์สีขาว

เรากลืนตัวไปกับผู้คนจำนวนมากก่อนจะเดินแทรกเข้าไปช้าๆ ไม่รีบร้อนทั้งที่ใกล้ถึงเวลาแล้ว

มือผมจับเสื้อคลุมของเวเจนิสส่วนอีกข้างอุ้มเมธานในร่างสุนัขป่ารูปร่างประหลาด ความขาวออร่าของขนเจ้าหมาเรียกสายตาของคนที่อดินสวนไปมาอย่างช่วยไม่ได้ นี่ถ้าไม่ใช่ว่าผมกับเวเจนิสใส่ฮู้ทแทบจะปิดทั้งใบหน้าล่ะก็ มีหวังเป็นจุดสนใจยิ่งกว่าเดิม

ทว่าเสื้อคลุมดำที่ทอจากผ้าเนื้อดีที่เราใส่อยู่จะเรียกสายตาอยู่ดี...

"สมกับเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรแห่งความอุดมสมบูรณ์" ผมพึมพำ สายตามองดูสินค้าทั้งผักผลไม้ เครื่องเทศ  และเนื้อสัตว์ นี่ยังไม่รวมเสื้อผ้าที่ดูแฟนตาซีจ๋าบ้าง ธรรมดาบ้าง ที่นี่แทบจะมีทุกอย่างแต่ผมไล่ไม่หมด นี่มันย่านของนักช็อปชัดๆ

"ระวังตัวด้วยครับ เราใกล้จะถึงทางด้านตรงข้ามแล้ว" เวเจนิสชะลอฝีเท้าลงมาเดินตีคู่ผมกล่าว ดวงตาสีเพลิงไม่ละสายตาจากเส้นทางด้านหน้า

"ยิ่งเบื้องหน้าสว่างเท่าไหร่ เบื้องหลังยิ่งดำมืดเท่านั้น" เมธานก็เริ่มเข้าโหมดเตรียมพร้อม ผมไม่มีปัญหา ถ้ามีอะไรโผล่มาทำร้ายก่อนอื่นก็โยนเมธานใส่เลย

ก็ดูสิ จะสู้กี่ครั้งก็ไม่เคยได้แผล ธรรมดาที่ไหน นี่ขนาดตอนผมเสียสติทำลายการทดสอบยังไม่เป็นอะไรเลย

เวเจนิสพาเราเดินมาจนถึงหน้าซุ้มผ้าสีม่วงจางที่คล้ายกับว่าด้านในคงมีนักทำนายจอมต้มตุ๋นอะไรแบบนั้นอยู่ ผ่านผ้าหน้าร้านเข้าไป มีร่างหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะที่มีลูกแก้วสีม่วงจางเรืองแสงตั้งอยู่

"ยินดีต้อนรับค่ะท่านวีจิส" เสียงหญิงสาวที่สวมชุดนักทำนายสีดำเอ่ย ผมแอบสะดุ้ง เพราะเรายังไม่ได้เปิดฮู้ทเลย ทำไมคนๆ นี้ถึงรู้ เจ้าของดวงตาสีชาดนั่งรอไม่พูดสิ่งใดจนกระทั่งเวเจนิสเดินไปวางสิ่งของบางอย่างตรงหน้าเจ้าหล่อน

ลูกแก้วสีม่วงสองลูกแบบเดียวกับตรงหน้าหญิงนักทำนาย แค่ของเจ้าหล่อนใหญ่กว่าเท่านั้น

"หมาป่าตัวนั่นเล่า" นักทำนายเอี้ยวตัวไปด้านข้างเพื่อมองเมธานชัดๆ เมธานแยกเขี้ยวขู่อย่างก้าวร้าวทันที

"เป็นแกรนเดล" เวเจนิสที่ถูกเรียกว่าวีจิสเพียงตอบสั้นๆ แววตาฉายแววไม่พอใจ บรรยากาศกดดันอย่างที่สุด

ไม่รู้ว่าอารมณ์จริงหรือฝีมือการแสดงดี ผมกลัวจนเข่าจะอ่อนแล้วนะเนี่ย

"อ่าตายจริง ถ้าท่านจะขายมันท่านกรุณาติดต่อข้า" นักทำนายยังไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ทั้งยังมองเมธานอย่างสนอกสนใจ แววตาฉายความต้องการอันเด่นชัด เมธานคำรามต่ำอย่างน่าเกรงขาม แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งทำให้เธอคนนั้นสนใจ

"ไม่เป็นไร ฉันไม่คิดจะขาย" ผมตอบเสียงเรียบ

"ข้าไม่ได้พูดกับเจ้าเสียหน่อย เจ้าเป็นตัวไหนในคอเล็คชั่นของเขาล่-..."

"เปิดทางให้เราได้แล้ว" เวเจนิสกัดฟันเอ่ยเสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด นักทำนายกำลังยิ้ม ผมรู้ได้เมื่อมองดวงตาของเธอ หญิงสาวลุกขึ้นก่อนจะถอนสายบัวแล้วเอื้อมมือเปิดผ้าด้านหลังตัวเอง

"เชิญค่ะ วันนี้มีการประมูล ของหายากมากมาย ทั้งยังมีสิ่งที่ท่านพอใจด้วย ท่านคงทราบแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่มาที่นี่ เอาล่ะจะถึงเวลาเริ่มงานแล้ว เร็วเถิด"

เวเจนิสเดินนำเข้าไปด้านใน ผมเดินตาม เมื่อออกมาผมก็พบว่าที่นี่น่าขนลุกเป็นที่สุด ด้านหนึ่งเป็นย่านการค้าที่แสนคึกคักแต่อีกด้านกลับเต็มไปด้วยความดำมืด มีสินค้ามากมายที่ดูไร้ศีลธรรม แต่บางอย่างผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คงไม่ใช่สิ่งที่ดี มีร้านหนึ่งมีสัตว์แปลกประหลาดถูกขังไว้ในกรง พวกมันดูหวาดกลัวและอ่อนแอ

"เดล..." เมธานตัวสั่นก่อนจะซุกหน้าเข้ากับหน้าอกผม

"อย่ามองเลย" ผมกระซิบ

"กรี๊ดดด!!!" เสียงกรีดร้องดังระงมมาจากด้านหนึ่ง เสียงเล็กๆ นั่นเป็นเด็กไม่ผิดแน่ ผมจะหันตามเสียงไปแต่กลับถูกเวเจนิสดึงไปอีกทางเสียก่อน มันเป็นตรอกเล็กๆ ที่อับสายตาพอสมควร

"เมื่อกี้นี่มัน..." เสียงเด็กผู้หญิงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวด เสียงนั้นยังดังก้องอยู่ในหัวของผม...

"ที่นี่มีเรื่องที่ไม่ถูกต้องมากมาย เราคงช่วยไม่ได้หมดหรอกครับ" เวเจนิสที่หันหลังอยู่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ประโยคที่เขาพูดกลับทำให้ผมฉุนขึ้นมา

"แต่นี่มันมากเกินไป!" เด็กคนนั้นถูกทำอะไรกันแน่ เธอต้องการความช่วยเหลือ ถึงผมจะไม่ใช่คนดีอย่างเพื่อนที่โลกเดิม แต่ผมก็ยังพอมีคุณธรรมในใจหลงเหลืออยู่นะ

"แต่ตอนนี้คุณไม่มีกำลังพอจะแก้ไขเรื่องนี้ได้หรอกนะครับ" เวเจนิสถอนใจ "มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้"

"อย่างน้อยก็ช่วยเด็กคนนั้นสิ!" ผมยังไม่เลิกโวย

เวเจนิสหันหลังกลับมามองผมด้วยดวงตาแววโรจน์ ก่อนจะใช้มือดันไหล่ผมที่ไม่ทันตั้งตัวจนหลังชนกำแพง แรงมือที่อยู่บนไหล่ทั้งสองข้างทำให้ผมเจ็บ

หมอนี่กำลังโกรธ!?

"ผมจะบอกอะไรให้นะครับ ไม่มีอะไรที่คุณทำได้ ปัญหามากมายที่คุณเจอคุณควรจะแก้ไขมันไปทีละอย่าง หากคุณอยากจะชำระล้างความโสมมของที่นี่คุณก็ควรจะทำงานตรงหน้าของคุณให้ลุล่วงเสียก่อน" เวเจนิสร่ายคำพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ ผมเบิกตากว้างตะลึงค้างไปเรียบร้อย "คุณมีพลังมาก มีคนที่คอยหนุนหลัง ปัญหาของที่นี่ถ้าคุณมี 'สมองและสติ' พอคุณจะแก้มันได้ แต่ตอนนี้แก้ปัญหาตรงหน้าของเราก่อนจะดีกว่านะครับ"

"...อือ โทษที" ผมเอ่ยเสียงแผ่วเบา ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะทำคนผมน้ำเงินโกรธได้ แต่คำพูดของอีกฝ่ายก็เตือนสติผมได้อย่างดี

ถึงผมจะไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่โตขนาดนั้น แต่ถ้าถึงตอนที่ต้องช่วย จะช่วยแค่คนเดียวมันก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องช่วยทั้งหมดอยู่ดี

"ไม่เป็นไรครับ หึๆ" เวเจนิสลูบหน้า อารมณ์อีกฝ่ายกลับมาเป็นปกติในพริบตา "ไปกันต่อเถอะครับ"

--------------------------

กลับมาแล้วหลังจากสัปดาห์แห่งการสอบ ไรต์ไม่มีความสามารถพอจะอัพตอนพิเศษฉลองปีใหม่ได้เพราะไม่มีไอเดีย orz
หวังว่าจะให้อภัยกันที่หายไปเป็นสัปดาห์ ยังไงก็ Happy New Year 2017 นะคะทุกคน

(70%) บอกตามตรงไรท์คิดไม่ออกว่าจะทำยังไงให้ทุกคนไม่เบื่อ(รวมตัวเองด้วย) เพราะงั้นเลยจะหาแนวทาง บางทีช่วงนี้บรรยากาศเรื่องอาจเปลี่ยนไปต้องขออภัยถ้ามันเกิดขึ้นไว้ก่อน ไรท์กำำลังอยู่ในช่วงทดลองการเขียน

(100%)จบตอนแล้วววว ไรท์แอบไประบายพล็อตนิยายเรื่องใหม่ เป็นเรื่องมนุษย์จะสูญพันธุ์เพราะเหตุผลบางประการณ์(เพศเดียวกันกินกันเอ---)  ถถถถถถว์ แต่ก็แค่ระบายๆ อาจไม่มีตัวตนออกมาก็ได้ แต่ถ้าเรื่องนี้จบอาจได้คลอด... แต่ถ้าเรื่องนี้ไม่จบ ไม่คลอดแน่นอน 5555555
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

450 ความคิดเห็น

  1. #431 kujaku01 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 มกราคม 2560 / 23:10
    ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วเอ่ย รอดูตอนครบหนึ่งเดือนครับ ฮิฮิ
    #431
    2
    • #431-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:24
      หมายความว่ายังไงค่ะ คือจะรออ่านตอนออกครบหนึ่งเดือนใช่ไหม
      ปล.ไรท์กลับมาอัพปกติละน้าาาา ;-;
      #431-1
    • #431-2 kujaku01(จากตอนที่ 30)
      7 มกราคม 2560 / 18:29
      หมายถึงหนึ่งเดือนที่ร่างกายตัวเอกเสถียรน่ะครับ
      #431-2
  2. #429 non86 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 23:14
    นึกว่ามา 100% 5555
    #429
    1
    • #429-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:24
      กำขอโทษที่ทำให้ผิดหวังจ่ะ ;3;
      #429-1
  3. #428 guntamolwan (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 มกราคม 2560 / 13:27
    สวัสดีปีใหม่ค้าา เรียกอเลนซ์มาโลกนี้ได้มั้ยคะ555 ชอบบบ
    #428
    1
    • #428-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:25
      อเลนซ์มีเรื่องต้องเคลียร์ทางนู้นอยู่ค่ะ ฟฟฟฟ
      #428-1
  4. #427 kemchaya (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 20:40
    H N Yนะค้าาาไรท์ เรานี่กดF5วนไปหลายรอบหลายวันเลย // ตอนใหม่ทำค้างมากมายค่ะ
    #427
    1
    • #427-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:26
      สัปดาห์ก่อนไรท์สอบค่ะ ทำตัวเองรอเก้อเลย ._.
      #427-1
  5. #426 levia13 (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 20:02
    เมธานอยู่หนาย!!!!
    #426
    1
    • #426-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:28
      แถวๆนั้นแหละค่ะ แหะๆ
      #426-1
  6. #425 arkarto (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 19:59
    โอโรโบนอสเนี่ย....เกี่ยวกับอดีตที่ปิดไว้หรืเปล่าคะ
    #425
    1
    • #425-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:31
      เกี่ยวแน่นอนค่ะ//โดนรู้ทันอีกแล้ว
      #425-1
  7. #424 oom-kanyarat (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 19:45
    ขุ่นเพื่อนนี่จะข้ามมาอีกโลกมิคะ 0^0
    #424
    1
    • #424-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:30
      มีโอกาสคงได้ตีตั๋วบินมาแน่นอลค่ะ
      #424-1
  8. #423 kuronekokuroneko (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 1 มกราคม 2560 / 19:42
    อเลนซ์โผล่มาเเป๊บเดียวเเต่รักเลย~~~
    #423
    1
    • #423-1 kidochigi(จากตอนที่ 30)
      4 มกราคม 2560 / 23:29
      ฝากเอาไว้ในอ้อมแขนด้วยน้าาา
      #423-1