Adensia of Magician พรแห่งเวทย์ทั้ง 7 ภาค ผู้มาเยือนจากซานน์ดีน

ตอนที่ 2 : Chapter 1 : แสดงความคิดเห็นแล้วจงตอบอย่างชาญฉลาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,436
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    25 ต.ค. 59


Chapter 1 : แสดงความคิดเห็นแล้วจงตอบอย่างชาญฉลาด


                “เฮ้! นายจะพาฉันไปไหนวะ ฉันไม่อยากกลับมาทางนี้!” ผมตะโกน ด้านหลังเรามีพวกเสื้อคลุมดำตามมายั้วเยี้ยด้วยความเร็วที่ช้ากว่าหมอนี่นิดหน่อย

                “ต้องขออภัยด้วยนะครับ แล้วผมจะเอาคุณกลับไปที่เดิมทีหลัง” เขาตอบกลับมาอย่างใจเย็นซึ่งขัดกับความเร็วของตัวเองเหลือเกิน

                มันจะเอาผมไปไหน(วะ)เนี่ย!?

            ผมไม่รู้ตอนนี้เราวิ่งมาที่ไหนแล้ว ภาพทิวทัศน์ด้านข้องเป็นเส้นสายไปหมด ตอนนี้ผมรู้สึกว่าเขาจะเร่งความเร็วขึ้นไปอีก เขาวิ่งหักเลี้ยวไปตามตรอกต่างๆ ตรอกแล้วตรอกเล่า จนตอนนี้มองไม่เห็นพวกเสื้อคลุมดำแล้ว

                รู้สึกตัวอีกทีเราก็มายืนอยู่ในตรอกหน้าประตูของอาคารหลังหนึ่ง ตัวผมยังคงพาดอยู่บนบ่าอยู่เลย และเกิดอาการสับสนอย่างรุนแรง

                “เมื่อไหร่นายจะปล่อยฉันลงสักที” ผมพูดอย่างเนือยๆ อยากจะบอกเหลือเกินว่าตอนนี้ผมใกล้อ้วกเต็มทนแล้ว

                “อ่า... ต้องขอโทษด้วยครับ” เขาว่าพลางค่อยๆ วางตัวผมลงไปเยียบพื้น ผมมองสำรวจรอบด้าน มันน่าปวดหัวสิ้นดีเพราะที่นี้มีการใช้วัสดุในการสร้างอาคารต่างๆ ไม่ค่อยจะต่างกันเท่าไหร่เลย ถ้าไม่ใช่ว่าเมื่อครู่เรากำลังวิ่งมาทางเหนืออยู่ผมคงคิดว่าที่นี่เป็นตรอกเดิม

                “แล้วนายจะพาฉันกลับได้หรือยัง” ผมมองค้อนไปยังตัวต้นเหตุที่ทำให้ผมมาอยู่ที่ไหนไม่รู้ เขามีผมสีน้ำเงินยาวถึงกลางหลัง ผ้าพันคอสีฟ้าเหลือบเงินปิดใบหน้าไปกว่าครึ่ง ดวงตาของเขาเป็นสีส้มออกไปทางแดงราวกับเปลวไฟ เสื้อคลุมสีเงินขลิบทองเป็นลายสายลมมีฮู้ทยาวลงไปถึงเข่าทับเสื้อเชิ้ตสีฟ้าแบบเดียวกับผ้าฟันคอ กางเกงเป็นสีเทาอมฟ้าสวมทับด้วยรวงเท้าบูทที่ยาวถึงเข่า ตอนนี้เขากำลังมองสำรวจผมอยู่

                “อีกสักพักจนกว่าตรงนั้นจะสงบล่ะครับ” ประตูด้านหลังชายหนุ่มเปิดออก คนตรงหน้าภายมือไปทางห้องด้านใน “ถ้ายังไงคุณจะเข้ามารอข้างในไหมล่ะครับ อยู่ข้างนอกคงไม่ดีเท่าไหร่ นี่มันก็มืดแล้วด้วย”

                ผมมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง บอกตามตรงตอนนี้ผมไม่ไว้ใจหมอนี่สุดๆ เลย ทำไมเขาถึงถูกไล่ตาม แล้วทำไมต้องพาผมมาด้วย นั่นทำให้ผมเลือกที่จะส่ายหน้าแล้วยืนพิงกำแพงมองหน้าอีกฝ่ายเงียบๆ เรื่องที่เกิดขึ้นมันเร็วมากสำหรับคนธรรมดาคนหนึ่งอย่างผม ที่แน่ๆ ที่สุดตอนนี้คือผมอยู่ที่ไหนไม่รู้นั่นเอง

                “คุณคงไม่ไว้ใจผมสินะครับ ถ้าคุณต้องการแบบนั้นก็ได้ครับ คุณจะไม่เข้าไปข้างใน” ว่าก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง เขาไม่ปิดประตูผมจึงเห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ในนั้น เขาเปิดไฟห้องมืดๆ ในตอนแรกสว่างขึ้นชวนให้เดินเข้าไปยิ่งกว่าเดิม มันเป็นห้องที่ไม่ใหญ่นัก ชายหนุ่มผมฟ้าเดินไปคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางไว้ตรงประตูแล้วนั่งลง “คุณจะเอาเก้าอี้ไหมครับ”

                “ก็ดี” ถึงผมจะไม่ไว้ใจหมอนี่ขนาดไหนแต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันทำให้ผมขอยอมแพ้ที่จะตอบว่าไม่

                เอาน่า... ยืดนิดหย่อนหน่อยไม่เป็นอะไรหรอก...

                เก้าอี้ตัวหนึ่งลอยข้ามหัวเขามาวางตรงหน้าผม ผมตกใจจนถอยร่นแทบจะกลืนกับกำแพง มองสำรวจเก้าอี้พักหนึ่งแต่สุดท้ายผมก็ไม่กล้านั่ง

                ช่วยทำอะไรให้น่าตกใจน้อยแล้วชวนให้ไว้ใจหน่อยไม่ได้หรือไงฟะ!

                “นั่งเถอะครับ ผมไม่ทำอะไรแผลงๆ ใส่ไว้ในเก้าอี้หรอก” เขาว่าพลางเท้าคางมองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ถึงจะไม่เห็นว่าหมอนี่ยิ้มอยู่หรือเปล่าเพราะผ้าพันคอแต่แค่น้ำเสียงของเขาผมก็รู้ว่าเขากำลังสนุกทีเดียว

                ผมนั่งลงอย่างว่าง่าย เพราะดูแล้วเหมือนจะไม่มีอะไรจริงๆ เขานั่งจ้องผม ส่วนผมก็นั่งจ้องเขา เป็นแบบนั้นอยู่หนึ่งนาทีก่อนที่อีกผ่ายจะเอ่ยปากพูด

                “เอาล่ะครับ ตอนนี้ผมกำลังสงสัยสุดๆ เพราะฉะนั้นเรามาทำข้อตกลงกันดีไหมครับ” ชายหนุ่มตรงหน้าผมเอ่ยปากขึ้น

                “อะไร?” ผมขมวดคิ้ว

                คงไม่ใช่ข้อตกลงให้ผมมาเป็นสัตว์อสูรเหมือนอนิเมะเรื่องอสูรรับใช้ของยาย x สนิท อะไรแบบนั้นใช่มั้ย

                “เรามาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันดีกว่าครับ ผมถามคุณถามตามแต่ที่สงสัยเลย”

                อ๋อ...

                “ก็ได้ แต่ฉันคิดว่าคงตอบอะไรนายไม่ได้มากนักหรอก” เป็นข้อเสนอที่ไม่เลวเพราะผมก็อยากรู้เรื่องของที่นี่เหมือนกัน แต่ผมไม่แน่ใจว่าผมจะตอบอะไรได้เยอะนัก

                “ถ้าอย่างนั้น เพื่อพันธสัญญานี้สมบูรณ์” เขาว่าแล้วก็ลุกพรวดขึ้น มือทาบที่หน้าอกอีกข้างไพร่หลังค่อยๆ โค้งตัวอย่างงดงาม “ผมเวเจนิส โพเลนซ์ขอรับพันธะนี้”

                ผมมองอีกฝ่ายอย่างงงๆ ไป 3 วินาที

                “เดลลิน ฟรีเวนท์” แล้วบอกชื่อกลับไปตามมรรยาท แม้จะสงสัยกับความเป็นพิธีรีตองขนาดนี้ก็ตาม

                “พันธะเสร็จสิ้น”

                สิ้นคำพูดของเวเจนิส แสงสีฟ้าก็ครอบคลุมพื้นที่ที่ผมและเขานั่งอยู่ ผมยกแขนขึ้นปิดตา ไม่นานแสงก็จางลง ผมเอามือลง สิ่งที่เหลืออยู่คือบาเรียสีฟ้าจางๆที่คลอบพวกเราไว้

“อะไรเนี่ย” ผมมองบาเรียด้วยความสงสัย แล้วยกนิ้วจิ้มๆ ดูสองสามทีแต่ก็ทะลุผ่านได้ง่ายๆ เหมือนไม่มีอะไร

                “ด้วยพันธะสัญญา ระหว่างที่เราถามคำถามฟิวส์จะทำให้ผู้ที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ยินสิ่งที่เราคุยกับครับ” เวเจนิสพูดขณะผายมือทั้งสองออกไปด้านข้าง “น่าแปลกใจจังนะครับที่คุณไม่รู้จักแม้แต่มนต์ที่สามัญธรรมดาขนาดนี้”

                “จะเริ่มกันหรือยัง” ผมเลี่ยงที่จะตอบคำหยอกเย้านั้น เพราะยังไม่อยากเปิดเผยอะไรมากนัก

                “ได้เลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอเป็นคนเริ่มก่อน” ว่าพลางเท้าคางมองผมอย่างพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง “เสื้อผมคุณแปลกมากเลยนะครับ คุณมาจากที่ไหนเหรอ”

                “เมืองเมฟิว ย่านเซนต์ฟรอสต์ เสื้อผ้าพวกนี้ก็มาจากแถวๆนั้นแหละ” ผมจัดสูทตัวเก่งให้ดูดีขึ้นหลังจากโดนหิ้วมาทำให้มันยับ นั่นทำให้ผมดูไม่เรียบร้อยสุดๆ

                “รูปร่างแบบนั้นค่อนข้างแปลกนะครับ ดูน่าอึดอัดมากเลย” เขาขมวดคิ้ว “แถมยังดูไม่คล่องตัวเลย”

                “งานที่ฉันทำไม่ได้ต้องการความคล่องตัวอะไรขนาดนั้นนี่ แถมนี่เป็นกฎของบริษัท” ผมอยากบอกเหลือเกินว่าถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่ได้อยากใส่มันนักหรอก อึดอัดจนอยากกลับบ้านไปเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกางเกงบ็อกเซอร์เลย

                “บริษัทเหรอ?”

                “ถึงตาฉันแล้วใช่ไหม” ผมตัดบทสนทนาที่อาจยาวยืดจนผมไม่ได้ถาม

                “อ่า ใช่ครับเชิญเลย” เวเจนิสทำท่าเหมือนนึกขึ้นได้ว่าถึงตาผมแล้ว

                “ที่นี่ใช่โลกรึเปล่า” ผมอยากถามคำถามนี้ก่อนเพราะตอนนี้ผมงงกับหลายๆ อย่างจนผมจะไปไม่เป็น

                “ใช่แล้วครับ โลกหรืออีกชื่อที่เราๆ พิสมัยมากกว่าคือเอเดนเซียครับ เอาล่ะทีนี้ตาผมแล้ว”

                “ฉันอุส่าห์พานายแตกรายละเอียดย่อยเยอะแยะแต่นายดันตัดจบคำถามของฉันแค่คำตอบเนี่ยนะ!” ผมเบ้ปากมองอีกฝ่ายที่ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แต่กลับไม่สนใจที่จะต่อล้อต่อเถียงกับผม

                “ฮ่าๆๆ ว่าแต่เมืองเมฟิว ย่านเซนต์ฟรอสต์เนี่ยอยู่ทางทวีปไหนครับ” เอาเถอะผมยอมไม่เอาเรื่องก็ได้... โดยปกติแล้วผมไม่แปลกใจเลยที่เขาจะสงสัยเรื่องนี้ เพราะผมก็ไม่รู้จักเอเดนเซียอะไรนี่เหมือนกัน ดูเหมือนที่นี่จะไม่ใช่ “โลก” ที่ผมรู้จัก

                “เมฟิวอยู่ประเทศ E ทวีป U ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก” หลังจากผมพูดจบเขาก็ขมวดคิ้วทันที นั่นไม่ค่อยจะน่าแปลกใจเท่าไหร่เช่นกัน ท่าทางของเขาช่วยยืนยันว่าความคิดของผมนั้นถูกต้อง

                “ผมไม่เคยได้ยินเลยนะครับ และผมแน่ใจด้วยว่าเมืองนั้นไม่ได้อยู่ในเอเดนเซียแน่นอน” เวเจนิสลูบคางที่อยู่หลังผ้าพันคออย่างใจเย็น สีหน้าครุ่นคิดเหมือนกำลังหาคำตอบของคำถามที่ตัวเองอยากรู้ในสมอง

                “นายไม่คิดเหรอว่าฉันอาจจะกำลังโกหกนาย” ผมถามเมื่อเห็นท่าทางของคู่สนทนาที่เชื่ออย่างสนิทใจ นี่เขาไม่คิดว่าผมจะบอกข้อมูลมั่วๆ ให้เขาฟังหรือ?

                “นั่นสินะครับ แต่ยังไงผมก็เชื่อคุณนะ” เวเจนิสตอบกลับด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ปนสนุก โดยที่ผมนั่งขมวดคิ้วใส่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อ

                มันน่าสงสัยเกินไปหน่อยนะ ใครกันจะเชื่อใจคนที่เพิ่งพบกันไม่นานได้สนิทใจขนาดนี้กัน

                “ก็ได้ๆ คุณนี่ช่างไม่รู้อะไรเลยนะครับ ตราบใดที่อยู่ในฟิวส์ ทั้งสองฝ่ายจะโกหกกันไม่ได้นะครับ” เมื่อเห็นผมขมวดคิ้วเขาก็ตัดสินใจจะเลิกล้อเล่น

                “แล้วถ้าสมมุติฉันโกหก...” ผมโพล่งออกไปอย่างสงสัย แต่ในใจก็รู้ว่าผลลัพธ์คงออกมาไม่สวยแน่นอน

                เวเจนิสเว้นช่วงนิดนึงก่อนจะค่อยๆ เปิดปาก “เสียงของคุณจะหายไปตลอดชีวิตจนกว่าคุณจะบอกความจริง ...และอีกฝ่ายที่ถูกโกหกจะยอมให้อภัยคุณครับ”

                ...เสียเสียง!

                คำตอบของเขาทำให้ขนลุก ผมหันมาใส่ใจเรื่องมนต์พวกนี้ทันที ผมไม่ควรจะมองข้ามความน่ากลัวของเวทมนต์จริงๆ นั่นแหละ

                “คุณมาที่นี่ได้ยังไงคุณเดลลิน ดูเหมือนตอนนี้คุณไม่ใช่ทั้งนักเดินทางทั้งคนในเมืองนี้เลยนะ” หลังจากนั่งมองท่าทางขนตั้งชันของผมเวเจนิสจึงถามต่อด้วยน้ำเสียงสนุกเช่นเคย

                “รอบนี้ควรเป็นตาฉันถามไม่ใช่เหรอ” ผมขมวดคิ้วแล้วมองคู่สนทนาที่กำลังอ่านหนังสือที่เพิ่งเสกออกมาจากอากาศ

                “เอ๋ คุณถามไปแล้วนะครับ ก็เรื่องที่ว่าผมทำไมถึงเชื่อคุณน่ะ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงหยอกล้อราวกับกำลังแกล้งเด็กๆ

                ผมควรจะระวังคำพูดให้มากขึ้นสินะ ทุกคำถามถึงแม้จะตั้งใจหรือไม่ก็ถือว่าอยู่ในเงื่อนไขของพันธะ

                “คำตอบล่ะครับ” ผมที่ตกอยู่ในภวังค์ของความคิดหลุดกลับออกมาเมื่อได้รับการเตือน

                “ใช่ ถูกอย่างที่นายว่า ฉันไม่ใช่ทั้งคนที่นี่ หรือนักเดินทางก็ไม่ใช่ ฉันก็แค่เดินมาตามตรอกที่นายหิ้วฉันมาก็แค่นั้น

                “เอ๋ แต่ตรงทางด้านที่คุณกำลังจะไปมันก็ไปโผล่ที่ย่านซานเชียร์เหมือนเดิมนะครับ” เขาว่าพร้อมกับใช้นิ้วชี้จิ้มเข้าหากัน แล้วจึงอธิบายเสริมอย่างใจดี “ย่านซานเชียร์เป็นย่านการค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง มีตรอกเล็กๆ มากมายและที่ๆ คุณยืนอยู่ตอนนั้นก็เป็นหนึ่งในตรอกมากมาย ฉะนั้นถึงคุณจะวิ่งไปถึงสุดปลายตรอก มันก็ยังเป็นย่านซานเชียร์ไม่ผิดแน่เพราะยังไงผมก็วิ่งมาจากทางนั้นจริงๆ”

                คำตอบที่ได้ทำให้ผมปวดหัวเลยทีเดียว จริงอยู่ที่ในโลกของผมจะมีเรื่องราวของการข้ามมิติ ข้ามเวลาต่างๆ แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น

                และผมไม่เคยคิดว่าจะเจอมันด้วยตนเอง!

                ผมไม่เคยมีความใฝ่ฝันในเรื่องพวกนี้มานานแล้ว มันช่างน่าขันที่ความจริงของหลักการที่ผมเคยได้ยินครูสมัยม.ต้นพูดบ่อยๆ คือ

                สิ่งที่เราคิดว่าไม่จำเป็นมักจะมาหาเราเสมอ

                ดูตอนนี้สิผมกำลังพิสูจน์คำที่ครูเคยบอกผม! ว้าว มันช่างน่าตื่นตาตื่นใจกับการได้พิสูจน์ทฤษฎีนี้จริงๆ! (ประชด)

...แต่มันออกจะหลุดโลกเกินไปหน่อยนะครับครู...

                ที่แน่ๆ ที่สุดคือผมไม่อยากได้โอกาสนี้! โอ้พระเจ้า คุณควรให้โอกาสนี้กับพวกที่ชีวิตไม่มั่นคงหรือพวกที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ไม่ใช่ ผม! ชายหนุ่มผู้ย่างก้าวเข้าอายุ 20 และหางานได้ ผู้กำลังจะมีชีวิตที่มั่นคงในฐานะมนุษย์สามัญธรรมดา!

                ผมหัวเราะออกมาอย่างสังเวชชีวิต

                “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?” เวเจนิสถามเมื่อเห็นว่าอยู่ๆ ผมก็หัวเราะออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ

                “เปล่าๆ ไม่มีอะไร ฉันไม่เป็นไร เหอะๆ” ผมก้มหน้าแล้วลูบหน้าตัวเองเพื่อแรกสติอันเริ่มเหลือน้อยนิดของตัวเอง ไม่ลืมหยิกแก้มตัวเองทีหนึ่งเพื่อพิสูจน์ว่านี่ตัวเองกำลังฝันอยู่หรือเปล่า

                ยิ่งรับรู้ว่าตัวเองเจ็บ ยิ่งทำให้ผมสิ้นหวังขึ้นมาหน่อยๆ

                “ที่ผมถามเมื่อกี้นับเป็น 2 คำถาม คุณถามผมมาได้เลย” เวเจนิสว่าแล้วก็ยกหนังสือขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา

                ว่าแต่หนังสือมาจากไหน...

                “โอเค ที่นี่ทุกคนมีเวทมนต์กันหมดเลยงั้นเหรอ” ผมที่สงบสติอารมณ์ได้กลับมาตั้งคำถามต่อไป ผมพอจะเข้าใจโลกนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว มันไม่ได้ต่างจากโลกเวทมนต์ในการ์ตูนที่ได้ดูตอนเด็กๆ เท่าไหร่

                “ไม่หรอกครับ ถึงคนส่วนมากจะมีแต่ก็มีบางคนที่ถูกทอดทิ้งเช่นกัน” เวเจนิสพูดถึงตรงนี้ดวงตาของเขาก็หม่นแสงลง แม้จะเป็นแค่ชั่วคราวจนผมนึกว่าตาฝาดไปเอง

                “ทอดทิ้ง? อะไร? ยังไง?”

                “อย่างที่บอกไปครับส่วนใหญ่คนที่นี่มีเวทมนต์ เราจะเรียกโดยรวมว่าผู้ที่ได้รับพร ซึ่งพรที่ว่าได้รับจากเทพทั้ง 7 พระองค์ คือ เทพแห่งลม เรนิส เทพแห่งไฟ กริฟิก เทพแห่งเงา ซิลเลียน เทพแห่งแสง เลนิน เทพแห่งป่า ไพรเลน เทพแห่งดิน โพรอา และเทพแห่งน้ำ ทีฟ่า” เวเจนิสนับนิ้วตามให้ผมเห็นไปด้วย “ส่วนคนที่ถูกทอดทิ้งคือคนที่ไม่ได้รับพรจากเทพคนไหนเลยนั่นเอง”

                “7 ธาตุงั้นเหรอ...” ผมนั่งเรียบเรียงรายชื่อเทพเจ็ดองค์ในสมองก่อนที่มันจะปลิวหายไปจากสมอง

                แล้วยังมีคนที่ไม่ได้รับพรด้วย ไม่เท่าเทียมชะมัด

                “ถึงตาผมแล้ว นี่จะเป็นคำถามข้อสุดท้ายของผม” เวเจนิสว่าพลางโยนหนังสือขึ้นบนอากาศ แล้วมันสลายกลายเป็นแสง เขานั่งไขว้ห้างแล้วเอามือเท้าคางอย่างสบายอกสบายใจเมื่อข้อสงสัยของตัวเองจะหมดไป “คุณจะทำยังไงต่อหลังจากที่กลับไปที่ตรอก”

                “ฉันจะกลับบ้าน” ผมตอบแทบจะในทันที

                “โอ้ งั้นก็ขอให้โชคดีนะครับ”

                “คำถามสุดท้ายของฉันเหมือนกัน... เวเจนิสนายเป็นใครกันแน่?”

                ถึงจะมองไม่เห็นใบหน้าส่วนล่าง แต่ผมก็รู้ว่าตอนนี้เขากำลังยิ้มอยู่

                “ก็แค่นักเรียนคนหนึ่งครับ” เขาพูดพร้อมดึงผ้าพันคอขึ้นสูง “ถ้าอย่างนั้น...”

                เวเจนิสลุกขึ้น เขาถอยหลังออกจากฟิวส์ ทันใดนั้นฟิวส์ก็ค่อยๆ หายไปเหลือไว้เพียงละอองแสงจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่มันทำให้ผมอดพูดไม่ได้ เพราะละอองแสงเล็กๆ ท่ามกลางความมืดนี้มันช่าง “สวยดี”

                เวเจนิสที่กำลังเสกให้โต๊ะกลับเข้าที่หันมามองอย่างแปลกใจ แล้วจึงพูดอย่างยินดี “ขอบคุณครับ”

                ผมลุกขึ้นเพื่อให้เขาเอาเก้าอี้ไปตัวที่ผมนั่งเข้าไปเก็บ เก้าอี้ที่ผมนั่งลอยกลับเข้าไปตามนิ้วที่เขาชี้ ไม่ช้ามันก็เข้าไปอยู่ที่เดิม ไฟในห้องดับลง เวเจนิสจึงจัดการล็อคประตูให้เรียบร้อย

                “เพื่อความไม่สะดุดตา...” เวเจนิสพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง

                พรึบ!

                เสื้อคลุมสีน้ำตาลสองตัวโผล่มาจากอากาศ เขาโยนตัวหนึ่งให้ผมส่วนอีกตัวก็ใส่เอง โดยถอดเสื้อคลุมสีเงินแล้วทิ้งลงพื้น แต่ก่อนเสื้อคลุมจะสัมผัสพื้นมันก็กลายเป็นละอองแสงไป แล้วจึงใส่เสื้อคลุมตัวใหม่

                “ใส่ไว้สิครับ เสื้อผ้าที่คุณใส่ตอนนี้สะดุดตามากนะครับ ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากจะเด่นเกินไปด้วยน่ะ” เขาพูดพร้อมกับจัดเสื้อคลุมให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ลืมดึงฮูทขึ้นสวมปิดเส้นผมสีน้ำเงินของตัวเอง

                เมื่อสวมเสื้อคลุมเสร็จผมค่อยสำรวจลวดลายบนผ้า ผมพบว่ามันเป็นลวดลายแบบเดียวกับที่ผมเห็นบนเสื้อคลุมสีเงินตัวก่อนหน้านี้ที่ตอนนี้เขาโยนมันไปบนอากาศก่อนจะสวมตัวสีน้ำตาลแทน

                “แล้วเราจะไปยังไง?” ผมถามอย่างสงสัยขณะมองรูปร่างอาคารต่างๆ ไปพลางๆ ขณะเดินตามเวเจนิส

                “ตอนนี้เป็นช่วงค่ำ ย่านซานเชียร์ก็เลยมีคนพลุกพล่าน เพราะอย่างนั้นผมคิดว่าเราควรจะค่อยๆ เดินกลับไปดีกว่าครับ เราจะได้สามารถแฝงตัวไปกับผู้คนแถวนี้ได้โดยไม่น่าสงสัย”

                ผมฟังเขาพูดแล้วก็นั่งทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันนี้

                นั่นทำให้ผมนึกได้ว่า ผมลืมถามเรื่องสำคัญไปซะสนิทเลย!

                “ฉันลืมถามนายไป ทำไมนายต้องหิ้วฉันมาด้วย แล้วทำไมนายถึงถูกไล่ตามล่ะ อย่าบอกนะว่านายไปทำเรื่องไม่ดีไว้?” ผมยิงคำถามสำคัญที่ควรจะถามตั้งแต่แรกใส่อีกฝ่ายรัวๆ เรายังไม่ได้ออกจากตรอกไปที่ถนนสายหลักผมจึงคิดว่าคงไม่เป็นไรที่จะถาม

                “กำแพงมีหูประตูมีช่องนะครับ ที่ผมตอบคุณได้มีแค่ผมไม่ใช่คนไม่ดี และที่ผมหิ้วคุณมาด้วยเพราะผมไม่อยากให้คุณที่ดูไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรโดนจับไปน่ะสิครับ” ผมรีบเดินไปตีเสมอเวเจนิสเพื่อจะได้คุยกันสะดวก

                “จับเหรอ?” ผมถามต่อ

     จับไปขายอวัยวะหรือไง?

                “คงพูดมากกว่านี้ไม่ได้หรอกครับ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้”

                กำแพงมีหูประตูมีช่อง... โอเคผมเลิกถามดีกว่า อย่างน้อยตอนนี้เราก็กำลังจะกลับไปที่เดิมแล้ว ผมจะได้กลับบ้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรไปกับที่นี่

                เราเดินมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ออกมาจากตรอกได้ในที่สุด

                “ตามผมให้ดีๆ นะครับ เดี๋ยวหลงกันจะลำบาก” เขาเตือนผมแล้วออกเดินฝ่าฝูงชนตรงไปยังทิศทางที่เขาพาผมมา ผมรีบตามไปติดๆ ทันที

                ปรากฏว่าผมไม่มีแม้แต่เวลาชมทิวทัศน์ เพราะไม่สามารถละสายตาจะคนที่เดินนำหน้าผมไปได้เลย

   ..เวเจนิสเดินเร็วมาก

    รู้แค่ว่าที่นี่ก็ไม่ได้ต่างจากย่านการค้าที่โลกของผมเลย ร้านรวงทอดยาวไป มีเสียงเรียกลูกค้าดังเป็นระยะๆ

                ผมได้แต่ภาวนาไม่ให้เกิดเรื่องโชคร้ายขึ้นอีกในวันนี้

                เราเดินไปเรื่อยๆ เวลาที่ค่อยๆ ไหลผ่านทำให้ผมรู้ว่าผมโดนหิ้วมาไกลมากขนาดไหน มีเสียงฮัมเพลงอย่างสบายๆ มาจากเวเจนิส เขาเดินเหมือนคนปกติ แต่สำหรับผมแทบจะต้องวิ่งตาม

                “เดี๋ยวหยุดก่อน...” ผมร้องเรียกเวเจนิสที่ยังเดินไปเรื่อยๆ เหมือนมาเดินเล่นหลังอาหาร แต่เหมือนเขาจะไม่ได้ยิน “เฮ้! เวเจนิส”

                “ครับ?” เขาหันหน้ากลับมามอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ “อ้าวทำไมคุณดูเหนื่อยจังล่ะครับ”

                เพราะแกไง!

    “นายไม่รู้หรือไงว่าตัวเองเดินเร็วขนาดไหน” ผมตอกกลับไปขณะใช้มือยันกำแพงหอบแหกๆ แล้วมองดูรอบด้าน ตอนนี้เราอยู่ในตรอกไร้ผู้คนตรอกหนึ่ง

                “อย่างนั้นเหรอ ผมเดินเร็วเกินไปเหรอ” เขาลูบคางแล้วยืนมองผมแล้วจึงเอ่ยออกมาอย่างหยอกล้อ “...คุณไม่ค่อยได้ออกกำลังกายสินะครับ”

                “เรื่องของฉัน! พนักงานกินเงินเดือนอย่างฉันจะเอาเวลาไหนไปออกกำลังกายล่ะ” ผมมองค้อนเขาแล้วถามขึ้น

                เวเจนิสเพียงหัวเราะออกมาเท่านั้นและไม่ตอบอะไรผม

    “จริงสิ ในโลกนี้มีพร 7 อย่างใช่ไหมล่ะ แล้วนายได้พรจากใครล่ะ?” อยู่ๆ ผมก็นึกคึกอยากรู้ว่าไอ้ความเร็วของหมอนี่มันมาจากพรของอะไรกันแน่

                “อืม... แล้วคุณคิดว่าผมได้รับจากใครล่ะ” เวเจนิสยืนพิงกำแพง ไม่วายเสกหนังสือเล่มเดิมมาอ่านต่อฆ่าเวลา

                “พรของสายลม?” วิเคราะห์จากความเร็วของหมอนี่แล้ว ผมคิดว่าเขาเหมือนลม

                “ผิดครับ” เวเจนิสบอกพร้อมปิดหนังสือดังปึก “ผมรับพรจากเลนิน เทพแห่งแสงสว่างครับ คุณคงวิเคราะห์จากความเร็วของผมสินะครับ นั่นไม่ใช่การวิเคราะห์ที่โง่เขลา เพราะการหาที่มาของพรของแต่ละคนค่อนข้างจะละเอียดอ่อนอยู่นะครับ”

                เวเจนิสวาดมือผ่านอากาศ ปลายนิ้วของเขาทิ้งละอองแสงเล็กๆ โปรยปราย มันลอยค้างกลางอากาศ และทันทีที่เขากำมือ แสงเหล่านั้นก็หายไป

                “อย่างนั้นเหรอ” ผมมองสิ่งที่เวเจนิสอย่างอึ้งๆ ...บางทีผมควรเลิกตกใจกับมันได้แล้ว

                “ใช่ครับ อย่างนี้แหละ ดูเหมือนคุณจะหายคุณจะหายเหนื่อยแล้วนะครับ เราต้องรีบหน่อยหากไม่อยากไปถึงที่นั่นดึก” ว่าพลางออกเดินโดยไม่รอความเห็น ผมเร่งฝีเท้าเดินตามความเร็วที่ไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ถึงแม้จะรู้ว่าผมจะตามเขาไม่ทันก็ตาม

                เราเดินมาเรื่อยๆ ผมไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แต่นี่คงผ่านไปไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงแน่ๆ

                ยิ่งนานผมก็ยิ่งฟุ้งซ่าน อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวัน ผมคิดว่าถ้าไปถึงที่นั่นแล้วมันจะไม่มีทางกลับล่ะ ถ้าหากทางที่ทอดยาวของตรอกนั้นไม่พาผมกลับไปที่โลกล่ะ ผมควรจะทำยังไง

                ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลย ของที่พอจะประทังชีวิตได้มีแต่กระเป๋าสตางค์เก่าๆ ใบเดียว และโทรศัพท์มือถือ ยังดีที่ภาษาของที่นี่ไม่ได้ต่างจากโลกเดิมของผมไม่อย่างนั้นคงได้อับจนหนทางชวนให้ผูกคอตายมากกว่านี้

                “เฮ้อ...” ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ

                “ไม่สบายใจเหรอครับ” ผมสะดุ้ง เขานี่หูผีเหลือเกินนะ

                “ฉันก็แค่คิดว่าพอกลับไปที่ตรอกแล้วกลับไปที่โลกเดิมไม่ได้จะทำยังไงดีนะน่ะสิ” ผมสารภาพออกมาตามตรง ถ้ายังไงเก็บไว้คนเดียวก็ไม่ช่วยให้อะไรๆ มันดีขึ้นล่ะก็

                “ไม่ยากนี่ครับคุณก็แค่อยู่ที่นี่หาสาวๆ สักคนแล้วก็ใช้ชีวิตของตัวเองไป”

                ปัญหาชีวิตของผมมันง่ายสำหรับเขาเหรอเนี่ย... “นายก็พูดง่ายนะ ฉันไม่มีอะไรติดตัวมากไปกว่าเศษเหล็กกับกระเป๋าหนังเก่าๆ ใบหนึ่ง นายยังจะบอกให้ฉันใช้ชีวิตที่นี่เนี่ยนะ”

                “คุณนี่ยาจกของแท้เลยสินะครับ” แน่ะ! ไม่วายโดนหยอกกลับมาด้วยน้ำเสียงกวนปลายเท้าอีก นี่ผมคิดผิดแน่ๆ ที่พูดออกมา “ใกล้จะถึงแล้วล่ะครับ ถึงตอนนั้นค่อยคิดอีกทีเถอะครับ”

                ผมเดินตามเขาไปเงียบๆ ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นอีกหลังจากนั้น

                ในที่สุดเราก็มาถึง ผมจำได้ว่าที่นี่เป็นตรอกที่ผมเลือกจะหันหลังวิ่งกลับ

                “เอาล่ะครับ ผมต้องไปแล้ว หวังว่าโชคชะตาคงไม่เล่นตลกทำให้ผมได้มาเจอคุณอีกนะครับ เดลลิน ฟรีเวนส์” เขาโบกมืออำลาผม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นหน้าเวเจนิส เขาดึงผ้าพันคอลงนั่นทำให้ผมเห็นเขาได้ถนัดขึ้น หน้าตาของเขาหล่อมากทีเดียว ใบหน้านั้นกำลังยิ้มเจ้าเล่ห์ไม่ผิดจากที่ผมคิดเลย

                “ฉันก็หวังอย่างนั้น” ผมสาวเท้าเข้าไปในตรอก ไม่รู้ว่าสุดตรอกเป็นที่ไหน ตอนนี้มีเพียงความมืดที่รออยู่ด้านหน้าผม ผมไม่คิดจะหันหลังกลับไปมองอะไรทั้งนั้นเพราะกลัวเหลือเกินว่าถ้าทำอย่างนั้นผมจะถูกผูกมัดเข้ากับที่นี่จนไม่อาจกลับไปได้

                หลังจากเดินเข้าตรอกมาเส้นทางช่างยาวนาน ความอ่อนล้าทำให้ผมก้าวขาแทบไม่ไหว ถึงอย่างนั้นความหวังเล็กๆ ก็พาผมเดินต่อไป สติราวกับลอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง ร่างกายเพียงก้าวเท้าสลับไปข้างหน้าเหมือนเครื่องจักร

                แสงสีขาวทอประกายอยู่สุดขอบของเส้นทาง ผมออกวิ่ง แสงอันนุ่มนวลของหลอดไฟที่ไม่ใช่แสงของคบเพลิงดึงดูดผมจนหยุดฝีเท้าไม่ได้

                ผมเอื้อมมือไปคว้าแสงสว่างที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ในที่สุดผมก็ออกมาพ้นตรอก!

                ผมเริ่มมองสำรวจ ทางเท้าที่คุ้นเคย เสาไฟฟ้าที่โหยหา และ... โอ้! เครื่องแบบที่คุ้นตาของคุณตำรวจ!

                “เฮ้! คุณครับเป็นอะไรมั้ย” และโลกที่ค่อยๆ มืดดับลง

ขอบคุณพระเจ้า

                ผมกลับมาแล้ว!

                แสงสีแดงทอดสู้สายตาขัดช่วงเวลาเพลินๆ กับหนังสือเล่มโปรดของชายหนุ่มผมสีน้ำเงิน  ไม่ต้องเงยหน้าเขาก็รู้ในทันทีว่าเจ้าของเรียวขาและผ้าคลุมสีล้มราวกับแสงตะวันที่กำลังลับขอบฟ้านี่คือใคร

                “พี่ เราจะไปกันหรือยัง” เสียงที่ไม่รู้ว่าควรจะบอกว่าเป็นของชายหรือหญิงดีถามขึ้น

                เวเจนิสปิดหนังสือ เงยหน้าขึ้นมอง ภายใต้แสงจันทร์วันแรมอันมืดมิดนี้ไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรคในการอ่านของเขาได้เพราะอย่างไรเสียงเขาก็เป็นพรแห่งแสงคนหนึ่ง ที่เป็นเรื่องลำบากจริงๆ คือเวลาอันน้อยนิดของตัวเขาเองมากกว่า

                “ฉันจัดการธุระของเราเสร็จแล้ว ไม่ช้าทางศาสนจักรจะดำเนินการทุกอย่างเอง” เธอรายงานผล ที่อยู่ตรงหน้าของเวเจนิสคือหญิงสาวผมยาวถึงเอว ผมสีแดงของเธออยู่คนละโทนกับเขาโดนสิ้นเชิง เธอคนนี้มีใบหน้าไม่ค่อยจะต่างจากเขาเท่าไหร่นัก และสาเหตุที่เธอเรียกเวเจนิสว่า “พี่” คงไม่ต้องพูดกันให้มากความ

                เธอคนนี้เป็นน้องสาวของชายหนุ่มนั่นเอง

                “โอเคน้องรัก ทีนี้เราก็จะได้เดินทางตามจุดหมายจริงๆ เขาเราเสียที ยิ่งตอนนี้เวลาของเรายิ่งเหลือไม่มาก” เขาว่าพลางลุกขึ้น ผ้าพันคอผืนเดิมยังคงปิดบังใบหน้าเช่นทุกครั้ง เขาเสกเสื้อคลุมสีเงินตัวเก่งออกมาจากชายน์โซน ก่อนจะจัดการเปลี่ยนจากเสื้อคลุมสีน้ำตาลที่เอาออกมาใช้เมื่อไม่กี่ชม.ก่อนกลับมาใส่สีเงินตัวเดิม

                “ทำไมพี่ถึงใส่เสื้อคลุมสีนี้ล่ะ ปกติเห็นใส่แต่สีเงินนี่” น้องสาวช่างสังเกตถามขึ้นพร้อมกับที่เขาโยนเสื้อคลุมที่เพิ่งถอดกลับเข้าไปในชายน์โซน

                “อืม... พี่เจออะไรน่าสนใจนิดหน่อยมาน่ะ” น่าสนใจจนเขาตัวสั่นเลยล่ะ

                “แล้วตอนนี้มันอยู่ไหนล่ะ” เธอว่าพร้อมกับเดินวนไปรอบๆ เพื่อสำรวจเส้นทางออกจากเมือง ตอนนี้เราอยู่บนดาดฟ้าของอาคารอิฐแห่งหนึ่ง ถึงจะไม่สูงมากแต่เพราะอยู่บนเนินที่ราบสูงจึงทำให้มองเห็นได้ทั่วเขตกำแพง

                “ไม่อยู่แล้วล่ะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายสุดซึ้งแต่กลับผุดยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างติดนิสัย พลันคิดว่าวันนี้นั่งมามากพอแล้วจึงลุกขึ้นเดินสำรวจทางหนีช่วยน้องสาวสุดที่รัก

                “หายากจังนะที่พี่ปล่อยของที่ตัวเองสนใจไป”

                น้ำเสียงแปลกใจที่ตอบกลับมานั้นทำเอาเขาหลุดหัวเราะแล้วหันไปยิ้มให้น้องสาวทันที ชายหนุ่มหันไปมองน้องสาวสุดที่รักแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ที่หญิงสาวฟังเสียจนชินหู “มันจะน่าสนุกอะไรล่ะถ้าพี่ได้ทุกอย่างมาง่ายๆ จริงไหมลาเนีย”

                “ไม่รู้สิ บางทีของที่ได้มายากไปมันก็น่ารำคาญนะ” เธอไหวไหล่แล้วหันไปสำรวจเมืองต่อ “เอาเป็นว่าถ้าพี่เจอเจ้านั่นเมื่อไหร่ก็เอามาให้ฉันดูบ้างแล้วกันนะ”

                “ได้สิ ถึงพี่จะไม่รู้ว่าจะได้เจอมันอีกหรือเปล่าก็เถอะนะ”

                ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เขาก็รู้สึกว่าโอกาสนั้นจะมาถึงในไม่ช้า

--------------------

เรื่องนี้ก็จบแล้วนะคะ-- ล้อเล่นค่ะ ฮ่าาาๆ ให้หนูเดลมาทัศนศึกษาก่อน แล้วค่อยเจอกันใหม่ หุหุ ตอนนี้ลาเนียโผล่มาาาาาาา บอกตามตรงคือเราชอบพี่น้องคู่นี้มากค่ะ ฮ่าๆๆ แล้วยังคิดหนักมากว่าลาเนียควรมีพรของใคร เอาเป็นว่ารออ่านตอนหน้าค่ะ ฮ่าๆ ยังไงก็ช่วยติดตามอ่านเรื่องราวของหนูเดลกับคนอื่นๆ ด้วยนะคะ 
อย่าลืมนะคะ 1 เม้น 100 กำลังใจ <3
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

450 ความคิดเห็น

  1. #335 Fktay (@Fktay) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 17:10
    โอ้ ตะมุ้ตะมิ้มาก คู่เวเจนิสกะเดลลิน
    เหมือนเวเจนิสกำลังหลอกล่อลูกแกะตัวน้อยๆให้ตกหลุมพราง อิอิ ชอบคำว่า"เจ้าเล่ห์"
    #335
    1
    • #335-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 2)
      29 พฤศจิกายน 2559 / 21:44
      หุหุ ถ้าชอบก็ตามลูกแกะไปนานๆ นะ
      #335-1
  2. #142 ni_ky (@ni_ky) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2559 / 20:22
    อ๊ายยย ทำไมเรารู้สึกจิ้นคู่เวเจนิสกับเดลลิน ติดตามนร้าไรท์
    #142
    1
    • #142-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 2)
      1 พฤศจิกายน 2559 / 05:20
      ขอเชิญท่านขึ้นเรือตรงนั้นนะคะ//ผายมือ (ขอบคุณที่ติดตามค่ะ <3)
      #142-1
  3. #71 Anønymøus (@agonizingpain) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 ตุลาคม 2559 / 18:42
    รู้สึกเวเจนิสกับเดลลินเคมีเข้าคู่กันมาก ขออนุญาตต่อเรือค่ะ! #ผิดจริงจัง
    #71
    1
    • #71-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 2)
      21 ตุลาคม 2559 / 19:45
      เรือลำนี้มีคนสร้างแล้วค่ะ เชิญลงได้เลย /lwl\
      #71-1
  4. #39 Azlyss (@Azlyss) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 19:12
    งื้ออออ น่ารักกก รู้สึกได้ว่าลาเนียน่ารัก
    เอ็นดูคู่พี่น้อง
    ว่าแต่ นี่แอบจิ้นเบาๆฮืออออ
    มันติดนิสัย TTT สนใจเขาใช่มั้ยล่าาาาาาา
    แง้งงง หสฟสาหสกส($**"*$*#
    #39
    1
    • #39-1 KisegiJi (@kidochigi) (จากตอนที่ 2)
      11 ตุลาคม 2559 / 19:55
      ฟ่าห้ามมือตัวเองไม่ได้ค่ะ ฮ่าๆ ขนาดฟ่ายังเผลอจิ้นเอ---//โดนลากไปเก็บ
      #39-1
  5. #9 sweet-vanila-tea (@sweet-vanila-tea) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กันยายน 2559 / 23:12
    ว้ายยยยยยตายยยยแล้วววว
    ประกายสีม่วงระยิบระยับสว่างไสวล่องลอยไปในอากาศ
    #9
    0
  6. #6 manodcha (@manodcha) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กันยายน 2559 / 17:56
    วายว้ายวายว้ายย
    #6
    1