Adensia of Magician พรแห่งเวทย์ทั้ง 7 ภาค ผู้มาเยือนจากซานน์ดีน

ตอนที่ 3 : Chapter 2 : อย่าลืมว่าพวกคุณโม่งพร้อมจะจิ้มเข้าข้างหลังคุณตลอดเวลา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    10 ต.ค. 59


Chapter 2 : อย่าลืมว่าพวกคุณโม่งพร้อมจะจิ้มเข้าข้างหลังคุณตลอดเวลา


                แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทะลุถึงใต้เปลือกตาเป็นสัญญาณว่าตอนนี้คงสายไม่ใช่น้อยๆ ผมพยายามลืมตาขึ้นช้าๆ แต่มันเป็นอะไรที่แย่มากๆ เพราะตอนนี้ผมเหนื่อยจนแทบยกขาไม่ขึ้น และผมต้องการนอนต่อ!

                น่าเสียดายที่มันสว่างเกินไปที่ผมจะหลับต่อไปได้อีก... นี่ต้องเป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดของวันนี้แน่ๆ

                ขณะที่คร่ำครวญกลับตัวเองในใจ ผมก็ยอมลืมตาแบบเต็มที่จนได้ และนั่นทำให้พบว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องพักโกโรโกโสของตัวเอง ที่นี่สะอาดเกินกว่าที่จะเป็นห้องพักราคาต่ำที่ผมทำให้มันรกยิ่งกว่าเดิม ดูจากเสื้อผ้าของตัวเองแล้วผมเดาว่าที่นี่คือ โรงพยาบาล

                “โอ้ไม่นะ นี่ฉันมานอนผลาญค่าใช้จ่ายอะไรที่นี่!” ผมโอดครวญเป็นครั้งที่ 2 ของเช้าวันใหม่ที่ควรจะสดใสของตัวเอง

                เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมยังไม่หายเบลอจากการเพิ่งตื่นนอนทำให้จำอะไรไม่ค่อยได้

                “อ่าตายจริง ในที่สุดคุณก็ตื่นแล้ว!

                ผมหันไปมองต้นเสียงที่ไม่คุ้นเคย หญิงสาวในชุดพยาบาลเดินมาทางผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตัดกลับใบหน้าที่เหมือนอยากจะตายๆ ไปตอนนี้ของผมเสียเหลือเกิน

                “ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเหรอครับ” ผมยิงคำถามโดยไม่รอช้า ลุกขึ้นก่อนเดินไปที่หน้าต่างเพื่อปิดม่านที่ทำให้ผมเสียวันที่ดีไปหนึ่งวัน

                “จากที่ได้ยินคุณตำรวจบอกคนเป็นลมไปน่ะค่ะ ที่ตรอกย่านวินเบลว์” คุณพยาบาลตอบ เธอไม่ได้ว่าอะไรที่ผมลุกขึ้นเดินเพ่นพ่าน “คุณหลับไม่ตื่นมาก็เกือบจะสองวันแล้วล่ะค่ะ ร่างกายปกติไม่มีอะไรได้รับความเสียหาย”

                “อ่า...” ผมกุมขมับตัวเอง

                ...ตรอกย่านวินเบลว์!

                ความทรงจำแห่งวันแสนซวยไหลเข้ามาในหัวของผมอย่างรวดเร็ว เรื่องโลกเอเดนเซียอะไรนั่นมันยากจะยอมรับแต่การที่ผมไปล้มพับตรงนั้นเป็นการยืนยันว่ามันไม่ใช่แค่ฝัน

                “คุณดูท่าจะยังไม่หายดีนะคะ ถ้าปวดหัวคุณจะอยู่โรงพยาบาลอีกหน่อยก็ได้นะคะ” คุณพยาบาลพุ่งพรวดเข้ามาหมายจะช่วยพยุงผมแต่ผมยกมือห้ามไว้เสียก่อน เพราะยังไงที่ผมกุมขมับก็เพราะอนาถใจในความซวยของตัวเองไม่ใช่เพราะเจ็บปวดทางร่างกายใดๆ

                “ไม่เป็นไรหรอกครับ ยังไงก็นอนซมอยู่ที่นี่มาสองวันแล้วใช่มั้ยล่ะครับ ผมต้องรีบไปทำงานด้วย” ผมว่าพลางเดินไปเปิดลิ้นชักข้างเตียงเพื่อหยิบชุดเก่าเมื่อสองวันก่อนออกมาเตรียมออกจากโรงพยาบาล “ทำไมผมถึงได้ห้องเดี่ยวล่ะครับ อาการของผมแค่นอนห้องรวมก็เหลือเฟือแล้ว...”

                “ไม่ต้องห่วงไปค่ะ คุณทำประกันชีวิตไว้ด้วยใช่มั้ยล่ะคะ ทางนั้นจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้หมดแล้วล่ะค่ะ” เธอว่าพร้อมยื่นใบเสร็จรายการมาให้ “โดยรวมก็อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ สภาพร่างกายของคุณปกติดีค่ะ ไม่มีปัญหาอะไร คุณหมอบอกว่าถ้าคุณฟื้นเมื่อไหร่ดูแล้วสภาพจิตใจหรืออื่นๆ ดูไม่มีปัญหาคุณก็ไปได้ค่ะ”

                ประกันภัยอะไรจะใจป้ำขนาดนี้เนี่ย...

                “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ผมก็ไปได้เลยใช่มั้ยครับ” ผมฟังคุณพยาบาลพูดจบก็หยุดอยู่ตรงหน้าห้องน้ำ มือหอบเสื้อผ้าไว้เตรียมเข้าไปจัดการอาบน้ำเปลี่ยนชุดแล้วชิ่งให้ไว เพราะผมเพิ่งเข้าบริษัทได้ไม่นานก็ลาหยุดไป 2 วันแบบนี้จะรอเอ้อระเหยไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นผมกลัวว่าคงซวยในหลายๆ ความหมาย

สังคมนี้มันอยู่ยาก!

                “แน่นอนค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีคุณควรกลับไปพักที่บ้านต่อสักวันก่อนด้วยดีกว่านะคะ!” เสียงคุณพยาบาลตะโกนเบาๆ อยู่หน้าห้องน้ำ “รักษาสุขภาพด้วยนะคะและขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของคุณค่ะ”

                เสียงประตูห้องเปิดออกและปิดลง พยาบาลไปแล้ว ผมรีบจัดการทำธุระให้เสร็จๆ ไป ในไม่ช้าผมก็ออกมาในสภาพชุดสูทยับๆ แล้วจึงเดินไปหยิบของใช้ของตัวเองไม่กี่อย่างที่อยู่ในลิ้นชักข้างเตียง

                “มือถือกับกระเป๋าสตางค์ โอเคครบ!” ช่างโชคดีที่ผมไม่มีของดีๆ ติดตัวมากมายให้เช็คกันยาวยืด 2 บรรทัดไม่อย่างนั้นแม้แต่สมองน้อยๆ ของผมคงได้ลืมอะไรสักอย่างไปแน่

                เมื่อเช็คทุกอย่างครบแล้วจึงสาวเท้าออกจากโรงพยาบาลทันที ผมพบว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาลชื่อดังของเมืองที่ให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางได้แวะมาเฉียดเพราะกระเป๋าสตางค์อันเบาหวิวของตัวเองนั่นแหละ เพราะอย่างนี้สินะพยาบาลถึงได้มีมรรยาทขนาดนี้

                ขอขอบคุณประกันชีวิตที่ทำให้ผมมาอยู่ที่นี่!

                ถึงจะเป็นสองวันที่ผมหลับยาวก็เถอะนะ... แต่อย่างน้อยผมก็เอาไปคุยโวกับใครๆ ได้ว่าเคยได้มาที่นี่ล่ะน่า!

                ผมใช้สองมือตบแก้มสองข้างของตัวเองเพื่อเรียกสติ ชักจะคิดเรื่องแปลกๆ มากเกินไปแล้ว ไม่ทันไรผมก็มาถึงหน้าบริษัทโดยที่ไม่ได้ไปพักตามที่คุณพยาบาลบอกแต่อย่างใด ดีหน่อยที่ผมตื่นขึ้นมาเช้า เพราะอย่างนั้นตอนนี้เลยยังไม่ใช่เวลาเข้างานของผม แต่มาก่อนก็ถือว่าดีแล้ว

                ผมก้าวเท้าเข้าไปในบริษัท ไม่ลืมแวะไปขอโทษขอโพยหัวหน้าแผนกให้เรียบร้อย และดูเหมือนจะไม่เป็นไรแล้ว ทุกอย่างในชีวิตกลับสู่ความสงบอีกครั้ง ผมเริ่มงานใหม่หลังจากที่ห่างหายไปสองวัน เพื่อนที่ทำงานก็ดูจะห่วงใยผมดี

                ผมคงจะคิดมากเกินไป ผมไม่ได้โชคร้ายโดนเกลียดขี้หน้าอย่างที่คิด

                คงได้แต่ภาวนาให้โลกมันสดใสแบบนี้ต่อไปเท่านั้นล่ะนะ

 

                ตั้งแต่วันนั้นก็ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้ว ชีวิตผมก็ปกติสุขดีไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก เดินไปกลับห้องเช่าทางเดิม ไม่แม้แต่จะไปเดินเล่นตรอกนั้นอีก พอเวลาผ่านไปทุกอย่างมันก็เหมือนฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น คงไม่มีอะไรน่าสบายใจไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ ฮ่าๆ

                “เฮ้! ฟรีเวนส์วันนี้นายก็เข้ากะเช้าเหมือนกันเหรอ”

                ผมหันหลังไปมองเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากข้างหลัง ก็พบว่าไม่ใช่ใครอื่น

ลาเนส อเลนซ์ เพื่อนสนิทในที่ทำงานผมเอง เขาเป็นผช.รูปร่างสูงหน้าตาดีที่ทำเอาสาวๆ ต้องเหลียวหลังมามองทุกย่างก้าว ผมสีบลอนล์ทองสว่างไม่ได้ผ่านจะการย้อมใดและตาสีฟ้า เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของคนทวีปนี้ที่สมบูรณ์แบบมาก

                “ใช่สิ ว่าแต่ได้ยินว่านายจะได้เลื่อนตำแหน่งใช่มั้ย” ผมหันไปมองชายหนุ่มที่ตอนนี้เดินมาขนาบข้างแล้วด้วยสายตาอิจฉาอย่างเปิดเผย

                ไหนจะหน้าตา ไหนจะขายาวๆ นั่นอีก พระเจ้าไม่ยุติธรรมเลยให้ตายสิ!

                “ถูกต้องแล้วคร้าบบ! ว่าแต่นายนี่ข่าวเร็วจัง ผมเพิ่งจะรู้เมื่อเช้าเองนะ” ถึงผมจะแสดงท่าทางยังไงคนข้างตัวผู้แสนจะมองโลกในแง่ดีก็ไม่ได้ว่าอะไรเลยสักนิด...

                “ฉันก็ได้ยินมาจากที่ประชุมแหละ นายไม่ได้เข้าประชุมด้วยนี่หว่าจะรู้ได้ไง” ผมพูดพร้อมยิ้มเยาะไอ้คนหล่อน่าหมั่นไส้ผู้เพียบพร้อมด้วยความสามารถที่แสนจะน่าอิจฉา

                “แล้วทำไมนายไม่รีบบอกผมล่ะ!” ลาเนสต่อว่าผมไปทำหน้ามุ่ยไป แต่น่าเสียดายที่ผมเป็นผช.เพราะงั้นผมไม่สะท้านกับไอ้มุขนี้ของหมอนี่หรอก ถ้าเป็นสาวๆ คงหลงไปเป็นแถบๆ

                “อย่ามาทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันนะเฟ้ย เห็นแล้วแหยงๆ” ผมพูดพร้อมก้าวเท้าออกไปข้างๆ ขณะนี้เรากำลังเดินไปตามทางเท้ามุ่งหน้าไปที่บริษัท หางตาผมพลันเหลือบไปเห็นชายกระโปรงของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งมุ่งหน้าวิ่งไปทางถนน  

                “มี่จัง! รอด้วย” เสียงเล็กๆ นั้นร้องเรียกเจ้าแมวสีขาวที่กำลังวิ่งลงไปที่ถนนใหญ่  

                “อันตราย!” ไวกว่าความคิด ร่างข้างๆ ผมก็วิ่งพุ่งไปที่ถนนคว้าตัวเด็กหญิงคนนั้นก่อนที่รถจะวิ่งสวนมาไม่กี่วินาที ภาพตรงหน้าผมคือทั้งสองที่นอนเกยฟุทบาทอยู่

                ผมแตกตื่นรีบวิ่งเข้าไปดูทันที “อเลนซ์ นายเป็นอะไรมั้ย!

                “เอ้อ... ไม่เป็นไรๆ” ที่ตักของเขามีเด็กหญิงนั่งตัวสั่นเทา มือขวาของอเลนซ์กอดอยู่ที่เอวของเด็ก ส่วนมือซ้ายปิดตาเธออยู่ ตรงหน้าพวกเขาคือซากแมวสีขาวที่แทบดูไม่ได้นอนแน่นิ่งอยู่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามัน ตายแล้ว...

                ไม่นานนักแม่ของเด็กน้อยก็วิ่งตามมา เธอขอบคุณอเลนซ์ยกใหญ่ ภาพแมวสีขาวที่เปลื้อนคราบเลือดคงติดตาเธอไปอีกนาน เด็กหญิงร้องไห้ในอ้อมอกของแม่เธอ ไม่นานพวกเขาก็จากไป

                “ดีนะที่สูทนายไม่เลอะ” ผมพูดกวนๆ ไปเรียกสติเพื่อนที่เหม่อมองไปที่ถนน

                “โธ่ ไม่เป็นห่วงผมเลยเหรอครับเนี่ย!” ลาเนสพูดพร้อมกับหันมาเบ้ปากใส่ผมที่หัวเราะร่วนแล้ววิ่งนำไปที่ทำงานก่อน

                “เหนื่อยชะมัด!” ผมบิดตัวอย่างขี้เกียจขณะเดินกลับห้องเช่า พรุ่งนี้เป็นวันหยุด กลับถึงห้องก็ต้องเก็บห้องทำความสะอาดประจำสัปดาห์ให้เรียบร้อย

                ตอนนี้เป็นช่วงค่ำ แสงของตัวอาทิตย์วันนี้สาดส่องเป็นสีส้มอ่อนๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย ขณะที่กำลังเดินกินลมตรงหน้าผมก็คือทางเลี้ยวเข้าไปในตรอกที่ยังจำได้ดีว่าเกิดเหตุหลายๆ อย่างขึ้น แต่สิ่งแปลกใหม่คือเสียงกรีดร้องของใครสักคนที่ดังออกมาจากข้างใน

                ผมหยุดเดินแทบทันที เอาจริงๆ นะ เรื่องคนเดือดร้อนนี่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ผมไม่อยากจะยุ่งเลย แล้วยังเกิดเหตุในตรอกเจ้าปัญหานี่อีก... ช่วยไม่ได้นะ

                ผมหันหลังกลับแล้วเดินเร็วทันที ไม่สนหรอกแต่ตอนนี้ผมขอขี้ขลาดสักวันแล้วกันนะ!

                วิ่งไปได้ไม่ถึงสามวินาทีก็ได้ยินเสียงร้องไล่หลังมา “เฮ้ย! มันเห็นเรารึเปล่าวะ ตามจับมันเร็ว!

                เอาแล้ว! ทำไมแกต้องเดินออกมาตอนนี้!! ให้ผมเดินไปก่อนเถอะครับบบ!!!

                สิ้นเสียงของผช.คนนั้นซึ่งตอนนี้ผมไม่เห็นหน้าเพราะกำลังหันหลังอยู่ เสียงฝีเท้าของคนสองคนก็วิ่งไล่หลังผมมา วินาทีนั้นผมไม่ได้คิดจะวิ่ง กลับเดินเร็วต่อไป ทำท่ามองนาฬิกาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

                เนียนไว้ก่อนไง!

                เสียงฝีเท้าค่อยๆ ใกล้เข้ามา ไม่นานนักเจ้าโม่งสองคนก็ขนาบข้างผม “นี่พี่ชาย เมื่อกี้พี่ชายคงไม่ได้เห็นอะไรใช่มั้ยครับ”

                ผมหันไปมองเจ้าโม่งหมายเลย 1 ที่เพิ่งถามผมจบแล้วตีเนียนต่อไป “เห็น? เห็นอะไรล่ะ”

                “แบบ... ภาพผู้หญิงกำลังถูกแทงอะไรอย่างนี้ไงครับ”

                เออ! พูดมาซะขนาดนี้นี่ขนาดผมไม่เห็นภาพยังรู้เลยนะว่ามันเกิดอะไรขึ้น

                “ไม่เห็นอะไรแบบนี้หรอก พี่ไม่ค่อยสนเรื่องแบบนี้น่ะ ใครจะเป็นยังไงพี่ก็ไม่สนหรอกน้อง” ผมยิ้มแหยๆ ตอนนี้ไม่ต้องเดามันคงเป็นยิ้มที่กระตุกไม่ใช่น้อยแน่ๆ หวังว่าจะยังเนียนอยู่นะ

                “อ๋อ... ถ้าอย่างนั้นก็ดีครับ ขอโทษที่ทำให้เสียเวลาครับ! ผมหวังว่าพี่คงไม่ได้หลอกผมนะ!” ว่าแล้ว 2 โม่งก็ล่าถอยไป 

                  เฮ้อ นึกว่าจะตายซะแล้วเฮือก!

                ฉึก!

                ผมที่กำลังผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกลมหายใจขาดช่วง สายตาที่เริ่มพร่ามัวของตัวเองมองลงไปที่หน้าอกซ้าย ปลายมีดกระทบแสงไฟทะลุอยู่ตรงนั้นมีเลือดสีแดงสดไหลหยดลงบนพื้นไม่หยุด เจ็บ! บ้าเอ้ย! นี่มันวันซวยอะไรนักหนา!

                “ถึงพี่จะไม่เห็นอะไรแต่พี่เห็นพวกเราแล้ว ...เพราะอย่างนั้นต้องขอโทษด้วยนะครับ!” สิ้นเสียงเจ้าโม่งหมายเลข 1 ที่กระซิบข้างหูผม ปลายมีดถูกดันเข้ามาจนมิดด้าม ผมกระอักเลือด ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงถูกปล่อยให้ไปวัดพื้นในเวลาต่อมา ความหนาวกัดกินร่างผมทุกวินาที จนถึงเวลาที่ผมลืมตาไม่ไหว

                ...โลกทั้งใบก็ดับลง

 

                อึก!

                ทำไมจมูกมันจั๊กจี้ๆ แปลกๆ

ผมยกมือปัดเอาสิ่งที่เกาะอยู่บนหน้าออก แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้น แต่เพราะตอนนี้ผมกำลังนอนเงยหน้าอยู่แสงแดดเลยทำพิษจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง หันหน้าไปข้างๆ ก่อนแล้วจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง

จมูกสีดำของอะไรสักอย่าง นั่นคือสิ่งแรกที่ผมเห็น

“เฮ้ย!” ผมถอยพรวดทันที แต่ก็ไม่วายชนกำแพงนุ่มๆ จนถอยต่อไม่ได้ “อะไรเนี่ย! …หือ”

ผมมองสำรวจเจ้าของจมูกสีดำ แล้วจึงพบว่ามันคือหมาตัวหนึ่ง ซึ่งมันแปลกตรงที่ขนาดตัว เพราะมันขนาดใหญ่เท่ารถยนต์สองคันจอดต่อกันเลย! ลำตัวสีขาวของมันนอนล้อมผมไว้อย่างเด็กหวงของ ที่ผมมองเห็นได้ตอนนี้ก็มีแค่ท้องฟ้าสีครามและก่อนเมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ มันกำลังหมอบมองผมด้วยดวงตาสีฟ้าใส

นี่ผมตายแล้วใช่มั้ย? ผมยังจำความเจ็บปวดตรงหน้าอกได้ดีเลย แล้วที่นี่ที่ไหน นรก? สวรรค์? ขออย่าให้เป็นนรกเลย พระเจ้าตั้งแต่เด็กจนโตผมไม่เคยเบียดเบียนใครเลยนะครับ

โอดครวญไม่ทันไร เจ้าหมายักษ์ก็เอาหน้ามาคลอเคลียตัวผมแล้วปิดตาลง ตอนนี้สิ่งที่ผมฟุ้งซ่านลอยออกจากหัวไปหมด เพราะอยู่ๆ มันก็คันไม้คันมืออยากลูบขนหนาสีขาวสะอาดนี่ขึ้นมาแปลกๆ 

ไม่ต้องใช้เวลาตัวสินใจให้มาก ผมที่ตอนนี้กำลังนั่งเหยียดขามองไปที่ขนยาวๆ ดูสะอาดมากของเจ้าหมายักษ์ แล้วจึงเอื้อมมือไปลูบหน้าผากมัน

ดวงตาสีฟ้าซึ่งกำลังหลับพริ้มอยู่ลืมขึ้นทันที ผมตกใจจึงชักมือกลับ มันหลับตาลงอีกครั้งแล้วใช้หน้ามาดุนๆ ตัวผม เหมือนอยากให้ลูบอีก ผมไม่ขัดจึงยกมือไปลูบขนสีขาวต่ออย่างอดใจไม่ไหว ขนของมันนุ่มอย่างที่คิด ละเอียดมากด้วย

ผมลูบแล้วก็ติดใจลูบต่อไปไม่หยุดมือ ส่วนเจ้าตูบตัวเบิ้มก็นอนหลับตาครางครืดๆ อย่างชอบใจต่อไป จนผมเริ่มชักจะเมื่อยแขน จึงค่อยๆ ขยับเข้าไปพิงลำตัวของมันที่นอนราบอยู่กับพื้นเพราะดูจากรูปการณ์แล้วไม่คงไม่คิดทำร้ายผม จากนั้นจึงเงยหน้ามองฟ้ารู้สึกสงบใจ ที่นี่ทุกอย่างดูเชื่องช้า

เมื่อได้ที่พิงนุ่มๆ ดีๆ แล้วผมจึงทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างใจเย็น ผมตายไปแล้วไม่ผิดแน่ ช่วงเวลาที่ถูกแทงที่อกซ้ายนั้น ความเจ็บนั่นมันยังตอกย้ำจนชวนให้เศร้าใจ ผมแบมือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนตัก แล้วมองมันสักพักจึงหันมาสำรวจตัวเอง

ตอนนี้ผมใส่เสื้อสีขาวตัวยาวคลุมทั้งตัว แขนเสื้อก็ยาวจนต้องถลกขึ้นถึงจะเห็นมือของตัวเอง เท้าว่างเปล่า ผมอยู่ที่ไหน นี่คือคำถามแรกที่ชวนให้คิดมากที่สุด ถ้าที่นี่เป็นนรกมันก็ไม่มีอะไรเข้าเค้า ถ้าเป็นสวรรค์ก็คงเชื่อได้ แต่มันติดตรงเจ้าตูบตัวเบิ้มนี่แหละ

ผมเหล่ตามองหน้ามันเงียบๆ ราวกับว่ามันรู้สึกได้ มันลืมตาแล้วมองมาที่ผม เรามองตากันอยู่นานมาก แล้วผมก็ยอมถอนสายตา แล้วถอนหายใจออกมาอย่างยอมแพ้

สิ้นเสียงถอนหายใจของผม เจ้าหมาก็ลุกขึ้น นั่นทำให้ผมเห็นว่าที่ที่ผมนั่งอยู่เป็นพื้นหินที่ถูกยกสูงขึ้นเป็นที่ว่างท่ามกลางทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา แต่พอจะเห็นต้นไม้อยู่ลิบๆ

งับ!

ยังสำรวจไม่ทันไรคอเสื้อผมก็ถูกดึง... ไม่สิ ควรเรียกว่าคาบมากกว่า ผมถูกดึงขึ้นด้วยแรงมหาศาล ไม่ใช่เพราะใครที่ไหนแต่เพราะเจ้าตูบตัวปัญหานี่เอง

“เหวอออ!” ผมร้องเสียงหลงอย่างตกใจ แต่ไม่นานนักก็ถูกปล่อยลงบนหลังมันอย่างนิ่มนวล ผมเกาะขนนุ่มๆ ของมันทันทีเพื่อไม่ให้ลื่นตกลงไป ไม่นานนักมันก็ออกเดิน จากเดินก็เริ่มออกวิ่ง ผมจึงเกาะมันแน่นขึ้นเพื่อไม่ให้ปลิวไปกับแรงลม “แกจะพาฉันไปไหนน่ะ!

ผมร้องถามมัน อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ที่ตัวเองกำลังพูดกับหมาอยู่ แต่บางทีอาจเพราะเพิ่งรู้สึกเหมือนตายมาล่ะมั้ง เหอะๆ

“หาของกิน”

ผมสะดุ้งทันทีกับเสียงที่ดังขึ้นในหัว “เมื่อกี้อะไรน่ะ”

“ผมจะพาคุณไปหาอะไรกิน” เสียงที่ดังในหัวผมอีกครั้งคือเสียงเด็กชายคนหนึ่ง

“นายเป็นใคร!?” ผมตะโกนสู้เสียงลมอย่างยากลำบาก

             “คนที่คุณกำลังขี่หลังอยู่ ที่นี่ทุกคนเรียกผมว่าเมธาน” เสียงในหัวผมอธิบายต่อไป “เกาะผมให้แน่นๆ นะ”

สิ้นคำเมธานก็เร่งความเร็วขึ้นอีก ผมหมอบตัวลงไปนอนนาบกับลำตัวของมัน ไม่นานนักผมก็เห็นป่า ข้างหน้าเป็นป่าขนาดใหญ่ ต้นไม้ผลิใบเป็นโทนสีแปลกตา เมธานหยุดวิ่งทันทีที่ถึงต้นไม้ต้นแรกก่อนจะนำเราเข้าสู่ป่าอย่างช้าๆ ด้วยการเดิน

เมธานนั่นมนุษย์เหรอ เสียงเล็กๆ ของเด็กผญ.ดังขึ้นในหัว ผมมองซ้ายมองขวาทันที

นั่นไม่ใช่... เมธาน เธอพาเขามาที่นี่ทำไม เสียงเล็กๆ ดังตามมาพร้อมกับร่างเล็กๆ ที่มีปีกสีเขียวอ่อน เส้นผมสีเขียวเหลื่อมส้มของเธอปลิวไสวเมื่อปีกเล็กๆ นั้นขยับ ใบหน้าอ่อนหวานนั้นดูน่ารักน่าชัง เธอบินวนรอบตัวผมรอบหนึ่งก่อนจะบินหนีไป

เทพีแห่งเรากำชับไว้แล้วว่าให้ต้อนรับเขา ทุกคนสงบเสงี่ยมหน่อย เสียงใสที่ดูเป็นผู้ใหญ่ดังตามมา ผมมองร่างที่ค่อยๆ รวมตัวจากแสงสีเขียวเล็กๆ บินเข้ามา เธอต่างจากคนก่อนหน้าตรงที่ปีกของเธอใหญ่กว่ามาก ชุดยาวๆ ของเธอละลายกลายเป็นละอองแสงทุกครั้งที่ขยับตัว บนเส้นผมสีเขียวอ่อนประดับด้วยมงกุฎเล็กๆ

“พวกเขาเป็นใครน่ะ” ผมถามออกไปอย่างกังวล เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติที่ควรเจอหลังความตายเหรอ?

“พวกเขาคือแฟรี่ที่อาศัยในป่านี้ พวกเขาจะไม่ทำอะไรคุณหรอก” เมธานอธิบาย เขาก้าวช้าๆ มุ่งหน้าตรงเข้าไปในป่าที่หนาทึบไปด้วยต้นไม้จนแสงรอดผ่านมาได้เพียงรำไรเท่านั้น

“ที่นี่มันที่ไหนกันแน่” ผมพึมพำมองซ้ายขวาสำรวจพื้นที่ฆ่าเวลา

“ที่นี่คือเขตหวงห้าม ป่าแห่งนิรันดร์ ผมได้รับการขอร้องให้ดูแลคุณ” เมธานบอก เขาเดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเราก็ถึงที่ๆ ผมคาดว่าจะเป็นที่หมาย

ตรงหน้าของเราคือต้นไม้ขนาดใหญ่ ถึงแม้ความสูงของมันจะไม่ค่อยต่างจากไม้โดยรอบนัก แต่ต้นไม้ในป่านี้ก็เรียกว่าไม้ใหญ่ได้แทบทุกต้น สิ่งที่ต่างคือรากที่มากมายและใบสีเขียวอ่อนที่ผมยังไม่เคยเห็นในต้นไม้ต้นไหนในป่านี้เลยสักต้น

ที่สำคัญตลอดทางที่เข้ามาที่นี่ถึงจะเห็นแฟรี่ผ่านไปผ่านมามาก แต่ที่นี่แหละที่เยอะที่สุด บ้างหยอกล้อกับนก บ้างแอบงีบอยู่บนใบไม้ บ้างคุยกับดอกไม้ต้นไม้อย่างสนุกสนาน

เมธานปล่อยให้ผมลงเมื่อเราเดินมาถึงโคนต้นไม้  “นั่งลงสิเดี๋ยวผมจะหาอะไรมาให้กิน”

ผมนั่งลงพิงลำต้นของต้นไม้อย่างว่าง่ายเพราะยังไงตอนนี้ผมก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรอยู่แล้ว จะดื้อไปก็ไม่ช่วยอะไร ไหนจะเขตหวงห้าม ไหนจะแฟรี่ ไหนจะตัวเมธานเอง ทุกอย่างล้วนคลุมเครือ

“สวัสดีจ๊ะ” ผมเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงเรียก ผมพบว่าข้างหน้าผมคือแฟรี่ตนเดียวกับที่บอกให้ทุกคนที่นี่สงบ แต่ที่แปลกไปคือตัวเธอขยายขึ้นเท่ามนุษย์ธรรมดาเท่านั้นเอง

“เอ่อ... สวัสดีครับ” ผมตอบไปอย่าอ้ำอึ้ง “ทำไมตัวคุณถึงขยายขึ้นล่ะ”

“ทุกคนที่นี่ก็ทำได้หมดนั่นแหละ เพราะเราเป็นบุตรของเทพีอย่างไรล่ะ” เธอพูดก่อนสาวเท้าเข้ามานั่งข้างๆ ผม “ตอนนี้เธอคงกำลังสับสนสินะ”

“ครับ” ผมยอมรับ หวังจะถามอะไรหลายๆ อย่างกับแฟรี่สาว “คุณเป็นใครเหรอครับ คุณดูต่างจากตนอื่นๆ”

“ฉันคือสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าควีนแฟรี่จ๊ะ ชื่อของฉันคือฟริเอน่า เป็นผู้ดูแลควบคุมสิ่งมีชีวิตในป่าแห่งนิรันดร์และเป็นบุตรตรีของเทพีไพรเลนผู้มอบพรแห่งป่ายังไงล่ะ”

ไพรเลน...!?

“อย่าบอกนะว่าที่นี่คือเอเดนเซีย!?” ผมร้องอย่างตกใจ ถ้าผมจำไม่ผิด ไพรเลนเป็นเทพผู้มอบพรแห่งป่าตามที่เวเจนิสบอกจริงๆ

“ถูกต้องแล้วล่ะ เธอรู้จักที่นี่ด้วยเหรอ” ฟริเอน่ามองผมอย่างแปลกใจ “เหมือนเธอจะรู้จักเทพีด้วยนะ”

“ผมเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว” ผมอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้เธอฟัง แต่ไม่ได้เจาะจงพูดถึงเวเจนิส

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี จะได้อธิบายง่ายขึ้น” ฟริเอน่ากล่าว เธอมองแฟรี่คนอื่นไปด้วยแล้วพูดกับผมไปด้วย “เธอคงรู้แล้วใช่ไหมว่าเธอตายไปแล้ว ...ในโลกนั้นน่ะ”

“ครับ...” ผมตอบรับอย่างอาลัย 

สรุปแล้วที่นี่คือเอเดนเซีย...

“ก่อนที่เธอจะถูกพาไปในที่ๆ ควร เหล่าเทพทั้ง 7 ได้ขอตัวเธอไว้เป็นกรณีพิเศษ พวกเขาส่งเธอมาที่นี่โดยให้เมธานเป็นผู้ดูแลเธอ เธอรู้มั้ยเธอตื่นขึ้นมาในวันที่ 7  ตอนแรกที่เธอถูกพามาที่นี่เธอเป็นแค่ดวงวิญญาณ ร่างเธอเสียหายไปหมดแล้ว เทพที่นี่ดูจะชอบเธอนะ ฉันคิดว่าที่เธอเคยมาที่นี่ครั้งแรกคงเป็นเพราะพวกเขาอยากถามความสมัครใจของเธอว่าจะอยู่ที่นี่ไหม เธอเลือกจะกลับไปล่ะสิ แต่สุดท้ายความซวยของเธอก็เล่นงานเธออยู่ดีล่ะนะ คิกๆ ฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกเขาทำเพื่อเธอขนาดนี้ แต่เธอดีใจแล้วรับไว้เถอะ” ฟริเอน่าอธิบาย เธอเว้นช่วงแล้วมองหน้าผมด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มอ่อนประดับอยู่เสมอ

“แล้วร่างนี้มันของใครกันล่ะ” ผมยกมือขึ้นแตะใบหน้าของตัวเอง ฟริเอน่าเห็นดังนั้นก็วาดมือเป็นวงกลม ไม่นานกระจกกรอบไม้รูปวงกลมก็ก่อตัวจากแสงสีเขียวเป็นรูปร่าง เธอยื่นมันให้ผม

“อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ร่างของเธอเสียหายมาก พวกเขาใช้เวลา 7 วันสร้างร่างกายของเธอขึ้นมา 1 วันเทพแต่ละองค์จะคอยรับผิดชอบสร้างองค์ประกอบธาตุต่างๆ ของร่างกายเธอขึ้นมา ฉันไม่รู้ว่ารูปร่างก่อนหน้านี้ของเธอเป็นอย่างไร เพราะอย่างนั้นดูเองน่าจะดีกว่า” ผมรับกระจกจากเธอ ภาพสะท้อนยังคงเป็นใบหน้าที่ผมคุ้ยเคย แต่มันออกจากดูดีกว่าไปสักหน่อย ไม่สิ ดูดีเกินไป! เหอะๆ ผมควรจะขอบคุณเทพทั้งหลายใช่มั้ยเนี่ย

“มันดูดีเกินไปหน่อยสำหรับคนหน้าตาบ้านๆ อย่างผมนะครับ” ผมยื่นกระจกคืนให้ฟริเอน่า เธอไม่รับแต่สะบัดมือครั้งหนึ่งกระจกก็สลายกลายเป็นละอองสีเขียว

“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ฉันได้ยินว่ามนุษย์ชอบสิ่งที่ดูงดงามสินะ” เธอยิ้มอย่างอ่อนโยนให้ผมราวกับมองเด็กเล็กๆ อยู่ “เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ดูเธอยังไม่หายสับสนนะ”

“ผมไม่ค่อยอยากจะเชื่อเท่าไหร่เลยที่ว่าตัวเองตายไปแล้ว นี่เป็นความฝันรึเปล่า บางทีผมอาจจะกำลังฝัน นั่นแหละที่ผมคิด” ถึงผมจะไม่รู้ว่าเธอรู้ได้ยังไง แต่ตอนนี้ผมก็สับสนจริงๆ นั่นแหละ

“เสียใจด้วยนะ แต่เธอไม่ได้ฝันอยู่หรอก” เธอทำหน้าเศร้า

“คุณไม่ต้องเศร้าแทนผมหรอกครับ” ผมปลอบเธอ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นเมธานเดินมาพอดี ในปากเขาคาบพวงองุ่นมาหลายพวงแล้ววางมันลงตรงหน้าผม “ขอบคุณ”

“อื้ม!เขาตอบแล้วเอาแก้มมาคลอเคลียหน้าผม จากนั้นจึงเดินมานั่งข้างๆ ไม่วายขยับหางนุ่มๆ ของตัวเองมากันผมจากฟริเอน่าก่อนจะวางหางรอบตัวผมราวกับจะไม่ผมให้ใครเข้าใกล้ ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะหางเขานุ่มดี

“ขี้หวงจังนะเมธาน คิกๆ” ฟริเอน่าเอ่ยอย่างหยอกล้อ “เธอคงไม่รู้ใช่มั้ย กว่าร่างเธอจะสร้างเสร็จเมธานเป็นคนช่วงรักษาวิญญาณของเธอไว้นะ”

“เหรอครับ” ผมหันหน้าไปมองเมธานที่นอนหลับตาพริ้มพร้อมกับเอื้อมมือไปลูบขนเขา “สุดยอดเลยแฮะ ขอบคุณที่คอยดูแลฉันนะ”

                เมธานครางเสียงครืดเอาๆ เป็นการตอบรับ

                “ผมมีหลายเรื่องอยากถามคุณฟริเอน่า คุณจะช่วยตอบผมได้รึเปล่า” ผมหันไปหาฟริเอน่า  เธอนั่งชันเข่ามองผมอยู่เงียบๆ ขณะที่ผมลูบขนของเมธาน

                “ได้สิถ้ามันจะลดความสงสัยของเธอได้”

--------------------

เย้! ในที่สุดก็จบไปอีกหนึ่งตอนค่าาา หุหุ เราอยู่ทีมเมธาน ว่ะฮ่าๆๆๆ ตัวละครใหม่โผล่มารัวๆ แบบนี้หวังว่าคงจะจำทันนะคะ ช่วยติดตามตอนต่อไปกันด้วยน้อออ เรายังต้องเดินกันต่อไปอีกยาวววววว
1 คอมเม้น 100 กำลังใจนะคะทุกคน (ปล.สนุกไม่สนุกยังไงค่อยว่ากัน ฮ่าาาๆ)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

450 ความคิดเห็น

  1. #336 Fktay (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 17:33
    ชอบอ่ะ ทำไงดี มาบ่อยๆนะคะ เพราะรีดเดอคนนี้อ่านเร็วมาก แปปเดียวคงจอ่านหมดเลย หิหิ
    #336
    1
    • #336-1 KisegiJi(จากตอนที่ 3)
      29 พฤศจิกายน 2559 / 21:41
      3 วันครบ 1 ตอนฮะ ดีใจที่ชอบน้าาา หุหุ
      #336-1
  2. #298 Waiwit (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2559 / 22:52
    น่าสนใจดี ดีนะไม่วาย ฮา...
    #298
    1
    • #298-1 KisegiJi(จากตอนที่ 3)
      27 พฤศจิกายน 2559 / 18:04
      ไม่วายฮะๆ
      #298-1
  3. #187 diarmo (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 16:15
    เมธานน่าร้ากกกก
    #187
    2
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
    • #187-2 KisegiJi(จากตอนที่ 3)
      11 พฤศจิกายน 2559 / 20:18
      แน่นอลลล
      #187-2
  4. #73 Anønymøus (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 18:52
    เมธานมุ้งมิ้งน่ารัก > < เรื่องนี้... ดีต่อใจสาววายค่ะ!! 
    #73
    1
    • #73-1 KisegiJi(จากตอนที่ 3)
      21 ตุลาคม 2559 / 19:47
      เรื่องนี้ไม่วายแต่ดีต่อใจสาววายสินะคะเนี่ย... uvu
      #73-1
  5. #40 Azlyss (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 19:25
    งื้อน่ารักกกกกก เมธานน่ารักมาก
    อยากได้เมธานซักตัวมาเลี้ยง
    จะต้องนุ่มมากแน่ๆ จะนอนซบทั้งวันเลยยยยยย
    สนุกกกก เราชอบจัง
    มีวายนิดๆด้วย หลงรัก ;^;
    #40
    1
    • #40-1 KisegiJi(จากตอนที่ 3)
      11 ตุลาคม 2559 / 19:56
      แฮ่ๆ ต้องทำเมธานไว้ใจก่อนนะคะ น้องแกหยิ่งนะจริงๆ ฮ่าๆ
      #40-1
  6. วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 12:49
    ไรท์แอบวายสิน่ะเราเห็นสีม่วงมาแต่ไกลเลย
    #27
    1
    • #27-1 KisegiJi(จากตอนที่ 3)
      5 ตุลาคม 2559 / 12:56
      จุ๊ๆ รีดท่านนี้ตาดีเกินไปแล้ว ฮ่าๆ แต่ก็แค่บางช่วงแหละค่ะ หลังๆ อาจไม่มีแล้วก็ได้ #เขาเรียกมิตรภาพค่ะ ฮ่าๆ
      #27-1
  7. #7 I am Princess. (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 17:22
    สนุกมากเลยค่ะไรท์!!! ...ทำไมนิยายสนุกๆมันเยอะเงี้ยยย เฮ้อออ...//ขอตายแพ๊พ...
    #7
    1
    • #7-1 KisegiJi(จากตอนที่ 3)
      27 กันยายน 2559 / 18:36
      เดล:ขอบคุณครับ นิยายสนุกเยอะแต่อย่าลืมผมนะครับ ฮ่าๆ ฝากตัวด้วยนะครับ
      ปล.ต้องขอโทษด้วยนะครับ แม่กำลังวนลูป PPAP อยู่ ถ้าให้เธอมาตอบตอนนี้คงไม่รู้เรื่องแน่นอนครับ...
      #7-1